[SF] +:+ White Christmas +:+ [YooSu][Merry X'mas]

posted on 25 Dec 2009 17:34 by daikun  in All-TVXQ-Short-Fic

Title: White Christmas [Merry X’mas~ ^ ^]
Paring:
Yuchun x Junsu
Author:
~#DN_LoveR#~
Author Note:
และแล้วก็มาถึงช่วงเทศกาลคริสมาสต์แล้ว วู้วววว นี่ก็เป็นฟิคเก่าอีกฟิคะนึง สนุกไม่สนุกยังไงก็บอกกันได้นะคะ ที่จริงอยากจะพล่ามมากกว่านี้ แต่ตอนนี้กำลังสอบกลางภาค กองหนังสือกำลังเรียกร้องเบลล์อยู่ล่ะ T T” (น้ำตาตกใน) ตอนนี้เบลล์ขอตัวไปอ่านหนังสือต่อก่อนล่ะค่า~


+
:+:+:+:+:+:+ White Christmas +:+:+:+:+:+:+




ชายหนุ่มร่างเล็กนั่งอยู่บนเตียงนุ่มภายในห้องนอนขนาดไม่ใหญ่และไม่เล็กจนเกินไป ใบหน้ามนหันไปมองทิวทัศน์ภายนอกของค่ำคืนในฤดูหนาวผ่านหน้าต่างบานเล็กที่เริ่มจะมีฝ้าสีขาวเกาะจนมัวเพราะอากาศที่หนาวเย็น ร่างเล็กเปลี่ยนเป็นนั่งชันเข่า ใช้วงแขนของตัวเองโอบกอดขาเรียวของตัวเองไว้อย่างหลวม ๆ ราวกับต้องการไออุ่น

ดวงตากลมที่ดูติดจะเศร้าหมองอยู่เล็กน้อยทอดมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างเหม่อลอย แสงไฟภายในเมืองยามค่ำคืนที่ดูสวยงามนั้นกลับไม่ได้ทำให้ร่างเล็กรู้สึกสดใสขึ้นแม้แต่น้อย เด็กหนุ่มยังคงนั่งนิ่งอยู่เหมือนเดิม จนกระทั่งเริ่มมีเกล็ดหิมะสีขาวที่ดูอ่อนนุ่มราวกับปุยนุ่นร่วงหล่นลงมาจากท้องฟ้าที่มืดสนิทอย่างช้า ๆ


“หิมะ...เริ่มตกอีกแล้วสินะ...”


เสียงใสพูดกับตัวเองอย่างแผ่วเบา ริมฝีปากบางเม้มแน่นจนเป็นเส้นตรง นัยน์ตาสีนิลไหวระริกด้วยความรู้สึกต่าง ๆ ที่กำลังกัดกร่อนจิตใจของตัวเองทีละนิด เพียงแค่เขาเห็นกลุ่มหิมะที่พร้อมใจกันโปรยตัวเองให้ร่วงหล่นมาจากท้องฟ้านั่น...มันก็ทำให้เขาหวนคิดถึงใครคนหนึ่งที่เขาเฝ้าคิดถึงและรออยู่เสมอ


ก๊อก ๆ

เสียงเคาะประตูที่ดังพอจะเรียกให้คนที่อยู่ภายในห้องนั้นได้สติ ใบหน้ามนหันไปมองที่ประตูห้องของตัวเองนิ่ง เขาไม่ได้ส่งเสียงตอบกลับไป แต่ดูเหมือนว่าคนที่อยู่ด้านนอกก็รู้ตัวว่าเขานั้นอนุญาตให้เข้ามาภายในห้องของเขาได้ ประตูห้องนอนจึงถูกอีกฝ่ายเปิดออก


“จุนซู นาย...ยังไม่นอนอีกเหรอ?”


แจจุงเอ่ยถามอีกฝ่ายที่กำลังมองมาหาเขา คำถามที่ไม่ต้องการคำตอบที่แจจุงพูดออกมา จุนซูเลือกที่จะไม่ตอบออกไป เขาหันหน้ากลับไปยังตำแหน่งเดิมอีกครั้ง แหงนหน้าของตัวเองมองทิวทัศน์ภายนอกผ่านกระจกบานเล็กที่มีหิมะจำนวนหนึ่งเริ่มเกาะจนแทบจะบดบังภาพภายนอกไว้เสียหมดอีกครั้งหนึ่ง


“แจจุง...วันนี้มีใครส่งของมาถึงฉันบ้างมั้ย?”


จุนซูถามโดยไม่มองหน้าอีกฝ่ายหนึ่ง แต่น้ำเสียงที่ฟังดูสั่นเครือนั่นมันทำให้แจจุงพอจะรู้ได้ว่าทำไมจุนซูถึงไม่หันมามองหน้าเขา ยิ่งนึกถึงภาพใบหน้าของร่างเล็กที่เขาเห็นตอนเดินเข้ามาภายในห้องเมื่อกี้นี่ ดวงตากลมโตสดใสที่เต็มไปด้วยความเศร้าหมอง รวมกับคำถามที่จุนซูถามเขานั่นอีก มันทำให้เขาเริ่มรู้สึกลำบากใจเหลือเกินที่จะต้องพูดความจริงออกไปให้เพื่อนรักได้รับรู้


“...ไม่มี...ไม่มีเลย”


คำตอบที่ได้รับมันเหมือนกับเป็นเข็มเล็ก ๆ นับหมื่นเล่มที่รุมแทงจิตใจที่บอบบางของจุนซูให้เจ็บลึก ฟันซี่เล็กกัดริมฝีปากล่างของตัวเองไว้แน่น มือเรียวจิกต้นขาของตัวเองแน่นโดยที่ไม่กลัวเจ็บแม้แต่น้อย รู้สึก
เจ็บและจุกจนทำอะไรไม่ถูก ได้แต่ปล่อยให้ตัวเองนั่งนิ่งรับรู้ถึงความเจ็บปวดอันแสนสาหัสเพียงอย่างเดียว

“งั้นหรอ...”



...ปีนี้...ก็ไม่มีของขวัญมาอีกแล้วสินะ...


ไม่ใช่ว่าจะมีแต่จุนซูที่เจ็บปวดอยู่เพียงคนเดียว แจจุงที่พูดตอบไปนั้นก็เช่นกัน เขาไม่อยากจะให้เพื่อนรักของเขาต้องมานั่งซึมเศร้าอยู่แบบนี้ ไม่อยากให้เพื่อนรักที่สดใสร่าเริงของเขาต้องเปลี่ยนไปทุก ๆ ครั้งเมื่อถึงช่วงเทศกาลในฤดูหนาวแบบนี้ ขาเรียวเดินพาตัวเองไปนั่งลงบนเตียงนุ่ม ข้าง ๆ กันกับจุนซูที่กำลังนั่งชันเขาอยู่


ร่างบางโอบกอดร่างของเพื่อนรักไว้อย่างหลวม ๆ ใบหน้าหวานซุกลงบนไหล่บางของอีกฝ่ายราวกับเป็นการให้กำลังใจ ทั้งสองไม่ได้พูดคุยอะไรกัน แต่สัมผัสอบอุ่นที่จุนซูได้รับจากแจจุงนั้น มันทำให้เขาอยากจะระบายความรู้สึกที่อัดอั้นออกมาอย่างห้ามไม่ได้


“แจจุง...”


“หืม?”


“ปีนี้...ฉันก็ไม่ได้ของขวัญอีกแล้วเนอะ...”


“......”


“...เค้าลืมฉันไปแล้วรึเปล่านะ?”


เสียงใสที่พูดอย่างสั่นเครือ ร่างเล็กที่ติดจะสั่นเล็ก ๆ ทำให้แจจุงกระชับอ้อมกอดของตัวเองให้แน่นยิ่งกว่าเดิม ใบหน้าหวานเงยขึ้นสบตากับอีกฝ่าย ที่ตอนนี้ดวงตากลมโตนั้นเต็มไปด้วยหยาดน้ำที่ก่อตัวกันจนแทบจะไหลลงอาบแก้มใสได้ในไม่ช้า


“แจจุง...เค้าลืมฉันไปแล้วใช่มั้ย ฮึก...”


เสียงสะอื้นที่หลุดออกมาอย่างแผ่วเบา ริมฝีปากเม้มแน่นจนกลายเป็นเส้นตรง หยาดน้ำใสไหลรินลงจากดวงตากลมโตลงมาอาบแก้มใสอย่างช้า ๆ แจจุงเม้มริมฝีปากแน่น ดวงตาสวยหรี่ลงด้วยความเจ็บปวดเช่นกัน แต่มันอาจจะเป็นความเจ็บปวดที่แตกต่างกันเพียงเล็กน้อยเท่านั้น มือเรียวลูบเรือนผมนุ่มของเพื่อนรักอย่างปลอบประโลม ก่อนจะเลื่อนไปเช็ดน้ำตาที่อาบใบหน้าอีกฝ่ายให้ออกไปอย่างแผ่วเบา


“จุนซู เค้าไม่ได้ลืมนายหรอกนะ เค้าอาจจะ...ไม่ค่อยว่างนักน่ะ”


“ไม่ว่างหรอ?...สองปีแล้วนะแจจุง...สองปีที่ฉันนั้นเฝ้ารอเค้าอย่างไร้จุดหมายมาตลอดน่ะ”


ยิ่งพูดระบายความรู้สึกออกมามากเท่าไหร่ น้ำตามันก็ยิ่งถูกผลักดันให้ออกมาจากดวงตากลมโตใสมากเท่านั้น จุนซูโผเข้ากอดแจจุงไว้แน่น ซุกหน้าลงกับแผ่นอกบาง ปล่อยให้ตัวเองนั้นร้องไห้โฮออกมาอย่างไม่มีการเอียงอาย เพราะเขารู้ดี ว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น คนที่จะคอยอยู่เคียงข้างเขาเสมอคือเพื่อนรักที่ชื่อแจจุงคนนี้ คนที่ไม่เคยปล่อยให้เขาอยู่เพียงลำพัง


“แต่นายก็ได้รับคำสัญญาจากเค้าแล้วไม่ใช่หรอจุนซู?”


แจจุงยกยิ้มบางพร้อมกับมอบอ้อมกอดแสนอุ่นให้กับเพื่อนรักอีกครั้งหนึ่ง ร่างเล็กที่สะอื้นจนตัวโยนหันมามองใบหน้าของเพื่อนรักด้วยความสงสัย แต่ก็มีความรู้สึกอื่น ๆ แฝงไว้อีกมากมาย ร่างบางยกยิ้มให้กับเพื่อนรัก ก่อนจะเริ่มเอ่ยต่อ


“ถ้านายรักเค้าจริง...นายจะไม่ลองเชื่อในคำสัญญาของเค้าดูหน่อยหรอ?”


แจจุงพูดพร้อมกับเอียงคอถามอีกฝ่ายอย่างน่ารัก จุนซูไม่รู้ว่าเขาควรจะลองเชื่อในคำสัญญาของใครคนนั้นตามที่แจจุงบอกหรือไม่ รู้สึกว่าความรู้สึกต่าง ๆ ที่อยู่ข้างในมันตีกันมั่วไปหมด ราวกับมีคนสองคนกำลังโต้เถียงกันให้เขาเอนไปในทางใดทางหนึ่ง เขาไม่รู้จริง ๆ ว่าตอนนี้เขาควรจะเชื่อในความรู้สึกใดของตัวเองดี


“ฉัน...ฉัน...”


แต่เมื่อมองดูใบหน้าของเพื่อนรักที่กำลังส่งสายตามองมาราวกับหวังจะให้เขาทำตามคำพูดนั่น รวมกับความรู้สึกส่วนลึกของตัวเองแล้ว มันทำให้ความสับสนที่มีอยู่นั้นหายไปอย่างรวดเร็วอย่างน่าประหลาดใจ ริมฝีปากบางยกยิ้มขึ้นบางเบาแม้มันจะดูเหมือนการฝืนยิ้มก็ตามที แต่รอยยิ้มเพียงแค่นั้น มันก็ทำให้แจจุงนั้นดีใจอย่างมากแล้วที่ได้เห็นเพื่อนรักกลับมายิ้มอีกครั้ง


“อื้ม...ฉันจะลองเชื่อดูก็ได้”


“มันต้องอย่างนั้นสิ
~ อืม...แต่ตอนนี้มันดึกแล้ว นายควรจะเข้านอนได้แล้วนะจุนซู”

แจจุงยกยิ้มน่ารักให้อีกฝ่ายราวกับเป็นการให้กำลังใจ ก่อนจะผลักร่างเล็กให้ลงไปนอนแหมะลงบนเตียงนุ่มอันแสนสบาย ทันทีที่หัวกลมสัมผัสกับหมอนใบประจำ ผ้านวมผืนใหญ่ก็ถูกเลื่อนมาคลุมร่างเล็กไว้จนมิดด้วยฝีมือของแจจุง จุนซูส่งเสียงครางงอแงเพราะไม่อยากเข้านอนราวกับเด็กน้อย ร่างเล็กดิ้นเร้า ๆ ไปมาอย่างไม่พอใจ ที่จริงอยากจะลุกขึ้นมานั่งด้วยซ้ำ แต่ก็รู้ตัวเองดีล่ะ ว่าสุดท้ายยังไงเขาก็ต้องทำตามคำสั่งของแจจุงอยู่ดี


“มีนายอยู่ด้วยนี้ยังกับมีแม่อยู่ข้าง ๆ เลยแหะ”


ร่างเล็กพูดใส่อีกฝ่ายด้วยริมฝีปากเชิดเล็กน้อย ร่างบางหัวเราะคิกคักกับคำพูดจิกกัดที่ได้รับ ก่อนที่มือเรียวเอื้อมไปหยิบตุ๊กตาปลาโลมาน่ารักขนาดไม่เล็กและไม่ใหญ่มาให้จุนซูได้กอดเล่น


“ก็นายทำตัวเหมือนเด็ก ฉันก็เลยต้องเป็นแม่ที่คอยดูแลลูกชายน่ะสิ”


ริมฝีปากอิ่มประทับลงบนหน้าผากมนของคนที่นอนอยู่อย่างรวดเร็ว จุนซูมองใบหน้าของเพื่อนรักด้วยความไม่พอใจที่โดนหาว่าเป็นเด็ก แก้มใสพองลมขึ้น แต่ถ้าหากสังเกตดี ๆ แล้ว ภายในแววตาที่เศร้าหมองในตอนแรกนั้นมันกลับเต็มไปด้วยความดีใจที่ถูกเก็บซ่อนไว้อยู่ลึก ๆ


แต่ถึงแม้ว่าความดีใจนั้นมันจะถูกเก็บซ่อนไว้ลึกเพียงใด คนที่เป็นเพื่อนกันกับจุนซูมานานอย่างแจจุงมีหรือจะไม่รู้ ริมฝีปากอิ่มสีชมพูยกยิ้มกว้าง ก่อนจะพูดทิ้งท้ายไว้อีกสักหน่อยเพราะความเป็นห่วงเพื่อนรัก


“คืนนี้ก็อย่าเก็บเรื่องอะไรมาคิดมากก็แล้วกันนะ หลับฝันดีล่ะ”


ขาเรียวก้าวเดินพาตัวเองออกไปจากห้องนอนของจุนซู และไม่ลืมที่จะปิดไฟภายในห้องนอนให้อีกฝ่ายได้เข้านอนได้อย่างมีความสุข ใบหน้าหวานหันไปมองภายในห้องนอนที่มืดสลัวอีกครั้งหนึ่ง ก่อนจะเลื่อนประตูบานเล็กให้ปิดลงบดบังภาพภายในห้องนั่น


แม้ว่าแสงไฟภายในห้องนั้นจะหมดไปแล้ว แต่ก็ยังคงมีแสงไฟจากภายนอกที่ลอดผ่านกระจกบานเล็กเข้ามาเล็กน้อย ร่างเล็กเลือกที่จะเปิดดวงตากลมโตขึ้นท่ามกลางความมืด เหม่อมองไปที่ปุยหิมะสีขาวที่พากันร่วงหล่นลงมาจากท้องฟ้าอย่างช้า ๆ ด้วยความโหยหาและความรู้สึกมากมายที่เอ่อล้นอยู่ภายในใจของตน


ทั้ง ๆ ที่เมื่อกี้เขาก็ได้รับกำลังใจจากแจจุงไปแล้ว และก็สัญญากับแจจุงไว้แล้วด้วย ว่าจะเชื่อมั่นในคำสัญญา แต่เมื่อหันกลับมามองสภาพของตัวเองในตอนนี้ จิตใจที่บอบบางเหมือนกับแก้วใบหนึ่งนั้นกำลังเกิดรอยร้าวมากขึ้นทุกที แม้ว่าจะสั่งให้ตัวเองไม่ให้คิดถึงคน ๆ นั้น แต่ยิ่งห้าม ภาพใบหน้าที่แสนคิดถึงนั้นกลับลอยขึ้นมาซ้อนทับกับภาพตรงหน้าราวกับจะตอกย้ำให้ตัวเองนั้นเจ็บช้ำมากกว่าเดิม จุนซูกอดตุ๊กตาโลมาตัวโปรดไว้แน่น ริมฝีปากบางเม้มแน่นจนเป็นเส้นตรงด้วยความรู้สึกเจ็บปวดที่กำลังรุมเล่นงานเขาอยู่


...ทั้ง ๆ ที่ฉันห่มผ้าหนาขนาดนี้...


...ทั้ง ๆ ที่ภายในห้องของฉันมันก็ไม่ได้หนาวอะไรมากมาย...


...แต่ทำไมฉันถึงรู้สึกหนาวมากขนาดนี้นะ?...


...หนาว...หนาวจนน้ำตามันพาลจะไหลออกมา...



“กลับมาสักทีได้มั้ย...ช่วยกลับมากอดฉันสักครั้งได้มั้ย...”


จุนซูแนบริมฝีปากบางลงบนตุ๊กตาในอ้อมกอด ตุ๊กตาที่เขาได้รับเป็นของขวัญเมื่อหลายปีที่แล้ว ตอนนี้มันอาจจะเหมือนกับเป็นของต่างหน้าสำหรับเขาคนนั้นไปแล้วก็ได้ ดวงตากลมที่รื่นไปด้วยหยาดน้ำใสที่ไม่รู้ว่ามันพากันออกมาเป็นรอบที่เท่าไหร่ของวัน


สักพักหนึ่ง เปลือกตาบางเลื่อนลงบดบังดวงตากลมโตให้เห็นแต่เพียงความมืดมิด จุนซูเลือกที่จะหยุดไม่ให้ตัวเองนั้นคิดอะไรฟุ้งซ่านไปมากกว่านี้อีกแล้ว ตอนนี้เขาควรที่จะเก็บความรู้สึกต่าง ๆ ให้มันอยู่ในส่วนที่ลึกที่สุด เพื่อที่จะได้ไม่ทำให้เขาว้าวุ่นใจนัก วงแขนเล็กกอดตุ๊กตาโลมาไว้แน่น พยายามจะข่มตาหลับ แม้ว่าเขาจะรู้ว่ากว่าเขาจะเข้าสู่ห้วงนิทราได้ มันก็คงจะเป็นช่วงเวลาเกือบเช้าก็ตามที



“เมื่อไหร่นายจะกลับมาหาฉันสักทีล่ะ...ยูชอน”



+:+:+:+:+:+:+ White Christmas +:+:+:+:+:+:+


“...ซู...จุนซู
!...จุนซู!!

“หืม...?”


เปลือกตาบางค่อย ๆ ปรือขึ้นอย่างช้า ๆ แต่ทันทีที่แสงนั้นส่องมาในดวงตา มันทำให้จุนซูต้องหรี่ตาลงเล็กน้อย และกระพริบตาถี่เพื่อปรับสภาพการมอง เสียงที่แสนคุ้นเคยกำลังดังอยู่ไม่ไกลจากเขานัก ภาพใบหน้าของอีกคนหนึ่งที่เลือนรางเริ่มชัดขึ้นตามลำดับ และทันทีที่เขาเห็นหน้าอีกฝ่ายได้ชัดเจน จุนซูก็ค่อย ๆ ดันให้ตัวเองลุกขึ้นนั่งบนเตียงนุ่มอย่างช้า ๆ


“งื้อ...มีอะไรหรอแจจุง...จะรีบปลุกฉันทำไมเนี่ย
~?”

จุนซูโวยวายด้วยน้ำเสียงงัวเงียเมื่อหันไปเห็นนาฬิกาที่เข็มสั้นเพิ่งจะชี้อยู่ที่เลขหก ริมฝีปากงอนเชิดขึ้นอย่างไม่พอใจที่โดนขัดจังหวะการนอนอันแสนสุข ใบหน้ามนที่ยับย่นและทรงผมที่เด้งไม่เป็นทรง บวกกับท่าทางงอน ๆ แบบนั้น มันทำให้แจจุงนั้นหลุดหัวเราะออกมาเล็กน้อยกับความน่ารักน่าหยิกของเพื่อนตัวเอง


“วันนี้วันคริสมาสต์แล้วนะ นายก็รู้นี่ว่าวันเทศกาลลูกค้าจะสั่งซื้อเค้กกันเยอะเป็นพิเศษ ฉันเลยจะมาลากนายไปเป็นลูกมือฉันนี่ไง”


เมื่อแจจุงอธิบายเหตุผลเสร็จเรียบร้อย จุนซูก็บิดตัวซ้ายขวาไปมาอย่างไม่พอใจ ดวงตากลมปรือเล็กน้อยเพราะความงัวเงียที่ยังสะสมอยู่ ริมฝีปากบางงอนเชิด บ่นพึมพำอะไรสักอย่างที่เบาเสียจนแจจุงจับใจความไม่ได้ แต่ขาเรียวนั้นกลับเลื่อนลงจากเตียงนุ่ม ก่อนจะพาตัวเองไปหยิบผ้าเช็ดตัวกับกางเกงตัวเก่ง และเดินลากขาออกไปนอกห้องเพื่อไปห้องน้ำอย่างเอื่อย ๆ


ร่างบางหัวเราะคิกคักทันทีที่เพื่อนรักเดินออกไปจากห้องด้วยท่าทางที่เหมือนกับผีตายซาก ถึงจะทำเป็นบ่น แต่สุดท้ายจุนซูก็มักจะมาช่วยเขาทำเค้กในช่วงเทศกาลคริสมาสต์เสียทุกทีนั่นล่ะ


“คิก ๆ เพื่อนใครกันนะ น่ารักน่าหยิกซะจริง”


แจจุงบ่นยิ้ม ๆ ก่อนจะจัดการเก็บที่นอนของเพื่อนรักให้เสร็จเรียบร้อย ขาเรียวเดินพาตัวเองลงมายังห้องครัวที่อยู่ชั้นล่าง อุปกรณ์และวัตถุดิบที่ใช้สำหรับในการทำขนมหวานจำนวนมากถูกนำมาวางไว้ตรงโต๊ะขนาดใหญ่กลางห้องครัว เป็นเวลานานพอสมควรเหมือนกันที่แจจุงจะต้องจัดสรรวัตถุดิบต่าง ๆ ให้เหมาะสมกับขนมหวานแต่ละชนิด


หลังจากที่แจจุงใช้เวลาไปสำหรับการเตรียมของ ไม่นานนัก ร่างเล็กที่ยิ้มร่าเริงสดใสก็วิ่งถลาเข้ามาในห้องครัวอย่างรวดเร็ว กลิ่นสบู่และแชมพูอ่อน ๆ หลังอาบน้ำเสร็จนั้นทำให้ความน่ารักและความน่าดึงดูดในตัวจุนซูนั้นเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัวเลยทีเดียว


“มาแล้ว
~ แจจุงรอนานมั้ยเนี่ย”

“ไม่หรอก ฮ้า
~ ตัวนายหอมชะมัดเลยอ่ะ~

“เฮ้ย ๆ แจจุง นายจะทำอะไรฉันน่ะ...ปล๊อยย
~~!

ร่างบางโผตัวเข้ากอดเพื่อนรักแน่นอย่างรักใคร่ จมูกโด่งสูดกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของเพื่อนรักด้วยความสดชื่น ทั้ง ๆ ที่จุนซูนั้นพยายามผลักและแกะวงแขนของอีกฝ่ายให้ออกไปอยางสุดชีวิต เพราะเวลาที่จมูกของแจจุงมาโดนเฉียด ๆ แถวต้นคอทีไร เขาก็รู้สึกจั๊กจี๋เสียจนต้องหัวเราะลั่นไปเสียทุกที


ทั้งสองหยอกเล่นกันอยู่อีกสักพักหนึ่ง ก็เริ่มหันมาทำขนมหวานที่จะขายสำหรับวันเทศกาลอันแสนสุขในวันนี้ สำหรับแจจุงแล้ว การทำขนมหวานนั้นเป็นเรื่องที่ง่ายมาก เพราะความถนัดและความชอบส่วนตัวที่เขามี แต่สำหรับจุนซูนั้น ฝีมือการทำขนมของเขามันก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรนัก แต่ส่วนใหญ่แล้วเขามักจะหยิบส่วนผสมต่าง ๆ มาใส่ผิดอันบ่อยเสียจนแจจุงนั้นยังต้องกุมขมับ


“จุนซู๊
~! นั้นมันเกลือนะ! นายจะหยิบมันมาทำไมเนี่ย~!!

“เหะ? อ้าวหรอ? แหะ ๆ ๆ ก็ฉันนึกว่ามันเป็นน้ำตาลอ่ะ
~

การทำขนมหวานนั้นถึงแม้ว่าจะมีการผิดพลาดไปบ้าง แต่มันก็ทำให้ใบหน้าของชายหนุ่มทั้งสองนั้นถูกฉาบไว้ด้วยรอยยิ้มที่แสนสดใส เวลาที่ผ่านไปหลายชั่วโมง เช่นเดียวกันกับจำนวนขนมเค้กหน้าตาน่าทานมากมายหลายชิ้นถูกนำมาวางเรียงโชว์อยู่ที่ตู้กระจกใสภายในร้านขนมหวานเล็ก ๆ ของแจจุงและจุนซู



“จุนซู เปิดร้านเลยละกัน ฉันว่าป่านนี้ลูกค้าก็เริ่มมารอแล้วล่ะ”


แจจุงพูดในขณะที่ตัวเองนั้นกำลังยืนล้างมืออยู่ จุนซูพยักหน้ารับ พลางเดินไปเปิดประตูร้านที่มีเสียงกระดิ่งดังกรุ๊งกริ๊งเป็นสัญญาณบอกว่ามีคนเข้าหรือออกจากร้าน และทันทีที่ประตูถูกเปิดออก ดวงตากลมก็เห็นลูกค้าจำนวนหนึ่งนั้นกำลังยืนรออยู่หน้าร้านตามคำที่แจจุงพูดจริง ๆ จุนซูจึงรีบยกยิ้มและพูดเชิญให้ลูกค้าเข้าไปด้านในร้าน พร้อมกับหมุนป้ายที่แขวนอยู่หน้าประตูให้เป็นคำว่าเปิดบริการเพื่อให้ลูกค้าคนอื่น ๆ นั้นทยอยเข้ามากันในร้านเรื่อย ๆ


ทั้ง ๆ ที่เป็นเวลาช่วงสาย แต่ผู้คนมากหน้าหลายตาก็เริ่มทยอยเข้ามาภายในตัวร้านมากขึ้นเรื่อย ๆ ถ้ามีลูกค้าเพียงแค่ในร้าน จุนซูกับแจจุงนั้นคงจะไม่ต้องเหนื่อยอะไรมากมาย แต่พอเข้าช่วงเทศกาลแบบนี้ โทรศัพท์ประจำร้านนั้นแทบจะไม่ได้หยุดส่งเสียงเลยแม้แต่ช่วงนาที ลูกค้าที่โทรมาสั่งเค้กไว้ให้ไปส่งที่บ้านนั้นก็มีจำนวนมากพอสมควร จนแจจุงกับจุนซูนั้นแทบจะทำงานกันไม่ทันเลยทีเดียว


“เค้กช็อกโกแลตได้แล้วนะครับ
~

“จะรับอะไรเพิ่มอีกมั้ยครับ?”


“พี่คะ
~ ขอเค้กแบบเดิมเพิ่มอีกที่ค่ะ”

เสียงลูกค้ากับเสียงของสองชายหนุ่มเจ้าของร้านดังแข่งกันไปมา แจจุงเดินไปบริการลูกค้าที่มาซื้อเค้กกลับไปกินที่บ้านบริเวณแคชเชียร์ ส่วนจุนซูก็เดินเสิร์ฟเค้กและของหวานอย่างอื่นให้กับลูกค้าจนขาแทบจะพันกัน สลับกับบางทีที่เขาต้องเอาเค้กไปส่งที่บ้านของลูกค้า และแจจุงก็จะเป็นคนทำต่อเอง การทำงานในช่วงวันเทศกาลนั้นมันหนักหนาเหมือนเช่นทุกปี แต่ถ้าแลกกับรายได้ที่จะได้รับตอบแทน แจจุงและจุนซูก็ยอมที่จะเหนื่อยหนักล่ะนะ


เนื่องจากทั้งสองนั้นทุ่มเทไปกับการทำงาน ทำให้เวลาในวันนี้ผ่านไปเร็วราวกับเรื่องโกหก ตอนนี้เป็นเวลาเกือบเย็นแล้ว หลังจากที่เขาทั้งสองต้องทุ่มเทแรงกายไปกับการทำงานในวันนี้ ลูกค้าภายในร้านนั้นเริ่มซาลงไปเล็กน้อย แต่ก็ยังถือว่ามากอยู่พอสมควร แจจุงรับออเดอร์จากลูกค้าทางโทรศัพท์หลายสาย และเมื่อลูกค้าสายนี้พูดเสร็จเรียบร้อย แจจุงก็กล่าวสวัสดีก่อนจะวางโทรศัพท์เครื่องประจำลงอย่างเบามือ


“จุนซู มานี่หน่อย ๆ”


แจจุงพูดพร้อมกับกวักมือเรียก จุนซูที่เพิ่งคิดเงินลูกค้าเสร็จเดินมาหาพลางเลิกคิ้วขึ้นเป็นเชิงถาม แต่ความสงสัยก็ต้องหายไปอย่างรวดเร็ว เมื่อถุงขนาดค่อนข้างใหญ่ถูกยื่นมาต่อหน้าเขา พร้อมกับรอยยิ้มหวานของเพื่อนรักที่เขาดูแล้วรู้สึกสยองพิลึก


“ฉันเขียนที่อยู่ พร้อมกับกำหนดเวลาการส่งขนมของลูกค้าแต่ละคนไว้แล้ว นายเอาไปส่งให้หน่อยนะ”


“ห๊ะ
!? หมดนี่เนี่ยนะ!!

“ก็ใช่น่ะสิ พอส่งเสร็จ ถ้านายอยากไปเดินเล่นหรือไปไหนก็ตามสบาย เดี๋ยวที่ร้านฉันดูแลเอง”


จุนซูถอนหายใจพรืด แต่มือเรียวก็ยื่นไปรับถุงจากมืออีกฝ่ายโดยที่ไม่ได้เถียงอะไร แจจุงยกยิ้มกว้างอย่างพึงพอใจ ก่อนจะหันไปหยิบเสื้อโค้ตและผ้าพันคอถักที่เขาเป็นคนทำไปใส่ให้เพื่อนรักอย่างอ่อนโยน


“ตอนนี้อากาศหนาวแล้ว ใส่แบบนี้แหละ จะได้อุ่น ๆ”


มือเรียวที่เพิ่งพันผ้าคอปิดบังลำคอเรียวขาวของจุนซูเสร็จ ตบลงบนไหล่เพื่อนรักเบา ๆ สองทีพร้อมกับยกยิ้มให้ จุนซูหัวเราะออกมาเล็กน้อย ก่อนจะเดินไปพลักประตูร้านและพาตัวเองออกไปภายนอก แจจุงยืนมองแผ่นหลังของเพื่อนจนกระทั่งเสียงของกระดิ่งที่ประตูนั้นเงียบลง ร่างบางจึงเริ่มหันไปทำงานของตัวเองอย่างเต็มที่ต่ออีกครั้ง...



+:+:+:+:+:+:+ White Christmas +:+:+:+:+:+:+


“ขอให้ทานให้อร่อยนะครับ
Merry Christmas นะครับ”

จุนซูพูดทิ้งท้ายกับลูกค้าเสียงนุ่มด้วยรอยยิ้มสดใสเหมือนเช่นเคย ก่อนจะผละตัวออกมาและเดินไปส่งขนมที่บ้านลูกค้าคนอื่นต่อ ขนมหวานมากมายหลายชิ้นที่ถูกใส่มาในถุง ตอนนี้เหลืออยู่เพียงไม่กี่ชิ้น ร่างเล็กเดินไปส่งขนมได้ทันตามกำหนดเวลาของลูกค้าทันทุกครั้ง ซึ่งทำให้ลูกค้านั้นดูจะพึงพอใจกับการบริการของร้านของเขาอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว


“ฮ้า
~ ชิ้นสุดท้ายแล้ว ๆ”

ร่างเล็กพูดอย่างดีใจเมื่อเห็นว่าเหลือกล่องเค้กอยู่ภายในถุงอีกเพียงกล่องเดียว มือเรียวรีบหยิบที่อยู่ของลูกค้าและกำหนดเวลาการส่งที่แจจุงเขียนไว้ให้ขึ้นมาดูอย่างรวดเร็ว ในกระดาษบอกไว้ว่าต้องส่งก่อนหกโมงเย็น ดวงตากลมก้มลงมองนาฬิกาข้อมือของตัวเอง ซึ่งตอนนี้เพิ่งจะบอกเวลาสี่โมงกว่า ๆ จุนซูจึงค่อย ๆ เดินไปยังที่อยู่ของลูกค้าอย่างช้า ๆ


ระหว่างทางเดิน ดวงตากลมหันไปเห็นสวนสาธารณะเล็ก ๆ ที่เป็นที่นิยมแห่งหนึ่ง เพียงแค่ได้เห็น ดวงตากลมนั้นก็วูบไหวด้วยความรู้สึกเจ็บที่หน้าอกด้านซ้ายที่แล่นขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ ขาเรียวหยุดนิ่ง ปล่อยให้ตัวเองยืนมองสถานที่ตรงนั้นอยู่อย่างเงียบ ๆ


...เราไม่ได้มาที่นี่...นานขนาดไหนแล้วนะ?...


นาฬิกาที่ยังบอกเวลาสี่โมงกว่านั้น ทำให้จุนซูตัดสินใจที่จะเดินเข้ายังตัวสวนสาธารณะเพื่อฆ่าเวลาเล่น ขาเรียวก้าวเดินเข้าไปอย่างช้า ๆ ใบหน้ามนก้มลงมองปลายเท้าของตัวเองที่กำลังเคลื่อนไปข้างหน้า ริมฝีปากบางที่เป่าลมออกมาเบา ๆ เพื่อสร้างความอบอุ่นให้กับตัวเองนั้น ทำให้มีไอสีขาวขุ่นลอยขึ้นมาบริเวณใบหน้ามน


ร่างเล็กหย่อนตัวลงนั่งบนม้านั่งยาวตัวหนึ่ง ถุงใส่กล่องเค้กถูกวางไว้ข้าง ๆ ก่อนที่แผ่นหลังบางจะเอนไปพิงกับพนัก ดวงตากลมกวาดสายตามองไปรอบ ๆ มองบรรยากาศของสถานที่ที่คุ้นเคยแต่เขาไม่ได้มาเสียนาน ภาพของครอบครัวที่เดินจูงมือกันเดินเล่นด้วยรอยยิ้ม และคู่รักที่เดินกอดแขนกันอย่างอบอุ่น สายตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักนั้นมันแสดงออกมาจนคนอื่นอย่างเช่นเขานั้นก็รับรู้ได้ถึงความรักนั่น


ภาพนั้นมันทำให้ก้อนเนื้อภายในอกซ้ายของร่างเล็กบีบรัดแน่นจนเจ็บไปหมด ริมฝีปากบางยกยิ้มที่ดูขมขื่นขึ้นมาบางเบา เพียงแค่ได้เห็นภาพคู่รักเค้าเดินกัน ภาพของยูชอนนั้นมันกลับซ้อนทับขึ้นมาเสียอย่างนั้น ยิ่งรู้ว่าตัวเองนั้นคิดถึงอีกฝ่ายมากจนถึงเพียงนี้ มันก็ทำให้จุนซูได้แต่หัวเราะเยาะสมเพชตัวเอง แต่อีกใจนั้นมันกลับให้กำลังใจตัวเองอยู่ลึก ๆ


...ฉันมันคงจะเป็นบ้าไปแล้วละมั้ง...


...ยอมที่จะรอใครสักคน...คนที่หายหน้าไปเป็นปี...


...รอคนที่ไม่รู้ว่าจะกลับมาเมื่อไหร่...


...แต่...ยูชอนสัญญาแล้วนี่...


...ยูชอนต้องกลับมา...ยูชอนต้องกลับมาแน่ ๆ...


...มันคงจะเป็นแบบนั้นใช่มั้ย?...


หยาดน้ำใสไหลลงอาบแก้มเนียนอย่างช้า ๆ ร่างเล็กสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อรู้สึกถึงหยดน้ำอุ่นที่ไหลลงมาจากดวงตาของตัวเอง หลังมือบางยกขึ้นปาดน้ำตาออกไปอยางลวก ๆ ก่อนจะถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อนเพราะความเหนื่อยล้าของร่างกายและจิตใจ


ดวงตากลมที่ยังมองไปรอบ ๆ สวนเล็ก ๆ ที่ไม่มีอะไรมากมาย แต่ภาพความทรงจำที่เคยเกิดขึ้นในอดีตนั้นมันกลับลอยขึ้นมาหลอกหลอนเขาเสียทุกครั้ง ทั้ง ๆ ที่ก็รู้ตัวอยู่แล้ว ว่าถ้าเดินเข้ามาที่นี่ สุดท้ายมันก็มีแต่จะทำให้ตัวเองนั้นเจ็บปวดทุกครั้ง แต่ไม่รู้ว่าทำไมขาสองข้างนี้มันกลับพาให้ตัวเองต้องมาหยุดนั่งอยู่ที่ม้านั่งยาวตัวเดิมนี้เสียทุกครั้งไป


...เพียงแค่มาหยุดนั่งอยู่ที่ตรงนี้...


...ความทรงจำเมื่อยามแรกพบมันกลับลอยขึ้นมาราวกับจะตอกย้ำให้เจ็บปวดมากขึ้นทุกที ๆ...



“ฉันจะกลับไปอยู่ในช่วงเวลานั้นอีกสักครั้งได้มั้ยนะ?...”


ร่างเล็กพูดบ่นกับตัวเอง เปลือกตาบางค่อย ๆ ปิดลงอย่างช้า ๆ ปล่อยให้ตัวเองนั้นจมดิ่งอยู่กับความเจ็บปวด และหวนนึกถึงภาพความสุขในอดีตที่เคยผ่านพ้นมา...




.....

....

...

..

.

.




ชายหนุ่มร่างเล็กในชุดเสื้อโค้ทสีเข้มตัวใหญ่ เดินเอื่อย ๆ พาตัวเองมาหยุดนั่งลงที่ม้านั่งยาวตัวหนึ่ง ริมฝีปากบางเป่าลมออกมาเบา ๆ แก้มใสพองขึ้นเล็กน้อย ลมที่เป่านั้นทำให้เกิดไอสีขาวขุ่นขึ้นมาจาง ๆ มือเรียวยกขึ้นมาถูกันไปมาเพื่อให้ความอบอุ่น ก่อนจะเลื่อนขึ้นมาอังที่ปาก และเป่าลมเบา ๆ เพื่อขจัดความหนาวเย็นที่ดูจะมีมากขึ้นทุกที


มันเป็นเรื่องปกติไปซะแล้ว ที่พอถึงช่วงค่ำทีไร จุนซูก็ต้องมานั่งเล่นอยู่ตรงสวนสาธารณะแห่งนี้ทุกวัน ถึงแม้ว่าจะเป็นช่วงเวลากลางคืน ผู้คนบางส่วนก็ยังคงมานั่งและเดินเล่นอยู่กันบางส่วน ดวงตากลมมองไปรอบ ๆ ภาพการกระทำของผู้คนที่แสนอบอุ่นที่เขาคุ้นเคยนั้นมันยังคงเรียกรอยยิ้มจากริมฝีปากสีชมพูได้เสมอ


แต่สิ่งที่จะทำให้เขานั้นต้องมานั่งอยู่ที่ตรงนี้ทุก ๆ ค่ำมันไม่ใช่ภาพที่แสนอบอุ่นนั่นหรอก ดวงตากลมโตหันมองไปรอบ ๆ สอดส่องหาใครบางคนราวกับกำลังรอนัด จุนซูก้มลงมองนาฬิกาข้อมือของตัวเอง ตอนนี้ก็ทุ่มกว่าแล้ว น่าจะใกล้เวลาที่ใครคนนั้นมาถึงได้แล้วล่ะนะ


“อ๊ะ...”


และก็เป็นอย่างที่จุนซูคิด ไม่นานนัก ก็มีชายหนุ่มร่างสูงโปร่งคนหนึ่งที่สวมชุดไม่ต่างจากเขาเท่าไรนัก ต่างเพียงแค่อีกฝ่ายนั้นมีพันคอพันรอบคอเรียวเพื่อสร้างความอบอุ่น ขาเรียวเดินเข้ามาพร้อมกับกล้องดิจิตอลขนาดเล็กที่อยู่ภายในมือ ร่างสูงเดินถ่ายรูปบรรยากาศภายในสวนสาธารณะขนาดเล็กที่ถูกตกแต่งไว้อย่างสวยงาม นอกจากนั้นภาพของคู่รักนั้นมันทำให้บรรยากาศภายในที่แห่งนี้นั้นดีขึ้นอีกหลายเท่า ริมฝีปากอิ่มยกยิ้มขึ้นเมื่อเห็นมุมที่เหมาะ ก่อนจะยกกล้องขึ้นมา และจัดการเก็บภาพนั้นไว้เป็นความทรงจำที่สวยงามของตัวเอง


จุนซูที่นั่งมองภาพของร่างสูงยกยิ้มขึ้นอย่างเผลอตัว เพียงแค่เขาได้เห็นรอยยิ้มของอีกฝ่าย มันก็ทำให้เขาอดที่จะยิ้มตามไม่ได้ แต่เขาก็ทำได้เพียงแค่แอบมองนั่นล่ะ ถึงแม้ว่าเขาจะเรียนห้องเดียวกันกับยูชอน แต่เขากับยูชอนนั้นกลับไม่เคยมีโอกาสได้คุยกันเลยสักครั้ง


...ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงสนใจยูชอนนัก...


...แต่ตอนที่ได้เห็นอีกฝ่ายครั้งแรก...ใจมันก็เต้นแรงเสียจนเจ็บไปหมด...


...อยากจะเข้าไปคุย...แต่ตัวเองนั้นก็ไม่กล้าพอ...


...ฉันควรจะทำยังไงดีนะ?...


แต่ความคิดฟุ้งซ่านนั้นก็ต้องดับวูบไปทันที เมื่อจู่ ๆ ก็มีแสงแฟลชส่องเข้ามากระทบดวงตากลม เปลือกตาบางปิดแน่นและร่างเล็กสะดุ้งเล็กน้อยด้วยความตกใจ ดวงตากลมค่อย ๆ ถูกเปิดเผยขึ้นอย่างช้า ๆ เพื่อที่จะมองหาตัวการที่ทำให้เขาตกใจเมื่อตะกี้ แต่เมื่อดวงตากลมมองเห็นภาพตัวการชัด ๆ มันทำให้ร่างเล็กนั้นต้องเบิกตากว้างอย่างตกใจ


“มีความสุขจังเลยนะจุนซู ดูสิ ยิ้มกว้างซะน่ารักเชียว”


ยูชอนผู้เป็นตัวการพูดให้พร้อมกับรอยยิ้มประจำตัว โดยที่ไม่รู้เลยว่าการกระทำแบบนั้นมันแทบจะหยุดลมหายใจของอีกคนได้เลยทีเดียว ร่างเล็กรู้สึกเหมือนกับตัวเองนั้นถูกตรึงไว้ จะขยับส่วนไหนมันก็ดูจะยากและติดขัดไปเสียหมด ใบหน้ามนก้มงุดเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายนั้นยังคงยิ้มมาทางเขา รู้สึกใบหน้าของตัวเองนั้นร้อนผ่าวจนอยากจะวิ่งหนีไปจากที่ตรงนี้ซะตอนนี้เลย แล้วยิ่งคำพูดที่ชมเขาเมื่อตะกี้นี้มันดังก้องอยู่ในโสตประสาทอีก ก้อนเนื้อในอกซ้ายนั้นก็เต้นระรัวจนเจ็บไปหมด

ยูชอนจัดการหย่อนตัวลงนั่งข้างอีกฝ่ายโดยไม่ได้ขออนุญาต ร่างเล็กขยับออกห่างเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายนั้นอยู่ใกล้ตน ไม่ใช่ว่ารังเกียจ แต่พอได้อยู่ใกล้กับร่างสูง รู้สึกตัวเองทำอะไรไม่ค่อยถูก ทำอะไรก็ดูจะเงอะงะไปหมด ผิดกับอีกฝ่าย ที่ดูมีท่าทีสบาย ๆ และสดใสอยู่ตลอดเวลา


“เป็นอะไรรึเปล่า?”


ประโยคลอย ๆ ที่แฝงความเป็นห่วงดังออกมาจากริมฝีปากอิ่ม จุนซูส่ายหัวไปมาอย่างแรงเป็นการตอบ ใบหน้ามนหันหน้าหนีไปอีกทาง ตอนนี้ทั้งดีใจ ทั้งเขิน ทั้งตื่นเต้น ตีกันมั่วไปหมด ท่าทางที่แสดงถึงความประหม่าอย่างชัดเจนนั้นมันทำให้ยูชอนหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ แต่มันทำให้จุนซูต้องหันกลับไปมองหน้าอีกฝ่ายด้วยความสงสัย


“หัวเราะอะไรน่ะ?”


“ก็หัวเราะนายไง”


“หัวเราะฉันเนี่ยนะ? ฉันทำอะไรให้น่าขำหรอ?”


“ก็ดูสิ แค่ฉันมานั่งด้วย จะเขินอะไรนักก็ไม่รู้”


คำพูดตรง ๆ ของยูชอนมันยิ่งทำให้ใบหน้ามนนั้นซับสีระเรื่อมากกว่าเดิม ใบหน้ามนก้มงุด ไม่กล้าที่จะสบตาเรียวของอีกฝ่าย ไม่รู้ว่าเขาคิดไปเองรึเปล่า แต่ทันทีที่เขาเห็นดวงตาคู่นั้น เขารู้สึกว่าภายในนั้นมันกลับเต็มไปด้วยความรู้สึกมากมายที่เขาเองก็บรรยายไม่ได้เหมือนกัน


“แต่...มันก็ดูน่ารักดีนะ”


ดวงตากลมเบิกกว้างด้วยความตกใจกับคำพูดนั่น เป็นอีกครั้งที่จุนซูต้องมองหน้าอีกฝ่ายด้วยความงงงัน ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าจะได้รับคำชมแบบนั้นจากร่างสูง ยูชอนทำเพียงแค่ยกยิ้มบางตามแบบฉบับของตัวเองเป็นการตอบกลับ จุนซูสบตากับร่างสูงครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายก็ต้องลงท้ายด้วยการหันหน้าหนีไปอีกครั้ง


ทั้งสองไม่ได้พูดคุยอะไรกันอีก ยูชอนนั่งผิวปากฮัมเพลงอย่างสบายใจ ริมฝีปากอิ่มยกยิ้มอย่างมีความสุข จุนซูนั่งหันหน้าหนีไปอีกทาง แต่สายตาก็แอบเหลือบมองเสี้ยวหน้าคมนั้นอยู่บ่อย ๆ โดยที่ตัวเองนั้นไม่รู้เลยว่า อีกฝ่ายนั้นมองเห็นการกระทำทุกอย่างของตนอย่างชัดเจน และรอยยิ้มที่เกิดขึ้นบนใบหน้าคมนั่น ก็เป็นเพราะท่าทางที่ดูใสซื่อของจุนซูนั่นล่ะ


“จุนซู”


“หืม?”


“ทำไมนายถึงชอบมานั่งที่สวนสาธารณะนี่ล่ะ?”


คำถามทั่ว ๆ ไปที่ดูไม่มีพิษภัยอะไร แต่มันกลับเป็นสิ่งที่ตอบได้ยากเหลือเกินสำหรับคิมจุนซู ความจริงเขาก็ไม่ได้ชอบสวนสาธารณะนี้มากมายอะไรจนขนาดว่าให้สถานที่นี้เป็นสถานที่พิเศษ แต่เป็นเพราะเขานั้นอยากจะเจอใครบางคนที่ทำให้ใจของเขานั้นเต้นระรัว และโหยหาอยู่เกือบตลอดเวลา


...จะให้ตอบไปว่าชอบมาที่นี่เพราะอยากเจอนายรึไง?...


...ขืนบอกไป...สงสัยคงจะโดนยูชอนเกลียดแน่เลยแหะ...



“เอ่อ...”


“ว่าไงล่ะ?”


“ฉัน...ชอบหิมะน่ะ”


“หิมะหรอ?” ร่างสูงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย


“อื้ม ช่วงฤดูหนาวฉันจะมานั่งอยู่แถวนี้แหละ เพราะฉันอยากจะเห็นหิมะที่นี่ มันสวยมาก ๆ เลยนะรู้มั้ย”


คำตอบที่จุนซูเพิ่งจะคิดออกถูกพูดออกมาอย่างไม่มีติดขัด อาจจะเพราะความชอบหิมะที่มีอยู่แล้วละมั้ง ที่ทำให้การตอบคำถามครั้งนี้ดูไม่มีพิรุธนัก ยูชอนที่ได้ฟังคำตอบก็พยักหน้าหงึกหงักเป็นการบอกถึงความเข้าใจในคำตอบนั่น


“อ๊ะ...”


ไม่ทันไร ท้องฟ้าเบื้องบนที่มืดสนิทก็เริ่มสร้างความสวยงามให้กับผืนโลก ด้วยการปล่อยให้หิมะสีขาวบริสุทธิ์ร่วงหล่นมาอย่างช้า ๆ ริมฝีปากบางยกยิ้มกว้าง ทันทีที่ได้เห็นหิมะที่ตนชอบ ความเขินอายที่มีอยู่เมื่อครู่ก็หายไปอย่างรวดเร็ว


ยูชอนมองใบหน้าของอีกฝ่ายที่ถูกฉาบไว้ด้วยรอยยิ้มที่แสนบริสุทธิ์ มันอาจจะเป็นเรื่องที่ค่อนข้างแปลก หากเขาบอกว่าสายตาของเขาเขาถูกรอยยิ้มของคนที่เพิ่งจะมีโอกาสได้คุยกันนั้นตรึงไว้ รอยยิ้มที่ดูบริสุทธิ์และมีเสน่ห์อย่างประหลาด จนเขาไม่อยากจะให้รอยยิ้มนั่นเลือนหายไปเลยแม้สักครั้ง


จุนซูสะดุ้งเล็กน้อย เมื่อผ้าพันคอผืนหนาจากร่างสูงถูกนำมาพันไว้ที่รอบคอของเขาโดยฝีมือของผู้เป็นเจ้าของ ใบหน้ามนซับสีระเรื่อเล็กน้อยเพราะใบหน้าคมที่อยู่ใกล้กันกับใบหน้าของเขามาก เมื่อยูชอนจัดการเสร็จเรียบร้อยแล้ว จุนซูก็ได้แต่ส่งสายตาแสดงความสงสัยในท่าทีของอีกฝ่ายเพียงแค่นั้น


“ตอนนี้อากาศหนาวกว่าเดิมแล้วนะ นายเอาไปใช้เถอะ”


“เอ่อ...แต่ว่า...”


“ไม่เป็นไรหรอก นายเอาไปใช้เถอะ”


ร่างเล็กที่ได้ยินแบบนั้นก็ไม่กล้าปฏิเสธอะไรอีก มือเรียวกระชับผ้าพันคอให้แน่นขึ้น รู้สึกร่างกายนั้นอบอุ่นขึ้นอีกมากโข แต่อาจจะเพราะความอ่อนโยนที่อีกฝ่ายมอบมาให้เมื่อกี้นี่ ทำให้เขารู้สึกว่ามันอบอุ่นเสียจนใจพองโตอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน


“พรุ่งนี้...จุนซูมาเจอฉันที่นี่อีกได้มั้ย?”


ร่างสูงเอ่ยถามเสียงนุ่ม ดวงตากลมหันไปสบตากับอีกฝ่าย ดวงตาคมนั้นเต็มไปด้วยความหวังเล็ก ๆ แฝงอยู่มากมาย ท่าทางแบบนั้นทำให้จุนซูต้องยกยิ้มบางเบาออกมาอย่างห้ามไม่อยู่


“อื้ม ได้สิ”


ยูชอนยกยิ้มกว้างอย่างดีใจ ก่อนจะลุกขึ้นยืนจนเต็มความสูง จุนซูมองแผ่นหลังกว้างของอีกฝ่ายก่อนจะก้มหน้างุด เขานั่งอยู่กับยูชอนมานานพอสมควร ตอนนี้ก็คงจะถึงเวลาที่ยูชอนจะกลับบ้านได้แล้ว


แต่ใบหน้ามนก็ต้องเงยขึ้นมา เนื่องจากมือเรียวของอีกฝ่ายนั้นยื่นมาหาตรงหน้าเขา ดวงตากลมมองฝ่ามือเรียวก่อนจะช้อนตาขึ้นมองใบหน้าอีกฝ่ายที่ถูกฉาบไว้ด้วยรอยยิ้มบาง


“มาสิ เดี๋ยวฉันพาไปส่งที่บ้าน”


หัวใจดวงน้อยพองโตขึ้นอย่างช้า ๆ แม้คำพูดจะไม่ได้ไพเราะอะไรมากมาย แต่มันกลับทำให้เขารู้สึกอบอุ่นได้อย่างประหลาด ฝ่ามือบางวางทาบทับลงกับมืออีกฝ่าย ยูชอนกระชับมือให้แน่นขึ้น ทำให้จุนซูต้องก้มหน้างุดอย่างเขินอาย ระหว่างทางเดิน ทั้งสองไม่ได้พูดคุยอะไรกันเลย นอกจากจุนซูที่คอยบอกทางกลับบ้านตนให้ยูชอนฟังเป็นระยะ ๆ


...มันจะเป็นการขอร้องที่มากเกินไปมั้ย...


...ที่ฉันอยากจะให้ช่วงเวลาในตอนนี้มันหยุดนิ่ง...


...ให้ช่วงเวลาที่ฉันได้อยู่กับยูชอนมันหยุดอยู่แบบนี้...


...มันจะเป็นไปได้มั้ยนะ?...



+:+:+:+:+:+:+ White Christmas +:+:+:+:+:+:+


“ยูชอน
~ โทษนะ รอนานรึเปล่า?”

เสียงใสตะโกนเรียกชายหนุ่มอีกคนที่กำลังยืนรอเขาอยู่ที่หน้าสวนสาธารณะ ใบหน้าคมหันมามองตามทางเสียงที่เรียกชื่อของตน เมื่อเห็นใบหน้าของผู้ทัก ริมฝีปากอิ่มก็ยกยิ้มขึ้นบางเบา พลางส่ายหน้าเป็นการตอบคำถามเมื่อกี้นี้


“ฉันเพิ่งมาไม่นาน”


“ฮ้า
~ โล่งอก ฉันนึกว่านายมานานแล้วซะอีก”

“ฮะ ๆ ช่างมันเถอะ วันนี้ไปเดินเล่นกับฉันได้มั้ย?”


เสียงทุ้มถามออกมาพลางเลิกคิ้วขึ้น จุนซูที่ได้ยินแบบนั้นก็ยกยิ้มกว้างพร้อมกับตอบรับด้วยความสดใส ยูชอนเลื่อนมือไปกอบกุมมือนุ่มของอีกคนโดยไม่ขออนุญาต พลางออกแรงดึงให้อีกฝ่ายนั้นเดินตามตนมา จุนซูที่จะบอกให้ปล่อยมือก็ไม่กล้าที่จะพูดออกไป เพราะรับรู้ได้ถึงแรงของอีกฝ่ายที่กอบกุมมือของเขาไว้อย่างแน่นหนา จึงทำได้แค่ก้มหน้างุด และเดินตามอีกคนไปอย่างเงียบ ๆ


เดินมาไม่ห่างจากสวนสาธารณะมากนัก ก็ถึงบริเวณที่ผู้คนนั้นจัดงานฉลองเทศกาลวันคริสมาสต์กันอย่างครึกครื้นและสวยงาม ผู้คนจำนวนมากนั้นต่างพร้อมใจกันมาอยู่ที่บริเวณแห่งนี้ รอบ ๆ นั้นเป็นร้านขายของจำนวนมากมายที่มีให้เลือกสรร ซึ่งเหมาะกับช่วงเทศกาลในวันนี้ทั้งสิ้น ส่วนตรงกลางนั้นก็มีต้นไม้สัญลักษณ์วันคริสมาสต์ขนาดใหญ่ที่ถูกตกแต่งไว้อย่างสวยงามตั้งไว้ รอบ ๆ ต้นไม้นั่นก็มีม้านั่งยาวที่วางไว้สำหรับผู้คนไว้มานั่งด้วยกันในวันที่แสนพิเศษ นอกจากนั้นยังมีคนที่แต่งตัวเป็นซานต้าครอสมาแจกของขวัญเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับเด็กน้อยที่มาร่วมเทศกาลในที่แห่งนี้อีกด้วย

จุนซูส่งเสียงออกมาเบา ๆ เมื่อเห็นต้นคริสมาสต์ที่ถูกตกแต่งไว้อย่างสวยงาม พร้อมกับแสงไฟสีสวย ร่างเล็กรีบวิ่งไปดูความสวยงามใกล้ ๆ นั่นอย่างรวดเร็วราวกับเด็กน้อย คนที่ยืนมองอยู่ทางด้านหลังก็ได้แต่ยกยิ้มขึ้นอย่างเอ็นดูในพฤติกรรมนั่น ไม่นึกเลยจริง ๆ ว่าอีกคนนั้นจะบริสุทธิ์ได้ถึงเพียงนี้


“ยูชอน
~ ลองมาดูใกล้ ๆ สิ มันสวยมาก ๆ เลยนะ”

จุนซูหันมาเรียกยูชอนเสียงใสอย่างตื่นเต้น พลางกวักมือให้อีกฝ่ายเดินเข้ามาหา ขาเรียวสองข้างก้าวเดินไปหาคนร่างเล็กตามที่อีกฝ่ายต้องการ หากแต่ร่างสูงนั้นกลับไม่ได้ปล่อยให้สายตาของตัวเองนั้นมองความสวยงามของต้นคริสมาสต์ขนาดใหญ่ตรงหน้าแม้แต่นิด กลับหยุดสายตามองอยู่ที่ใบหน้ามนที่อยู่ห่างจากตัวเองแค่เพียงนิดเดียวเท่านั้น


“สวยมากเลยเนอะยูชอน”


ริมฝีปากบางที่ยกยิ้มขึ้นอย่างสดใส รอยยิ้มที่ดูบริสุทธิ์เหมือนกับหิมะสีขาวบริสุทธิ์ที่เริ่มโปรยปรายลงมาเล็กน้อย ผมซอยสั้นสีดำสนิทที่ล้อมกรอบใบหน้ามนให้ดูน่ารักยิ่งขึ้น ยูชอนยกยิ้มบางพลางตอบอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มของตัวเอง


“อื้ม สวยจริง ๆ นั่นล่ะ”


จุนซูยิ้มกว้างเมื่อได้ยินอีกฝ่ายนั้นเห็นด้วยกับตน โดยที่ไม่ได้รู้ตัวเลยว่าคำตอบของอีกฝ่ายนั้นบางทีอาจจะไม่ได้เกี่ยวกันกับคำพูดของเขาแม้แต่นิด ร่างเล็กหย่อนตัวลงบนม้านั่งตัวยาวที่อยู่ใกล้ ๆ อยากจะนั่งดูความสวยงามของสถานที่อีกสักพักหนึ่ง ก่อนจะไปเดินดูร้านขายของที่เปิดอยู่รอบ ๆ


ร่างสูงหย่อนตัวลงนั่งข้าง ๆ กัน จุนซูหันมามองอีกฝ่ายแว่บหนึ่ง ก่อนจะหันหน้าหนีไปอีกทางเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายเห็นใบหน้าของตัวเองในตอนนี้ มันเป็นเรื่องที่ค่อนข้างมหัศจรรย์เลยทีเดียว ที่เขามีโอกาสได้มาอยู่กับยูชอนสองต่อสองแบบนี้ แทบจะไม่เชื่อตัวเองเลยด้วยซ้ำว่าตอนนี้มันเป็นเรื่องจริงที่กำลังเกิดขึ้น แต่ถ้าหากนี่คือความฝัน เขาก็อยากจะให้ตัวเองนั้นหลับใหลไม่ตื่นขึ้นจากนิทราเสียด้วยซ้ำ


“ยูชอน วันนี้นายไม่มีนัดไปฉลองคริสมาสต์กับคนอื่นบ้างหรอ?”


ไม่รู้ว่าอะไรดลใจให้จุนซูถามออกไปอย่างนั้น ทั้ง ๆ ที่ตอนนี้ยูชอนกำลังอยู่กับเขาใกล้ ๆ เพียงแค่นี้ แต่อีกใจนึงมันกลับกังวลเสียเหลือเกิน เพราะอีกฝ่ายนั้นเป็นคนที่มีคนชอบเยอะ มันเป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว ที่จะมีคนอยากจะไปฉลองคริสมาสต์กับยูชอน เขามันก็แค่คนที่ค่อนข้างเงียบคนหนึ่ง ที่ดูแล้วก็ไม่ได้มีอะไรน่าสนใจมากนัก


“มี...แต่ฉันไม่ไป”


“อ้าว? ทำไมล่ะ?”


เสียงทุ้มต่ำตอบแบบไม่ใส่ใจ ทำให้จุนซูต้องหันไปมองใบหน้าคมด้วยความสงสัย ร่างสูงพ่นลมหายใจออกมาจนทำให้เกิดไอสีขาว ก่อนจะหันมามองใบหน้ามนของอีกฝ่าย ดวงตาคมที่ดูมีเสน่ห์นั้นกลับเต็มไปด้วยความรู้สึกมากมายที่สื่อออกมาจนทำให้จุนซูนั้นใจกระตุก ราวกับดวงตาของอีกฝ่ายนั้นกำลังมองลึกเข้ามาในดวงตาของเขาจนเขาไม่กล้าที่จะขยับตัวแม้แต่น้อย


“เพราะว่าฉันอยากจะมาฉลองคริสมาสต์กับนายสองคน”

“เหะ....”


คำพูดประโยคนั้นของยูชอนมันทำให้จุนซูเบิกตากว้าง ในหัวมีแต่คำพูดประโยคนั้นดังก้องสะท้อนไปมาอยู่อย่างนั้น ร่างกายมันถูกตรึงไว้เสียหมด ใบหน้ามนขึ้นสีจัด ยิ่งเห็นดวงตาคมที่ฉายแววจริงจังแต่แฝงไว้ด้วยความอ่อนโยนที่กำลังจ้องมองมาทางเขา มันทำให้หัวสมองของเขานั้นมันขาวโพลนไปหมด


ฝ่ามือหยาบเอื้อมไปแตะแก้มเนียนใส ทั้งสองสบตากันเนิ่นนาน ไม่มีฝ่ายไหนที่เบือนหน้าหนี ใบหน้าคมเลื่อนเข้าไปใกล้กับใบหน้ามนของอีกฝ่ายมากขึ้นทีละนิด จนกระทั่งทั้งสองนั้นรู้สึกได้ถึงลมหายใจร้อนที่รินรดใส่กัน ร่างสูงก็เลื่อนริมฝีปากอิ่มของตัวเองทาบทับลงบนกลีบปากบางอย่างแผ่วเบา


ไม่มีการรุกล้ำที่จาบจ้วง มีเพียงแค่ริมฝีปากของทั้งสองที่สัมผัสกันเพียงแค่นั้น จุนซูที่ไม่รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้มันจริงหรือไม่ได้แต่นั่งนิ่ง สัมผัสที่เขาได้รับนั้นมันเต็มไปด้วยความรู้สึกมากมาย ความอ่อนโยนที่ส่งผ่านมามากมายจนเขารับรู้ได้นั้นเรียกให้หยาดน้ำใสเริ่มก่อตัวขึ้นที่ดวงตากลมของร่างบาง


ไม่นานนัก ริมฝีปากอิ่มก็ผละออกมาจากกลีบปากนุ่ม ดวงตาคมจดจ้องใบหน้ามนที่แสนน่ารัก ที่ตอนนี้ดวงตากลมนั้นเริ่มหน่วงคลอด้วยหยาดน้ำใส ยูชอนยกมือขึ้นมาปิดปากของตัวเองพลางเหลือบตามองไปอีกทาง เหมือนกับจะปิดบังใบหน้าของตัวเองส่วนนึงไม่ให้อีกฝ่ายเห็น ก่อนที่จะเลื่อนมือออก พร้อมกับเอ่ยสิ่งที่ตัวเองคิดไว้ตั้งแต่แรกให้อีกฝ่ายฟัง


Merry Christmas นะจุนซู...นายจะคบกับฉันได้มั้ย?”

ประโยคสั้น ๆ ที่อีกฝ่ายพูดมานั้นทำให้จุนซูนั้นไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ตัวเองได้ยิน หัวใจดวงน้อยพองโตขึ้นจนคับอก ความรู้สึกที่ก่อตัวขึ้นมากมายตีกันมั่วไปหมด ยิ่งเห็นอีกฝ่ายที่จ้องมองเขามาด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความรู้สึกมากล้น ดวงตากลมที่มีน้ำตาหน่วงคลอนั่นก็ปล่อยให้หยาดน้ำใสไหลริน


ร่างเล็กโผตัวเข้ากอดอีกฝ่ายแน่น ซุกหน้าลงกับอกแกร่งที่เปรียบเสมือนกับที่พักพิง ปล่อยให้น้ำตามันไหลรินออกมาตาที่ตัวเองต้องการ หากแต่น้ำตานั่นกลับเป็นน้ำตาแห่งความดีใจ ร่างเล็กที่สั่นเพราะแรงสะอื้น ทำให้ยูชอนต้องกอดอีกฝ่ายไว้หลวม ๆ แต่ร่างสูงนั้นก็ต้องยกยิ้มกว้างอย่างห้ามไม่อยู่ เมื่อคนในอ้อมกอดนั้นพูดด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือเบา ๆ แต่มันกลับดังก้องอยู่ในความคิดของร่างสูงเสมอ...



“อื้ม...ฉันตกลง...”




.

.

..

...

....

......




หลังจากนั้นไม่นาน จู่ ๆ ยูชอนก็ไปอเมริกาโดยที่ไม่ได้บอกจุนซูสักคำ แต่ร่างสูงก็โทรมาหาร่างเล็กในคืนวันคริสมาสต์ พร้อมกับให้คำมั่นสัญญา ว่าจะกลับไปหาจุนซูแน่นอน


“คิดถึงช่วงเวลานั้นจังเลยแหะ...”


จุนซูพูดด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูเจ็บปวด แม้ริมฝีปากบางจะยกยิ้ม แต่ดวงตากลมโตนั้นกลับปล่อยให้น้ำตาไหลรินออกมาช้า ๆ หลังมือบางยกขึ้นเช็ดน้ำตาที่แสดงถึงความอ่อนแอออกไปอย่างรวดเร็ว พยายามกลืนก้อนสะอื้นที่กำลังแล่นขึ้นมามากขึ้นทุกที ไม่อยากจะให้ตัวเองอ่อนแอไปมากกว่านี้อีกแล้ว ไม่อยากจะเสียน้ำตาไปมากกว่านี้อีกแล้ว


...แต่มันก็ทำได้แค่คิด...


...เพราะสุดท้าย...ตัวเขาเองก็ไม่อาจจะทนกับความเจ็บปวดนี้ได้สักที...


ร่างเล็กลุกขึ้นยืนจนเต็มความสูง ดวงตากลมเหลือบมองเวลาที่นาฬิกาข้อมืออีกครั้ง ตอนนี้ห้าโมงกว่าแล้ว จุนซูจึงหยิบถุงเค้กที่ต้องนำไปส่งให้ลูกค้าขึ้นมา ก่อนจะก้าวขาเรียวพาตัวเองไปยังจุดหมายที่บ้านของลูกค้า ตามสถานที่ที่แจจุงเขียนมาให้


เป็นเวลาพักหนึ่ง ร่างเล็กก็มาหยุดยืนอยู่หน้าห้องพักในคอนโดแห่งหนึ่ง นิ้วเรียวเลื่อนไปจะกดออด แต่พอนึกถึงสภาพตัวเองในตอนนี้หน้าตาคงจะดูไม่จืด จุนซูจัดการใช้มือตบที่แก้มของตนเบา ๆ ทั้งสองข้าง สะบัดไล่ความรู้สึกบ้า ๆ ออกไปให้หมด ตอนนี้เขาจะต้องดูสดใส จะต้องยิ้มแย้มให้กับลูกค้า เพื่อที่จะไม่ให้ลูกค้าของเขาและแจจุงนั้นต้องผิดหวัง


เมื่อจัดการเสร็จเรียบร้อยแล้ว จุนซูก็สูดหายใจเข้าออกลึก ๆ เป็นการเรียกกำลังใจตัวเอง นิ้วเรียวเลื่อนไปกดออดตรงหน้า ยืนรออยู่ครู่หนึ่ง ประตูขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ก็ถูกผู้เป็นเจ้าของเปิดออก จุนซูจึงยกยิ้ม พร้อมกับจะเลื่อนมือที่ถือถุงเค้กไปให้กับผู้สั่ง


“สวัสดีครับ ผมเอาเค้กมาส่...”


ไม่ทันที่จะได้พูดจบ ร่างเล็กก็ถูกอีกคนดึงเข้าไปกอดโดยไม่ทันตั้งตัว ดวงตากลมโตเบิกกว้าง แขนเรียวที่ยกขึ้นหวังจะดันให้อีกฝ่ายนั้นปล่อยตัวเองออกไป แต่เมื่อจุนซูรับรู้ถึงความอบอุ่นที่กำลังส่งผ่านมาทางอ้อมกอดที่แน่นหนานี่ ร่างเล็กกลับยืนนิ่ง ดวงตากลมนั้นคลอรื่นด้วยหยาดน้ำตาที่ก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วโดยที่เจ้าตัวนั้นแทบจะไม่ทันรู้ตัวด้วยซ้ำ


...ความอบอุ่นที่แสนคุ้นเคย...


...อ้อมกอดที่โหยหามาตลอด...


...สัมผัสที่เขาไม่ได้รับมานานแสนนาน...



“ฮึก...ยูชอน...ยูชอน...”


วงแขนเล็กกอดอีกฝ่ายไว้แน่น ความรู้สึกมากมายมันพากันเอ่อล้นออกมาเพราะโหยหาแต่คน ๆ นี้มานานเสียเหลือเกิน ใบหน้ามนซุกลงกับไหล่กว้าง ระบายความคิดถึงทั้งหมดให้ผ่านออกมาทางหยาดน้ำตาและอ้อมกอดเล็กของเขา


“ฉันกลับมาแล้ว”


เสียงทุ้มนุ่มที่จุนซูคิดถึงมาตลอดดังอยู่ใกล้ ๆ ยูชอนกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้น เลื่อนริมฝีปากอิ่มของตนประทับลงบนหน้าผากมนอย่างแผ่วเบา ส่งผ่านความคิดถึงของตนผ่านจูบที่แสนเบาบาง ใบหน้ามนช้อนตาขึ้นมองใบหน้าอีกฝ่ายทั้ง ๆ ที่น้ำตายังคงไหลรินไม่หยุด


“ทำไม...ฮึก...ทำไมถึงไม่บอกฉัน...”


“เรื่องอะไรล่ะ?”


“จะกลับมา...แล้วทำไมถึงไม่บอก...ฮึก...”


มือหยาบยกขึ้นลูบเรือนผมนุ่มอย่างอ่อนโยน ร่างเล็กที่มองเขามาอย่างตัดพ้อ มันทำให้เขารู้สึกผิดอยู่ไม่น้อย แต่เพราะเขารู้อยู่ตลอด ว่าเขานั้นก็คิดถึงจุนซูไม่ต่างกับที่จุนซูนั้นคิดถึงเขามากเพียงใด เขาจึงเลือกที่จะทำแบบนี้ เพื่อที่จะให้อีกฝ่ายนั้นจะได้ดีใจมากกว่าการที่เขาโทรไปบอกแต่แรกหลายเท่าเลยล่ะ


“ก็ฉันอยากเซอร์ไพรนายนี่ แล้ว...ดีใจมั้ยละที่ได้เจอฉันแบบนี้?”


“ฮึก...ไอ้บ้ายูชอน
!

ร่างสูงยกยิ้มกะล่อน ท่าทางกวน ๆ นั่นทำให้จุนซูทุบไปที่อกยูชอนเบา ๆ แม้ว่าคิ้วบางจะขมวดเข้าหากันเหมือนกับกำลังโกรธ แต่ริมฝีปากบางนั้นกลับยกยิ้มขึ้นอย่างมีความสุข นั่นทำให้ยูชอนต้องหลุดหัวเราะออกมาอย่างดีใจ


“เค้กล่ะจุนซู ฉันสั่งมาเพราะจะมานั่งกินกับนายสองคนเลยนะเนี่ย”


ยูชอนผละอ้อมกอดพลางถามหาเค้กแสนอร่อยที่เขามักจะได้กินอยู่เสมอตอนที่ยังอยู่ที่นี่ จุนซูที่ได้ยินแบบนั้นก็หน้าขึ้นสีระเรื่อเล็กน้อย เพราะเขาไม่คาดคิดจริง ๆ ว่าวันนี้จะได้เจอยูชอนคนที่เขาคิดถึงที่สุด แถมยูชอนยังสั่งเค้กมาเพื่อเขาแบบนี้ มันทำให้เขาดีใจเป็นที่สุดเลยล่ะ


มือเรียวยื่นถุงใส่กล้องเค้กไปให้อีกฝ่าย มือหยาบเอื้อมมาเพื่อที่จะรับถุงนั่น แต่เมื่อมือหยาบเอื้อมมาจับที่ถุง ทั้งสองคนก็พูดออกมาพร้อมกันโดยทื่มือของทั้งสองก็ยังคงไม่ได้ปล่อยจากถุงนั่น


“ยูชอน/จุนซู ฉันมีเรื่องจะบอก”


ทั้งสองสบตากันนิ่ง เพราะเผลอพูดออกมาพร้อมกัน ต่างฝ่ายต่างอึกอักไม่รู้จะให้ใครพูดต่อดี แต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไร ราวกับในใจของทั้งสองฝ่ายนั้นรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังจะพูดอะไรออกมา ทั้งสองจึงเลือกที่จะพูดออกมาตามที่ใจคิด และมันก็เป็นไปตามที่คิด...สุดท้าย ทั้งสองต่างก็หลุดหัวเราะออกมา พร้อมกับรอยยิ้มแสนสดใสของทั้งสองที่ต่างฝ่ายต่างไม่ได้เห็นมันมาแสนนาน...








Merry Christmas นะ”


















THE END ^///^ (Merry Christmas นะตะเอง~)

[SF] +:+ Rainy Day +:+ [YooSu]

posted on 24 Nov 2009 16:15 by daikun  in All-TVXQ-Short-Fic

Title: Rainy Day
Paring:
Yuchun x Junsu
Author:
~#DN_LoveR#~
Author’s Note:
และแล้วฟิคเรื่องใหม่ของเบลล์ก็ออกมาแล้ว~!! วู้วววว คิดถึงคนอ่านทุกคนมาก ๆ เลย > < (ก็เอาแต่ดองฟิคมานานนี่เนอะ) ช่วงนี้ที่บ้านฝนตกบ่อยเหลือเกิน ก็เลยได้พล็อตฟิควันฝนตกออกมาจนได้ ^ ^ ตอนแรกว่าจะแต่งเป็นคู่ยุนแจ แต่ดูจากเนื้อเรื่องแล้ว รู้สึกว่ามันเหมาะกับยูซูกว่าเยอะเลย นี้ก็เป็นอีกครั้งที่กลับมาแต่งอะไรที่มันหวาน ๆ ใส ๆ มันเป็นอะไรที่แต่งยากจริง ๆ ค่ะ เบลล์ติดแต่งฟิคโรคจิตอ่อน ๆ ไม่ก็ติดเรทไปซะแล้วสิ = =” (ทั้ง ๆ ที่ชอบอ่านฟิคหวาน ๆ มากกว่า) ส่วนฟิคเรื่องอื่น ๆ จะทยอยแต่งออกมาเรื่อย ๆ นะคะ เอาล่ะ ไม่พูดมากแล้ว เชิญอ่านกันได้ตามสบายเลยนะคะ ^ ^

ปอปาร์ค. ฟิคนี้เป็นฟิคสั้นที่ยาวหน่อยนะคะ (สรุปมันจะให้เป็นฟิคสั้นหรือยาว?)


+:+:+:+:+:+ Rainy Day +:+:+:+:+:+




แปะ...แปะ...ซ่า~...


เสียงหยดน้ำที่ค่อย ๆ หยดลงมาจากท้องฟ้าที่ดูมืดครึ้มในตอนแรก แปรเปลี่ยนเป็นสายน้ำมากมายที่พร้อมใจกันเทลงมาสู่พื้นดิน เสียงสายฝนที่ตกลงมาค่อนข้างหนักนั้นส่งเสียงแข่งกับเสียงของนักเรียนภายในโรงเรียนที่กำลังพูดคุยกันอย่างสนุกสนานหลังจากที่เลิกเรียนกันแล้ว


ถึงแม้ว่าฝนจะตกหนักมากเพียงใด นักเรียนหลาย ๆ คนก็ไม่หวั่นที่จะต้องเดินกลับบ้านไปในสภาพอากาศเช่นนี้ ส่วนหนึ่งก็เป็นนักเรียนที่พกร่มมา ทำให้การเดินกลับบ้านนั้นดูจะไม่ค่อยมีปัญหาอะไรมากนัก มีทั้งเดินกางร่มกลับไปคนเดียวบ้าง เป็นคู่บ้าง และอีกส่วนหนึ่งก็เป็นนักเรียนที่วิ่งฝ่าสายฝนออกไปโดยที่ใช้กระเป๋าของตัวเองเป็นที่กำบังสายฝนที่เทกระหน่ำลงมาไม่หยุดที่ดูจะช่วยไว้ได้เพียงนิดเดียวเท่านั้น


ภายในอาคารเรียนนั้นก็มีนักเรียนส่วนนึงที่ไม่ได้พกร่มมาและไม่อยากจะฝ่าสายฝนให้ตัวเองเป็นหวัดเลือกที่จะยืนรออยู่หน้าอาคาร รอให้ฝนซาลงกว่านี้แล้วจึงค่อยไป นักเรียนที่คิดแบบนี้ก็มีเยอะอยู่พอสมควร ทำให้หน้าอาคารเรียนในวันนี้ดูจะแออัดกว่าทุก ๆ วันที่ผ่านมา เพราะต่างฝ่ายต่างก็รอช่วงเวลาที่ตัวเองจะได้กลับบ้านกันอย่างใจจดใจจ่อ


ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งเดินล้วงกระเป๋านักเรียน ใช้แขนข้างหนึ่งหนีบกระเป๋าเรียนของตัวเองเอาไว้เดินลงมาจากชั้นสองของอาคารเรียน ทันทีที่ดวงตาสีนิลหันไปเห็นสภาพหน้าอาคารเรียนก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมาเบา ๆ ทุกวันที่สภาพอากาศแย่เหมือนอย่างวันนี้ ความแออัดภายในโรงเรียนก็จะพลอยเพิ่มขึ้นตามมาทุกที หากแต่ร่างสูงก็ไม่ได้คิดที่จะใส่ใจอะไรมากนัก ขาเรียวยาวเดินพาตัวเองมาที่บริเวณตู้ล็อกเกอของตัวเองที่อยู่ตรงบริเวณชั้นล่างเพื่อที่จะเก็บสัมภาระส่วนตัวของตัวเองให้เสร็จเรียบร้อยแล้วเขาจะได้กลับไปพักผ่อนที่บ้านของตัวเองเสียที


...หวังว่าร่มคงจะอยู่ในตู้ล็อกเกอนะ...


ตู้เหล็กขนาดกลางถูกมือเรียวเปิดออกด้วยแรงพอประมาณ และทันทีที่เห็นของภายในตู้ ร่างสูงก็ต้องคอตกด้วยความเซ็งสุดชีวิต...สิ่งที่เขาคิดว่าน่าจะอยู่ในตู้ล็อกเกอมันกลับไม่มีอยู่ตามที่คิดไว้ สิ่งของที่อยู่ภายในนั้นมีเพียงแค่รองเท้าผ้าใบกับของจุกจิกเล็กน้อยเพียงเท่านั้น


เฮ้อ...ทำไมถึงขี้ลืมแบบนี้นะ ปาร์คยูชอน

ร่างสูงบ่นออกมาเบา ๆ พลางปิดตู้ล็อกเกอลงพร้อมกับล็อกให้เรียบร้อย ยูชอนเดินเอื่อย ๆ มาหยุดยืนอยู่บริเวณหน้าอาคารเรียนเช่นเดียวกับนักเรียนคนอื่น แต่เขาเลือกที่จะยืนอยู่ตรงบริเวณที่มีนักเรียนอยู่บางตา เพื่อไม่ให้ตัวเองนั้นรู้สึกอึดอัดมากจนเกินไปนัก


ยูชอนยืนนิ่ง ทอดสายตามองไปรอบ ๆ ด้วยความรู้สึกเบื่อเล็ก ๆ นักเรียนที่มีอยู่ในตอนแรกเริ่มจะบางตาลงเล็กน้อยเพราะมีบางคนที่เริ่มตัดสินใจที่จะเดินฝ่าสายฝนออกไป บางส่วนก็มีเพื่อนกางร่มเดินกลับบ้านไปพร้อมกัน หรือบางทีก็อาจจะเป็นแฟนที่เดินกลับบ้านโดยอยู่ภายใต้ร่มคันเดียวกันก็มีอยู่เยอะพอสมควร...


...เดินกางร่มกลับบ้านด้วยกัน...งั้นเหรอ?...


พอหันไปเห็นคู่รักเขาเดินกลับบ้านด้วยกันพร้อมใบหน้าที่ถูกฉาบไว้ด้วยรอยยิ้มแสนสุขแม้ว่าสภาพอากาศจะแย่แบบนี้ก็ตามที มันทำให้เขารู้สึกเซ็งหนักกว่าเดิมหลายเท่า ไม่ใช่ว่าอิจฉาหรืออยากจะมีแฟนเหมือนกับคนอื่นเขา แต่เขาก็บอกไม่ถูกเหมือนกัน ว่าทำไมเขาถึงรู้สึกแบบนั้น จนถึงขนาดที่ว่าเขาต้องถอนหายใจพรู่เพื่อระบายความอัดอั้นที่อยู่ภายในออกมาเสียแบบนี้


...หรือจะเป็นเพราะว่า...ความ
เหงารึเปล่านะ?...


ใช่...ที่เขาเกลียดวันฝนตก...เพราะมันจะทำให้เขารู้สึก
เหงาเสียจนบอกไม่ถูก...


เสียงพูดคุยของนักเรียนที่เริ่มเบาลง และเสียงเท้าเหยียบน้ำฝนของนักเรียนที่ดังขึ้นมาเป็นระยะนั้นเป็นเหมือนกับสัญญาณที่บอกให้รู้ว่าผู้คนบริเวณนี้กำลังลดน้อยลงทีละนิด จนกระทั่งในตอนนี้ นักเรียนที่ยังคงยืนอยู่หน้าอาคารเรียนก็เหลือเพียงแค่ร่างสูงกับนักเรียนอีกไม่กี่คนเพียงเท่านั้น หากแต่สายฝนก็ยังไม่ยอมที่จะลดความรุนแรงลงเลยแม้แต่นิด


กลิ่นสายฝนอ่อน ๆ ที่ลอยมากระทบจมูกโด่งได้รูปนั้นชวนให้รู้สึกสดชื่นขึ้นมาเล็กน้อย ยูชอนยื่นมือออกไปรับน้ำฝนที่ยังคงเทลงมาจากฟากฟ้าเบื้องบนไม่หยุด ริมฝีปากอิ่มระบายยิ้มบางเบาออกมาอย่างไม่รู้ตัว อาจจะเพราะความเหนื่อยล้าจากการเรียนที่มาทั้งวันได้ลดลงไปบ้างแล้วก็เป็นได้


แต่จู่ ๆ เขากลับรู้สึกเหมือนสายฝนที่กำลังสาดลงมาโดนแขนเขากลับหายไปเสียอย่างนั้น ยูชอนก้มลงมองแขนของตัวเองที่ยื่นออกไปข้างนั้น ในตอนแรกเขาคิดว่าฝนอาจจะหยุดไปแล้ว แต่เสียงสายฝนที่ยังคงดังไปทั่วบริเวณนั้นเป็นสิ่งที่บอกให้เขารู้ว่าสิ่งที่เขาคิดในตอนแรกนั้นมันคงเป็นไปไม่ได้ ใบหน้าคมจึงเงยหน้าขึ้นมองหาสาเหตุด้วยความสงสัย


...ร่ม?...


ร่มพลาสติกใสที่เปรอะเปื้อนไปด้วยหยดน้ำฝนกำลังกางอยู่เหนือศีรษะของเขา ดวงตาคมกระพริบตาปริบ ๆ สองสามครั้งก่อนจะหันไปมองหาเจ้าของร่มที่กำลังกางร่มให้เขา และทันทีที่เห็นใบหน้าของผู้เป็นเจ้าของ ยูชอนก็มองใบหน้าของอีกฝ่ายนิ่งด้วยความรู้สึกบางอย่างที่กำลังก่อตัวขึ้นมาอย่างช้า ๆ จนทำให้ก้อนเนื้อในอกซ้ายของเขาเต้นระรัวอย่างที่ไม่เคยเป็น


ชายหนุ่มรูปร่างเล็ก ใบหน้ามนขาวใสถูกล้อมกรอบด้วยผมซอยสั้นสีดำสนิทระต้นคอ ดวงตากลมสีนิลที่ดูใสซื่อกำลังจ้องมองสบตากับเขา จมูกโด่งรั้นที่เข้ากันกับใบหน้าน่ารัก ริมฝีปากบางเผยอขึ้นเล็กน้อยโดยที่เจ้าตัวไม่ได้ตั้งใจนั้นดูเหมาะกับผู้เป็นเจ้าของใบหน้าจนยูชอนไม่อาจจะละสายตาไปได้เลย






ให้ผมไปส่งมั้ยฮะ?












และนั่นคงจะเป็นครั้งแรก...ที่ยูชอนคิดว่าเขาได้เจอกับ
นางฟ้า...












.

.

.

.












ทางเดินฟุตบาทริมถนนคลาคล่ำไปด้วยผู้คนมากมายเดินสวนกันไปมาพร้อมกับกางร่มเพื่อกำบังตัวเองจากสายฝนที่ยังคงไม่ลดความรุนแรงลง ช่วงเวลาหลังเลิกงานและเลิกเรียนแบบนี้ย่อมเป็นเรื่องธรรมดาที่จะมีผู้คนเดินกันขวักไขว่ ปาร์ค ยูชอน ก็เป็นคนหนึ่งที่กำลังเดินกางร่มอยู่ในกลุ่มฝูงคนภายในเมืองใหญ่เพื่อพาตัวเองไปยังสถานที่ที่ซึ่งเป็นเป้าหมายของเขา พร้อมกับเด็กหนุ่มอีกคนหนึ่งที่เขาเพิ่งจะรู้จักได้ไม่ถึงชั่วโมงเสียด้วยซ้ำไป


ร่มพลาสติกใสดูจะเล็กไปหน่อยเมื่อต้องนำมาใช้กำบังร่างให้ผู้ชายสองคนแบบนี้ แต่มันก็ดีกว่าการที่จะไม่มีอะไรมาใช้บดบังสายฝนที่กำลังเทลงมาอย่างไม่หยุดหย่อนนี่ เดินไปได้สักพักหนึ่ง ยูชอนก็เลือกที่จะมาหยุดยืนหลบฝนอยู่หน้าร้านกาแฟเล็ก ๆ แห่งหนึ่งที่ด้านในร้านนั้นเต็มไปด้วยลูกค้าที่เขาเดาว่าน่าจะมาอยู่เพื่อรอเวลาฝนซาลงเช่นเดียวกับเขา


ร่างสูงจัดการหุบร่มพลาสติกใสให้เรียบร้อย ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบา ๆ เพราะบริเวณนี้มีผู้คนไม่หนาแน่นเหมือนกับทางเดินที่เขาเพิ่งเดินผ่านมาเมื่อครู่ มันทำให้เขารู้สึกหายใจได้คล่องขึ้นเยอะ แต่เมื่อร่างสูงคิดขึ้นได้ว่าเขาไม่ใช่เจ้าของร่มคันนี้ ใบหน้าคมจึงหันไปหาผู้เป็นเจ้าของที่ยืนอยู่ใกล้กันกับเขา


เมื่อยูชอนหันไป สิ่งที่นัยน์ตาคมเห็นคือร่างเล็กของเด็กหนุ่มกำลังปิดตาแน่นพร้อมบิดขี้เกียจไปมาเล็กน้อยเพื่อคลายความปวดเมื่อยตามตัวจากการเดินเบียดเสียดกับฝูงคน ก่อนจะถอนหายใจพรู่ เปลือกตาบางค่อย ๆ เปิดขึ้น เผยให้เห็นดวงตาสีนิลที่หลบซ่อนอยู่ภายใน ใบหน้ามนที่ถูกล้อมกรอบด้วยผมซอยสั้นสีดำสนิทตัดกับผิวขาวเนียนเงยขึ้นมองไปยังท้องฟ้าที่มืดครึ้มและมีสายฝนเทกระหน่ำอยู่ครู่หนึ่ง แล้วริมฝีปากก็ขยับเผยให้เห็นรอยยิ้มบางเบา พร้อมกับดวงตาสีนิลที่ยกยิ้มด้วยเช่นกัน


...รอยยิ้มเล็ก ๆ ที่ดูบริสุทธิ์ยิ่งกว่าสิ่งใด...


...ภาพตรงหน้าช่างสวยงามจนยูชอนไม่อาจจะละสายตาไปไหนได้เลย...


พอยูชอนรู้สึกตัวอีกที เด็กหนุ่มข้างกายเขาก็หันมาสบตากับเขาเสียแล้ว ร่างสูงสะดุ้งเล็กน้อย แอบหวั่นใจอยู่ลึก ๆ ว่าอีกฝ่ายจะรู้หรือเปล่าว่าเขานั้นกำลังแอบมองอยู่ ทั้ง ๆ ที่อีกฝ่ายก็แค่หันมามอง ยูชอนก็ไม่ค่อยเข้าใจว่าทำไมเหมือนเขากำลังสูญเสียความเป็นตัวของตัวเอง ควรจะขยับมือไปวางตรงไหนเขายังไม่รู้ตัวเองเลยด้วยซ้ำ


ร่างสูงยืนขยับแขนขยับมือข้างที่ว่างอยู่อย่างเงอะงะ แต่พอนัยน์ตาคมเห็นว่าอีกฝ่ายเอียงหน้ามองเขาความสงสัย ยูชอนถึงจะเพิ่งสำนึกได้ว่าเขาไม่ควรจะทำท่าทีประหลาดแบบนี้ต่อหน้าเด็กหนุ่มไปมากกว่านี้ มือที่ขยับไปมาอย่างไร้จุดหมายเลยถูกเลื่อนมาวางไว้ที่ต้นคอขาวของตัวเอง ก่อนจะขยับลูบต้นคอไปมาพร้อมกับหลบสายตาอีกฝ่ายด้วยการหันไปมองบรรยากาศวันฝนตกที่ไม่ได้มีภาพอะไรที่สวยงามเหมาะแก่การดูเลยสักนิด


...เวลาคนเราเขินก็คงจะเป็นแบบนี้สินะ?...



เอ่อ...ฉันว่า...ยืนหลบฝนอยู่ตรงนี้...ก่อน...ดีกว่า...นะ

ยูชอนพูดตะกุกตะกักเสียจนแม้แต่เขาเองยังอยากจะตบปากตัวเองซะเดี๋ยวนั้น ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงต้องเอาแต่แสดงท่าทางเปิ่น ๆ แบบนี้ออกมาเวลาอยู่ต่อหน้าเด็กหนุ่มคนนี้ ที่จริงเขาอยากจะใช้ดวงตาคมคู่นี้ของเขาจดจ้องและจดจำใบหน้าของคน ๆ นี้ที่ใจดีอาสาพาเขามาส่ง แต่เหมือนสิ่งที่ใจต้องการกับการกระทำมันจะไม่ยอมสอดคล้องกันเสียเลย เพราะเพียงแค่เขาเหลือบมาเห็นว่าอีกฝ่ายนั้นก็มองมาที่เขา นัยน์ตาคมก็เมินหนีกลับไปมองสายฝนที่เทกระหน่ำลงมาเสียอย่างนั้น


...เปิ่นกว่านี้มีอีกมั้ยเนี่ยห๊ะ...ปาร์คยูชอนเอ๊ย...



คือ...ฝนมันตกหนักไปนะ...ฉันว่า...เอ่อ...

อื้ม ผมว่าก็ดีนะ ยืนหลบฝนอยู่ตรงนี้ก่อนคงจะดีกว่าจริง ๆ แหละ

เหมือนเด็กหนุ่มคนนั้นจะเป็นคนช่วยให้ยูชอนสามารถพูดจบประโยคได้อย่างเสียที ร่างสูงหันมามองหน้าอีกฝ่ายพร้อมกับขยับปากเหมือนจะพูดอะไรสักอย่าง แต่ภาพใบหน้ามนที่กำลังยกยิ้มมาให้เขา รวมกับดวงตากลมเป็นประกายที่สบตากับดวงตาของเขา...มันทำให้คำพูดทุกอย่างมันถูกกลืนลงไปเสียหมด ดวงตาคมกระพริบปริบ ๆ ก่อนที่ร่างสูงจะยกยิ้มที่ติดจะเขินนิด ๆ พร้อมกับพยักหน้าหงึกหงักตอบกลับอีกฝ่ายไป


...เกิดมาก็เพิ่งจะรู้นี่ล่ะ...


...ว่าอาการ
ทำตัวไม่ถูก มันเป็นยังไง...


นาย...ชื่ออะไรเหรอ?

ยูชอนเอ่ยถามพร้อมกับรวบรวมความกล้าที่จะมองสบตากับอีกฝ่ายตรง ๆ ประกายในดวงตาสีนิลที่งดงามราวกับกลุ่มดวงดาวนั่นมันทำให้เขาอยากจะให้ภายในนั้นมีภาพสะท้อนของเขาเสียเหลือเกิน คนโดนถามที่ได้ยินแบบนั้นก็ยกยิ้มก่อนที่จะตอบร่างสูงกลับไปด้วยน้ำเสียงที่ยูชอนคิดว่ามันเป็นน้ำเสียงที่น่าฟังเป็นที่สุด


จุนซู ผมชื่อ คิม จุนซู

ตอบเสร็จก็ยกยิ้มกว้างจนตาหยี โดยที่เจ้าของรอยยิ้มไม่ได้รู้ตัวเลยสักนิด ว่าสิ่งที่ตัวเองทำอยู่นั้นมันทำให้ยูชอนไม่อาจจะละสายตาไปไหนได้เลย...นอกจากจะจดจ้องอยู่ที่รอยยิ้มอันสดใสนั่น รอยยิ้มที่ดูบริสุทธิ์ที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็นมา...


แล้วคุณชื่ออะไรหรอ?

ร่างเล็กเริ่มเป็นฝ่ายถามกลับบ้าง เหมือนสมองของร่างสูงจะรับรู้อะไรได้ช้าลงเสียอย่างนั้น กว่าที่ยูชอนจะตีความความหมายของประโยคคำถามนั่นได้ และกว่าที่เขาจะสำนึกได้ว่าเขาควรจะตอบอีกฝ่ายกลับไปได้ จุนซูก็ยื่นหน้าเข้าไปใกล้กับใบหน้าคมด้วยความสงสัยว่าร่างสูงได้ยินสิ่งที่ตนพูดหรือไม่ไปเสียเรียบร้อย...ทำเอาผู้เป็นเจ้าของใบหน้าคมแทบจะผละหนีออกมาแทบไม่ทันเลยล่ะ


...เขินจนไม่รู้จะพูดยังไงแล้ว...



ยูชอน...เอ่อ ปาร์ค ยูชอน น่ะ

ร่างสูงตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก ยูชอนรู้สึกหงุดหงิดตัวเองไม่น้อยที่ไม่สามารถจะควบคุมตัวเองเอาไว้ได้เลย จุนซูที่ได้ยินแบบนั้นก็มองหน้าเขาตาแป๋วเสียจนยูชอนรู้สึกไม่มั่นใจ นี่เขาทำอะไรผิดอะไรรึเปล่า? หรือว่าเขาแสดงท่าทีออกไปมากเกินว่าเขากำลังเขิน? ทำไมจุนซูถึงต้องมองเขาแบบนั้นกันด้วยนะ?...


แต่ร่างสูงก็ต้องพับเก็บทุกความสงสัยกลับไปไว้ที่เดิมเสียหมด...เมื่อจุนซูยิ้มกว้างตอบกลับมาให้เขา



บทสนทนาจบลงเพียงเท่านั้น...ทั้งสองไม่มีการเอื้อนเอ่ยคำพูดใด ๆ ออกมาอีก จุนซูยืนพิงหลังไปกับกระจกหน้าร้านกาแฟเช่นเดียวกับกันร่างสูงที่อยู่เคียงข้างกัน


ใบหน้ามนเงยขึ้นทอดสายตามองไปยังสายฝนที่ตกลงมายังเบื้องล่างครั้งแล้วครั้งเล่า ร่างเล็กยืนนิ่ง ๆ อยู่เช่นนั้น สูดดมกลิ่นสายฝนอ่อน ๆ ที่ลอยมากระทบจมูกโด่งรั้นที่ชวนให้รู้สึกสดชื่น พร้อมกับฟังเสียงสายฝนที่ตกลงกระทบกับวัตถุเบื้องล่าง เปลือกตาบางค่อย ๆ เลื่อนลงมาบดบังดวงตากลมอย่างช้า ๆ แล้วใช้ประสาทสัมผัสที่เหลืออยู่รับรู้ถึงบรรยากาศที่เกิดขึ้นโดยปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ความรู้สึกผ่อนคลายและสดชื่นที่กำลังก่อตัวไปทั่วร่างกายของเขามันทำให้ริมฝีปากสีชมพูเผยยิ้มบางเบาออกมาอย่างมีความสุข


เวลาที่ฝนตก...ผมว่าอากาศมันสดชื่นมากเลยนะ...

คำพูดลอย ๆ ที่ไม่ได้ต้องการคำตอบนั่นกลับเรียกความสนใจจากยูชอนได้เป็นอย่างดี ยูชอนละสายตาจากทิวทัศน์รอบเมืองกลับมามองที่ผู้เป็นเจ้าของเสียงนั่นแทน เปลือกตาสีน้ำนมยังคงเลื่อนลงมาบดบังดวงตากลมเช่นเดิม ใบหน้าขาวเนียนที่ถูกล้อมกรอบด้วยเรือนผมสีดำสนิท รวมกับสภาพอากาศภายนอกที่ทำให้สภาพทิวทัศน์ในวันนี้ค่อนข้างจะมืดครึ้มนั้น ยิ่งทำให้ใบหน้ามนดูขาวใสยิ่งกว่าเดิมหลายเท่า และรอยยิ้มบางเบาที่ถูกฉาบอยู่บนใบหน้าของชายหนุ่มร่างเล็กนั่น...ไม่ว่าใคร หากได้มาเห็นภาพตรงหน้านี้ต่างก็ต้องรับรู้ได้ว่าคน ๆ นี้รู้สึกมีความสุขมากเพียงใด


...ภาพที่สวยงามราวกับเป็นภาพวาดจากจิตรกรชื่อดัง...


...ภาพอันสวยงามที่ยูชอนอยากจะให้มันเป็นอยู่เช่นนี้...


...ไม่อยากให้ภาพตรงหน้านี้เลือนหายไปจากเขาเลยจริง ๆ...



นั่นสินะ...

ดวงตากลมสีนิลถูกเผยให้เห็นอีกครั้งเมื่อเจ้าของดวงตาได้ยินเสียงทุ้มตอบกลับมา จุนซูหันไปมองใบหน้าคมด้วยแววตาที่เหมือนกับกำลังมีความคิดอะไรบางอย่างอยู่ภายในใจ แต่พอหันไปปุ๊บ ยูชอนกลับเบือนหน้าหนีหันไปมองอีกทางหนึ่งเสียอย่างนั้น ก่อนที่ร่างสูงจะทำเป็นผิวปากอย่างสบายใจราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น


ร่างเล็กมองอีกฝ่ายที่หันหน้าไปอีกทางอยู่เช่นเดิม เขาบอกไม่ถูกเหมือนกันว่าที่เขาหันมามองอีกฝ่ายนี่เขากำลังต้องการจะพูดอะไร เหมือนคำพูดทั้งหมดมันจะติดอยู่ที่ริมฝีปาก มันมีเยอะเสียจนไม่รู้จะพูดคำ ๆ ใดออกมาก่อนดี แต่...พอได้เห็นว่ายูชอนทำเป็นเบือนหน้าหนีแล้วผิวปากกลบเกลื่อนการมองสบตากับเขา...แทนที่เขาควรจะโกรธหรือสงสัยว่าทำไมอีกฝ่ายถึงไม่ยอมมองหน้าคนที่ยืนคุยอยู่ด้วยกันแบบนี้...


...เขากลับหลุดยิ้มออกมาแทนเสียอย่างนั้น...


รอยยิ้มสดใสยังคงปรากฏอยู่บนใบหน้าน่ารัก จุนซูหันหน้ากลับไปมองทิวทัศน์รอบเมืองเหมือนอย่างเดิม สายฝนที่เริ่มซาลงเล็กน้อยกลายเป็นสิ่งเรียกร้องความสนใจแก่ร่างเล็กแทน มือเรียวข้างหนึ่งยื่นออกไปรับน้ำฝนที่เทตัวลงมาจากฟากฟ้า ความเย็นของหยดน้ำจำนวนมากแผ่ซ่านไปทั่วประสาทสัมผัสชวนให้รู้สึกเย็นสบาย รอยยิ้มที่ประดับอยู่บนริมฝีปากสีชมพูขยับเผยยิ้มกว้างกว่าเดิมด้วยความรู้สึกมีความสุขกับสิ่งที่ตนกำลังได้รับรู้และได้สัมผัส


...แต่จุนซูนั้นกลับไม่ได้รู้ตัวเลยสักนิด...


...ว่าตัวเองนั้น...ยังคงถูกสายตาคมจดจ้องอยู่ตลอดเวลา...


ถึงร่างสูงจะเบือนหน้าหนี แต่นัยน์ตาคมก็ยังเหลือบมามองอีกฝ่ายอยู่ตลอด ตั้งแต่ตอนที่จุนซูหลุดยิ้มออกมา...เขาเห็นทุกอย่าง เห็นว่ารอยยิ้มนั้นมันดูสดใสมากเพียงใด เห็นว่าดวงตากลมสีนิลนั่นมีประกายแห่งความสุขฉายออกมาชัดเจนเพียงใด และก็ได้รับรู้...ว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นพฤติกรรมของจุนซูนั้น...มันทำให้เขารู้สึกมีความสุขจนไม่อาจจะกลั้นยิ้มเอาไว้ได้เลย


ไม่มีคำพูดใด ๆ หลุดออกมาจากริมฝีปากของทั้งสองอีก ต่างฝ่ายต่างยืนเงียบราวกับปล่อยให้ตัวเองอยู่ในห้วงความคิดของตน มีเพียงแค่เสียงจากสายฝนที่ตกลงกระทบเบื้องล่างที่ดังก้องไปทั่วบริเวณเพียงเท่านั้นที่ยังทำให้ที่นี่ไม่เงียบจนเกินไปนัก ละอองฝนที่แผ่กระจายไปทั่วบริเวณชวนให้รู้สึกสดชื่นจนบางทีอาจจะทำให้รู้สึกหนาวยังคงไม่จางหาย หากแต่มันก็ไม่ได้มีผลกระทบกับเด็กหนุ่มสองคนนี่มากนัก



...ทั้ง ๆ ที่อากาศจะค่อนข้างหนาวเย็น...


...และสายฝนก็ยังคงเทกระหน่ำไม่ยอมหยุดจนทำให้ไม่สามารถไปไหนได้...




...แต่ในวันนี้...


...แม้ว่าสภาพอากาศจะค่อนข้างย่ำแย่...



...ยูชอนกลับคิดว่า...




...วันนี้เป็นวันที่อากาศดี...และอบอุ่นยิ่งกว่าวันไหน ๆ เสียอีก...











.

.

.

.










ช่วงเวลาที่ผ่านไปอย่างช้า ๆ และล่วงเลยมาจนกระทั่งสายฝนที่เทกระหน่ำนั้นหยุดลง หากแต่สำหรับยูชอนแล้ว ในตอนนี้ห้วงเวลามันช่างผ่านพ้นไปเร็วเสียจนเขารู้สึกเสียดาย อยากจะให้ฝนตกนานกว่านี้อีกสักนิด เพื่อที่เขาจะได้ยืนอยู่ตรงนี้ใกล้ ๆ กันกับเด็กหนุ่มที่เขาเพิ่งจะคุยกันได้ไม่ถึงสิบประโยคเลยด้วยซ้ำ


ฝนหยุดตกแล้วล่ะ

เสียงแหบนิด ๆ ของจุนซูดังขึ้น ยูชอนทำเพียงแค่ยกยิ้มบางให้อีกฝ่าย พร้อมกับคืนร่มพลาสติกให้กับผู้เป็นเจ้าของ ขาเรียวก้าวพาร่างตัวเองออกมาจากตำแหน่งเดิมเล็กน้อย ใบหน้าคมเงยขึ้นมองท้องฟ้าที่ยังคงมืดครึ้มเช่นเดียวกับคราแรก ก่อนที่จะหันกลับมามองคนที่ยืนอยู่ข้างหลังตนอีกครั้ง พลางเสียงทุ้มก็ดังขึ้น


งั้นฉันกลับก่อนล่ะ วันนี้...ขอบคุณมากนะ

อื้ม ไม่เป็นไรหรอก...นี่ก็ค่ำแล้ว กลับบ้านดี ๆ นะ

ร่างเล็กยกยิ้มพร้อมโบกมือลา ยูชอนยืนนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยกมือขึ้นโบกกลับอย่างช้า ๆ ขาเรียวก้าวเดินพาตัวเองไปตามเส้นทางกลับบ้านของตนอย่างช้า ๆ แม้ว่าเขาจะก้าวขาพาตัวเองห่างไกลจากตำแหน่งเดิมไปไกลเรื่อย ๆ แต่ใบหน้าคมกลับหันกลับไปมองยังที่ ๆ เดิม...ที่ ๆ มีใครอีกคนยืนอยู่ที่เดิม ที่ ๆ ทำให้เขาต้องหันกลับไปมองครั้งแล้วครั้งเล่าจนกระทั่งสายตาของเขาไม่อาจจะมองเห็นที่แห่งนั้นได้อีก


ทุกย่างก้าวที่กำลังผ่านพ้นไปนั้นมันยิ่งทำให้ความรู้สึกที่เขาอยากจะอยู่กับใครคนนั้นมันมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ใช้เวลาเพียงไม่นานนักหากแต่ช่างยาวนานในความรู้สึก ร่างสูงก็มาหยุดยืนอยู่หน้าประตูบ้านของตัวเองเป็นที่เรียบร้อย ทว่า...ความรู้สึกเวลาที่ได้กลับบ้านในวันนี้มันกลับแปรเปลี่ยนไปเสียจนเขายังสงสัยว่าตอนนี้เขากำลังเป็นอะไรกันแน่


...กลับถึงบ้านแล้ว...


...หากแต่ใจนั้นกลับไม่ได้มาพร้อมกันกับเขา...


กว่าที่ยูชอนจะรู้สึกตัวอีกที เขาก็มานั่งพิงหัวเตียงพร้อมยืดขาอยู่บนเตียงนุ่มในห้องนอนของตัวเองเสียแล้ว กระเป๋านักเรียนคู่ใจก็ถูกโยนทิ้งไว้อยู่บนโต๊ะเขียนหนังสือที่เขาไม่ค่อยจะได้ยุ่งอะไรกับมันเท่าไรนัก ใบหน้าคมเสมองไปยังหน้าต่างใสที่ยังมีหยดน้ำใสเกาะอยู่เล็กน้อย และไร้ซึ่งแสงอาทิตย์สาดส่องด้วยความรู้สึกมากมายที่เอ่อล้นอยู่ภายในใจ


...การที่ได้รู้จักกับใครสักคนเป็นครั้งแรก...


...มันสามารถทำให้เราคิดถึงเขาได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ?...


ไม่ใช่ว่ายูชอนไม่รู้ว่าความรู้สึกเช่นนี้มันเรียกว่าอะไร ไม่ใช่ว่าเขาไม่เคยจีบคนอื่น แต่...เขาไม่เข้าใจ ว่าทำไมการที่เขาได้เจอกับจุนซู เขาถึงรู้สึกว่าตัวเองทำตัวเงอะงะขนาดนี้ ทำไมเขาถึงอยากจะเห็นรอยยิ้มสดใสบนใบหน้ามนนั่นมากถึงขนาดนี้ และทำไม...เขาถึงต้องคิดถึงคนที่ตัวเองเพิ่งรู้จักได้ไม่ถึงวันนึงเสียด้วยซ้ำมากถึงเพียงนี้?


...แต่ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าตัวเองนั้นรู้สึกชอบอีกฝ่ายมากขนาดไหน...


...แต่เขากลับรู้เพียงแค่ว่าอีกฝ่ายชื่อ
คิม จุนซูเท่านั้น...


...ทำไมแกมันโง่แบบนี้วะ ปาร์ค ยูชอน

ใช่ว่าเขาจะอ่อนประสบการณ์เรื่องการจีบคนอื่น...แต่ครั้งนี้เขากลับทำพลาดหมดทุกอย่าง จากปกติที่มักจะขอเบอร์โทรศัพท์มือถือตั้งแต่วันแรกที่เขารู้สึกสนใจใครเป็นพิเศษ ในวันนี้เขากลับลืมนึกถึงเรื่องนี้ไปเสียด้วยซ้ำ แล้วตอนที่ฝนหยุดตก แทนที่เขาจะอาสาเดินกลับบ้านเป็นเพื่อนจุนซู...เขาก็ดันขอตัวกลับบ้านก่อนเสียอย่างนั้น


...แกนี่มันโง่จริง ๆ เลย ปาร์ค ยูชอน
!...

มือหยาบยกขึ้นขยี้หัวตัวเองไปมาด้วยความหงุดหงิด ก่อนจะเปลี่ยนท่าจากนั่งเป็นนอนยืดแข้งยืดขาในสภาพหัวที่ยุ่งเหยิง ดวงตาคมเหม่อมองไปรอบห้อง ด้วยความรู้สึกที่เหมือนตัวเองจะเห็นภาพใบหน้าของใครคนนั้นลอยขึ้นมาอยู่เสมอจนเขาต้องค่อย ๆ ขยับเปลือกตาลงบดบังนัยน์ตาไว้ไม่ให้ตัวเองรู้สึกคิดถึงใครคนนั้นไปมากกว่านี้


แต่...เมื่อทำเช่นนั้น ยูชอนกลับรู้สึกได้ว่าภาพใบหน้ามนที่กำลังยกยิ้มกว้างนั้นมันกลับยิ่งเด่นชัดราวกับกำลังเกิดขึ้นอยู่ตรงหน้าเขา เด่นชัด...จนไม่อยากจะให้ภาพนี่เลือนหายไปจากสายตาเขาเลยจริง ๆ


...ดวงตากลมสีนิลเป็นประกายที่ดูสวยงาม...


...รอยยิ้มบางเบาบนริมฝีปากสีชมพูที่ส่งไปถึงดวงตากลมคู่นั้น...



...ภาพที่เด่นชัดในความทรงจำ...จนทำให้ใจเขาเต้นระรัวในในยามที่คิดถึง...



มือเรียวยกขึ้นทาบทับเปลือกตาหนา ปล่อยให้ตัวเองจมอยู่กับภาพของความทรงจำและบรรยากาศในเหตุการณ์ที่ผ่านพ้นมาที่เด่นชัดในความรู้สึก...ก่อนที่ริมฝีปากอิ่มจะขยับยิ้มบางเบาออกมาด้วยความรู้สึกมีความสุขและอุ่นซ่านไปทั้งหัวใจ...



...ถ้าหากการหลับตาลง...


...มันจะทำให้เราเห็นภาพของใครสักคน...ที่ทำให้เราคิดถึง...


...ภาพของใครสักคน...ที่ทำให้ใจของเราพองโตได้เช่นนี้...




...บางที...


...ผมอาจจะอยากหลับตาตลอดไปก็ได้นะ...




+:+:+:+:+:+ Rainy Day +:+:+:+:+:+



การเรียนการสอนที่เป็นเฉกเช่นเดิมทุกสัปดาห์นั้นช่างเป็นสิ่งที่น่าเบื่อสำหรับเด็กนักเรียนหลาย ๆ คน ช่วงเวลาที่ล่วงเลยมาจนเกือบจะถึงเวลาเลิกเรียนนั้นคือสิ่งที่เหล่านักเรียนต่างเฝ้ารอคอยจนสมาธิในการเรียนที่มีอยู่น้อยนิดนั้นมลายหายไปสิ้น


และแน่นอน...หนึ่งในนักเรียนเหล่านั้นนั้นจะต้องมีชื่อ ปาร์ค ยูชอน รวมอยู่ด้วยเสมอ


แต่...ในวันนี้มันกลับต่างออกไป...วันนี้ยูชอนไม่ได้ฟุบหลับลงกับโต๊ะเรียนเหมือนอย่างที่เคยทำ แต่กลับนั่งเท้าคางหันหน้าเหม่อมองออกไปยังทิวทัศน์นอกอาคารผ่านกระจกบานใสที่อยู่ไม่ไกลจากเขานัก ดวงตาคมทอดมองไปยังท้องฟ้าเบื้องบนที่ตอนนี้เริ่มจะแปรเปลี่ยนจากสีฟ้าครามเป็นสีเทาหม่น ซึ่งเป็นสัญญาณที่บ่งบอกได้ถึงสภาพอากาศอันย่ำแย่ที่กำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้านี้


...ทั้ง ๆ ที่สภาพอากาศเป็นเช่นนั้น...


...แต่ริมฝีปากอิ่มกลับยกยิ้มขึ้นอย่างมีความสุข...


เสียงออดบอกเวลาเลิกเรียนดังขึ้น ก่อนจะตามด้วยคำพูดของอาจารย์ประจำวิชาอีกสองสามประโยคที่ดังขึ้นปิดการเรียนการสอนในคาบสุดท้ายนี้ให้เรียบร้อย และทันทีที่อาจารย์เดินออกจากห้องไป เสียงนักเรียนต่างก็พากันดังขึ้นมาอย่างรวดเร็ว พร้อมกับกลุ่มนักเรียนที่ค่อย ๆ บางตาลงเหมือนกับทุก ๆ วันที่ผ่านมา


แต่...ยูชอนกลับยังนั่งนิ่งอยู่เช่นเดิม



วันนี้...ฝนจะตกอีกมั้ยนะ

เสียงทุ้มเอ่ยกับตัวเองแผ่วเบา ก่อนที่จะลุกขึ้นยืนจนเต็มความสูงพร้อมกับกระเป๋านักเรียนคู่ใจที่ถูกแขนเรียวหนีบไว้แนบกับลำตัว ขาเรียวที่รับกับรูปร่างเดินพาตัวเองไปยังตู้ล็อกเกอซึ่งเขาเป็นเจ้าของเหมือนอย่างที่ทำเป็นประจำก่อนกลับบ้าน แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปจากเดิม...ก็คงจะเป็นใบหน้าคมที่มีร่องรอยของรอยยิ้มประดับอยู่อย่างเห็นได้ชัด


...วันนี้จะได้เจอกับจุนซูอีกมั้ยนะ?...


...เฮ้อ
~...อยากเจออีกชะมัดเลยแหะ...


วันนี้จะต้องเดินไปส่งจุนซูให้ได้เลย คอยดู

ร่างสูงบ่นกับตัวเอง ก่อนที่จะมาหยุดยืนอยู่หน้าตู้ล็อกเกอ มือเรียวจัดการเปิดตู้ล็อกเกอด้วยความมั่นใจเต็มร้อยที่จะปฏิบัติภารกิจให้สำเร็จ ตู้เหล็กถูกเปิดออกอย่างรวดเร็ว เพื่อที่เขาจะหยิบสิ่งที่ต้องเป็นอุปกรณ์ในการปฏิบัติภารกิจในวันนี้ นั่นก็คือ...ร่ม
!




...แต่...


...ตู้ล็อกเกอ...กลับว่างเปล่าซะอย่างนั้น...




เฮ้ย!!!”

ยูชอนร้องเสียงหลงทันทีที่เห็นสภาพภายในนั่น มันว่างซะจนเขายังอยากจะตบหัวตัวเองหลาย ๆ ทีให้กับความติงต๊องของตัวเอง ยูชอนยืนอ้าปากค้างอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นท่ายืนคอตกอย่างหมดอาลัยตายอยาก...นี่เขาทำพลาดอีกแล้วใช่มั้ยเนี่ย?


และเหมือนสวรรค์จะกลั่นแกล้งเขาอีกครั้ง เมื่อเสียงสายฝนกำลังดังขึ้นมาอย่างแผ่วเบาก่อนจะค่อย ๆ ดังขึ้นเรื่อย ๆ ไปจนทั่วบริเวณโรงเรียน ยูชอนยกยิ้มแหยกับสภาพเหตุการณ์ในตอนนี้ มือเรียวจัดการปิดตู้ล็อกเกอลง แล้วร่างสูงก็เดินลากเท้าในสภาพคอตกพาตัวเองไปหยุดยืนอยู่หน้าอาคารเรียนที่วันนี้มีเด็กนักเรียนยืนอยู่ไม่เยอะเท่าไรนัก


...แล้ววันนี้ฉันจะได้เจอจุนซูมั้ยเนี่ย?...


ยิ่งคิดก็ยิ่งเศร้า...เขายังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าจุนซูนั้นอายุเท่าไหร่ ตอนนี้เขาก็อยู่ไฮสคูลปีสามแล้ว จุนซูจะอายุเท่ากับเขา หรือจะอายุน้อยกว่าเขาก็ไม่รู้ เรียนอยู่ห้องไหนก็ไม่รู้ เบอร์โทรศัพท์มือถือเบอร์อะไรก็ไม่รู้ สรุป...เขาไม่รู้อะไรเลยสักอย่างนอกจากเด็กหนุ่มคนนั้นมีชื่อว่า คิม จุนซู


...ไร้ซึ่งหนทางที่จะไปตามหาตัว...


...ปาร์คยูชอนเศร้าครับงานนี้...



ลืมพกร่มมาหรอฮะ?

เสียงแหบนิด ๆ ที่คุ้นเคยดังแว่วมากระทบใบหูของยูชอนเข้าอย่างจัง นัยน์ตาคมเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจ ก่อนที่จะตามด้วยใบหน้าคมที่หันไปมองใบหน้าเจ้าของเสียงอย่างรวดเร็ว มองหาใบหน้าของเจ้าของเสียง...ที่เขาจำได้อย่างแม่นยำและเฝ้านึกถึงมาตลอด


...นี่ไม่ใช่ความฝันใช่มั้ย?...


เจ้าของใบหน้ามนที่ยูชอนเฝ้าคิดถึงกำลังยืนอยู่ข้าง ๆ กับร่างสูง พร้อมกับร่มคันเดิมที่เคยใช้กำบังพวกเขาทั้งสองจากสายฝนที่เทกระหน่ำในคราก่อน จุนซูกำลังยืนส่งยิ้มมาให้เขา รอยยิ้มบางเบา...ที่ทำให้ยูชอนรู้สึกว่าบรรยากาศรอบ ๆ ตัวนั้นมันดูสดใสจนเขาอยากจะให้มันเป็นเช่นนี้ตลอดไปเสียเหลือเกิน


เอ่อ...อื้ม ฉันลืมพกร่มมาอีกแล้วล่ะ

ยูชอนยิ้มแหยพลางยกมือขึ้นลูบหัวไปมาอย่างรู้สึกอาย จุนซูที่ได้ยินแบบนั้นก็หลุดหัวเราะออกมาเล็กน้อย ร่มพลาสติกใสถูกกางออกด้วยฝีมือของร่างเล็ก ขาเรียวเดินพาตัวเองขยับเข้าไปใกล้ร่างสูงมากกว่าเดิมอีกเล็กน้อย พลางเลื่อนร่มของตัวเองขึ้นเหนือศีรษะของพวกเขาทั้งสอง ก่อนจะหันไปมองใบหน้าคมด้วยรอยยิ้มอีกครั้งหนึ่ง


งั้นเดี๋ยวผมพาไปหลบฝนกันที่เดิมละกันนะ

ภาพใบหน้าน่ารักที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มในระยะที่ใกล้ชิดกันกว่าปกตินั้นมันทำให้ยูชอนใจเต้นโครมครามจนกลัวว่าอีกฝ่ายอาจจะได้ยินเสียงหัวใจของตน ร่างสูงพยายามที่จะควบคุมไม่ให้ตัวเองแสดงอาการเขินอายออกมาทางสีหน้าและท่าทางออกมาให้จุนซูได้เห็น นัยน์ตาคมจ้องมองใบหน้าของอีกฝ่ายอยู่อีกครู่หนึ่ง...เพื่อที่จะจดจำใบหน้ามนที่แสนสดใสนี้เอาไว้...ในความทรงจำที่เขาอยากจะเก็บมันไว้ตลอดชีวิต...


อื้ม งั้นเดี๋ยวฉันกางร่มให้แทนละกัน

ว่าจบ ยูชอนก็จัดการแย่งร่มจากผู้เป็นเจ้าของมาถือแทนซะเอง ซึ่งจุนซูก็ไม่ได้ว่าอะไรเขา มีแต่จะคอยส่งรอยยิ้มมาให้เขาตลอดเสียด้วยซ้ำ


ขาเรียวสองคู่ค่อย ๆ ก้าวเดินออกจากตึกเรียนไปอย่างช้า ๆ ท่ามกลางบรรยากาศภายนอกที่มืดครึ้ม พร้อมกับสายฝนที่ตกลงมาจากฟากฟ้าเบื้องบน ร่มพลาสติกถูกใช้เป็นสิ่งกำบังไม่ให้ร่างของเด็กหนุ่มทั้งสองต้องเปียกชื้นจากสายน้ำที่ยังคงเทลงมาอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย สภาพอากาศที่ย่ำแย่เช่นนี้มาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว...แต่ในวันนี้มันกลับไม่มีผลอะไรสำหรับยูชอนเลยแม้แต่นิด...



...ฝนตกเหมือนเดิม...


...ร่มคันเดิม...


...เดินเบียดกันในร่มกับจุนซูเหมือนเดิม...




...แต่...


...มันสุขใจยิ่งกว่าวันไหน ๆ เสียอีก...











.

.

.

.










ใช้เวลาสักพักหนึ่งทั้งสองก็มาหยุดยืนหลบฝนกันที่หน้าร้านกาแฟเล็ก ๆ ร้านเดิม ระหว่างนั้นยูชอนกับจุนซูก็คุยอะไรกันเรื่อยเปื่อยเป็นการฆ่าเวลาไปเล่น ๆ และยูชอนก็เพิ่งจะได้รู้ว่าจุนซูนั้นเป็นรุ่นน้องของเขาก็วันนี้นี่ล่ะ...ก็ว่าทำไมตอนคุยกับเขาถึงใช้คำพูดสุภาพกับเขานัก


นี่นายอยู่ปี 2 เหรอ?

ใช่ฮะ

เอ่อ...ที่จริง นาย...ไม่ต้องพูดสุภาพกับฉันมากนักก็ได้นะ

เอ๋?

ยูชอนสะดุ้งทันทีที่เพิ่งรู้สึกตัวว่าตัวเองนั้นเผลอพูดอะไรออกไป นัยน์ตาคมเบิกกว้างพร้อมกับรีบหันไปมองใบหน้าของคนที่อยู่ข้างกายทันที และมันแทบจะทำให้ยูชอนช็อกตาย เพราะตอนนี้จุนซูกำลังหันมามองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยอย่างที่เขาคาดคิดเอาไว้ไม่มีผิด


...โดนจุนซูสงสัยแหงเลย ปาร์ค ยูชอน เอ๊ย
T T...

ยูชอนเบือนหน้าหนีจากอีกฝ่าย พลางเลื่อนมือมากุมศีรษะตัวเองไว้ด้วยความกังวล อยากจะตบกะโหลกตัวเองสักสิบ ๆ ครั้งเพื่อเป็นการลงโทษที่พูดอะไรไม่คิดนี่เสียจริง แต่เขาก็รู้ว่าถ้าทำแบบนั้นมีหวังจุนซูก็จะยิ่งสงสัยเขายิ่งกว่าเดิมเป็นแน่ พอคิดได้แบบนั้นยูชอนก็ยิ่งคิดหนักยิ่งกว่าเดิม บอกให้รุ่นน้องที่เพิ่งรู้จักกันว่าไม่ต้องสุภาพกับรุ่นพี่อย่างตัวเองนักแบบนี้ เป็นใครใครจะไม่สงสัยบ้างวะเนี่ย?


จุนซูกระพริบตาปริบ ๆ ด้วยความงุนงง ดวงตากลมจ้องมองรุ่นพี่ที่ยืนทำหน้าเครียดเสียจนเขาแทบจะเครียดตามด้วยความสงสัย ภาพที่เห็นคือยูชอนกำลังยืนเอามือปิดหน้าปากก็ขยับยุบยิบเหมือนกับกำลังบ่นอะไรอยู่สักอย่าง จุนซูยืนมองท่าทางแบบนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่ริมฝีปากชมพูจะแอบยกยิ้มบางโดยที่ยูชอนนั้นไม่ทันได้สังเกตเห็น




เอ่อ...จุนซู...คือ...ฉัน...


ฮะ พี่ยูชอน



.


.


.




...พี่ยูชอน...
...พี่ยูชอน...

...พี่ยูชอน...

...พี่ยูชอน...

...พี่ยูชอน...




...นี่ฉันไม่ได้หูแว่วไปใช่มั้ยเนี่ย?...


นัยน์ตาคมเบิกกว้างทันทีที่ได้ยินจุนซูเรียกตัวเองเช่นนั้น มือหยาบที่ยกขึ้นปิดหน้าถูกปล่อยลงข้างตัวอย่างคนหมดเรี่ยวหมดแรง ก่อนที่ใบหน้าคมจะค่อย ๆ หันไปมองอีกฝ่ายด้วยสายตาที่แฝงไว้ด้วยความตกใจอย่างเห็นได้ชัด


พี่ยูชอนมีอะไรหรอ?

เมื่อกี้นี่...นาย...

ทำไมหรอพี่ยูชอน?

ก็......เปล่าหรอก ไม่มีอะไร

ว่าจบ ยูชอนก็เบือนหน้าหนีกลับไปอีกครั้งหนึ่ง ไม่ใช่เป็นเพราะอะไรหรอก...นอกจากอาการที่เรียกว่า
เขินมันกำลังตรงเข้าจู่โจมเขาโดยตรง ตอนนี้เขาไม่กล้าสบตากับจุนซู ไม่กล้าหันไปมองหน้าจุนซูตรง ๆ หัวใจมันเต้นโครมครามเสียจนเขาเจ็บร้าวไปทั้งอก แถมเขายังรู้สึกได้เลยว่าตอนนี้ใบหน้าของเขานั้น...มันร้อนผิดปกติซะด้วยสิ

...
พี่ยูชอน...งั้นเหรอ...

...ฮึ่ย...เขินเว้ยยย
!!!...

...นายทำให้ฉันดีใจมากขนาดไหน...รู้ตัวบ้างมั้ย?...จุนซู...


ร่างสูงหันไปเขินอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันกลับมาอีกครั้งเมื่อจุนซูเริ่มเปิดประเด็นเรื่องนู้นเรื่องนี้มาคุยเสียจนยูชอนแทบจะตอบกลับไม่ทัน บางทีพวกเขาก็หัวเราะไปด้วยกัน ถึงแม้ว่าบทสนทนานั้นมันก็ไม่ได้น่าขำอะไรมากนัก แต่รอยยิ้มบนใบหน้าของทั้งสองนั้นเป็นสิ่งที่บ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่าทั้งสองนั้นมีความสุขมากเพียงใด


...บทสนทนามากมายยังคงหลุดออกมาจากริมฝีปากทั้งสอง...


...ในขณะที่ห้วงเวลายังคงเดินต่อไป...


...พร้อมกับความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองที่เริ่มก่อตัวขึ้นอย่างช้า ๆ...

เสียงสายฝนที่เริ่มแผ่วเบาลงอย่างช้า ๆ นั้นเป็นสิ่งที่ทำให้ทุกคนรับรู้ได้ว่าฝนเริ่มซาลงแล้ว ซึ่งสำหรับยูชอนนั้นมันเป็นสิ่งที่ทำให้จิตใจเขาห่อเหี่ยวลงในทันที เพราะวันนี้ฝนไม่ได้ตกหนักเหมือนกับเมื่อวานนี้...นี่ฝนตกแค่ชั่วโมงกว่าก็หยุดเสียแล้ว ทำเอายูชอนเซ็งไม่น้อยเลยทีเดียว


ฝนหยุดตกแล้วล่ะ

ร่างเล็กพูดเอ่ยในขณะที่ดวงตากลมจ้องมองไปยังท้องฟ้าเบื้องบนที่ยังคงเป็นสีเทาหม่นอยู่ ยูชอนที่เห็นดังนั้นจึงก้าวขาเรียวพาตัวเองเดินออกมาจากตำแหน่งเดิมเล็กน้อยก่อนจะหยุดยืนอยู่ตรงหน้าร่างเล็ก ใบหน้าคมหันกลับมามองใบหน้าของรุ่นน้องอีกครั้งหนึ่ง พลางยกยิ้มบางเบาอย่างที่เขามักจะชอบทำอยู่เสมอ


งั้น...ฉันกลับก่อนนะ

ฮะ พี่ยูชอน ไว้เจอกันใหม่นะครับ

จุนซูยกยิ้มให้ยูชอนเหมือนอย่างเคย ร่างสูงพยักหน้าเป็นการตอบกลับ ยูชอนสบตากับจุนซูอีกครั้ง ริมฝีปากอิ่มเปิดเล็กน้อยเหมือนกับกำลังจะพูดอะไรสักอย่างก่อนจะเปลี่ยนกลับเป็นปิดลงเช่นเดิม ร่างสูงทำเช่นนั้นอยู่สองสามครั้งก่อนจะหันหลังให้รุ่นน้องพร้อมกับยกมือขึ้นขยี้ผมตัวเองไปมาเหมือนกำลังหงุดหงิดอะไรสักอย่าง จุนซูกระพริบตาปริบ ๆ พลางเอียงคอมองท่าทางพฤติกรรมแปลก ๆ ของรุ่นพี่ด้วยความรู้สึกสงสัยที่เริ่มก่อตัวขึ้น


...พี่ยูชอนเป็นอะไรน่ะ?...


มือหยาบยกขึ้นทึ้งหัวตัวเองไปมาอย่างสุดจะทน ทั้งอายทั้งหงุดหงิดตัวเองจนไม่รู้จะทำยังไงดีแล้ว ทั้ง ๆ ที่ตั้งใจจะพูดในสิ่งที่ตั้งใจเอาไว้ แต่พอเห็นใบหน้ามนกับดวงตากลมสีนิลนั่น เขาก็รู้สึกเหมือนหน้าตัวเองมันเริ่มจะร้อนแถมใจก็เริ่มเต้นแรงเสียจนควบคุมแทบไม่อยู่ สุดท้าย...ก็ต้องมายืนหันหลังทำท่าทางน่าสงสัยต่อหน้ารุ่นน้องอีกจนได้


...แค่ขอเบอร์โทรศัพท์มันยากขนาดนี้เลยเหรอวะ?...


ยูชอนสูดหายใจเข้าออกลึก ๆ ในขณะที่จุนซูยังคงจ้องมองอยู่ด้านหลังด้วยความสงสัย ร่างสูงหันขวับกลับมาสบตากับอีกฝ่ายอีกครั้งหนึ่ง ทันทีที่ได้สบตากับดวงตาใสซื่ออีกครั้ง มันทำให้ความกล้าที่ยูชอนปลุกขึ้นมาเกือบจะละลายหายไปเสียหมด แต่เขาก็ตัดสินใจแล้วที่จะพูดในสิ่งที่เขาคิดและต้องการบอกออกมาให้จุนซูรับรู้ให้ได้


จุนซู คือ...

ฮะ?

คือฉัน...ฉันขอ...เอ่อ...

ยูชอนพูดออกมาอย่างตะกุกตะกัก รู้สึกเหมือนลิ้นมันพันกันจนไม่รู้จะพูดออกมายังไงดี แถมไอ้ความกล้าที่เหลืออยู่น้อยนิดมันกำลังจะมีความอายเข้ามาแทรกแทนจนจะทำอะไรไม่ถูกอยู่แล้ว


...อ๊ากกกกกกกกก
!!!....

...เขิน
!...เขินชะมัดเลยเว้ย!!!!...

จุนซูมองยูชอนที่ยืนค้างตาแป๋ว รอฟังสิ่งที่ยูชอนจะพูดด้วยความสงสัย พฤติกรรมธรรมดาปกติของร่างเล็กที่เจ้าตัวนั้นไม่เคยรู้เลยว่ามันทำให้ร่างสูงยิ่งเขินเข้าไปใหญ่ ทั้งสองนิ่งเงียบกันไปครู่หนึ่ง ก่อนที่จะมีเสียงดังขึ้นมาอีกครั้ง


จุนซู เอ่อ... / พี่ยูชอน

ทั้งสองพูดออกมาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมายก่อนจะชะงักไปนิดนึง ต่างฝ่ายต่างพยายามจะพูดอะไรสักอย่าง ก่อนที่จะเผลอพูดออกมาพร้อมกันอีกครั้งอย่างไม่ได้ตั้งใจ


ฉันขอเบอร์นาย... / ผมขอเบอร์พี่ยูชอนหน่อยได้มั้ยฮะ?

คำพูดที่สื่อความหมายเหมือนกันมันทำให้ทั้งสองเงียบไปอีกครั้ง จุนซูยังคงมองรุ่นพี่ด้วยสายตาเช่นเดิม ผิดกับยูชอนที่เบิกตากว้าง กระพริบตาปริบ ๆ กับสิ่งที่ตนเพิ่งได้ยินเมื่อไม่กี่วินาทีที่ผ่านมา หัวสมองที่มักจะชาญฉลาดในเรื่องการจีบสาวตอนนี้กลับตื้อเสียจนต้องแปลความหมายประโยคเมื่อครู่ซ้ำไปซ้ำมาเสียหลายรอบเลยทีเดียว


...ไปแคะหูตอนนี้ยังทันมั้ย?...


...ตะกี้ฉันหูแว่วไปรึเปล่า?...


...เมื่อกี้...จุนซูขอเบอร์ฉันงั้นเหรอ?...



ม่ะ...เมื่อกี้นี้...

ผมขอเบอร์พี่ยูชอนหน่อยได้มั้ยฮะ?

จุนซูถามทวนพลางหยิบมือถือของตนขึ้นมา ยูชอนที่เริ่มตั้งสติได้เผลอยกยิ้มขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว...รู้สึกก้อนเนื้อในอกซ้ายมันเต้นระรัวอีกแล้วแหะ


อื้ม...ได้สิ

ยูชอนบอกเบอร์โทรศัพท์ของตนไป เมื่อจุนซูจัดการเก็บบันทึกไว้เรียบร้อย ร่างเล็กก็จัดการกดหยอดไปหาผู้เป็นเจ้าของเบอร์โทรศัพท์เสียทีหนึ่ง ก่อนจะยกยิ้มพลางเอ่ยขอบคุณด้วยรอยยิ้มสดใสเหมือนอย่างเช่นทุกวัน


ขอบคุณนะฮะ

ร่างสูงยกยิ้มบางเป็นการตอบกลับเป็นเชิงว่าไม่เป็นไร ดวงตาคมจ้องมองภาพใบหน้าน่ารักนั่นด้วยสายตาที่แฝงไว้ด้วยความเอ็นดู ใบหน้ามนที่ถูกฉาบไว้ด้วยรอยยิ้ม...ภาพ ๆ นี้มันทำให้เขารู้สึกว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นมันดูสดใสขึ้นมาได้อย่างน่าประหลาด สดใสเสียจนเขาไม่อยากจะให้รอยยิ้มนั้นมันหายไปเลยจริง ๆ


...แต่...ไม่รู้ว่าเขารู้สึกไปเองหรือเปล่า...


...เขารู้สึกว่าใบหน้าน่ารักนั่น...ดูจะขึ้นสีชมพูนิด ๆ...


...จุนซู...กำลังเขินงั้นเหรอ?...


...เขาคิดไปเองหรือเปล่านะ?...



งั้นพี่ไปก่อนนะ

ฮะ

ยูชอนโบกมือลา ก่อนจะเดินจากร่างเล็กที่กำลังโบกมือตอบ ขาเรียวก้าวเดินพาตัวเองไปตามเส้นทางที่จะกลับไปสู่บ้านตนเองอย่างช้า ๆ สายตาคมกวาดมองทิวทัศน์รอบเมืองที่คุ้นเคยเหมือนอย่างเช่นทุกวัน เฉกเช่นบรรยากาศรอบกายที่ยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง


เสียงก้าวเดินที่ดังขึ้นเบา ๆ ในทุกย่างก้าวที่ฝ่าเท้าได้ก้าวย่ำลงไปนั้นถูกกลบด้วยเสียงรถราที่กำลังขับผ่านไปมา กลิ่นไอฝนยังคงหลงเหลือให้รู้สึกชื่นใจราวกับเป็นตัวแทนที่ทำให้เขาหวนคิดถึงใบหน้าของเด็กหนุ่มที่เพิ่งลากันมาได้เพียงไม่กี่นาที ห้วงเวลาที่กำลังหมุนวนไปอย่างช้า ๆ นั้นยูชอนรู้สึกราวกับว่ามันได้ก้าวเดินไปช้ายิ่งกว่าทุก ๆ วันราวกับมันได้หยุดลงเพื่อคงความรู้สึกที่เขากำลังมีอยู่ในตอนนี้ไม่ให้เลือนหายไปเช่นเดียวกับรอยยิ้มบางเบาบนใบหน้าคมที่กำลังเผยออกมาให้เห็นอย่างช้า ๆ...



...คุณครับ...


...ผมควรจะทำยังไงดี...




...ตอนนี้...ผมหุบยิ้มไม่ลงแล้วล่ะครับ...




+:+:+:+:+:+ Rainy Day +:+:+:+:+:+



ห้วงเวลาที่ยังคงก้าวเดินต่อไปนั้นทำให้ท้องฟ้าสีฟ้าครามนั้นแปรเปลี่ยนเป็นท้องฟ้าที่มืดมิดเสียแล้ว ร่างสูงกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่กลางเตียงนุ่มในห้องนอนของตัวเองอยู่เงียบ ๆ สายตาคมก็จ้องมองโทรศัพท์มือถือเครื่องบางที่ถูกตั้งไว้อยู่ตรงหน้า ไม่ใช่ว่าเขาเพิ่งจะมองมันหรอกนะ...แต่เขานั่งนิ่ง ๆ มองโทรศัพท์มือถือของตัวเองมาจนเกือบจะครบชั่วโมงได้แล้วล่ะ


เอาไงดีวะ...

พูดออกมาด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียดโดยที่สายตาก็ยังมองอยู่ที่เดิม ริมฝีปากอิ่มเม้มแน่นจนเป็นเส้นตรง พยายามจะคิดทบทวนแล้วทบทวนอีกว่าตอนนี้เขาควรจะทำแบบไหน ตัดสินใจแบบไหนมันถึงจะทำให้ทุกอย่างนั้นออกมาดีที่สุด และไม่ทำให้เขาเกิดอาการประหลาดบ้าบอเหมือนกับครั้งก่อน ๆ อีก


...จะลองโทรไปหา...


...หรือว่าจะส่งข้อความไปดีเนี่ย?...



เรื่องแค่นี้ทำไมมันถึงยากนักนะ...

ร่างสูงทึ้งหัวตัวเองไปมา ก่อนจะทิ้งตัวลงนอนด้วยความหงุดหงิด กะอีแค่เรื่องง่าย ๆ แถมมีตัวเลือกให้สามข้อ โทรไปหา ส่งข้อความ หรือไม่ทำทั้งสองอย่าง เรื่องง่าย ๆ ที่คนอย่างเขาก็เคยผ่านประสบการณ์มามากพอสมควร แต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไรเหมือนกัน พอเขาตัดสินใจกำลังจะลงมือโทรหา เสียงใสยามเรียกชื่อเขาที่มันอยู่ในความทรงจำมันก็ดังก้องขึ้นมาจนไม่กล้าที่จะโทรหา เพราะกลัวว่าถ้าเกิดได้ยินเสียงจริง ๆ มีหวังเขินจนพูดอะไรไม่ออกแน่ ๆ หรือถ้าจะส่งข้อความไป พอกำลังจะลงมือพิมพ์ ภาพใบหน้าน่ารักของรุ่นน้องที่ดันโผล่แว่บขึ้นมามันก็ทำให้เขาเขินหนักมากกว่าเดิมซะอย่างนั้น สุดท้ายเขาก็ปล่อยให้เสียเวลาไปเป็นชั่วโมงโดยที่ยังไม่ได้ลงมือทำอะไรเลยสักอย่าง


...ปาร์ค ยูชอน เครียดครับ
!...


...เอาวะ ลองซ้อมดูก่อนละกัน

ว่าแล้วยูชอนก็กระเด้งตัวลุกขึ้นนั่ง มือเรียวหยิบโทรศัพท์มือถือสุดรักขึ้นมาแนบหูเหมือนกับกำลังจะโทรไปหาจุนซูจริง ๆ ร่างสูงสูดหายใจเข้าออกลึก ๆ สองสามครั้ง ก่อนจะทำการซ้อมบทพูดตามที่ตัวเองนึกไว้ดูอย่างช้า ๆ


ฮัลโหล...


...พอหลังจากนี้ก็ต้องถามว่าว่างคุยมั้ย...


ยูชอนนึกประโยคถัดไปไว้เรียบร้อย แต่หลังจากที่พูดประโยคทักทายทางโทรศัพท์ไป เขาก็จินตนาการนึกถึงเสียงตอบรับจากปลายสาย เสียงใส ๆ ที่เขาจำได้อย่างแม่นยำราวกับมันกำลังดังอยู่ข้างกายนั้นดังก้องวนซ้ำไปซ้ำมาอยู่ภายในหัวของเขานั้นมันทำให้เขาต้องพยายามควบคุมสติและความกล้าเอาไว้ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้


ฮัลโหล พี่ยูชอน
ฮัลโหล พี่ยูชอน
ฮัลโหล พี่ยูชอน
ฮัลโหล พี่ยูชอน






...หมดสิ้นซึ่งความพยายาม...


...ปาร์คยูชอนทนต่อไปไม่ไหวแล้วครับ...



อ๊ากกกกก แกจะเขินทำไมนักวะห๊ะ!!!”

ด่าตัวเองไปสักที ก่อนจะทิ้งตัวลงนอนดิ้นไปมาเหมือนเด็ก มือเรียวยังคงกำโทรศัพท์มือถือไว้แน่น ส่วนมืออีกข้างก็ยกขึ้นมาปิดหน้าตัวเอง รับรู้ได้เลยว่าอุณหภูมิที่ใบหน้าของตัวเองมันสูงผิดปกติมากขนาดไหน


...เพียงแค่นึกถึงใบหน้าน่ารักนั่น...


...เพียงแค่นึกถึงเสียงใส ๆ นั่น...


...เพียงแค่นึกถึงดวงตาใสซื่อคู่นั้น...


...ทำไมเขาต้องเขินมากขนาดนี้ด้วยนะ?...



สงสัย...คืนนี้คงจะไม่กล้าโทรไปหาแหง...

เสียงทุ้มพูดออกมาเบา ๆ น้ำเสียงที่แฝงไว้ด้วยความรู้สึกมากมายที่แม้แต่เขายังนึกสงสัยว่าเขาเคยพูดน้ำเสียงเช่นนี้ออกมาด้วยหรือ ยูชอนถอนหายใจออกมาอีกครั้งหนึ่ง...นี่เขาควรจะปล่อยให้มันเป็นแบบนี้รึไงนะ?


พลันอุปกรณ์สื่อสารภายในมือก็สั่นขึ้นมาทำเอาเขาสะดุ้งสุดตัว ร่างสูงยันตัวลุกขึ้นนั่ง เลื่อนสายตาคมไปยังหน้าจอโทรศัพท์เพื่อดูว่ามีใครโทรมาหาเขา


...ข้อความ?...


ผิดจากที่เขาเดาเอาไว้นิดหน่อย แต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไร เขารู้สึกว่าเขาอยากจะเปิดข้อความนี้ดูเร็วยิ่งกว่าครั้งไหนเสียอีก นิ้วเรียวจัดการกดเปิดข้อความอย่างรวดเร็ว ไม่รู้ว่าทำไมใจมันถึงเต้นระรัวยามที่นึกว่าเนื้อความภายในข้อความจะเป็นอย่างไร...และมาจากใครกัน



คืนนี้อากาศเย็นอีกแล้ว...อย่าลืมนอนห่มผ้าดี ๆ นะฮะ > <

ฝันดีนะฮะ พี่ยูชอน
^ ^


จาก...จุนซู




...ข้อความสั้น ๆ...


...แต่เขากลับหุบยิ้มไม่ลง...


รู้สึกหัวใจพองโตจนแน่นไปทั้งอก เหมือนได้รับการเติมเต็มจนสุขใจอย่างประหลาด ทันทีที่ได้อ่านเนื้อความภายในข้อความนี่...และยิ่งได้รู้ว่าใครเป็นคนส่งมาให้ ริมฝีปากมันก็ยกยิ้มขึ้นเองเสียอย่างนั้น ทั้งดีใจและมีความสุขจนพูดอะไรไม่ออก มันจุกจนแทบจะเอ่อล้นออกมานอกอก ร่างสูงหลุดหัวเราะออกมาเล็กน้อย ไม่นึกเลยว่าข้อความเพียงแค่นี้มันจะทำให้เขารู้สึกดีได้มากถึงเพียงนี้


และน่าแปลก...ที่ข้อความนี้มันกลับทำให้เขาอยากจะโทรไปหาอีกฝ่ายได้มากถึงขนาดนี้

นิ้วเรียวจัดการกดเบอร์โทรของคนที่ส่งข้อความมาหาเขาที่เขาจำได้อย่างรวดเร็วตั้งแต่ที่เพิ่งได้มาไม่นาน ก่อนจะจัดการกดโทรออก พลางเลื่อนสิ่งที่อยู่ในมือขึ้นแนบหู โดยที่ใบหน้ายังคงถูกฉาบไว้ด้วยรอยยิ้มที่ดูเปี่ยมสุขยิ่งกว่าคราใด


ฮัลโหล...จุนซู


...บทสนทนามากมายได้ดำเนินไปเรื่อย ๆ ตลอดค่ำคืน...


...พร้อม ๆ กับสายสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองที่เริ่มก่อตัวขึ้นอย่างช้า ๆ...





...บางที...เขาก็นึกสงสัย...


...ทำไม...เพียงแค่เขาได้ยินเสียง ๆ นี้...



...เสียงใส ๆ...ที่แฝงไว้ด้วยความร่าเริงนี่...



...ทำไม...เขาถึงหุบยิ้มไม่ลงเสียทีนะ...



+:+:+:+:+:+ Rainy Day +:+:+:+:+:+


วันเรียนวันสุดท้ายของสัปดาห์นั้นช่างเป็นวันที่สดใสสำหรับเด็กนักเรียนหลาย ๆ คน ช่วงเวลายังคงดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ เช่นเดียวกับกิจกรรมของนักเรียนที่ยังคงเหมือนเดิมอย่างเช่นทุกวัน จนกระทั่งถึงเวลาเลิกเรียน นักเรียนหลายคนก็แหกปากตะโกนชวนกันไปเที่ยวบ้าง ชวนกับกลับบ้านบ้าง หรือบางคนอาจจะมีกิจกรรมของชมรมอยู่ก็แยกตัวกันไปทำงานตามหน้าที่ของตน


ยูชอนก็เป็นคนหนึ่งที่มีภารกิจที่ชมรมในวันนี้ ไม่ใช่ว่าจะไปทำงานกลุ่มหรืออะไรหรอกนะ แต่วันนี้เขาได้รับหน้าที่ให้ไปทำความสะอาดห้องของชมรมให้เรียบร้อย ซึ่งที่จริงเขาก็ไม่ค่อยอยากจะทำนักหรอก...ปาร์คยูชอนกับการทำความสะอาด มันเข้ากันซะที่ไหนล่ะ?


ยูชอนต้องเสียเวลาไปมากโขกับการที่ต้องทำความสะอาดห้องชมรมเพียงคนเดียว เพราะเพื่อนสุดที่รักแต่ละคนก็ทำการฝากความหวังไว้ที่เขาแล้วออกไปท่องเมืองเล่นกันเหมือนเดิม กว่าเขาจะทำเสร็จ เวลามันก็ล่วงเลยจนเกือบจะถึงหกโมงเย็นเลยทีเดียว


ประตูห้องชมรมถูกปิดลงด้วยฝีมือของคนที่เข้าไปเป็นคนสุดท้าย ยูชอนเดินทอดน่องตรงไปยังชั้นล่างเพื่อจะกลับบ้านพร้อมกระเป๋าเรียนบางเฉียบคู่ใจ สายตาคมกวาดมองไปรอบ ๆ ภายในตัวอาคารที่ตอนนี้แทบจะไม่มีนักเรียนอยู่เลยสักคน พลางกวาดตามองผ่านกระจกบานใสตรงบริเวณทางเดิน ท้องฟ้าที่น่าจะเป็นสีแสดในยามเย็นกลับมืดหม่น เป็นสัญญาณที่บ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่ากำลังจะมีฝนตกอีกในไม่ช้านี้


...ถึงแม้ว่าเขาจะทำเป็นเหมือนมองดูสภาพอากาศรอบ ๆ...


...หากแต่ใจเขากลับไม่ได้สนใจถึงเรื่องนี้เลยสักนิด...



หกโมงแล้วแหะ...

เสียงทุ้มเอ่ยแผ่วเบา รู้สึกเหมือนกับใบหน้าน่ารักที่เฝ้าคิดถึงมันลอยขึ้นมาในห้วงความคิด วันนี้เขายังไม่ได้พบเจอกับเจ้าของรอยยิ้มสดใสที่ทำให้เขามีความสุขเลย...นึกแล้วมันก็รู้สึกโหวง ๆ ในอกยังไงก็ไม่รู้สิ


...เย็นป่านนี้แล้ว...จุนซูคงจะกลับไปแล้วล่ะนะ...


ยูชอนถอนหายใจออกมาเบา ๆ ก่อนจะก้าวเดินต่อ ใช้เวลาไม่นานนักเขาก็เดินลงมาถึงชั้นล่างของตึก ต่อจากนั้นก็เดินตรงไปยังตู้ล็อกเกอของตัวเองเหมือนอย่างเช่นทุกวัน จัดการหยิบร่มพับของตัวเองออกมาด้วยสายตาที่ค่อนข้างเหม่อลอย...ทำไมเขาถึงรู้สึกเหงาแปลก ๆ นักนะ


...หรือเพราะรู้ว่าวันนี้เขาคงจะไม่ได้เดินกลับบ้านกับจุนซูเหมือนอย่างเคยนะ...


เสียงสายฝนที่เริ่มดังมากระทบโสตประสาทการรับฟังของเขานั้นเรียกความสนใจจากเขาได้เป็นอย่างดี ริมฝีปากอิ่มยกยิ้มบางขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ อาจเพราะหวนนึกถึงเหตุการณ์เมื่อไม่กี่วันก่อนที่ผ่านมาก็เป็นได้ ร่างสูงเดินออกจากตำแหน่งเดิมออกมายังบริเวณหน้าอาคารเรียนเพื่อจะกลับบ้านเหมือนอย่างนักเรียนคนอื่นบ้าง


...แต่ทันทีที่เขาเดินมาถึงหน้าอาคารเรียน...


...เขาก็ต้องหยุดยืนนิ่งอยู่ที่ตำแหน่งตรงนั้นอย่างห้ามไม่ได้...


ภาพด้านหลังของเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขานั้นมันทำให้เขาแทบจะลืมทุกสิ่งทุกอย่าง ราวกับภาพทิวทัศน์ภายนอกมันจะหายไปหมดจนเหลือเพียงภาพแผ่นหลังของอีกคนหนึ่ง แผ่นหลังเล็กที่เขาจำได้อย่างแม่นยำแม้ว่าจะได้เห็นเพียงไม่กี่ครั้ง แผ่นหลังเล็กที่เขาจำได้อย่างแม่นยำว่ายามที่มันสั่นเทาเพราะอากาศที่หนาวเย็นในวันฝนตกนั้นมันทำให้เขาอยากเข้าไปโอบกอดมากเพียงใด


จุนซู...

แม้ว่าเสียงทุ้มจะพูดออกมาแผ่วเบา แต่เจ้าของชื่อนั้นกลับได้ยินอย่างชัดเจน ใบหน้ามนหันกลับมามองตามทางต้นเสียง ทันทีที่ดวงตากลมเห็นใบหน้าของเจ้าของเสียง รอยยิ้มสดใสก็ปรากฏขึ้นมาอย่างชัดเจน รอยยิ้มที่ทำให้ยูชอนใจเต้นระรัว ดวงตากลมเป็นประกายที่ทำให้เขาหลงรัก...ใบหน้ามนที่เขาเฝ้าคิดถึงกำลังยืนอยู่ตรงหน้าเขาจริง ๆ


...ทำไมป่านนี้จุนซูถึงยังไม่กลับบ้านอีกล่ะ?...



พี่ยูชอน มาแล้วหรอฮะ

จุนซูเดินเข้ามายืนอยู่ตรงหน้ายูชอน ระยะห่างที่ใกล้กว่าวันก่อน ๆ นั้นมันทำให้ยูชอนใจเต้นระรัว ทั้ง ๆ ที่เขาคิดว่าจุนซูคงจะกลับบ้านไปแล้ว ทั้ง ๆ ที่เขาคิดว่าวันนี้คงจะไม่ได้เจอจุนซูแน่ ๆ...พอได้มาเจอกับจุนซูจริง ๆ แล้วมันดีใจจนเขาไม่รู้จะพูดยังไงดี เหมือนมันจุกอยู่ในอก ดีใจจนริมฝีปากมันเผลอยกยิ้มขึ้นมาเองเป็นรอบที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้...เมื่ออยู่ต่อหน้าเจ้าของใบหน้ามนนี่


จุนซู ทำไมนายถึง...

อะไรหรอฮะ?

เอ่อ...ทำไมนายถึงยังไม่กลับบ้านล่ะ

อ๋อ วันนี้ผมลืมพกร่มมาอ่ะ แหะ ๆ

จุนซูยกมือขึ้นลูบผมนิ่มไปมาแก้เขิน ท่าทางน่ารักนั่นทำให้ยูชอนหลุดหัวเราะออกมาเล็กน้อย มันชวนให้เขานึกถึงในวันแรกที่เขาได้เจอกับจุนซู วันที่เขาลืมพกร่มมาแล้วต้องมายืนแกร่วรอให้ฝนหยุดตก ถ้าวันนั้นเขาไม่ได้เจอกับจุนซู กว่าเขาจะได้กลับบ้านก็คงจะดึกเลยทีเดียว


แล้วทำไมจุนซูไม่กลับกับเพื่อนล่ะ?

ยูชอนเอ่ยถามต่อด้วยน้ำเสียงปกติ แต่ในใจเขานึกสงสัยเช่นนั้นจริง ๆ นี่ก็เย็นมากแล้ว แทบจะไม่มีนักเรียนอยู่ภายในโรงเรียนแล้ว ทำไมจุนซูถึงไม่ยอมกลับไปพร้อมเพื่อน ทำไมถึงยืนหลบฝนอยู่คนเดียวแบบนี้นะ?


ก็...

จุนซูพูดลากเสียงในคำแรกแล้วก็เงียบไป ดวงตากลมหลุบต่ำลง ชวนให้ยูชอนรู้สึกสงสัย แต่สิ่งที่ทำให้ยูชอนสงสัยหนักยิ่งกว่าเดิมก็คงจะเป็นใบหน้ามนที่เริ่มขึ้นสีระเรื่อ ภาพตรงหน้ามันทำให้ใจของเขามันเต้นแรงยิ่งกว่าเดิม เหมือนใจมันกำลังคาดหวังกับคำพูดของอีกฝ่าย คำพูดนั้นมันจะเป็นเช่นไร มันจะเป็นตามที่เขาหวังไว้รึเปล่านะ


...ผมรู้ว่าพี่ยูชอนคงจะมารับผม ผมก็เลยรอน่ะฮะ

พูดเสร็จใบหน้ามนก็ก้มลงหลบสายตารุ่นพี่อย่างรวดเร็ว คางมนแทบจะแนบติดไปกับแผ่นอกบาง บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าทำไมถึงไม่กล้าสบตา ไม่กล้าที่จะจ้องมองเข้าไปในดวงตาสีนิลที่ดูอบอุ่นยามที่จ้องมองมาที่เขา ทั้ง ๆ ที่เขาก็รู้ว่าคนตรงหน้านี้ก็คือรุ่นพี่คนหนึ่งก็เท่านั้นเอง


ยูชอนที่ยืนฟังอยู่นั้นยืนนิ่ง หากแต่ก้อนเนื้อในอกซ้ายนั้นมันเต้นเร็วและแรงยิ่งกว่าครั้งใด รู้สึกเหมือนความรู้สึกทั้งหลายที่มันรวมตัวกันนั้นมันแทบจะเอ่อล้นออกมานอกอก ประโยคที่เขาเพิ่งได้ยินไปเมื่อครู่มันวนซ้ำไปซ้ำมาราวกับกรอเทปกลับ ดวงตาคมจ้องมองไปยังรุ่นน้องที่ก้มหน้างุดนิ่ง...เขาละสายตาไปจากคนตรงหน้าไม่ได้ ไม่ใช่เป็นการสั่งงานจากสมอง แต่มันกลับเป็นใจของเขาที่ไม่อยากจะละสายตาไปจากคนตรงหน้าเลยจริง ๆ


เสียงสายฝนที่ดังไปทั่วบริเวณนั้นคงจะเป็นสิ่งเดียวที่ไม่ทำให้บรรยากาศระหว่างยูชอนและจุนซูเงียบจนเกินไปนัก กลิ่นไอสายฝนอบอวลไปทั่ว ความเย็นจากสภาพอากาศเช่นนี้มันกลับไม่ได้ส่งผลกับทั้งสองเลยแม้แต่นิด...ตรงกันข้าม...พวกเขากลับรู้สึกอบอุ่นยิ่งกว่าวันไหนเสียอีก...


จุนซู

เจ้าของชื่อยังมีความรู้สึกว่าไม่อยากเงยหน้าขึ้นไปสบตากับอีกฝ่ายเลยจริง ๆ หากแต่ความรู้สึกลึก ๆ มันกลับอยากพูดคุยกับรุ่นพี่เหมือนอย่างวันที่ผ่าน ๆ มา เผื่อว่าจะมีโอกาสได้เห็นรอยยิ้มบางที่มักจะอยู่บนใบหน้าคมอีกสักครั้ง ใบหน้ามนจึงเงยหน้าขึ้นมองสบตากับอีกฝ่ายจนได้


หากแต่เมื่อเขาตัดสินใจทำแบบนั้น ริมฝีปากของเขาก็แนบเข้ากับริมฝีปากอิ่มของคนเป็นรุ่นพี่ ดวงตากลมเบิกกว้างด้วยความตกใจ ยูชอนไม่ได้ทำการรุกล้ำใด ๆ นอกจากแนบริมฝีปากกับรุ่นน้องเพียงเท่านั้น ดวงตาคมหลับตาพริ้ม รับรู้ถึงสัมผัสจากอีกฝ่ายที่เขาได้รับมาให้ได้มากที่สุด จุนซูหน้าขึ้นสีระเรื่อ สัมผัสอ่อนโยนราวกับสายฝนที่กำลังทำให้ใจของเขาชุ่มชื้นนั้นมันทำให้เขาต้องหลับตาลงอย่างช้า ๆ รู้สึกเหมือนมีความรู้สึกอะไรบางอย่างมันก่อตัวขึ้นภายในใจจนมันเต็มตื้นไปทั้งอก


...มีเพียงแค่ริมฝีปากที่สัมผัสกันเนิ่นนาน...


...และความรู้สึกผูกพันระหว่างหัวใจสองดวงที่รู้สึกไม่ต่างกัน...



ยูชอนผละริมฝีปากออกอย่างช้า ๆ เปลือกตาหนาค่อย ๆ เปิดขึ้นจ้องมองใบหน้ามนที่ซับสีระเรื่อก่อนจะยกยิ้มบาง จุนซูก้มหน้างุดแถมยังเสหน้าหลบรุ่นพี่ไปอีกทางหนึ่ง ท่าทางที่ใครดูก็รู้ว่ากำลังเขินนั้นมันยิ่งทำให้ยูชอนยกยิ้มกว้างยิ่งกว่าเดิมเสียอีก


กลับบ้านกันดีกว่าเนอะ

เสียงทุ้มพูดขึ้นมาพลางจัดการกางร่มให้เรียบร้อย จุนซูเงยหน้าขึ้นเมื่อได้ยินเช่นนั้น ทันทีที่ได้เห็นรอยยิ้มบางบนใบหน้าคม รอยยิ้มที่แฝงไว้ด้วยความอ่อนโยนที่เขาสัมผัสได้นั้นมันทำให้เขาต้องหันหน้าหนี แต่เขาก็ขยับมายืนภายใต้ร่มคันเดียวกัน ยูชอนหลุดหัวเราะออกมาด้วยความเอ็นดู ก่อนจะก้าวเดินกลับบ้านไปพร้อมกันกับรุ่นน้องที่ยังคงไม่ยอมหันหน้ามามองเขาเสียที...



...สายฝนยังคงเทตัวลงมาจากฟากฟ้าเบื้องบน...


...เหมือนกับวันก่อน ๆ ที่ได้ผ่านพ้นมา...




...แต่การที่ได้เดินกางร่มกลับบ้านกับใครสักคนที่เฝ้าคิดถึง...


...เดินเบียดกันใต้ร่มคันเดียวกัน...ถึงแม้ว่าต่างฝ่ายอาจจะเปียกบ้างเล็กน้อย...



...แต่มันกลับทำให้รู้สึกมีความสุขและอบอุ่นในหัวใจจนยากที่จะอธิบาย...







ใช่...ผมเคยบอกว่าผมเกลียดวันฝนตก...



แต่ผมว่า...ตอนนี้...











วันฝนตก...มันก็ไม่เลวเหมือนกันนะ















THE END ^///^

[Article] "ONE" 25th Birthday Project

posted on 23 Nov 2009 20:25 by daikun  in Other

Title: One…
Author:
~#DN_LoveR#~


+:+:+:+:+:+:+ One +:+:+:+:+:+:+



ฉัน...ก็เป็นเพียงคนธรรมดาคนหนึ่ง

มีความรู้สึก มีความคิด มีอะไรที่เหมือนกับคนทั่วไป



และแน่นอน...สิ่งที่คนเราย่อมจะต้องมีกันทุกคน

สิ่งที่ทุกคนไม่อาจขาดมันไปได้...
ความรัก



ในบางครั้ง สิ่งที่เรียกว่า
ความรัก...มันช่างเกิดขึ้นได้ยากเสียเหลือเกิน
แต่ในบางครั้ง สิ่งที่เรียกว่า
ความรัก...มันก็เกิดขึ้นได้ง่ายเช่นเดียวกัน



เหมือนกับตอนที่
ฉัน ได้เห็น เขา



หนึ่งรอยยิ้ม...ที่เขาได้มอบมาให้ฉัน...รอยยิ้มที่ดูสดใสยิ่งกว่าสิ่งใด
มันทำให้ฉันอยากจะเห็นรอยยิ้มเช่นนั้นชั่วนิรันดร์



หนึ่งรอยยิ้ม...ที่ฉันอยากจะมอบกลับไปให้เขา...ด้วยความรู้สึกจากใจจริง
เพียงแค่ฉันได้ยิ้มตอบ...มันกลับทำให้ฉันรู้สึกมีความสุขเหลือเกิน




แต่เมื่อฉันได้มองไปรอบ ๆ

ฉันก็พบว่ายังมีผู้คนอีกมากมายที่รู้สึกกับ
เขา เหมือนกับที่ฉันรู้สึก



หนึ่งความรู้สึก...ที่มันได้ก่อตัวขึ้นในหัวใจของฉัน
หนึ่งความเชื่อมั่น
...ที่ฉันได้มอบมันให้กับเขา



หนึ่งความรู้สึก และ หนึ่งความเชื่อมั่น จากผู้คนมากมาย
ที่ได้มาหลอมรวมกันจนกลายเป็น
รักเดียว


มันน่าอัศจรรย์ไหม?





เพราะมีผู้คนมากมายอยากจะมอบรอยยิ้มให้กับเขา

รอยยิ้มนั้นจึงได้หลอมรวมเป็น
หนึ่งรอยยิ้ม ของพวกเรา



ฉันรู้ว่าเขาก็รู้ตัวว่ามีผู้คนมากมายอยู่รายรอบตัวเขา




ยามที่เขามอบ
หนึ่งรอยยิ้ม ให้กับพวกเรา...
พวกเราก็จะมอบ
หนึ่งรอยยิ้ม กลับไปให้เขา...


ยามที่เขามอบ
หนึ่งความรู้สึก ให้กับพวกเรา...
พวกเราก็จะมอบ
หนึ่งความรู้สึก นั่นกลับไปให้เขาเช่นกัน...




ยังมีสิ่งอีกมากมายหลายสิ่งที่
พวกเรา และ เขา ได้มอบให้แก่กันและกัน
ไม่ว่าจะเป็นรอยยิ้ม...ความรัก...ความเชื่อมั่น...กำลังใจ...



สิ่งต่าง ๆ ที่เป็นเหมือนสายสัมพันธ์เชื่อมกันระหว่างพวกเรากับเขานั้น

มันจะหลอมรวมให้เรานั้นได้กลายเป็น
หนึ่งเดียว



หนึ่งความรู้สึก ที่เราได้มอบให้กันและกัน...
หนึ่งรอยยิ้ม
ที่เราได้มอบให้กันและกัน...
หนึ่งความเชื่อมัน
ที่เราได้มอบให้กันและกัน...
หนึ่งความรัก
ที่เราได้มอบให้กันและกัน...





มันจะทำให้เรานั้นเป็น
หนึ่งเดียว ตราบชั่วนิจนิรันดร์...











THE END ^ ^




Talk~


อันนี้เบลล์ก็ไม่แน่ใจนะคะว่าจะเอามาเผยแพร่ได้ป่าว
แต่ไหน ๆ ก็ได้แต่งแล้ว ก็เลยเอามาแบ่งให้อ่านกัน : ))

คิดถึงทงบัง คิดถึงยุน คิดถึงผู้ชายทั้งห้าคนเท่าโลกกว้าง~

ก็เลยเอาบทความที่แต่งร่วมโปรเจ็ค ONE ของ YHTH มาแปะประดับสักหน่อย
อ่านแล้วรู้สึกว่ามันก็เข้ากันกับทงบังดีนะ ไม่ใช่ว่าจะเข้ากันกับยุนแค่คนเดียว ^ ^

อีกอย่าง ห้ามนำออกไปเด็ดขาดนะคะ
เตือนไว้ก่อน เพราะเบลล์ไม่แน่ใจว่าเค้าให้แปะที่อื่นนอกจาก YHTH ได้ป่าว
ถ้าอยากให้คนอื่นอ่านด้วย ก็ส่งลิ้งไปแทนนะคะ



แล้วเจอกันใหม่นะคะ : ))