Title: White Christmas [Merry X’mas~ ^ ^]
Paring: Yuchun x Junsu
Author: ~#DN_LoveR#~
Author Note: และแล้วก็มาถึงช่วงเทศกาลคริสมาสต์แล้ว วู้วววว
นี่ก็เป็นฟิคเก่าอีกฟิคะนึง สนุกไม่สนุกยังไงก็บอกกันได้นะคะ
ที่จริงอยากจะพล่ามมากกว่านี้ แต่ตอนนี้กำลังสอบกลางภาค
กองหนังสือกำลังเรียกร้องเบลล์อยู่ล่ะ T T” (น้ำตาตกใน) ตอนนี้เบลล์ขอตัวไปอ่านหนังสือต่อก่อนล่ะค่า~
+:+:+:+:+:+:+ White Christmas +:+:+:+:+:+:+
ชายหนุ่มร่างเล็กนั่งอยู่บนเตียงนุ่มภายในห้องนอนขนาดไม่ใหญ่และไม่เล็กจนเกินไป
ใบหน้ามนหันไปมองทิวทัศน์ภายนอกของค่ำคืนในฤดูหนาวผ่านหน้าต่างบานเล็กที่เริ่มจะมีฝ้าสีขาวเกาะจนมัวเพราะอากาศที่หนาวเย็น
ร่างเล็กเปลี่ยนเป็นนั่งชันเข่า
ใช้วงแขนของตัวเองโอบกอดขาเรียวของตัวเองไว้อย่างหลวม ๆ ราวกับต้องการไออุ่น
ดวงตากลมที่ดูติดจะเศร้าหมองอยู่เล็กน้อยทอดมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างเหม่อลอย
แสงไฟภายในเมืองยามค่ำคืนที่ดูสวยงามนั้นกลับไม่ได้ทำให้ร่างเล็กรู้สึกสดใสขึ้นแม้แต่น้อย
เด็กหนุ่มยังคงนั่งนิ่งอยู่เหมือนเดิม
จนกระทั่งเริ่มมีเกล็ดหิมะสีขาวที่ดูอ่อนนุ่มราวกับปุยนุ่นร่วงหล่นลงมาจากท้องฟ้าที่มืดสนิทอย่างช้า
ๆ
“หิมะ...เริ่มตกอีกแล้วสินะ...”
เสียงใสพูดกับตัวเองอย่างแผ่วเบา
ริมฝีปากบางเม้มแน่นจนเป็นเส้นตรง นัยน์ตาสีนิลไหวระริกด้วยความรู้สึกต่าง ๆ
ที่กำลังกัดกร่อนจิตใจของตัวเองทีละนิด
เพียงแค่เขาเห็นกลุ่มหิมะที่พร้อมใจกันโปรยตัวเองให้ร่วงหล่นมาจากท้องฟ้านั่น...มันก็ทำให้เขาหวนคิดถึงใครคนหนึ่งที่เขาเฝ้าคิดถึงและรออยู่เสมอ
‘ก๊อก ๆ’
เสียงเคาะประตูที่ดังพอจะเรียกให้คนที่อยู่ภายในห้องนั้นได้สติ
ใบหน้ามนหันไปมองที่ประตูห้องของตัวเองนิ่ง เขาไม่ได้ส่งเสียงตอบกลับไป
แต่ดูเหมือนว่าคนที่อยู่ด้านนอกก็รู้ตัวว่าเขานั้นอนุญาตให้เข้ามาภายในห้องของเขาได้
ประตูห้องนอนจึงถูกอีกฝ่ายเปิดออก
“จุนซู นาย...ยังไม่นอนอีกเหรอ?”
แจจุงเอ่ยถามอีกฝ่ายที่กำลังมองมาหาเขา
คำถามที่ไม่ต้องการคำตอบที่แจจุงพูดออกมา จุนซูเลือกที่จะไม่ตอบออกไป
เขาหันหน้ากลับไปยังตำแหน่งเดิมอีกครั้ง
แหงนหน้าของตัวเองมองทิวทัศน์ภายนอกผ่านกระจกบานเล็กที่มีหิมะจำนวนหนึ่งเริ่มเกาะจนแทบจะบดบังภาพภายนอกไว้เสียหมดอีกครั้งหนึ่ง
“แจจุง...วันนี้มีใครส่งของมาถึงฉันบ้างมั้ย?”
จุนซูถามโดยไม่มองหน้าอีกฝ่ายหนึ่ง
แต่น้ำเสียงที่ฟังดูสั่นเครือนั่นมันทำให้แจจุงพอจะรู้ได้ว่าทำไมจุนซูถึงไม่หันมามองหน้าเขา
ยิ่งนึกถึงภาพใบหน้าของร่างเล็กที่เขาเห็นตอนเดินเข้ามาภายในห้องเมื่อกี้นี่
ดวงตากลมโตสดใสที่เต็มไปด้วยความเศร้าหมอง รวมกับคำถามที่จุนซูถามเขานั่นอีก
มันทำให้เขาเริ่มรู้สึกลำบากใจเหลือเกินที่จะต้องพูดความจริงออกไปให้เพื่อนรักได้รับรู้
“...ไม่มี...ไม่มีเลย”
คำตอบที่ได้รับมันเหมือนกับเป็นเข็มเล็ก
ๆ นับหมื่นเล่มที่รุมแทงจิตใจที่บอบบางของจุนซูให้เจ็บลึก
ฟันซี่เล็กกัดริมฝีปากล่างของตัวเองไว้แน่น
มือเรียวจิกต้นขาของตัวเองแน่นโดยที่ไม่กลัวเจ็บแม้แต่น้อย รู้สึกเจ็บและจุกจนทำอะไรไม่ถูก
ได้แต่ปล่อยให้ตัวเองนั่งนิ่งรับรู้ถึงความเจ็บปวดอันแสนสาหัสเพียงอย่างเดียว
“งั้นหรอ...”
...ปีนี้...ก็ไม่มีของขวัญมาอีกแล้วสินะ...
ไม่ใช่ว่าจะมีแต่จุนซูที่เจ็บปวดอยู่เพียงคนเดียว
แจจุงที่พูดตอบไปนั้นก็เช่นกัน เขาไม่อยากจะให้เพื่อนรักของเขาต้องมานั่งซึมเศร้าอยู่แบบนี้
ไม่อยากให้เพื่อนรักที่สดใสร่าเริงของเขาต้องเปลี่ยนไปทุก ๆ
ครั้งเมื่อถึงช่วงเทศกาลในฤดูหนาวแบบนี้ ขาเรียวเดินพาตัวเองไปนั่งลงบนเตียงนุ่ม
ข้าง ๆ กันกับจุนซูที่กำลังนั่งชันเขาอยู่
ร่างบางโอบกอดร่างของเพื่อนรักไว้อย่างหลวม
ๆ ใบหน้าหวานซุกลงบนไหล่บางของอีกฝ่ายราวกับเป็นการให้กำลังใจ
ทั้งสองไม่ได้พูดคุยอะไรกัน แต่สัมผัสอบอุ่นที่จุนซูได้รับจากแจจุงนั้น
มันทำให้เขาอยากจะระบายความรู้สึกที่อัดอั้นออกมาอย่างห้ามไม่ได้
“แจจุง...”
“หืม?”
“ปีนี้...ฉันก็ไม่ได้ของขวัญอีกแล้วเนอะ...”
“......”
“...เค้าลืมฉันไปแล้วรึเปล่านะ?”
เสียงใสที่พูดอย่างสั่นเครือ
ร่างเล็กที่ติดจะสั่นเล็ก ๆ ทำให้แจจุงกระชับอ้อมกอดของตัวเองให้แน่นยิ่งกว่าเดิม
ใบหน้าหวานเงยขึ้นสบตากับอีกฝ่าย
ที่ตอนนี้ดวงตากลมโตนั้นเต็มไปด้วยหยาดน้ำที่ก่อตัวกันจนแทบจะไหลลงอาบแก้มใสได้ในไม่ช้า
“แจจุง...เค้าลืมฉันไปแล้วใช่มั้ย
ฮึก...”
เสียงสะอื้นที่หลุดออกมาอย่างแผ่วเบา
ริมฝีปากเม้มแน่นจนกลายเป็นเส้นตรง
หยาดน้ำใสไหลรินลงจากดวงตากลมโตลงมาอาบแก้มใสอย่างช้า ๆ แจจุงเม้มริมฝีปากแน่น
ดวงตาสวยหรี่ลงด้วยความเจ็บปวดเช่นกัน แต่มันอาจจะเป็นความเจ็บปวดที่แตกต่างกันเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
มือเรียวลูบเรือนผมนุ่มของเพื่อนรักอย่างปลอบประโลม
ก่อนจะเลื่อนไปเช็ดน้ำตาที่อาบใบหน้าอีกฝ่ายให้ออกไปอย่างแผ่วเบา
“จุนซู
เค้าไม่ได้ลืมนายหรอกนะ เค้าอาจจะ...ไม่ค่อยว่างนักน่ะ”
“ไม่ว่างหรอ?...สองปีแล้วนะแจจุง...สองปีที่ฉันนั้นเฝ้ารอเค้าอย่างไร้จุดหมายมาตลอดน่ะ”
ยิ่งพูดระบายความรู้สึกออกมามากเท่าไหร่
น้ำตามันก็ยิ่งถูกผลักดันให้ออกมาจากดวงตากลมโตใสมากเท่านั้น
จุนซูโผเข้ากอดแจจุงไว้แน่น ซุกหน้าลงกับแผ่นอกบาง
ปล่อยให้ตัวเองนั้นร้องไห้โฮออกมาอย่างไม่มีการเอียงอาย เพราะเขารู้ดี
ว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น
คนที่จะคอยอยู่เคียงข้างเขาเสมอคือเพื่อนรักที่ชื่อแจจุงคนนี้
คนที่ไม่เคยปล่อยให้เขาอยู่เพียงลำพัง
“แต่นายก็ได้รับคำสัญญาจากเค้าแล้วไม่ใช่หรอจุนซู?”
แจจุงยกยิ้มบางพร้อมกับมอบอ้อมกอดแสนอุ่นให้กับเพื่อนรักอีกครั้งหนึ่ง
ร่างเล็กที่สะอื้นจนตัวโยนหันมามองใบหน้าของเพื่อนรักด้วยความสงสัย
แต่ก็มีความรู้สึกอื่น ๆ แฝงไว้อีกมากมาย ร่างบางยกยิ้มให้กับเพื่อนรัก
ก่อนจะเริ่มเอ่ยต่อ
“ถ้านายรักเค้าจริง...นายจะไม่ลองเชื่อในคำสัญญาของเค้าดูหน่อยหรอ?”
แจจุงพูดพร้อมกับเอียงคอถามอีกฝ่ายอย่างน่ารัก
จุนซูไม่รู้ว่าเขาควรจะลองเชื่อในคำสัญญาของใครคนนั้นตามที่แจจุงบอกหรือไม่
รู้สึกว่าความรู้สึกต่าง ๆ ที่อยู่ข้างในมันตีกันมั่วไปหมด
ราวกับมีคนสองคนกำลังโต้เถียงกันให้เขาเอนไปในทางใดทางหนึ่ง เขาไม่รู้จริง ๆ
ว่าตอนนี้เขาควรจะเชื่อในความรู้สึกใดของตัวเองดี
“ฉัน...ฉัน...”
แต่เมื่อมองดูใบหน้าของเพื่อนรักที่กำลังส่งสายตามองมาราวกับหวังจะให้เขาทำตามคำพูดนั่น
รวมกับความรู้สึกส่วนลึกของตัวเองแล้ว มันทำให้ความสับสนที่มีอยู่นั้นหายไปอย่างรวดเร็วอย่างน่าประหลาดใจ
ริมฝีปากบางยกยิ้มขึ้นบางเบาแม้มันจะดูเหมือนการฝืนยิ้มก็ตามที
แต่รอยยิ้มเพียงแค่นั้น
มันก็ทำให้แจจุงนั้นดีใจอย่างมากแล้วที่ได้เห็นเพื่อนรักกลับมายิ้มอีกครั้ง
“อื้ม...ฉันจะลองเชื่อดูก็ได้”
“มันต้องอย่างนั้นสิ~ อืม...แต่ตอนนี้มันดึกแล้ว
นายควรจะเข้านอนได้แล้วนะจุนซู”
แจจุงยกยิ้มน่ารักให้อีกฝ่ายราวกับเป็นการให้กำลังใจ
ก่อนจะผลักร่างเล็กให้ลงไปนอนแหมะลงบนเตียงนุ่มอันแสนสบาย
ทันทีที่หัวกลมสัมผัสกับหมอนใบประจำ
ผ้านวมผืนใหญ่ก็ถูกเลื่อนมาคลุมร่างเล็กไว้จนมิดด้วยฝีมือของแจจุง
จุนซูส่งเสียงครางงอแงเพราะไม่อยากเข้านอนราวกับเด็กน้อย ร่างเล็กดิ้นเร้า ๆ
ไปมาอย่างไม่พอใจ ที่จริงอยากจะลุกขึ้นมานั่งด้วยซ้ำ แต่ก็รู้ตัวเองดีล่ะ
ว่าสุดท้ายยังไงเขาก็ต้องทำตามคำสั่งของแจจุงอยู่ดี
“มีนายอยู่ด้วยนี้ยังกับมีแม่อยู่ข้าง
ๆ เลยแหะ”
ร่างเล็กพูดใส่อีกฝ่ายด้วยริมฝีปากเชิดเล็กน้อย
ร่างบางหัวเราะคิกคักกับคำพูดจิกกัดที่ได้รับ ก่อนที่มือเรียวเอื้อมไปหยิบตุ๊กตาปลาโลมาน่ารักขนาดไม่เล็กและไม่ใหญ่มาให้จุนซูได้กอดเล่น
“ก็นายทำตัวเหมือนเด็ก
ฉันก็เลยต้องเป็นแม่ที่คอยดูแลลูกชายน่ะสิ”
ริมฝีปากอิ่มประทับลงบนหน้าผากมนของคนที่นอนอยู่อย่างรวดเร็ว
จุนซูมองใบหน้าของเพื่อนรักด้วยความไม่พอใจที่โดนหาว่าเป็นเด็ก แก้มใสพองลมขึ้น
แต่ถ้าหากสังเกตดี ๆ แล้ว
ภายในแววตาที่เศร้าหมองในตอนแรกนั้นมันกลับเต็มไปด้วยความดีใจที่ถูกเก็บซ่อนไว้อยู่ลึก
ๆ
แต่ถึงแม้ว่าความดีใจนั้นมันจะถูกเก็บซ่อนไว้ลึกเพียงใด
คนที่เป็นเพื่อนกันกับจุนซูมานานอย่างแจจุงมีหรือจะไม่รู้ ริมฝีปากอิ่มสีชมพูยกยิ้มกว้าง
ก่อนจะพูดทิ้งท้ายไว้อีกสักหน่อยเพราะความเป็นห่วงเพื่อนรัก
“คืนนี้ก็อย่าเก็บเรื่องอะไรมาคิดมากก็แล้วกันนะ
หลับฝันดีล่ะ”
ขาเรียวก้าวเดินพาตัวเองออกไปจากห้องนอนของจุนซู
และไม่ลืมที่จะปิดไฟภายในห้องนอนให้อีกฝ่ายได้เข้านอนได้อย่างมีความสุข ใบหน้าหวานหันไปมองภายในห้องนอนที่มืดสลัวอีกครั้งหนึ่ง
ก่อนจะเลื่อนประตูบานเล็กให้ปิดลงบดบังภาพภายในห้องนั่น
แม้ว่าแสงไฟภายในห้องนั้นจะหมดไปแล้ว
แต่ก็ยังคงมีแสงไฟจากภายนอกที่ลอดผ่านกระจกบานเล็กเข้ามาเล็กน้อย
ร่างเล็กเลือกที่จะเปิดดวงตากลมโตขึ้นท่ามกลางความมืด เหม่อมองไปที่ปุยหิมะสีขาวที่พากันร่วงหล่นลงมาจากท้องฟ้าอย่างช้า
ๆ ด้วยความโหยหาและความรู้สึกมากมายที่เอ่อล้นอยู่ภายในใจของตน
ทั้ง
ๆ ที่เมื่อกี้เขาก็ได้รับกำลังใจจากแจจุงไปแล้ว และก็สัญญากับแจจุงไว้แล้วด้วย
ว่าจะเชื่อมั่นในคำสัญญา แต่เมื่อหันกลับมามองสภาพของตัวเองในตอนนี้
จิตใจที่บอบบางเหมือนกับแก้วใบหนึ่งนั้นกำลังเกิดรอยร้าวมากขึ้นทุกที
แม้ว่าจะสั่งให้ตัวเองไม่ให้คิดถึงคน ๆ นั้น แต่ยิ่งห้าม
ภาพใบหน้าที่แสนคิดถึงนั้นกลับลอยขึ้นมาซ้อนทับกับภาพตรงหน้าราวกับจะตอกย้ำให้ตัวเองนั้นเจ็บช้ำมากกว่าเดิม
จุนซูกอดตุ๊กตาโลมาตัวโปรดไว้แน่น
ริมฝีปากบางเม้มแน่นจนเป็นเส้นตรงด้วยความรู้สึกเจ็บปวดที่กำลังรุมเล่นงานเขาอยู่
...ทั้ง
ๆ ที่ฉันห่มผ้าหนาขนาดนี้...
...ทั้ง
ๆ ที่ภายในห้องของฉันมันก็ไม่ได้หนาวอะไรมากมาย...
...แต่ทำไมฉันถึงรู้สึกหนาวมากขนาดนี้นะ?...
...หนาว...หนาวจนน้ำตามันพาลจะไหลออกมา...
“กลับมาสักทีได้มั้ย...ช่วยกลับมากอดฉันสักครั้งได้มั้ย...”
จุนซูแนบริมฝีปากบางลงบนตุ๊กตาในอ้อมกอด
ตุ๊กตาที่เขาได้รับเป็นของขวัญเมื่อหลายปีที่แล้ว
ตอนนี้มันอาจจะเหมือนกับเป็นของต่างหน้าสำหรับเขาคนนั้นไปแล้วก็ได้
ดวงตากลมที่รื่นไปด้วยหยาดน้ำใสที่ไม่รู้ว่ามันพากันออกมาเป็นรอบที่เท่าไหร่ของวัน
สักพักหนึ่ง
เปลือกตาบางเลื่อนลงบดบังดวงตากลมโตให้เห็นแต่เพียงความมืดมิด
จุนซูเลือกที่จะหยุดไม่ให้ตัวเองนั้นคิดอะไรฟุ้งซ่านไปมากกว่านี้อีกแล้ว
ตอนนี้เขาควรที่จะเก็บความรู้สึกต่าง ๆ ให้มันอยู่ในส่วนที่ลึกที่สุด
เพื่อที่จะได้ไม่ทำให้เขาว้าวุ่นใจนัก วงแขนเล็กกอดตุ๊กตาโลมาไว้แน่น
พยายามจะข่มตาหลับ แม้ว่าเขาจะรู้ว่ากว่าเขาจะเข้าสู่ห้วงนิทราได้
มันก็คงจะเป็นช่วงเวลาเกือบเช้าก็ตามที
“เมื่อไหร่นายจะกลับมาหาฉันสักทีล่ะ...ยูชอน”
+:+:+:+:+:+:+ White Christmas +:+:+:+:+:+:+
“...ซู...จุนซู!...จุนซู!!”
“หืม...?”
เปลือกตาบางค่อย
ๆ ปรือขึ้นอย่างช้า ๆ แต่ทันทีที่แสงนั้นส่องมาในดวงตา
มันทำให้จุนซูต้องหรี่ตาลงเล็กน้อย และกระพริบตาถี่เพื่อปรับสภาพการมอง
เสียงที่แสนคุ้นเคยกำลังดังอยู่ไม่ไกลจากเขานัก ภาพใบหน้าของอีกคนหนึ่งที่เลือนรางเริ่มชัดขึ้นตามลำดับ
และทันทีที่เขาเห็นหน้าอีกฝ่ายได้ชัดเจน จุนซูก็ค่อย ๆ
ดันให้ตัวเองลุกขึ้นนั่งบนเตียงนุ่มอย่างช้า ๆ
“งื้อ...มีอะไรหรอแจจุง...จะรีบปลุกฉันทำไมเนี่ย~?”
จุนซูโวยวายด้วยน้ำเสียงงัวเงียเมื่อหันไปเห็นนาฬิกาที่เข็มสั้นเพิ่งจะชี้อยู่ที่เลขหก
ริมฝีปากงอนเชิดขึ้นอย่างไม่พอใจที่โดนขัดจังหวะการนอนอันแสนสุข
ใบหน้ามนที่ยับย่นและทรงผมที่เด้งไม่เป็นทรง บวกกับท่าทางงอน ๆ แบบนั้น
มันทำให้แจจุงนั้นหลุดหัวเราะออกมาเล็กน้อยกับความน่ารักน่าหยิกของเพื่อนตัวเอง
“วันนี้วันคริสมาสต์แล้วนะ
นายก็รู้นี่ว่าวันเทศกาลลูกค้าจะสั่งซื้อเค้กกันเยอะเป็นพิเศษ
ฉันเลยจะมาลากนายไปเป็นลูกมือฉันนี่ไง”
เมื่อแจจุงอธิบายเหตุผลเสร็จเรียบร้อย
จุนซูก็บิดตัวซ้ายขวาไปมาอย่างไม่พอใจ
ดวงตากลมปรือเล็กน้อยเพราะความงัวเงียที่ยังสะสมอยู่ ริมฝีปากบางงอนเชิด
บ่นพึมพำอะไรสักอย่างที่เบาเสียจนแจจุงจับใจความไม่ได้
แต่ขาเรียวนั้นกลับเลื่อนลงจากเตียงนุ่ม
ก่อนจะพาตัวเองไปหยิบผ้าเช็ดตัวกับกางเกงตัวเก่ง
และเดินลากขาออกไปนอกห้องเพื่อไปห้องน้ำอย่างเอื่อย ๆ
ร่างบางหัวเราะคิกคักทันทีที่เพื่อนรักเดินออกไปจากห้องด้วยท่าทางที่เหมือนกับผีตายซาก
ถึงจะทำเป็นบ่น
แต่สุดท้ายจุนซูก็มักจะมาช่วยเขาทำเค้กในช่วงเทศกาลคริสมาสต์เสียทุกทีนั่นล่ะ
“คิก
ๆ เพื่อนใครกันนะ น่ารักน่าหยิกซะจริง”
แจจุงบ่นยิ้ม
ๆ ก่อนจะจัดการเก็บที่นอนของเพื่อนรักให้เสร็จเรียบร้อย ขาเรียวเดินพาตัวเองลงมายังห้องครัวที่อยู่ชั้นล่าง
อุปกรณ์และวัตถุดิบที่ใช้สำหรับในการทำขนมหวานจำนวนมากถูกนำมาวางไว้ตรงโต๊ะขนาดใหญ่กลางห้องครัว
เป็นเวลานานพอสมควรเหมือนกันที่แจจุงจะต้องจัดสรรวัตถุดิบต่าง ๆ
ให้เหมาะสมกับขนมหวานแต่ละชนิด
หลังจากที่แจจุงใช้เวลาไปสำหรับการเตรียมของ
ไม่นานนัก ร่างเล็กที่ยิ้มร่าเริงสดใสก็วิ่งถลาเข้ามาในห้องครัวอย่างรวดเร็ว
กลิ่นสบู่และแชมพูอ่อน ๆ
หลังอาบน้ำเสร็จนั้นทำให้ความน่ารักและความน่าดึงดูดในตัวจุนซูนั้นเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัวเลยทีเดียว
“มาแล้ว~ แจจุงรอนานมั้ยเนี่ย”
“ไม่หรอก
ฮ้า~ ตัวนายหอมชะมัดเลยอ่ะ~”
“เฮ้ย
ๆ แจจุง นายจะทำอะไรฉันน่ะ...ปล๊อยย~~!”
ร่างบางโผตัวเข้ากอดเพื่อนรักแน่นอย่างรักใคร่
จมูกโด่งสูดกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของเพื่อนรักด้วยความสดชื่น ทั้ง ๆ
ที่จุนซูนั้นพยายามผลักและแกะวงแขนของอีกฝ่ายให้ออกไปอยางสุดชีวิต
เพราะเวลาที่จมูกของแจจุงมาโดนเฉียด ๆ แถวต้นคอทีไร เขาก็รู้สึกจั๊กจี๋เสียจนต้องหัวเราะลั่นไปเสียทุกที
ทั้งสองหยอกเล่นกันอยู่อีกสักพักหนึ่ง
ก็เริ่มหันมาทำขนมหวานที่จะขายสำหรับวันเทศกาลอันแสนสุขในวันนี้ สำหรับแจจุงแล้ว
การทำขนมหวานนั้นเป็นเรื่องที่ง่ายมาก เพราะความถนัดและความชอบส่วนตัวที่เขามี
แต่สำหรับจุนซูนั้น ฝีมือการทำขนมของเขามันก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรนัก
แต่ส่วนใหญ่แล้วเขามักจะหยิบส่วนผสมต่าง ๆ
มาใส่ผิดอันบ่อยเสียจนแจจุงนั้นยังต้องกุมขมับ
“จุนซู๊~! นั้นมันเกลือนะ!
นายจะหยิบมันมาทำไมเนี่ย~!!”
“เหะ?
อ้าวหรอ? แหะ ๆ ๆ ก็ฉันนึกว่ามันเป็นน้ำตาลอ่ะ~”
การทำขนมหวานนั้นถึงแม้ว่าจะมีการผิดพลาดไปบ้าง
แต่มันก็ทำให้ใบหน้าของชายหนุ่มทั้งสองนั้นถูกฉาบไว้ด้วยรอยยิ้มที่แสนสดใส
เวลาที่ผ่านไปหลายชั่วโมง
เช่นเดียวกันกับจำนวนขนมเค้กหน้าตาน่าทานมากมายหลายชิ้นถูกนำมาวางเรียงโชว์อยู่ที่ตู้กระจกใสภายในร้านขนมหวานเล็ก
ๆ ของแจจุงและจุนซู
“จุนซู
เปิดร้านเลยละกัน ฉันว่าป่านนี้ลูกค้าก็เริ่มมารอแล้วล่ะ”
แจจุงพูดในขณะที่ตัวเองนั้นกำลังยืนล้างมืออยู่
จุนซูพยักหน้ารับ
พลางเดินไปเปิดประตูร้านที่มีเสียงกระดิ่งดังกรุ๊งกริ๊งเป็นสัญญาณบอกว่ามีคนเข้าหรือออกจากร้าน
และทันทีที่ประตูถูกเปิดออก ดวงตากลมก็เห็นลูกค้าจำนวนหนึ่งนั้นกำลังยืนรออยู่หน้าร้านตามคำที่แจจุงพูดจริง
ๆ จุนซูจึงรีบยกยิ้มและพูดเชิญให้ลูกค้าเข้าไปด้านในร้าน
พร้อมกับหมุนป้ายที่แขวนอยู่หน้าประตูให้เป็นคำว่าเปิดบริการเพื่อให้ลูกค้าคนอื่น
ๆ นั้นทยอยเข้ามากันในร้านเรื่อย ๆ
ทั้ง
ๆ ที่เป็นเวลาช่วงสาย
แต่ผู้คนมากหน้าหลายตาก็เริ่มทยอยเข้ามาภายในตัวร้านมากขึ้นเรื่อย ๆ
ถ้ามีลูกค้าเพียงแค่ในร้าน จุนซูกับแจจุงนั้นคงจะไม่ต้องเหนื่อยอะไรมากมาย
แต่พอเข้าช่วงเทศกาลแบบนี้
โทรศัพท์ประจำร้านนั้นแทบจะไม่ได้หยุดส่งเสียงเลยแม้แต่ช่วงนาที
ลูกค้าที่โทรมาสั่งเค้กไว้ให้ไปส่งที่บ้านนั้นก็มีจำนวนมากพอสมควร
จนแจจุงกับจุนซูนั้นแทบจะทำงานกันไม่ทันเลยทีเดียว
“เค้กช็อกโกแลตได้แล้วนะครับ~”
“จะรับอะไรเพิ่มอีกมั้ยครับ?”
“พี่คะ~
ขอเค้กแบบเดิมเพิ่มอีกที่ค่ะ”
เสียงลูกค้ากับเสียงของสองชายหนุ่มเจ้าของร้านดังแข่งกันไปมา
แจจุงเดินไปบริการลูกค้าที่มาซื้อเค้กกลับไปกินที่บ้านบริเวณแคชเชียร์
ส่วนจุนซูก็เดินเสิร์ฟเค้กและของหวานอย่างอื่นให้กับลูกค้าจนขาแทบจะพันกัน
สลับกับบางทีที่เขาต้องเอาเค้กไปส่งที่บ้านของลูกค้า และแจจุงก็จะเป็นคนทำต่อเอง
การทำงานในช่วงวันเทศกาลนั้นมันหนักหนาเหมือนเช่นทุกปี
แต่ถ้าแลกกับรายได้ที่จะได้รับตอบแทน แจจุงและจุนซูก็ยอมที่จะเหนื่อยหนักล่ะนะ
เนื่องจากทั้งสองนั้นทุ่มเทไปกับการทำงาน
ทำให้เวลาในวันนี้ผ่านไปเร็วราวกับเรื่องโกหก ตอนนี้เป็นเวลาเกือบเย็นแล้ว
หลังจากที่เขาทั้งสองต้องทุ่มเทแรงกายไปกับการทำงานในวันนี้ ลูกค้าภายในร้านนั้นเริ่มซาลงไปเล็กน้อย
แต่ก็ยังถือว่ามากอยู่พอสมควร แจจุงรับออเดอร์จากลูกค้าทางโทรศัพท์หลายสาย
และเมื่อลูกค้าสายนี้พูดเสร็จเรียบร้อย
แจจุงก็กล่าวสวัสดีก่อนจะวางโทรศัพท์เครื่องประจำลงอย่างเบามือ
“จุนซู
มานี่หน่อย ๆ”
แจจุงพูดพร้อมกับกวักมือเรียก
จุนซูที่เพิ่งคิดเงินลูกค้าเสร็จเดินมาหาพลางเลิกคิ้วขึ้นเป็นเชิงถาม
แต่ความสงสัยก็ต้องหายไปอย่างรวดเร็ว เมื่อถุงขนาดค่อนข้างใหญ่ถูกยื่นมาต่อหน้าเขา
พร้อมกับรอยยิ้มหวานของเพื่อนรักที่เขาดูแล้วรู้สึกสยองพิลึก
“ฉันเขียนที่อยู่
พร้อมกับกำหนดเวลาการส่งขนมของลูกค้าแต่ละคนไว้แล้ว นายเอาไปส่งให้หน่อยนะ”
“ห๊ะ!? หมดนี่เนี่ยนะ!!”
“ก็ใช่น่ะสิ
พอส่งเสร็จ ถ้านายอยากไปเดินเล่นหรือไปไหนก็ตามสบาย เดี๋ยวที่ร้านฉันดูแลเอง”
จุนซูถอนหายใจพรืด
แต่มือเรียวก็ยื่นไปรับถุงจากมืออีกฝ่ายโดยที่ไม่ได้เถียงอะไร แจจุงยกยิ้มกว้างอย่างพึงพอใจ
ก่อนจะหันไปหยิบเสื้อโค้ตและผ้าพันคอถักที่เขาเป็นคนทำไปใส่ให้เพื่อนรักอย่างอ่อนโยน
“ตอนนี้อากาศหนาวแล้ว
ใส่แบบนี้แหละ จะได้อุ่น ๆ”
มือเรียวที่เพิ่งพันผ้าคอปิดบังลำคอเรียวขาวของจุนซูเสร็จ
ตบลงบนไหล่เพื่อนรักเบา ๆ สองทีพร้อมกับยกยิ้มให้ จุนซูหัวเราะออกมาเล็กน้อย
ก่อนจะเดินไปพลักประตูร้านและพาตัวเองออกไปภายนอก
แจจุงยืนมองแผ่นหลังของเพื่อนจนกระทั่งเสียงของกระดิ่งที่ประตูนั้นเงียบลง
ร่างบางจึงเริ่มหันไปทำงานของตัวเองอย่างเต็มที่ต่ออีกครั้ง...
+:+:+:+:+:+:+ White Christmas +:+:+:+:+:+:+
“ขอให้ทานให้อร่อยนะครับ
Merry Christmas นะครับ”
จุนซูพูดทิ้งท้ายกับลูกค้าเสียงนุ่มด้วยรอยยิ้มสดใสเหมือนเช่นเคย
ก่อนจะผละตัวออกมาและเดินไปส่งขนมที่บ้านลูกค้าคนอื่นต่อ
ขนมหวานมากมายหลายชิ้นที่ถูกใส่มาในถุง ตอนนี้เหลืออยู่เพียงไม่กี่ชิ้น
ร่างเล็กเดินไปส่งขนมได้ทันตามกำหนดเวลาของลูกค้าทันทุกครั้ง
ซึ่งทำให้ลูกค้านั้นดูจะพึงพอใจกับการบริการของร้านของเขาอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว
“ฮ้า~ ชิ้นสุดท้ายแล้ว ๆ”
ร่างเล็กพูดอย่างดีใจเมื่อเห็นว่าเหลือกล่องเค้กอยู่ภายในถุงอีกเพียงกล่องเดียว
มือเรียวรีบหยิบที่อยู่ของลูกค้าและกำหนดเวลาการส่งที่แจจุงเขียนไว้ให้ขึ้นมาดูอย่างรวดเร็ว
ในกระดาษบอกไว้ว่าต้องส่งก่อนหกโมงเย็น ดวงตากลมก้มลงมองนาฬิกาข้อมือของตัวเอง
ซึ่งตอนนี้เพิ่งจะบอกเวลาสี่โมงกว่า ๆ จุนซูจึงค่อย ๆ
เดินไปยังที่อยู่ของลูกค้าอย่างช้า ๆ
ระหว่างทางเดิน
ดวงตากลมหันไปเห็นสวนสาธารณะเล็ก ๆ ที่เป็นที่นิยมแห่งหนึ่ง เพียงแค่ได้เห็น
ดวงตากลมนั้นก็วูบไหวด้วยความรู้สึกเจ็บที่หน้าอกด้านซ้ายที่แล่นขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่
ขาเรียวหยุดนิ่ง ปล่อยให้ตัวเองยืนมองสถานที่ตรงนั้นอยู่อย่างเงียบ ๆ
...เราไม่ได้มาที่นี่...นานขนาดไหนแล้วนะ?...
นาฬิกาที่ยังบอกเวลาสี่โมงกว่านั้น
ทำให้จุนซูตัดสินใจที่จะเดินเข้ายังตัวสวนสาธารณะเพื่อฆ่าเวลาเล่น
ขาเรียวก้าวเดินเข้าไปอย่างช้า ๆ
ใบหน้ามนก้มลงมองปลายเท้าของตัวเองที่กำลังเคลื่อนไปข้างหน้า
ริมฝีปากบางที่เป่าลมออกมาเบา ๆ เพื่อสร้างความอบอุ่นให้กับตัวเองนั้น
ทำให้มีไอสีขาวขุ่นลอยขึ้นมาบริเวณใบหน้ามน
ร่างเล็กหย่อนตัวลงนั่งบนม้านั่งยาวตัวหนึ่ง
ถุงใส่กล่องเค้กถูกวางไว้ข้าง ๆ ก่อนที่แผ่นหลังบางจะเอนไปพิงกับพนัก ดวงตากลมกวาดสายตามองไปรอบ
ๆ มองบรรยากาศของสถานที่ที่คุ้นเคยแต่เขาไม่ได้มาเสียนาน
ภาพของครอบครัวที่เดินจูงมือกันเดินเล่นด้วยรอยยิ้ม
และคู่รักที่เดินกอดแขนกันอย่างอบอุ่น
สายตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักนั้นมันแสดงออกมาจนคนอื่นอย่างเช่นเขานั้นก็รับรู้ได้ถึงความรักนั่น
ภาพนั้นมันทำให้ก้อนเนื้อภายในอกซ้ายของร่างเล็กบีบรัดแน่นจนเจ็บไปหมด
ริมฝีปากบางยกยิ้มที่ดูขมขื่นขึ้นมาบางเบา เพียงแค่ได้เห็นภาพคู่รักเค้าเดินกัน
ภาพของยูชอนนั้นมันกลับซ้อนทับขึ้นมาเสียอย่างนั้น
ยิ่งรู้ว่าตัวเองนั้นคิดถึงอีกฝ่ายมากจนถึงเพียงนี้
มันก็ทำให้จุนซูได้แต่หัวเราะเยาะสมเพชตัวเอง
แต่อีกใจนั้นมันกลับให้กำลังใจตัวเองอยู่ลึก ๆ
...ฉันมันคงจะเป็นบ้าไปแล้วละมั้ง...
...ยอมที่จะรอใครสักคน...คนที่หายหน้าไปเป็นปี...
...รอคนที่ไม่รู้ว่าจะกลับมาเมื่อไหร่...
...แต่...ยูชอนสัญญาแล้วนี่...
...ยูชอนต้องกลับมา...ยูชอนต้องกลับมาแน่
ๆ...
...มันคงจะเป็นแบบนั้นใช่มั้ย?...
หยาดน้ำใสไหลลงอาบแก้มเนียนอย่างช้า
ๆ ร่างเล็กสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อรู้สึกถึงหยดน้ำอุ่นที่ไหลลงมาจากดวงตาของตัวเอง
หลังมือบางยกขึ้นปาดน้ำตาออกไปอยางลวก ๆ
ก่อนจะถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อนเพราะความเหนื่อยล้าของร่างกายและจิตใจ
ดวงตากลมที่ยังมองไปรอบ
ๆ สวนเล็ก ๆ ที่ไม่มีอะไรมากมาย แต่ภาพความทรงจำที่เคยเกิดขึ้นในอดีตนั้นมันกลับลอยขึ้นมาหลอกหลอนเขาเสียทุกครั้ง
ทั้ง ๆ ที่ก็รู้ตัวอยู่แล้ว ว่าถ้าเดินเข้ามาที่นี่
สุดท้ายมันก็มีแต่จะทำให้ตัวเองนั้นเจ็บปวดทุกครั้ง
แต่ไม่รู้ว่าทำไมขาสองข้างนี้มันกลับพาให้ตัวเองต้องมาหยุดนั่งอยู่ที่ม้านั่งยาวตัวเดิมนี้เสียทุกครั้งไป
...เพียงแค่มาหยุดนั่งอยู่ที่ตรงนี้...
...ความทรงจำเมื่อยามแรกพบมันกลับลอยขึ้นมาราวกับจะตอกย้ำให้เจ็บปวดมากขึ้นทุกที
ๆ...
“ฉันจะกลับไปอยู่ในช่วงเวลานั้นอีกสักครั้งได้มั้ยนะ?...”
ร่างเล็กพูดบ่นกับตัวเอง
เปลือกตาบางค่อย ๆ ปิดลงอย่างช้า ๆ ปล่อยให้ตัวเองนั้นจมดิ่งอยู่กับความเจ็บปวด
และหวนนึกถึงภาพความสุขในอดีตที่เคยผ่านพ้นมา...
.....
....
...
..
.
.
ชายหนุ่มร่างเล็กในชุดเสื้อโค้ทสีเข้มตัวใหญ่
เดินเอื่อย ๆ พาตัวเองมาหยุดนั่งลงที่ม้านั่งยาวตัวหนึ่ง
ริมฝีปากบางเป่าลมออกมาเบา ๆ แก้มใสพองขึ้นเล็กน้อย ลมที่เป่านั้นทำให้เกิดไอสีขาวขุ่นขึ้นมาจาง
ๆ มือเรียวยกขึ้นมาถูกันไปมาเพื่อให้ความอบอุ่น ก่อนจะเลื่อนขึ้นมาอังที่ปาก
และเป่าลมเบา ๆ เพื่อขจัดความหนาวเย็นที่ดูจะมีมากขึ้นทุกที
มันเป็นเรื่องปกติไปซะแล้ว
ที่พอถึงช่วงค่ำทีไร จุนซูก็ต้องมานั่งเล่นอยู่ตรงสวนสาธารณะแห่งนี้ทุกวัน
ถึงแม้ว่าจะเป็นช่วงเวลากลางคืน
ผู้คนบางส่วนก็ยังคงมานั่งและเดินเล่นอยู่กันบางส่วน ดวงตากลมมองไปรอบ ๆ ภาพการกระทำของผู้คนที่แสนอบอุ่นที่เขาคุ้นเคยนั้นมันยังคงเรียกรอยยิ้มจากริมฝีปากสีชมพูได้เสมอ
แต่สิ่งที่จะทำให้เขานั้นต้องมานั่งอยู่ที่ตรงนี้ทุก
ๆ ค่ำมันไม่ใช่ภาพที่แสนอบอุ่นนั่นหรอก ดวงตากลมโตหันมองไปรอบ ๆ
สอดส่องหาใครบางคนราวกับกำลังรอนัด จุนซูก้มลงมองนาฬิกาข้อมือของตัวเอง
ตอนนี้ก็ทุ่มกว่าแล้ว น่าจะใกล้เวลาที่ใครคนนั้นมาถึงได้แล้วล่ะนะ
“อ๊ะ...”
และก็เป็นอย่างที่จุนซูคิด
ไม่นานนัก ก็มีชายหนุ่มร่างสูงโปร่งคนหนึ่งที่สวมชุดไม่ต่างจากเขาเท่าไรนัก
ต่างเพียงแค่อีกฝ่ายนั้นมีพันคอพันรอบคอเรียวเพื่อสร้างความอบอุ่น ขาเรียวเดินเข้ามาพร้อมกับกล้องดิจิตอลขนาดเล็กที่อยู่ภายในมือ
ร่างสูงเดินถ่ายรูปบรรยากาศภายในสวนสาธารณะขนาดเล็กที่ถูกตกแต่งไว้อย่างสวยงาม
นอกจากนั้นภาพของคู่รักนั้นมันทำให้บรรยากาศภายในที่แห่งนี้นั้นดีขึ้นอีกหลายเท่า
ริมฝีปากอิ่มยกยิ้มขึ้นเมื่อเห็นมุมที่เหมาะ ก่อนจะยกกล้องขึ้นมา
และจัดการเก็บภาพนั้นไว้เป็นความทรงจำที่สวยงามของตัวเอง
จุนซูที่นั่งมองภาพของร่างสูงยกยิ้มขึ้นอย่างเผลอตัว
เพียงแค่เขาได้เห็นรอยยิ้มของอีกฝ่าย มันก็ทำให้เขาอดที่จะยิ้มตามไม่ได้
แต่เขาก็ทำได้เพียงแค่แอบมองนั่นล่ะ ถึงแม้ว่าเขาจะเรียนห้องเดียวกันกับยูชอน
แต่เขากับยูชอนนั้นกลับไม่เคยมีโอกาสได้คุยกันเลยสักครั้ง
...ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงสนใจยูชอนนัก...
...แต่ตอนที่ได้เห็นอีกฝ่ายครั้งแรก...ใจมันก็เต้นแรงเสียจนเจ็บไปหมด...
...อยากจะเข้าไปคุย...แต่ตัวเองนั้นก็ไม่กล้าพอ...
...ฉันควรจะทำยังไงดีนะ?...
แต่ความคิดฟุ้งซ่านนั้นก็ต้องดับวูบไปทันที
เมื่อจู่ ๆ ก็มีแสงแฟลชส่องเข้ามากระทบดวงตากลม
เปลือกตาบางปิดแน่นและร่างเล็กสะดุ้งเล็กน้อยด้วยความตกใจ ดวงตากลมค่อย ๆ
ถูกเปิดเผยขึ้นอย่างช้า ๆ เพื่อที่จะมองหาตัวการที่ทำให้เขาตกใจเมื่อตะกี้
แต่เมื่อดวงตากลมมองเห็นภาพตัวการชัด ๆ
มันทำให้ร่างเล็กนั้นต้องเบิกตากว้างอย่างตกใจ
“มีความสุขจังเลยนะจุนซู
ดูสิ ยิ้มกว้างซะน่ารักเชียว”
ยูชอนผู้เป็นตัวการพูดให้พร้อมกับรอยยิ้มประจำตัว
โดยที่ไม่รู้เลยว่าการกระทำแบบนั้นมันแทบจะหยุดลมหายใจของอีกคนได้เลยทีเดียว
ร่างเล็กรู้สึกเหมือนกับตัวเองนั้นถูกตรึงไว้
จะขยับส่วนไหนมันก็ดูจะยากและติดขัดไปเสียหมด
ใบหน้ามนก้มงุดเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายนั้นยังคงยิ้มมาทางเขา รู้สึกใบหน้าของตัวเองนั้นร้อนผ่าวจนอยากจะวิ่งหนีไปจากที่ตรงนี้ซะตอนนี้เลย
แล้วยิ่งคำพูดที่ชมเขาเมื่อตะกี้นี้มันดังก้องอยู่ในโสตประสาทอีก
ก้อนเนื้อในอกซ้ายนั้นก็เต้นระรัวจนเจ็บไปหมด
ยูชอนจัดการหย่อนตัวลงนั่งข้างอีกฝ่ายโดยไม่ได้ขออนุญาต
ร่างเล็กขยับออกห่างเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายนั้นอยู่ใกล้ตน ไม่ใช่ว่ารังเกียจ
แต่พอได้อยู่ใกล้กับร่างสูง รู้สึกตัวเองทำอะไรไม่ค่อยถูก ทำอะไรก็ดูจะเงอะงะไปหมด
ผิดกับอีกฝ่าย ที่ดูมีท่าทีสบาย ๆ และสดใสอยู่ตลอดเวลา
“เป็นอะไรรึเปล่า?”
ประโยคลอย
ๆ ที่แฝงความเป็นห่วงดังออกมาจากริมฝีปากอิ่ม จุนซูส่ายหัวไปมาอย่างแรงเป็นการตอบ
ใบหน้ามนหันหน้าหนีไปอีกทาง ตอนนี้ทั้งดีใจ ทั้งเขิน ทั้งตื่นเต้น ตีกันมั่วไปหมด
ท่าทางที่แสดงถึงความประหม่าอย่างชัดเจนนั้นมันทำให้ยูชอนหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ
แต่มันทำให้จุนซูต้องหันกลับไปมองหน้าอีกฝ่ายด้วยความสงสัย
“หัวเราะอะไรน่ะ?”
“ก็หัวเราะนายไง”
“หัวเราะฉันเนี่ยนะ?
ฉันทำอะไรให้น่าขำหรอ?”
“ก็ดูสิ
แค่ฉันมานั่งด้วย จะเขินอะไรนักก็ไม่รู้”
คำพูดตรง
ๆ ของยูชอนมันยิ่งทำให้ใบหน้ามนนั้นซับสีระเรื่อมากกว่าเดิม ใบหน้ามนก้มงุด
ไม่กล้าที่จะสบตาเรียวของอีกฝ่าย ไม่รู้ว่าเขาคิดไปเองรึเปล่า
แต่ทันทีที่เขาเห็นดวงตาคู่นั้น
เขารู้สึกว่าภายในนั้นมันกลับเต็มไปด้วยความรู้สึกมากมายที่เขาเองก็บรรยายไม่ได้เหมือนกัน
“แต่...มันก็ดูน่ารักดีนะ”
ดวงตากลมเบิกกว้างด้วยความตกใจกับคำพูดนั่น
เป็นอีกครั้งที่จุนซูต้องมองหน้าอีกฝ่ายด้วยความงงงัน ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าจะได้รับคำชมแบบนั้นจากร่างสูง
ยูชอนทำเพียงแค่ยกยิ้มบางตามแบบฉบับของตัวเองเป็นการตอบกลับ
จุนซูสบตากับร่างสูงครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายก็ต้องลงท้ายด้วยการหันหน้าหนีไปอีกครั้ง
ทั้งสองไม่ได้พูดคุยอะไรกันอีก
ยูชอนนั่งผิวปากฮัมเพลงอย่างสบายใจ ริมฝีปากอิ่มยกยิ้มอย่างมีความสุข จุนซูนั่งหันหน้าหนีไปอีกทาง
แต่สายตาก็แอบเหลือบมองเสี้ยวหน้าคมนั้นอยู่บ่อย ๆ โดยที่ตัวเองนั้นไม่รู้เลยว่า
อีกฝ่ายนั้นมองเห็นการกระทำทุกอย่างของตนอย่างชัดเจน
และรอยยิ้มที่เกิดขึ้นบนใบหน้าคมนั่น ก็เป็นเพราะท่าทางที่ดูใสซื่อของจุนซูนั่นล่ะ
“จุนซู”
“หืม?”
“ทำไมนายถึงชอบมานั่งที่สวนสาธารณะนี่ล่ะ?”
คำถามทั่ว
ๆ ไปที่ดูไม่มีพิษภัยอะไร แต่มันกลับเป็นสิ่งที่ตอบได้ยากเหลือเกินสำหรับคิมจุนซู
ความจริงเขาก็ไม่ได้ชอบสวนสาธารณะนี้มากมายอะไรจนขนาดว่าให้สถานที่นี้เป็นสถานที่พิเศษ
แต่เป็นเพราะเขานั้นอยากจะเจอใครบางคนที่ทำให้ใจของเขานั้นเต้นระรัว
และโหยหาอยู่เกือบตลอดเวลา
...จะให้ตอบไปว่าชอบมาที่นี่เพราะอยากเจอนายรึไง?...
...ขืนบอกไป...สงสัยคงจะโดนยูชอนเกลียดแน่เลยแหะ...
“เอ่อ...”
“ว่าไงล่ะ?”
“ฉัน...ชอบหิมะน่ะ”
“หิมะหรอ?”
ร่างสูงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
“อื้ม
ช่วงฤดูหนาวฉันจะมานั่งอยู่แถวนี้แหละ เพราะฉันอยากจะเห็นหิมะที่นี่ มันสวยมาก ๆ
เลยนะรู้มั้ย”
คำตอบที่จุนซูเพิ่งจะคิดออกถูกพูดออกมาอย่างไม่มีติดขัด
อาจจะเพราะความชอบหิมะที่มีอยู่แล้วละมั้ง
ที่ทำให้การตอบคำถามครั้งนี้ดูไม่มีพิรุธนัก ยูชอนที่ได้ฟังคำตอบก็พยักหน้าหงึกหงักเป็นการบอกถึงความเข้าใจในคำตอบนั่น
“อ๊ะ...”
ไม่ทันไร
ท้องฟ้าเบื้องบนที่มืดสนิทก็เริ่มสร้างความสวยงามให้กับผืนโลก
ด้วยการปล่อยให้หิมะสีขาวบริสุทธิ์ร่วงหล่นมาอย่างช้า ๆ ริมฝีปากบางยกยิ้มกว้าง
ทันทีที่ได้เห็นหิมะที่ตนชอบ ความเขินอายที่มีอยู่เมื่อครู่ก็หายไปอย่างรวดเร็ว
ยูชอนมองใบหน้าของอีกฝ่ายที่ถูกฉาบไว้ด้วยรอยยิ้มที่แสนบริสุทธิ์
มันอาจจะเป็นเรื่องที่ค่อนข้างแปลก
หากเขาบอกว่าสายตาของเขาเขาถูกรอยยิ้มของคนที่เพิ่งจะมีโอกาสได้คุยกันนั้นตรึงไว้
รอยยิ้มที่ดูบริสุทธิ์และมีเสน่ห์อย่างประหลาด
จนเขาไม่อยากจะให้รอยยิ้มนั่นเลือนหายไปเลยแม้สักครั้ง
จุนซูสะดุ้งเล็กน้อย
เมื่อผ้าพันคอผืนหนาจากร่างสูงถูกนำมาพันไว้ที่รอบคอของเขาโดยฝีมือของผู้เป็นเจ้าของ
ใบหน้ามนซับสีระเรื่อเล็กน้อยเพราะใบหน้าคมที่อยู่ใกล้กันกับใบหน้าของเขามาก
เมื่อยูชอนจัดการเสร็จเรียบร้อยแล้ว
จุนซูก็ได้แต่ส่งสายตาแสดงความสงสัยในท่าทีของอีกฝ่ายเพียงแค่นั้น
“ตอนนี้อากาศหนาวกว่าเดิมแล้วนะ
นายเอาไปใช้เถอะ”
“เอ่อ...แต่ว่า...”
“ไม่เป็นไรหรอก
นายเอาไปใช้เถอะ”
ร่างเล็กที่ได้ยินแบบนั้นก็ไม่กล้าปฏิเสธอะไรอีก
มือเรียวกระชับผ้าพันคอให้แน่นขึ้น รู้สึกร่างกายนั้นอบอุ่นขึ้นอีกมากโข
แต่อาจจะเพราะความอ่อนโยนที่อีกฝ่ายมอบมาให้เมื่อกี้นี่
ทำให้เขารู้สึกว่ามันอบอุ่นเสียจนใจพองโตอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
“พรุ่งนี้...จุนซูมาเจอฉันที่นี่อีกได้มั้ย?”
ร่างสูงเอ่ยถามเสียงนุ่ม
ดวงตากลมหันไปสบตากับอีกฝ่าย ดวงตาคมนั้นเต็มไปด้วยความหวังเล็ก ๆ แฝงอยู่มากมาย
ท่าทางแบบนั้นทำให้จุนซูต้องยกยิ้มบางเบาออกมาอย่างห้ามไม่อยู่
“อื้ม
ได้สิ”
ยูชอนยกยิ้มกว้างอย่างดีใจ
ก่อนจะลุกขึ้นยืนจนเต็มความสูง จุนซูมองแผ่นหลังกว้างของอีกฝ่ายก่อนจะก้มหน้างุด
เขานั่งอยู่กับยูชอนมานานพอสมควร ตอนนี้ก็คงจะถึงเวลาที่ยูชอนจะกลับบ้านได้แล้ว
แต่ใบหน้ามนก็ต้องเงยขึ้นมา
เนื่องจากมือเรียวของอีกฝ่ายนั้นยื่นมาหาตรงหน้าเขา
ดวงตากลมมองฝ่ามือเรียวก่อนจะช้อนตาขึ้นมองใบหน้าอีกฝ่ายที่ถูกฉาบไว้ด้วยรอยยิ้มบาง
“มาสิ
เดี๋ยวฉันพาไปส่งที่บ้าน”
หัวใจดวงน้อยพองโตขึ้นอย่างช้า
ๆ แม้คำพูดจะไม่ได้ไพเราะอะไรมากมาย
แต่มันกลับทำให้เขารู้สึกอบอุ่นได้อย่างประหลาด ฝ่ามือบางวางทาบทับลงกับมืออีกฝ่าย
ยูชอนกระชับมือให้แน่นขึ้น ทำให้จุนซูต้องก้มหน้างุดอย่างเขินอาย ระหว่างทางเดิน
ทั้งสองไม่ได้พูดคุยอะไรกันเลย นอกจากจุนซูที่คอยบอกทางกลับบ้านตนให้ยูชอนฟังเป็นระยะ
ๆ
...มันจะเป็นการขอร้องที่มากเกินไปมั้ย...
...ที่ฉันอยากจะให้ช่วงเวลาในตอนนี้มันหยุดนิ่ง...
...ให้ช่วงเวลาที่ฉันได้อยู่กับยูชอนมันหยุดอยู่แบบนี้...
...มันจะเป็นไปได้มั้ยนะ?...
+:+:+:+:+:+:+ White Christmas +:+:+:+:+:+:+
“ยูชอน~ โทษนะ
รอนานรึเปล่า?”
เสียงใสตะโกนเรียกชายหนุ่มอีกคนที่กำลังยืนรอเขาอยู่ที่หน้าสวนสาธารณะ
ใบหน้าคมหันมามองตามทางเสียงที่เรียกชื่อของตน เมื่อเห็นใบหน้าของผู้ทัก
ริมฝีปากอิ่มก็ยกยิ้มขึ้นบางเบา พลางส่ายหน้าเป็นการตอบคำถามเมื่อกี้นี้
“ฉันเพิ่งมาไม่นาน”
“ฮ้า~ โล่งอก
ฉันนึกว่านายมานานแล้วซะอีก”
“ฮะ
ๆ ช่างมันเถอะ วันนี้ไปเดินเล่นกับฉันได้มั้ย?”
เสียงทุ้มถามออกมาพลางเลิกคิ้วขึ้น
จุนซูที่ได้ยินแบบนั้นก็ยกยิ้มกว้างพร้อมกับตอบรับด้วยความสดใส
ยูชอนเลื่อนมือไปกอบกุมมือนุ่มของอีกคนโดยไม่ขออนุญาต พลางออกแรงดึงให้อีกฝ่ายนั้นเดินตามตนมา
จุนซูที่จะบอกให้ปล่อยมือก็ไม่กล้าที่จะพูดออกไป
เพราะรับรู้ได้ถึงแรงของอีกฝ่ายที่กอบกุมมือของเขาไว้อย่างแน่นหนา
จึงทำได้แค่ก้มหน้างุด และเดินตามอีกคนไปอย่างเงียบ ๆ
เดินมาไม่ห่างจากสวนสาธารณะมากนัก
ก็ถึงบริเวณที่ผู้คนนั้นจัดงานฉลองเทศกาลวันคริสมาสต์กันอย่างครึกครื้นและสวยงาม
ผู้คนจำนวนมากนั้นต่างพร้อมใจกันมาอยู่ที่บริเวณแห่งนี้ รอบ ๆ
นั้นเป็นร้านขายของจำนวนมากมายที่มีให้เลือกสรร
ซึ่งเหมาะกับช่วงเทศกาลในวันนี้ทั้งสิ้น
ส่วนตรงกลางนั้นก็มีต้นไม้สัญลักษณ์วันคริสมาสต์ขนาดใหญ่ที่ถูกตกแต่งไว้อย่างสวยงามตั้งไว้
รอบ ๆ
ต้นไม้นั่นก็มีม้านั่งยาวที่วางไว้สำหรับผู้คนไว้มานั่งด้วยกันในวันที่แสนพิเศษ นอกจากนั้นยังมีคนที่แต่งตัวเป็นซานต้าครอสมาแจกของขวัญเล็ก
ๆ น้อย ๆ ให้กับเด็กน้อยที่มาร่วมเทศกาลในที่แห่งนี้อีกด้วย
จุนซูส่งเสียงออกมาเบา
ๆ เมื่อเห็นต้นคริสมาสต์ที่ถูกตกแต่งไว้อย่างสวยงาม พร้อมกับแสงไฟสีสวย
ร่างเล็กรีบวิ่งไปดูความสวยงามใกล้ ๆ นั่นอย่างรวดเร็วราวกับเด็กน้อย
คนที่ยืนมองอยู่ทางด้านหลังก็ได้แต่ยกยิ้มขึ้นอย่างเอ็นดูในพฤติกรรมนั่น
ไม่นึกเลยจริง ๆ ว่าอีกคนนั้นจะบริสุทธิ์ได้ถึงเพียงนี้
“ยูชอน~ ลองมาดูใกล้ ๆ สิ
มันสวยมาก ๆ เลยนะ”
จุนซูหันมาเรียกยูชอนเสียงใสอย่างตื่นเต้น
พลางกวักมือให้อีกฝ่ายเดินเข้ามาหา
ขาเรียวสองข้างก้าวเดินไปหาคนร่างเล็กตามที่อีกฝ่ายต้องการ หากแต่ร่างสูงนั้นกลับไม่ได้ปล่อยให้สายตาของตัวเองนั้นมองความสวยงามของต้นคริสมาสต์ขนาดใหญ่ตรงหน้าแม้แต่นิด
กลับหยุดสายตามองอยู่ที่ใบหน้ามนที่อยู่ห่างจากตัวเองแค่เพียงนิดเดียวเท่านั้น
“สวยมากเลยเนอะยูชอน”
ริมฝีปากบางที่ยกยิ้มขึ้นอย่างสดใส
รอยยิ้มที่ดูบริสุทธิ์เหมือนกับหิมะสีขาวบริสุทธิ์ที่เริ่มโปรยปรายลงมาเล็กน้อย
ผมซอยสั้นสีดำสนิทที่ล้อมกรอบใบหน้ามนให้ดูน่ารักยิ่งขึ้น
ยูชอนยกยิ้มบางพลางตอบอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มของตัวเอง
“อื้ม
สวยจริง ๆ นั่นล่ะ”
จุนซูยิ้มกว้างเมื่อได้ยินอีกฝ่ายนั้นเห็นด้วยกับตน
โดยที่ไม่ได้รู้ตัวเลยว่าคำตอบของอีกฝ่ายนั้นบางทีอาจจะไม่ได้เกี่ยวกันกับคำพูดของเขาแม้แต่นิด
ร่างเล็กหย่อนตัวลงบนม้านั่งตัวยาวที่อยู่ใกล้ ๆ
อยากจะนั่งดูความสวยงามของสถานที่อีกสักพักหนึ่ง
ก่อนจะไปเดินดูร้านขายของที่เปิดอยู่รอบ ๆ
ร่างสูงหย่อนตัวลงนั่งข้าง
ๆ กัน จุนซูหันมามองอีกฝ่ายแว่บหนึ่ง
ก่อนจะหันหน้าหนีไปอีกทางเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายเห็นใบหน้าของตัวเองในตอนนี้
มันเป็นเรื่องที่ค่อนข้างมหัศจรรย์เลยทีเดียว
ที่เขามีโอกาสได้มาอยู่กับยูชอนสองต่อสองแบบนี้
แทบจะไม่เชื่อตัวเองเลยด้วยซ้ำว่าตอนนี้มันเป็นเรื่องจริงที่กำลังเกิดขึ้น
แต่ถ้าหากนี่คือความฝัน เขาก็อยากจะให้ตัวเองนั้นหลับใหลไม่ตื่นขึ้นจากนิทราเสียด้วยซ้ำ
“ยูชอน
วันนี้นายไม่มีนัดไปฉลองคริสมาสต์กับคนอื่นบ้างหรอ?”
ไม่รู้ว่าอะไรดลใจให้จุนซูถามออกไปอย่างนั้น
ทั้ง ๆ ที่ตอนนี้ยูชอนกำลังอยู่กับเขาใกล้ ๆ เพียงแค่นี้
แต่อีกใจนึงมันกลับกังวลเสียเหลือเกิน เพราะอีกฝ่ายนั้นเป็นคนที่มีคนชอบเยอะ
มันเป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว ที่จะมีคนอยากจะไปฉลองคริสมาสต์กับยูชอน
เขามันก็แค่คนที่ค่อนข้างเงียบคนหนึ่ง ที่ดูแล้วก็ไม่ได้มีอะไรน่าสนใจมากนัก
“มี...แต่ฉันไม่ไป”
“อ้าว?
ทำไมล่ะ?”
เสียงทุ้มต่ำตอบแบบไม่ใส่ใจ
ทำให้จุนซูต้องหันไปมองใบหน้าคมด้วยความสงสัย ร่างสูงพ่นลมหายใจออกมาจนทำให้เกิดไอสีขาว
ก่อนจะหันมามองใบหน้ามนของอีกฝ่าย
ดวงตาคมที่ดูมีเสน่ห์นั้นกลับเต็มไปด้วยความรู้สึกมากมายที่สื่อออกมาจนทำให้จุนซูนั้นใจกระตุก
ราวกับดวงตาของอีกฝ่ายนั้นกำลังมองลึกเข้ามาในดวงตาของเขาจนเขาไม่กล้าที่จะขยับตัวแม้แต่น้อย
“เพราะว่าฉันอยากจะมาฉลองคริสมาสต์กับนายสองคน”
“เหะ....”
คำพูดประโยคนั้นของยูชอนมันทำให้จุนซูเบิกตากว้าง
ในหัวมีแต่คำพูดประโยคนั้นดังก้องสะท้อนไปมาอยู่อย่างนั้น
ร่างกายมันถูกตรึงไว้เสียหมด ใบหน้ามนขึ้นสีจัด
ยิ่งเห็นดวงตาคมที่ฉายแววจริงจังแต่แฝงไว้ด้วยความอ่อนโยนที่กำลังจ้องมองมาทางเขา
มันทำให้หัวสมองของเขานั้นมันขาวโพลนไปหมด
ฝ่ามือหยาบเอื้อมไปแตะแก้มเนียนใส
ทั้งสองสบตากันเนิ่นนาน ไม่มีฝ่ายไหนที่เบือนหน้าหนี
ใบหน้าคมเลื่อนเข้าไปใกล้กับใบหน้ามนของอีกฝ่ายมากขึ้นทีละนิด
จนกระทั่งทั้งสองนั้นรู้สึกได้ถึงลมหายใจร้อนที่รินรดใส่กัน
ร่างสูงก็เลื่อนริมฝีปากอิ่มของตัวเองทาบทับลงบนกลีบปากบางอย่างแผ่วเบา
ไม่มีการรุกล้ำที่จาบจ้วง
มีเพียงแค่ริมฝีปากของทั้งสองที่สัมผัสกันเพียงแค่นั้น
จุนซูที่ไม่รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้มันจริงหรือไม่ได้แต่นั่งนิ่ง
สัมผัสที่เขาได้รับนั้นมันเต็มไปด้วยความรู้สึกมากมาย
ความอ่อนโยนที่ส่งผ่านมามากมายจนเขารับรู้ได้นั้นเรียกให้หยาดน้ำใสเริ่มก่อตัวขึ้นที่ดวงตากลมของร่างบาง
ไม่นานนัก
ริมฝีปากอิ่มก็ผละออกมาจากกลีบปากนุ่ม ดวงตาคมจดจ้องใบหน้ามนที่แสนน่ารัก
ที่ตอนนี้ดวงตากลมนั้นเริ่มหน่วงคลอด้วยหยาดน้ำใส ยูชอนยกมือขึ้นมาปิดปากของตัวเองพลางเหลือบตามองไปอีกทาง
เหมือนกับจะปิดบังใบหน้าของตัวเองส่วนนึงไม่ให้อีกฝ่ายเห็น ก่อนที่จะเลื่อนมือออก
พร้อมกับเอ่ยสิ่งที่ตัวเองคิดไว้ตั้งแต่แรกให้อีกฝ่ายฟัง
“Merry Christmas นะจุนซู...นายจะคบกับฉันได้มั้ย?”
ประโยคสั้น
ๆ ที่อีกฝ่ายพูดมานั้นทำให้จุนซูนั้นไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ตัวเองได้ยิน
หัวใจดวงน้อยพองโตขึ้นจนคับอก ความรู้สึกที่ก่อตัวขึ้นมากมายตีกันมั่วไปหมด
ยิ่งเห็นอีกฝ่ายที่จ้องมองเขามาด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความรู้สึกมากล้น
ดวงตากลมที่มีน้ำตาหน่วงคลอนั่นก็ปล่อยให้หยาดน้ำใสไหลริน
ร่างเล็กโผตัวเข้ากอดอีกฝ่ายแน่น
ซุกหน้าลงกับอกแกร่งที่เปรียบเสมือนกับที่พักพิง
ปล่อยให้น้ำตามันไหลรินออกมาตาที่ตัวเองต้องการ
หากแต่น้ำตานั่นกลับเป็นน้ำตาแห่งความดีใจ ร่างเล็กที่สั่นเพราะแรงสะอื้น
ทำให้ยูชอนต้องกอดอีกฝ่ายไว้หลวม ๆ แต่ร่างสูงนั้นก็ต้องยกยิ้มกว้างอย่างห้ามไม่อยู่
เมื่อคนในอ้อมกอดนั้นพูดด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือเบา ๆ
แต่มันกลับดังก้องอยู่ในความคิดของร่างสูงเสมอ...
“อื้ม...ฉันตกลง...”
.
.
..
...
....
......
หลังจากนั้นไม่นาน
จู่ ๆ ยูชอนก็ไปอเมริกาโดยที่ไม่ได้บอกจุนซูสักคำ แต่ร่างสูงก็โทรมาหาร่างเล็กในคืนวันคริสมาสต์
พร้อมกับให้คำมั่นสัญญา ว่าจะกลับไปหาจุนซูแน่นอน
“คิดถึงช่วงเวลานั้นจังเลยแหะ...”
จุนซูพูดด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูเจ็บปวด
แม้ริมฝีปากบางจะยกยิ้ม แต่ดวงตากลมโตนั้นกลับปล่อยให้น้ำตาไหลรินออกมาช้า ๆ
หลังมือบางยกขึ้นเช็ดน้ำตาที่แสดงถึงความอ่อนแอออกไปอย่างรวดเร็ว
พยายามกลืนก้อนสะอื้นที่กำลังแล่นขึ้นมามากขึ้นทุกที
ไม่อยากจะให้ตัวเองอ่อนแอไปมากกว่านี้อีกแล้ว
ไม่อยากจะเสียน้ำตาไปมากกว่านี้อีกแล้ว
...แต่มันก็ทำได้แค่คิด...
...เพราะสุดท้าย...ตัวเขาเองก็ไม่อาจจะทนกับความเจ็บปวดนี้ได้สักที...
ร่างเล็กลุกขึ้นยืนจนเต็มความสูง
ดวงตากลมเหลือบมองเวลาที่นาฬิกาข้อมืออีกครั้ง ตอนนี้ห้าโมงกว่าแล้ว
จุนซูจึงหยิบถุงเค้กที่ต้องนำไปส่งให้ลูกค้าขึ้นมา
ก่อนจะก้าวขาเรียวพาตัวเองไปยังจุดหมายที่บ้านของลูกค้า
ตามสถานที่ที่แจจุงเขียนมาให้
เป็นเวลาพักหนึ่ง
ร่างเล็กก็มาหยุดยืนอยู่หน้าห้องพักในคอนโดแห่งหนึ่ง นิ้วเรียวเลื่อนไปจะกดออด
แต่พอนึกถึงสภาพตัวเองในตอนนี้หน้าตาคงจะดูไม่จืด
จุนซูจัดการใช้มือตบที่แก้มของตนเบา ๆ ทั้งสองข้าง สะบัดไล่ความรู้สึกบ้า ๆ
ออกไปให้หมด ตอนนี้เขาจะต้องดูสดใส จะต้องยิ้มแย้มให้กับลูกค้า
เพื่อที่จะไม่ให้ลูกค้าของเขาและแจจุงนั้นต้องผิดหวัง
เมื่อจัดการเสร็จเรียบร้อยแล้ว
จุนซูก็สูดหายใจเข้าออกลึก ๆ เป็นการเรียกกำลังใจตัวเอง
นิ้วเรียวเลื่อนไปกดออดตรงหน้า ยืนรออยู่ครู่หนึ่ง
ประตูขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ก็ถูกผู้เป็นเจ้าของเปิดออก จุนซูจึงยกยิ้ม พร้อมกับจะเลื่อนมือที่ถือถุงเค้กไปให้กับผู้สั่ง
“สวัสดีครับ
ผมเอาเค้กมาส่...”
ไม่ทันที่จะได้พูดจบ
ร่างเล็กก็ถูกอีกคนดึงเข้าไปกอดโดยไม่ทันตั้งตัว ดวงตากลมโตเบิกกว้าง
แขนเรียวที่ยกขึ้นหวังจะดันให้อีกฝ่ายนั้นปล่อยตัวเองออกไป
แต่เมื่อจุนซูรับรู้ถึงความอบอุ่นที่กำลังส่งผ่านมาทางอ้อมกอดที่แน่นหนานี่
ร่างเล็กกลับยืนนิ่ง
ดวงตากลมนั้นคลอรื่นด้วยหยาดน้ำตาที่ก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วโดยที่เจ้าตัวนั้นแทบจะไม่ทันรู้ตัวด้วยซ้ำ
...ความอบอุ่นที่แสนคุ้นเคย...
...อ้อมกอดที่โหยหามาตลอด...
...สัมผัสที่เขาไม่ได้รับมานานแสนนาน...
“ฮึก...ยูชอน...ยูชอน...”
วงแขนเล็กกอดอีกฝ่ายไว้แน่น
ความรู้สึกมากมายมันพากันเอ่อล้นออกมาเพราะโหยหาแต่คน ๆ นี้มานานเสียเหลือเกิน
ใบหน้ามนซุกลงกับไหล่กว้าง ระบายความคิดถึงทั้งหมดให้ผ่านออกมาทางหยาดน้ำตาและอ้อมกอดเล็กของเขา
“ฉันกลับมาแล้ว”
เสียงทุ้มนุ่มที่จุนซูคิดถึงมาตลอดดังอยู่ใกล้
ๆ ยูชอนกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้น
เลื่อนริมฝีปากอิ่มของตนประทับลงบนหน้าผากมนอย่างแผ่วเบา
ส่งผ่านความคิดถึงของตนผ่านจูบที่แสนเบาบาง
ใบหน้ามนช้อนตาขึ้นมองใบหน้าอีกฝ่ายทั้ง ๆ ที่น้ำตายังคงไหลรินไม่หยุด
“ทำไม...ฮึก...ทำไมถึงไม่บอกฉัน...”
“เรื่องอะไรล่ะ?”
“จะกลับมา...แล้วทำไมถึงไม่บอก...ฮึก...”
มือหยาบยกขึ้นลูบเรือนผมนุ่มอย่างอ่อนโยน
ร่างเล็กที่มองเขามาอย่างตัดพ้อ มันทำให้เขารู้สึกผิดอยู่ไม่น้อย
แต่เพราะเขารู้อยู่ตลอด
ว่าเขานั้นก็คิดถึงจุนซูไม่ต่างกับที่จุนซูนั้นคิดถึงเขามากเพียงใด
เขาจึงเลือกที่จะทำแบบนี้
เพื่อที่จะให้อีกฝ่ายนั้นจะได้ดีใจมากกว่าการที่เขาโทรไปบอกแต่แรกหลายเท่าเลยล่ะ
“ก็ฉันอยากเซอร์ไพรนายนี่
แล้ว...ดีใจมั้ยละที่ได้เจอฉันแบบนี้?”
“ฮึก...ไอ้บ้ายูชอน!”
ร่างสูงยกยิ้มกะล่อน
ท่าทางกวน ๆ นั่นทำให้จุนซูทุบไปที่อกยูชอนเบา ๆ
แม้ว่าคิ้วบางจะขมวดเข้าหากันเหมือนกับกำลังโกรธ
แต่ริมฝีปากบางนั้นกลับยกยิ้มขึ้นอย่างมีความสุข
นั่นทำให้ยูชอนต้องหลุดหัวเราะออกมาอย่างดีใจ
“เค้กล่ะจุนซู
ฉันสั่งมาเพราะจะมานั่งกินกับนายสองคนเลยนะเนี่ย”
ยูชอนผละอ้อมกอดพลางถามหาเค้กแสนอร่อยที่เขามักจะได้กินอยู่เสมอตอนที่ยังอยู่ที่นี่
จุนซูที่ได้ยินแบบนั้นก็หน้าขึ้นสีระเรื่อเล็กน้อย เพราะเขาไม่คาดคิดจริง ๆ
ว่าวันนี้จะได้เจอยูชอนคนที่เขาคิดถึงที่สุด แถมยูชอนยังสั่งเค้กมาเพื่อเขาแบบนี้
มันทำให้เขาดีใจเป็นที่สุดเลยล่ะ
มือเรียวยื่นถุงใส่กล้องเค้กไปให้อีกฝ่าย
มือหยาบเอื้อมมาเพื่อที่จะรับถุงนั่น แต่เมื่อมือหยาบเอื้อมมาจับที่ถุง
ทั้งสองคนก็พูดออกมาพร้อมกันโดยทื่มือของทั้งสองก็ยังคงไม่ได้ปล่อยจากถุงนั่น
“ยูชอน/จุนซู
ฉันมีเรื่องจะบอก”
ทั้งสองสบตากันนิ่ง
เพราะเผลอพูดออกมาพร้อมกัน ต่างฝ่ายต่างอึกอักไม่รู้จะให้ใครพูดต่อดี
แต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไร
ราวกับในใจของทั้งสองฝ่ายนั้นรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังจะพูดอะไรออกมา
ทั้งสองจึงเลือกที่จะพูดออกมาตามที่ใจคิด และมันก็เป็นไปตามที่คิด...สุดท้าย
ทั้งสองต่างก็หลุดหัวเราะออกมา
พร้อมกับรอยยิ้มแสนสดใสของทั้งสองที่ต่างฝ่ายต่างไม่ได้เห็นมันมาแสนนาน...
“Merry Christmas นะ”
THE END
^///^ (Merry Christmas นะตะเอง~)
Title: Rainy Day
Paring: Yuchun x Junsu
Author: ~#DN_LoveR#~
Author’s
Note: และแล้วฟิคเรื่องใหม่ของเบลล์ก็ออกมาแล้ว~!! วู้วววว
คิดถึงคนอ่านทุกคนมาก ๆ เลย > < (ก็เอาแต่ดองฟิคมานานนี่เนอะ)
ช่วงนี้ที่บ้านฝนตกบ่อยเหลือเกิน ก็เลยได้พล็อตฟิควันฝนตกออกมาจนได้ ^ ^ ตอนแรกว่าจะแต่งเป็นคู่ยุนแจ แต่ดูจากเนื้อเรื่องแล้ว
รู้สึกว่ามันเหมาะกับยูซูกว่าเยอะเลย
นี้ก็เป็นอีกครั้งที่กลับมาแต่งอะไรที่มันหวาน ๆ ใส ๆ มันเป็นอะไรที่แต่งยากจริง ๆ
ค่ะ เบลล์ติดแต่งฟิคโรคจิตอ่อน ๆ ไม่ก็ติดเรทไปซะแล้วสิ = =” (ทั้ง ๆ ที่ชอบอ่านฟิคหวาน ๆ มากกว่า) ส่วนฟิคเรื่องอื่น ๆ
จะทยอยแต่งออกมาเรื่อย ๆ นะคะ เอาล่ะ ไม่พูดมากแล้ว เชิญอ่านกันได้ตามสบายเลยนะคะ ^
^
ปอปาร์ค. ฟิคนี้เป็นฟิคสั้นที่ยาวหน่อยนะคะ
(สรุปมันจะให้เป็นฟิคสั้นหรือยาว?)
+:+:+:+:+:+
Rainy Day +:+:+:+:+:+
‘แปะ...แปะ...ซ่า~...’
เสียงหยดน้ำที่ค่อย
ๆ หยดลงมาจากท้องฟ้าที่ดูมืดครึ้มในตอนแรก แปรเปลี่ยนเป็นสายน้ำมากมายที่พร้อมใจกันเทลงมาสู่พื้นดิน
เสียงสายฝนที่ตกลงมาค่อนข้างหนักนั้นส่งเสียงแข่งกับเสียงของนักเรียนภายในโรงเรียนที่กำลังพูดคุยกันอย่างสนุกสนานหลังจากที่เลิกเรียนกันแล้ว
ถึงแม้ว่าฝนจะตกหนักมากเพียงใด
นักเรียนหลาย ๆ คนก็ไม่หวั่นที่จะต้องเดินกลับบ้านไปในสภาพอากาศเช่นนี้
ส่วนหนึ่งก็เป็นนักเรียนที่พกร่มมา
ทำให้การเดินกลับบ้านนั้นดูจะไม่ค่อยมีปัญหาอะไรมากนัก
มีทั้งเดินกางร่มกลับไปคนเดียวบ้าง เป็นคู่บ้าง
และอีกส่วนหนึ่งก็เป็นนักเรียนที่วิ่งฝ่าสายฝนออกไปโดยที่ใช้กระเป๋าของตัวเองเป็นที่กำบังสายฝนที่เทกระหน่ำลงมาไม่หยุดที่ดูจะช่วยไว้ได้เพียงนิดเดียวเท่านั้น
ภายในอาคารเรียนนั้นก็มีนักเรียนส่วนนึงที่ไม่ได้พกร่มมาและไม่อยากจะฝ่าสายฝนให้ตัวเองเป็นหวัดเลือกที่จะยืนรออยู่หน้าอาคาร
รอให้ฝนซาลงกว่านี้แล้วจึงค่อยไป นักเรียนที่คิดแบบนี้ก็มีเยอะอยู่พอสมควร
ทำให้หน้าอาคารเรียนในวันนี้ดูจะแออัดกว่าทุก ๆ วันที่ผ่านมา
เพราะต่างฝ่ายต่างก็รอช่วงเวลาที่ตัวเองจะได้กลับบ้านกันอย่างใจจดใจจ่อ
ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งเดินล้วงกระเป๋านักเรียน
ใช้แขนข้างหนึ่งหนีบกระเป๋าเรียนของตัวเองเอาไว้เดินลงมาจากชั้นสองของอาคารเรียน ทันทีที่ดวงตาสีนิลหันไปเห็นสภาพหน้าอาคารเรียนก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมาเบา
ๆ ทุกวันที่สภาพอากาศแย่เหมือนอย่างวันนี้
ความแออัดภายในโรงเรียนก็จะพลอยเพิ่มขึ้นตามมาทุกที
หากแต่ร่างสูงก็ไม่ได้คิดที่จะใส่ใจอะไรมากนัก
ขาเรียวยาวเดินพาตัวเองมาที่บริเวณตู้ล็อกเกอของตัวเองที่อยู่ตรงบริเวณชั้นล่างเพื่อที่จะเก็บสัมภาระส่วนตัวของตัวเองให้เสร็จเรียบร้อยแล้วเขาจะได้กลับไปพักผ่อนที่บ้านของตัวเองเสียที
...หวังว่าร่มคงจะอยู่ในตู้ล็อกเกอนะ...
ตู้เหล็กขนาดกลางถูกมือเรียวเปิดออกด้วยแรงพอประมาณ
และทันทีที่เห็นของภายในตู้ ร่างสูงก็ต้องคอตกด้วยความเซ็งสุดชีวิต...สิ่งที่เขาคิดว่าน่าจะอยู่ในตู้ล็อกเกอมันกลับไม่มีอยู่ตามที่คิดไว้
สิ่งของที่อยู่ภายในนั้นมีเพียงแค่รองเท้าผ้าใบกับของจุกจิกเล็กน้อยเพียงเท่านั้น
“เฮ้อ...ทำไมถึงขี้ลืมแบบนี้นะ ปาร์คยูชอน”
ร่างสูงบ่นออกมาเบา
ๆ พลางปิดตู้ล็อกเกอลงพร้อมกับล็อกให้เรียบร้อย ยูชอนเดินเอื่อย ๆ
มาหยุดยืนอยู่บริเวณหน้าอาคารเรียนเช่นเดียวกับนักเรียนคนอื่น แต่เขาเลือกที่จะยืนอยู่ตรงบริเวณที่มีนักเรียนอยู่บางตา
เพื่อไม่ให้ตัวเองนั้นรู้สึกอึดอัดมากจนเกินไปนัก
ยูชอนยืนนิ่ง
ทอดสายตามองไปรอบ ๆ ด้วยความรู้สึกเบื่อเล็ก ๆ
นักเรียนที่มีอยู่ในตอนแรกเริ่มจะบางตาลงเล็กน้อยเพราะมีบางคนที่เริ่มตัดสินใจที่จะเดินฝ่าสายฝนออกไป
บางส่วนก็มีเพื่อนกางร่มเดินกลับบ้านไปพร้อมกัน
หรือบางทีก็อาจจะเป็นแฟนที่เดินกลับบ้านโดยอยู่ภายใต้ร่มคันเดียวกันก็มีอยู่เยอะพอสมควร...
...เดินกางร่มกลับบ้านด้วยกัน...งั้นเหรอ?...
พอหันไปเห็นคู่รักเขาเดินกลับบ้านด้วยกันพร้อมใบหน้าที่ถูกฉาบไว้ด้วยรอยยิ้มแสนสุขแม้ว่าสภาพอากาศจะแย่แบบนี้ก็ตามที
มันทำให้เขารู้สึกเซ็งหนักกว่าเดิมหลายเท่า
ไม่ใช่ว่าอิจฉาหรืออยากจะมีแฟนเหมือนกับคนอื่นเขา แต่เขาก็บอกไม่ถูกเหมือนกัน ว่าทำไมเขาถึงรู้สึกแบบนั้น
จนถึงขนาดที่ว่าเขาต้องถอนหายใจพรู่เพื่อระบายความอัดอั้นที่อยู่ภายในออกมาเสียแบบนี้
...หรือจะเป็นเพราะว่า...ความ
‘เหงา’
รึเปล่านะ?...
ใช่...ที่เขาเกลียดวันฝนตก...เพราะมันจะทำให้เขารู้สึก
‘เหงา’
เสียจนบอกไม่ถูก...
เสียงพูดคุยของนักเรียนที่เริ่มเบาลง
และเสียงเท้าเหยียบน้ำฝนของนักเรียนที่ดังขึ้นมาเป็นระยะนั้นเป็นเหมือนกับสัญญาณที่บอกให้รู้ว่าผู้คนบริเวณนี้กำลังลดน้อยลงทีละนิด
จนกระทั่งในตอนนี้
นักเรียนที่ยังคงยืนอยู่หน้าอาคารเรียนก็เหลือเพียงแค่ร่างสูงกับนักเรียนอีกไม่กี่คนเพียงเท่านั้น
หากแต่สายฝนก็ยังไม่ยอมที่จะลดความรุนแรงลงเลยแม้แต่นิด
กลิ่นสายฝนอ่อน
ๆ ที่ลอยมากระทบจมูกโด่งได้รูปนั้นชวนให้รู้สึกสดชื่นขึ้นมาเล็กน้อย
ยูชอนยื่นมือออกไปรับน้ำฝนที่ยังคงเทลงมาจากฟากฟ้าเบื้องบนไม่หยุด ริมฝีปากอิ่มระบายยิ้มบางเบาออกมาอย่างไม่รู้ตัว
อาจจะเพราะความเหนื่อยล้าจากการเรียนที่มาทั้งวันได้ลดลงไปบ้างแล้วก็เป็นได้
แต่จู่
ๆ เขากลับรู้สึกเหมือนสายฝนที่กำลังสาดลงมาโดนแขนเขากลับหายไปเสียอย่างนั้น
ยูชอนก้มลงมองแขนของตัวเองที่ยื่นออกไปข้างนั้น
ในตอนแรกเขาคิดว่าฝนอาจจะหยุดไปแล้ว แต่เสียงสายฝนที่ยังคงดังไปทั่วบริเวณนั้นเป็นสิ่งที่บอกให้เขารู้ว่าสิ่งที่เขาคิดในตอนแรกนั้นมันคงเป็นไปไม่ได้
ใบหน้าคมจึงเงยหน้าขึ้นมองหาสาเหตุด้วยความสงสัย
...ร่ม?...
ร่มพลาสติกใสที่เปรอะเปื้อนไปด้วยหยดน้ำฝนกำลังกางอยู่เหนือศีรษะของเขา
ดวงตาคมกระพริบตาปริบ ๆ สองสามครั้งก่อนจะหันไปมองหาเจ้าของร่มที่กำลังกางร่มให้เขา
และทันทีที่เห็นใบหน้าของผู้เป็นเจ้าของ
ยูชอนก็มองใบหน้าของอีกฝ่ายนิ่งด้วยความรู้สึกบางอย่างที่กำลังก่อตัวขึ้นมาอย่างช้า
ๆ จนทำให้ก้อนเนื้อในอกซ้ายของเขาเต้นระรัวอย่างที่ไม่เคยเป็น
ชายหนุ่มรูปร่างเล็ก
ใบหน้ามนขาวใสถูกล้อมกรอบด้วยผมซอยสั้นสีดำสนิทระต้นคอ
ดวงตากลมสีนิลที่ดูใสซื่อกำลังจ้องมองสบตากับเขา
จมูกโด่งรั้นที่เข้ากันกับใบหน้าน่ารัก
ริมฝีปากบางเผยอขึ้นเล็กน้อยโดยที่เจ้าตัวไม่ได้ตั้งใจนั้นดูเหมาะกับผู้เป็นเจ้าของใบหน้าจนยูชอนไม่อาจจะละสายตาไปได้เลย…
“ให้ผมไปส่งมั้ยฮะ?”
และนั่นคงจะเป็นครั้งแรก...ที่ยูชอนคิดว่าเขาได้เจอกับ
“นางฟ้า”...
.
.
.
.
ทางเดินฟุตบาทริมถนนคลาคล่ำไปด้วยผู้คนมากมายเดินสวนกันไปมาพร้อมกับกางร่มเพื่อกำบังตัวเองจากสายฝนที่ยังคงไม่ลดความรุนแรงลง
ช่วงเวลาหลังเลิกงานและเลิกเรียนแบบนี้ย่อมเป็นเรื่องธรรมดาที่จะมีผู้คนเดินกันขวักไขว่
ปาร์ค ยูชอน
ก็เป็นคนหนึ่งที่กำลังเดินกางร่มอยู่ในกลุ่มฝูงคนภายในเมืองใหญ่เพื่อพาตัวเองไปยังสถานที่ที่ซึ่งเป็นเป้าหมายของเขา
พร้อมกับเด็กหนุ่มอีกคนหนึ่งที่เขาเพิ่งจะรู้จักได้ไม่ถึงชั่วโมงเสียด้วยซ้ำไป
ร่มพลาสติกใสดูจะเล็กไปหน่อยเมื่อต้องนำมาใช้กำบังร่างให้ผู้ชายสองคนแบบนี้
แต่มันก็ดีกว่าการที่จะไม่มีอะไรมาใช้บดบังสายฝนที่กำลังเทลงมาอย่างไม่หยุดหย่อนนี่
เดินไปได้สักพักหนึ่ง ยูชอนก็เลือกที่จะมาหยุดยืนหลบฝนอยู่หน้าร้านกาแฟเล็ก ๆ
แห่งหนึ่งที่ด้านในร้านนั้นเต็มไปด้วยลูกค้าที่เขาเดาว่าน่าจะมาอยู่เพื่อรอเวลาฝนซาลงเช่นเดียวกับเขา
ร่างสูงจัดการหุบร่มพลาสติกใสให้เรียบร้อย
ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบา ๆ
เพราะบริเวณนี้มีผู้คนไม่หนาแน่นเหมือนกับทางเดินที่เขาเพิ่งเดินผ่านมาเมื่อครู่
มันทำให้เขารู้สึกหายใจได้คล่องขึ้นเยอะ แต่เมื่อร่างสูงคิดขึ้นได้ว่าเขาไม่ใช่เจ้าของร่มคันนี้
ใบหน้าคมจึงหันไปหาผู้เป็นเจ้าของที่ยืนอยู่ใกล้กันกับเขา
เมื่อยูชอนหันไป
สิ่งที่นัยน์ตาคมเห็นคือร่างเล็กของเด็กหนุ่มกำลังปิดตาแน่นพร้อมบิดขี้เกียจไปมาเล็กน้อยเพื่อคลายความปวดเมื่อยตามตัวจากการเดินเบียดเสียดกับฝูงคน
ก่อนจะถอนหายใจพรู่ เปลือกตาบางค่อย ๆ เปิดขึ้น
เผยให้เห็นดวงตาสีนิลที่หลบซ่อนอยู่ภายใน ใบหน้ามนที่ถูกล้อมกรอบด้วยผมซอยสั้นสีดำสนิทตัดกับผิวขาวเนียนเงยขึ้นมองไปยังท้องฟ้าที่มืดครึ้มและมีสายฝนเทกระหน่ำอยู่ครู่หนึ่ง
แล้วริมฝีปากก็ขยับเผยให้เห็นรอยยิ้มบางเบา
พร้อมกับดวงตาสีนิลที่ยกยิ้มด้วยเช่นกัน
...รอยยิ้มเล็ก
ๆ ที่ดูบริสุทธิ์ยิ่งกว่าสิ่งใด...
...ภาพตรงหน้าช่างสวยงามจนยูชอนไม่อาจจะละสายตาไปไหนได้เลย...
พอยูชอนรู้สึกตัวอีกที
เด็กหนุ่มข้างกายเขาก็หันมาสบตากับเขาเสียแล้ว ร่างสูงสะดุ้งเล็กน้อย
แอบหวั่นใจอยู่ลึก ๆ ว่าอีกฝ่ายจะรู้หรือเปล่าว่าเขานั้นกำลังแอบมองอยู่ ทั้ง ๆ
ที่อีกฝ่ายก็แค่หันมามอง
ยูชอนก็ไม่ค่อยเข้าใจว่าทำไมเหมือนเขากำลังสูญเสียความเป็นตัวของตัวเอง
ควรจะขยับมือไปวางตรงไหนเขายังไม่รู้ตัวเองเลยด้วยซ้ำ
ร่างสูงยืนขยับแขนขยับมือข้างที่ว่างอยู่อย่างเงอะงะ
แต่พอนัยน์ตาคมเห็นว่าอีกฝ่ายเอียงหน้ามองเขาความสงสัย
ยูชอนถึงจะเพิ่งสำนึกได้ว่าเขาไม่ควรจะทำท่าทีประหลาดแบบนี้ต่อหน้าเด็กหนุ่มไปมากกว่านี้
มือที่ขยับไปมาอย่างไร้จุดหมายเลยถูกเลื่อนมาวางไว้ที่ต้นคอขาวของตัวเอง
ก่อนจะขยับลูบต้นคอไปมาพร้อมกับหลบสายตาอีกฝ่ายด้วยการหันไปมองบรรยากาศวันฝนตกที่ไม่ได้มีภาพอะไรที่สวยงามเหมาะแก่การดูเลยสักนิด
...เวลาคนเราเขินก็คงจะเป็นแบบนี้สินะ?...
“เอ่อ...ฉันว่า...ยืนหลบฝนอยู่ตรงนี้...ก่อน...ดีกว่า...นะ”
ยูชอนพูดตะกุกตะกักเสียจนแม้แต่เขาเองยังอยากจะตบปากตัวเองซะเดี๋ยวนั้น
ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงต้องเอาแต่แสดงท่าทางเปิ่น ๆ
แบบนี้ออกมาเวลาอยู่ต่อหน้าเด็กหนุ่มคนนี้
ที่จริงเขาอยากจะใช้ดวงตาคมคู่นี้ของเขาจดจ้องและจดจำใบหน้าของคน ๆ
นี้ที่ใจดีอาสาพาเขามาส่ง แต่เหมือนสิ่งที่ใจต้องการกับการกระทำมันจะไม่ยอมสอดคล้องกันเสียเลย
เพราะเพียงแค่เขาเหลือบมาเห็นว่าอีกฝ่ายนั้นก็มองมาที่เขา
นัยน์ตาคมก็เมินหนีกลับไปมองสายฝนที่เทกระหน่ำลงมาเสียอย่างนั้น
...เปิ่นกว่านี้มีอีกมั้ยเนี่ยห๊ะ...ปาร์คยูชอนเอ๊ย...
“คือ...ฝนมันตกหนักไปนะ...ฉันว่า...เอ่อ...”
“อื้ม ผมว่าก็ดีนะ ยืนหลบฝนอยู่ตรงนี้ก่อนคงจะดีกว่าจริง ๆ แหละ”
เหมือนเด็กหนุ่มคนนั้นจะเป็นคนช่วยให้ยูชอนสามารถพูดจบประโยคได้อย่างเสียที
ร่างสูงหันมามองหน้าอีกฝ่ายพร้อมกับขยับปากเหมือนจะพูดอะไรสักอย่าง
แต่ภาพใบหน้ามนที่กำลังยกยิ้มมาให้เขา รวมกับดวงตากลมเป็นประกายที่สบตากับดวงตาของเขา...มันทำให้คำพูดทุกอย่างมันถูกกลืนลงไปเสียหมด
ดวงตาคมกระพริบปริบ ๆ ก่อนที่ร่างสูงจะยกยิ้มที่ติดจะเขินนิด ๆ
พร้อมกับพยักหน้าหงึกหงักตอบกลับอีกฝ่ายไป
...เกิดมาก็เพิ่งจะรู้นี่ล่ะ...
...ว่าอาการ
‘ทำตัวไม่ถูก’ มันเป็นยังไง...
“นาย...ชื่ออะไรเหรอ?”
ยูชอนเอ่ยถามพร้อมกับรวบรวมความกล้าที่จะมองสบตากับอีกฝ่ายตรง
ๆ
ประกายในดวงตาสีนิลที่งดงามราวกับกลุ่มดวงดาวนั่นมันทำให้เขาอยากจะให้ภายในนั้นมีภาพสะท้อนของเขาเสียเหลือเกิน
คนโดนถามที่ได้ยินแบบนั้นก็ยกยิ้มก่อนที่จะตอบร่างสูงกลับไปด้วยน้ำเสียงที่ยูชอนคิดว่ามันเป็นน้ำเสียงที่น่าฟังเป็นที่สุด
“จุนซู ผมชื่อ คิม จุนซู”
ตอบเสร็จก็ยกยิ้มกว้างจนตาหยี
โดยที่เจ้าของรอยยิ้มไม่ได้รู้ตัวเลยสักนิด
ว่าสิ่งที่ตัวเองทำอยู่นั้นมันทำให้ยูชอนไม่อาจจะละสายตาไปไหนได้เลย...นอกจากจะจดจ้องอยู่ที่รอยยิ้มอันสดใสนั่น
รอยยิ้มที่ดูบริสุทธิ์ที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็นมา...
“แล้วคุณชื่ออะไรหรอ?”
ร่างเล็กเริ่มเป็นฝ่ายถามกลับบ้าง
เหมือนสมองของร่างสูงจะรับรู้อะไรได้ช้าลงเสียอย่างนั้น
กว่าที่ยูชอนจะตีความความหมายของประโยคคำถามนั่นได้
และกว่าที่เขาจะสำนึกได้ว่าเขาควรจะตอบอีกฝ่ายกลับไปได้ จุนซูก็ยื่นหน้าเข้าไปใกล้กับใบหน้าคมด้วยความสงสัยว่าร่างสูงได้ยินสิ่งที่ตนพูดหรือไม่ไปเสียเรียบร้อย...ทำเอาผู้เป็นเจ้าของใบหน้าคมแทบจะผละหนีออกมาแทบไม่ทันเลยล่ะ
...เขินจนไม่รู้จะพูดยังไงแล้ว...
“ยูชอน...เอ่อ ปาร์ค ยูชอน น่ะ”
ร่างสูงตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก
ยูชอนรู้สึกหงุดหงิดตัวเองไม่น้อยที่ไม่สามารถจะควบคุมตัวเองเอาไว้ได้เลย
จุนซูที่ได้ยินแบบนั้นก็มองหน้าเขาตาแป๋วเสียจนยูชอนรู้สึกไม่มั่นใจ
นี่เขาทำอะไรผิดอะไรรึเปล่า? หรือว่าเขาแสดงท่าทีออกไปมากเกินว่าเขากำลังเขิน?
ทำไมจุนซูถึงต้องมองเขาแบบนั้นกันด้วยนะ?...
แต่ร่างสูงก็ต้องพับเก็บทุกความสงสัยกลับไปไว้ที่เดิมเสียหมด...เมื่อจุนซูยิ้มกว้างตอบกลับมาให้เขา
บทสนทนาจบลงเพียงเท่านั้น...ทั้งสองไม่มีการเอื้อนเอ่ยคำพูดใด
ๆ ออกมาอีก จุนซูยืนพิงหลังไปกับกระจกหน้าร้านกาแฟเช่นเดียวกับกันร่างสูงที่อยู่เคียงข้างกัน
ใบหน้ามนเงยขึ้นทอดสายตามองไปยังสายฝนที่ตกลงมายังเบื้องล่างครั้งแล้วครั้งเล่า
ร่างเล็กยืนนิ่ง ๆ อยู่เช่นนั้น สูดดมกลิ่นสายฝนอ่อน ๆ
ที่ลอยมากระทบจมูกโด่งรั้นที่ชวนให้รู้สึกสดชื่น
พร้อมกับฟังเสียงสายฝนที่ตกลงกระทบกับวัตถุเบื้องล่าง เปลือกตาบางค่อย ๆ
เลื่อนลงมาบดบังดวงตากลมอย่างช้า ๆ
แล้วใช้ประสาทสัมผัสที่เหลืออยู่รับรู้ถึงบรรยากาศที่เกิดขึ้นโดยปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ
ความรู้สึกผ่อนคลายและสดชื่นที่กำลังก่อตัวไปทั่วร่างกายของเขามันทำให้ริมฝีปากสีชมพูเผยยิ้มบางเบาออกมาอย่างมีความสุข
“เวลาที่ฝนตก...ผมว่าอากาศมันสดชื่นมากเลยนะ...”
คำพูดลอย
ๆ ที่ไม่ได้ต้องการคำตอบนั่นกลับเรียกความสนใจจากยูชอนได้เป็นอย่างดี ยูชอนละสายตาจากทิวทัศน์รอบเมืองกลับมามองที่ผู้เป็นเจ้าของเสียงนั่นแทน
เปลือกตาสีน้ำนมยังคงเลื่อนลงมาบดบังดวงตากลมเช่นเดิม
ใบหน้าขาวเนียนที่ถูกล้อมกรอบด้วยเรือนผมสีดำสนิท รวมกับสภาพอากาศภายนอกที่ทำให้สภาพทิวทัศน์ในวันนี้ค่อนข้างจะมืดครึ้มนั้น
ยิ่งทำให้ใบหน้ามนดูขาวใสยิ่งกว่าเดิมหลายเท่า
และรอยยิ้มบางเบาที่ถูกฉาบอยู่บนใบหน้าของชายหนุ่มร่างเล็กนั่น...ไม่ว่าใคร
หากได้มาเห็นภาพตรงหน้านี้ต่างก็ต้องรับรู้ได้ว่าคน ๆ นี้รู้สึกมีความสุขมากเพียงใด
...ภาพที่สวยงามราวกับเป็นภาพวาดจากจิตรกรชื่อดัง...
...ภาพอันสวยงามที่ยูชอนอยากจะให้มันเป็นอยู่เช่นนี้...
...ไม่อยากให้ภาพตรงหน้านี้เลือนหายไปจากเขาเลยจริง
ๆ...
“นั่นสินะ...”
ดวงตากลมสีนิลถูกเผยให้เห็นอีกครั้งเมื่อเจ้าของดวงตาได้ยินเสียงทุ้มตอบกลับมา
จุนซูหันไปมองใบหน้าคมด้วยแววตาที่เหมือนกับกำลังมีความคิดอะไรบางอย่างอยู่ภายในใจ
แต่พอหันไปปุ๊บ ยูชอนกลับเบือนหน้าหนีหันไปมองอีกทางหนึ่งเสียอย่างนั้น
ก่อนที่ร่างสูงจะทำเป็นผิวปากอย่างสบายใจราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ร่างเล็กมองอีกฝ่ายที่หันหน้าไปอีกทางอยู่เช่นเดิม
เขาบอกไม่ถูกเหมือนกันว่าที่เขาหันมามองอีกฝ่ายนี่เขากำลังต้องการจะพูดอะไร
เหมือนคำพูดทั้งหมดมันจะติดอยู่ที่ริมฝีปาก มันมีเยอะเสียจนไม่รู้จะพูดคำ ๆ
ใดออกมาก่อนดี
แต่...พอได้เห็นว่ายูชอนทำเป็นเบือนหน้าหนีแล้วผิวปากกลบเกลื่อนการมองสบตากับเขา...แทนที่เขาควรจะโกรธหรือสงสัยว่าทำไมอีกฝ่ายถึงไม่ยอมมองหน้าคนที่ยืนคุยอยู่ด้วยกันแบบนี้...
...เขากลับหลุดยิ้มออกมาแทนเสียอย่างนั้น...
รอยยิ้มสดใสยังคงปรากฏอยู่บนใบหน้าน่ารัก
จุนซูหันหน้ากลับไปมองทิวทัศน์รอบเมืองเหมือนอย่างเดิม สายฝนที่เริ่มซาลงเล็กน้อยกลายเป็นสิ่งเรียกร้องความสนใจแก่ร่างเล็กแทน
มือเรียวข้างหนึ่งยื่นออกไปรับน้ำฝนที่เทตัวลงมาจากฟากฟ้า
ความเย็นของหยดน้ำจำนวนมากแผ่ซ่านไปทั่วประสาทสัมผัสชวนให้รู้สึกเย็นสบาย
รอยยิ้มที่ประดับอยู่บนริมฝีปากสีชมพูขยับเผยยิ้มกว้างกว่าเดิมด้วยความรู้สึกมีความสุขกับสิ่งที่ตนกำลังได้รับรู้และได้สัมผัส
...แต่จุนซูนั้นกลับไม่ได้รู้ตัวเลยสักนิด...
...ว่าตัวเองนั้น...ยังคงถูกสายตาคมจดจ้องอยู่ตลอดเวลา...
ถึงร่างสูงจะเบือนหน้าหนี
แต่นัยน์ตาคมก็ยังเหลือบมามองอีกฝ่ายอยู่ตลอด
ตั้งแต่ตอนที่จุนซูหลุดยิ้มออกมา...เขาเห็นทุกอย่าง
เห็นว่ารอยยิ้มนั้นมันดูสดใสมากเพียงใด
เห็นว่าดวงตากลมสีนิลนั่นมีประกายแห่งความสุขฉายออกมาชัดเจนเพียงใด
และก็ได้รับรู้...ว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นพฤติกรรมของจุนซูนั้น...มันทำให้เขารู้สึกมีความสุขจนไม่อาจจะกลั้นยิ้มเอาไว้ได้เลย
ไม่มีคำพูดใด
ๆ หลุดออกมาจากริมฝีปากของทั้งสองอีก
ต่างฝ่ายต่างยืนเงียบราวกับปล่อยให้ตัวเองอยู่ในห้วงความคิดของตน
มีเพียงแค่เสียงจากสายฝนที่ตกลงกระทบเบื้องล่างที่ดังก้องไปทั่วบริเวณเพียงเท่านั้นที่ยังทำให้ที่นี่ไม่เงียบจนเกินไปนัก
ละอองฝนที่แผ่กระจายไปทั่วบริเวณชวนให้รู้สึกสดชื่นจนบางทีอาจจะทำให้รู้สึกหนาวยังคงไม่จางหาย
หากแต่มันก็ไม่ได้มีผลกระทบกับเด็กหนุ่มสองคนนี่มากนัก
...ทั้ง
ๆ ที่อากาศจะค่อนข้างหนาวเย็น...
...และสายฝนก็ยังคงเทกระหน่ำไม่ยอมหยุดจนทำให้ไม่สามารถไปไหนได้...
...แต่ในวันนี้...
...แม้ว่าสภาพอากาศจะค่อนข้างย่ำแย่...
...ยูชอนกลับคิดว่า...
...วันนี้เป็นวันที่อากาศดี...และอบอุ่นยิ่งกว่าวันไหน
ๆ เสียอีก...
.
.
.
.
ช่วงเวลาที่ผ่านไปอย่างช้า
ๆ และล่วงเลยมาจนกระทั่งสายฝนที่เทกระหน่ำนั้นหยุดลง หากแต่สำหรับยูชอนแล้ว
ในตอนนี้ห้วงเวลามันช่างผ่านพ้นไปเร็วเสียจนเขารู้สึกเสียดาย
อยากจะให้ฝนตกนานกว่านี้อีกสักนิด เพื่อที่เขาจะได้ยืนอยู่ตรงนี้ใกล้ ๆ
กันกับเด็กหนุ่มที่เขาเพิ่งจะคุยกันได้ไม่ถึงสิบประโยคเลยด้วยซ้ำ
“ฝนหยุดตกแล้วล่ะ”
เสียงแหบนิด
ๆ ของจุนซูดังขึ้น ยูชอนทำเพียงแค่ยกยิ้มบางให้อีกฝ่าย พร้อมกับคืนร่มพลาสติกให้กับผู้เป็นเจ้าของ
ขาเรียวก้าวพาร่างตัวเองออกมาจากตำแหน่งเดิมเล็กน้อย ใบหน้าคมเงยขึ้นมองท้องฟ้าที่ยังคงมืดครึ้มเช่นเดียวกับคราแรก
ก่อนที่จะหันกลับมามองคนที่ยืนอยู่ข้างหลังตนอีกครั้ง พลางเสียงทุ้มก็ดังขึ้น
“งั้นฉันกลับก่อนล่ะ วันนี้...ขอบคุณมากนะ”
“อื้ม ไม่เป็นไรหรอก...นี่ก็ค่ำแล้ว กลับบ้านดี ๆ นะ”
ร่างเล็กยกยิ้มพร้อมโบกมือลา
ยูชอนยืนนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยกมือขึ้นโบกกลับอย่างช้า ๆ
ขาเรียวก้าวเดินพาตัวเองไปตามเส้นทางกลับบ้านของตนอย่างช้า ๆ
แม้ว่าเขาจะก้าวขาพาตัวเองห่างไกลจากตำแหน่งเดิมไปไกลเรื่อย ๆ
แต่ใบหน้าคมกลับหันกลับไปมองยังที่ ๆ เดิม...ที่ ๆ มีใครอีกคนยืนอยู่ที่เดิม ที่ ๆ
ทำให้เขาต้องหันกลับไปมองครั้งแล้วครั้งเล่าจนกระทั่งสายตาของเขาไม่อาจจะมองเห็นที่แห่งนั้นได้อีก
ทุกย่างก้าวที่กำลังผ่านพ้นไปนั้นมันยิ่งทำให้ความรู้สึกที่เขาอยากจะอยู่กับใครคนนั้นมันมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อย
ๆ ใช้เวลาเพียงไม่นานนักหากแต่ช่างยาวนานในความรู้สึก ร่างสูงก็มาหยุดยืนอยู่หน้าประตูบ้านของตัวเองเป็นที่เรียบร้อย
ทว่า...ความรู้สึกเวลาที่ได้กลับบ้านในวันนี้มันกลับแปรเปลี่ยนไปเสียจนเขายังสงสัยว่าตอนนี้เขากำลังเป็นอะไรกันแน่
...กลับถึงบ้านแล้ว...
...หากแต่ใจนั้นกลับไม่ได้มาพร้อมกันกับเขา...
กว่าที่ยูชอนจะรู้สึกตัวอีกที
เขาก็มานั่งพิงหัวเตียงพร้อมยืดขาอยู่บนเตียงนุ่มในห้องนอนของตัวเองเสียแล้ว
กระเป๋านักเรียนคู่ใจก็ถูกโยนทิ้งไว้อยู่บนโต๊ะเขียนหนังสือที่เขาไม่ค่อยจะได้ยุ่งอะไรกับมันเท่าไรนัก
ใบหน้าคมเสมองไปยังหน้าต่างใสที่ยังมีหยดน้ำใสเกาะอยู่เล็กน้อย
และไร้ซึ่งแสงอาทิตย์สาดส่องด้วยความรู้สึกมากมายที่เอ่อล้นอยู่ภายในใจ
...การที่ได้รู้จักกับใครสักคนเป็นครั้งแรก...
...มันสามารถทำให้เราคิดถึงเขาได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ?...
ไม่ใช่ว่ายูชอนไม่รู้ว่าความรู้สึกเช่นนี้มันเรียกว่าอะไร
ไม่ใช่ว่าเขาไม่เคยจีบคนอื่น แต่...เขาไม่เข้าใจ ว่าทำไมการที่เขาได้เจอกับจุนซู
เขาถึงรู้สึกว่าตัวเองทำตัวเงอะงะขนาดนี้
ทำไมเขาถึงอยากจะเห็นรอยยิ้มสดใสบนใบหน้ามนนั่นมากถึงขนาดนี้
และทำไม...เขาถึงต้องคิดถึงคนที่ตัวเองเพิ่งรู้จักได้ไม่ถึงวันนึงเสียด้วยซ้ำมากถึงเพียงนี้?
...แต่ทั้ง
ๆ ที่รู้ว่าตัวเองนั้นรู้สึกชอบอีกฝ่ายมากขนาดไหน...
...แต่เขากลับรู้เพียงแค่ว่าอีกฝ่ายชื่อ
‘คิม
จุนซู’ เท่านั้น...
“...ทำไมแกมันโง่แบบนี้วะ ปาร์ค ยูชอน”
ใช่ว่าเขาจะอ่อนประสบการณ์เรื่องการจีบคนอื่น...แต่ครั้งนี้เขากลับทำพลาดหมดทุกอย่าง
จากปกติที่มักจะขอเบอร์โทรศัพท์มือถือตั้งแต่วันแรกที่เขารู้สึกสนใจใครเป็นพิเศษ
ในวันนี้เขากลับลืมนึกถึงเรื่องนี้ไปเสียด้วยซ้ำ แล้วตอนที่ฝนหยุดตก
แทนที่เขาจะอาสาเดินกลับบ้านเป็นเพื่อนจุนซู...เขาก็ดันขอตัวกลับบ้านก่อนเสียอย่างนั้น
...แกนี่มันโง่จริง
ๆ เลย ปาร์ค ยูชอน!...
มือหยาบยกขึ้นขยี้หัวตัวเองไปมาด้วยความหงุดหงิด
ก่อนจะเปลี่ยนท่าจากนั่งเป็นนอนยืดแข้งยืดขาในสภาพหัวที่ยุ่งเหยิง ดวงตาคมเหม่อมองไปรอบห้อง
ด้วยความรู้สึกที่เหมือนตัวเองจะเห็นภาพใบหน้าของใครคนนั้นลอยขึ้นมาอยู่เสมอจนเขาต้องค่อย
ๆ ขยับเปลือกตาลงบดบังนัยน์ตาไว้ไม่ให้ตัวเองรู้สึกคิดถึงใครคนนั้นไปมากกว่านี้
แต่...เมื่อทำเช่นนั้น
ยูชอนกลับรู้สึกได้ว่าภาพใบหน้ามนที่กำลังยกยิ้มกว้างนั้นมันกลับยิ่งเด่นชัดราวกับกำลังเกิดขึ้นอยู่ตรงหน้าเขา
เด่นชัด...จนไม่อยากจะให้ภาพนี่เลือนหายไปจากสายตาเขาเลยจริง ๆ
...ดวงตากลมสีนิลเป็นประกายที่ดูสวยงาม...
...รอยยิ้มบางเบาบนริมฝีปากสีชมพูที่ส่งไปถึงดวงตากลมคู่นั้น...
...ภาพที่เด่นชัดในความทรงจำ...จนทำให้ใจเขาเต้นระรัวในในยามที่คิดถึง...
มือเรียวยกขึ้นทาบทับเปลือกตาหนา
ปล่อยให้ตัวเองจมอยู่กับภาพของความทรงจำและบรรยากาศในเหตุการณ์ที่ผ่านพ้นมาที่เด่นชัดในความรู้สึก...ก่อนที่ริมฝีปากอิ่มจะขยับยิ้มบางเบาออกมาด้วยความรู้สึกมีความสุขและอุ่นซ่านไปทั้งหัวใจ...
...ถ้าหากการหลับตาลง...
...มันจะทำให้เราเห็นภาพของใครสักคน...ที่ทำให้เราคิดถึง...
...ภาพของใครสักคน...ที่ทำให้ใจของเราพองโตได้เช่นนี้...
...บางที...
...ผมอาจจะอยากหลับตาตลอดไปก็ได้นะ...
+:+:+:+:+:+
Rainy Day +:+:+:+:+:+
การเรียนการสอนที่เป็นเฉกเช่นเดิมทุกสัปดาห์นั้นช่างเป็นสิ่งที่น่าเบื่อสำหรับเด็กนักเรียนหลาย
ๆ คน
ช่วงเวลาที่ล่วงเลยมาจนเกือบจะถึงเวลาเลิกเรียนนั้นคือสิ่งที่เหล่านักเรียนต่างเฝ้ารอคอยจนสมาธิในการเรียนที่มีอยู่น้อยนิดนั้นมลายหายไปสิ้น
และแน่นอน...หนึ่งในนักเรียนเหล่านั้นนั้นจะต้องมีชื่อ
ปาร์ค ยูชอน รวมอยู่ด้วยเสมอ
แต่...ในวันนี้มันกลับต่างออกไป...วันนี้ยูชอนไม่ได้ฟุบหลับลงกับโต๊ะเรียนเหมือนอย่างที่เคยทำ
แต่กลับนั่งเท้าคางหันหน้าเหม่อมองออกไปยังทิวทัศน์นอกอาคารผ่านกระจกบานใสที่อยู่ไม่ไกลจากเขานัก
ดวงตาคมทอดมองไปยังท้องฟ้าเบื้องบนที่ตอนนี้เริ่มจะแปรเปลี่ยนจากสีฟ้าครามเป็นสีเทาหม่น
ซึ่งเป็นสัญญาณที่บ่งบอกได้ถึงสภาพอากาศอันย่ำแย่ที่กำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้านี้
...ทั้ง
ๆ ที่สภาพอากาศเป็นเช่นนั้น...
...แต่ริมฝีปากอิ่มกลับยกยิ้มขึ้นอย่างมีความสุข...
เสียงออดบอกเวลาเลิกเรียนดังขึ้น
ก่อนจะตามด้วยคำพูดของอาจารย์ประจำวิชาอีกสองสามประโยคที่ดังขึ้นปิดการเรียนการสอนในคาบสุดท้ายนี้ให้เรียบร้อย
และทันทีที่อาจารย์เดินออกจากห้องไป
เสียงนักเรียนต่างก็พากันดังขึ้นมาอย่างรวดเร็ว พร้อมกับกลุ่มนักเรียนที่ค่อย ๆ
บางตาลงเหมือนกับทุก ๆ วันที่ผ่านมา
แต่...ยูชอนกลับยังนั่งนิ่งอยู่เช่นเดิม
“วันนี้...ฝนจะตกอีกมั้ยนะ”
เสียงทุ้มเอ่ยกับตัวเองแผ่วเบา
ก่อนที่จะลุกขึ้นยืนจนเต็มความสูงพร้อมกับกระเป๋านักเรียนคู่ใจที่ถูกแขนเรียวหนีบไว้แนบกับลำตัว
ขาเรียวที่รับกับรูปร่างเดินพาตัวเองไปยังตู้ล็อกเกอซึ่งเขาเป็นเจ้าของเหมือนอย่างที่ทำเป็นประจำก่อนกลับบ้าน
แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปจากเดิม...ก็คงจะเป็นใบหน้าคมที่มีร่องรอยของรอยยิ้มประดับอยู่อย่างเห็นได้ชัด
...วันนี้จะได้เจอกับจุนซูอีกมั้ยนะ?...
...เฮ้อ~...อยากเจออีกชะมัดเลยแหะ...
“วันนี้จะต้องเดินไปส่งจุนซูให้ได้เลย คอยดู”
ร่างสูงบ่นกับตัวเอง
ก่อนที่จะมาหยุดยืนอยู่หน้าตู้ล็อกเกอ มือเรียวจัดการเปิดตู้ล็อกเกอด้วยความมั่นใจเต็มร้อยที่จะปฏิบัติภารกิจให้สำเร็จ
ตู้เหล็กถูกเปิดออกอย่างรวดเร็ว
เพื่อที่เขาจะหยิบสิ่งที่ต้องเป็นอุปกรณ์ในการปฏิบัติภารกิจในวันนี้
นั่นก็คือ...ร่ม!
...แต่...
...ตู้ล็อกเกอ...กลับว่างเปล่าซะอย่างนั้น...
“เฮ้ย!!!”
ยูชอนร้องเสียงหลงทันทีที่เห็นสภาพภายในนั่น
มันว่างซะจนเขายังอยากจะตบหัวตัวเองหลาย ๆ ทีให้กับความติงต๊องของตัวเอง ยูชอนยืนอ้าปากค้างอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนจะเปลี่ยนเป็นท่ายืนคอตกอย่างหมดอาลัยตายอยาก...นี่เขาทำพลาดอีกแล้วใช่มั้ยเนี่ย?
และเหมือนสวรรค์จะกลั่นแกล้งเขาอีกครั้ง
เมื่อเสียงสายฝนกำลังดังขึ้นมาอย่างแผ่วเบาก่อนจะค่อย ๆ ดังขึ้นเรื่อย ๆ
ไปจนทั่วบริเวณโรงเรียน ยูชอนยกยิ้มแหยกับสภาพเหตุการณ์ในตอนนี้
มือเรียวจัดการปิดตู้ล็อกเกอลง
แล้วร่างสูงก็เดินลากเท้าในสภาพคอตกพาตัวเองไปหยุดยืนอยู่หน้าอาคารเรียนที่วันนี้มีเด็กนักเรียนยืนอยู่ไม่เยอะเท่าไรนัก
...แล้ววันนี้ฉันจะได้เจอจุนซูมั้ยเนี่ย?...
ยิ่งคิดก็ยิ่งเศร้า...เขายังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าจุนซูนั้นอายุเท่าไหร่
ตอนนี้เขาก็อยู่ไฮสคูลปีสามแล้ว จุนซูจะอายุเท่ากับเขา
หรือจะอายุน้อยกว่าเขาก็ไม่รู้ เรียนอยู่ห้องไหนก็ไม่รู้
เบอร์โทรศัพท์มือถือเบอร์อะไรก็ไม่รู้
สรุป...เขาไม่รู้อะไรเลยสักอย่างนอกจากเด็กหนุ่มคนนั้นมีชื่อว่า คิม จุนซู
...ไร้ซึ่งหนทางที่จะไปตามหาตัว...
...ปาร์คยูชอนเศร้าครับงานนี้...
“ลืมพกร่มมาหรอฮะ?”
เสียงแหบนิด
ๆ ที่คุ้นเคยดังแว่วมากระทบใบหูของยูชอนเข้าอย่างจัง
นัยน์ตาคมเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจ
ก่อนที่จะตามด้วยใบหน้าคมที่หันไปมองใบหน้าเจ้าของเสียงอย่างรวดเร็ว
มองหาใบหน้าของเจ้าของเสียง...ที่เขาจำได้อย่างแม่นยำและเฝ้านึกถึงมาตลอด
...นี่ไม่ใช่ความฝันใช่มั้ย?...
เจ้าของใบหน้ามนที่ยูชอนเฝ้าคิดถึงกำลังยืนอยู่ข้าง
ๆ กับร่างสูง
พร้อมกับร่มคันเดิมที่เคยใช้กำบังพวกเขาทั้งสองจากสายฝนที่เทกระหน่ำในคราก่อน
จุนซูกำลังยืนส่งยิ้มมาให้เขา รอยยิ้มบางเบา...ที่ทำให้ยูชอนรู้สึกว่าบรรยากาศรอบ
ๆ ตัวนั้นมันดูสดใสจนเขาอยากจะให้มันเป็นเช่นนี้ตลอดไปเสียเหลือเกิน
“เอ่อ...อื้ม ฉันลืมพกร่มมาอีกแล้วล่ะ”
ยูชอนยิ้มแหยพลางยกมือขึ้นลูบหัวไปมาอย่างรู้สึกอาย
จุนซูที่ได้ยินแบบนั้นก็หลุดหัวเราะออกมาเล็กน้อย
ร่มพลาสติกใสถูกกางออกด้วยฝีมือของร่างเล็ก
ขาเรียวเดินพาตัวเองขยับเข้าไปใกล้ร่างสูงมากกว่าเดิมอีกเล็กน้อย
พลางเลื่อนร่มของตัวเองขึ้นเหนือศีรษะของพวกเขาทั้งสอง
ก่อนจะหันไปมองใบหน้าคมด้วยรอยยิ้มอีกครั้งหนึ่ง
“งั้นเดี๋ยวผมพาไปหลบฝนกันที่เดิมละกันนะ”
ภาพใบหน้าน่ารักที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มในระยะที่ใกล้ชิดกันกว่าปกตินั้นมันทำให้ยูชอนใจเต้นโครมครามจนกลัวว่าอีกฝ่ายอาจจะได้ยินเสียงหัวใจของตน
ร่างสูงพยายามที่จะควบคุมไม่ให้ตัวเองแสดงอาการเขินอายออกมาทางสีหน้าและท่าทางออกมาให้จุนซูได้เห็น
นัยน์ตาคมจ้องมองใบหน้าของอีกฝ่ายอยู่อีกครู่หนึ่ง...เพื่อที่จะจดจำใบหน้ามนที่แสนสดใสนี้เอาไว้...ในความทรงจำที่เขาอยากจะเก็บมันไว้ตลอดชีวิต...
“อื้ม งั้นเดี๋ยวฉันกางร่มให้แทนละกัน”
ว่าจบ
ยูชอนก็จัดการแย่งร่มจากผู้เป็นเจ้าของมาถือแทนซะเอง ซึ่งจุนซูก็ไม่ได้ว่าอะไรเขา
มีแต่จะคอยส่งรอยยิ้มมาให้เขาตลอดเสียด้วยซ้ำ
ขาเรียวสองคู่ค่อย
ๆ ก้าวเดินออกจากตึกเรียนไปอย่างช้า ๆ ท่ามกลางบรรยากาศภายนอกที่มืดครึ้ม
พร้อมกับสายฝนที่ตกลงมาจากฟากฟ้าเบื้องบน
ร่มพลาสติกถูกใช้เป็นสิ่งกำบังไม่ให้ร่างของเด็กหนุ่มทั้งสองต้องเปียกชื้นจากสายน้ำที่ยังคงเทลงมาอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
สภาพอากาศที่ย่ำแย่เช่นนี้มาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว...แต่ในวันนี้มันกลับไม่มีผลอะไรสำหรับยูชอนเลยแม้แต่นิด...
...ฝนตกเหมือนเดิม...
...ร่มคันเดิม...
...เดินเบียดกันในร่มกับจุนซูเหมือนเดิม...
...แต่...
...มันสุขใจยิ่งกว่าวันไหน
ๆ เสียอีก...
.
.
.
.
ใช้เวลาสักพักหนึ่งทั้งสองก็มาหยุดยืนหลบฝนกันที่หน้าร้านกาแฟเล็ก
ๆ ร้านเดิม ระหว่างนั้นยูชอนกับจุนซูก็คุยอะไรกันเรื่อยเปื่อยเป็นการฆ่าเวลาไปเล่น
ๆ
และยูชอนก็เพิ่งจะได้รู้ว่าจุนซูนั้นเป็นรุ่นน้องของเขาก็วันนี้นี่ล่ะ...ก็ว่าทำไมตอนคุยกับเขาถึงใช้คำพูดสุภาพกับเขานัก
“นี่นายอยู่ปี 2 เหรอ?”
“ใช่ฮะ”
“เอ่อ...ที่จริง นาย...ไม่ต้องพูดสุภาพกับฉันมากนักก็ได้นะ”
“เอ๋?”
ยูชอนสะดุ้งทันทีที่เพิ่งรู้สึกตัวว่าตัวเองนั้นเผลอพูดอะไรออกไป
นัยน์ตาคมเบิกกว้างพร้อมกับรีบหันไปมองใบหน้าของคนที่อยู่ข้างกายทันที
และมันแทบจะทำให้ยูชอนช็อกตาย เพราะตอนนี้จุนซูกำลังหันมามองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยอย่างที่เขาคาดคิดเอาไว้ไม่มีผิด
...โดนจุนซูสงสัยแหงเลย
ปาร์ค ยูชอน เอ๊ย T T...
ยูชอนเบือนหน้าหนีจากอีกฝ่าย
พลางเลื่อนมือมากุมศีรษะตัวเองไว้ด้วยความกังวล อยากจะตบกะโหลกตัวเองสักสิบ ๆ
ครั้งเพื่อเป็นการลงโทษที่พูดอะไรไม่คิดนี่เสียจริง แต่เขาก็รู้ว่าถ้าทำแบบนั้นมีหวังจุนซูก็จะยิ่งสงสัยเขายิ่งกว่าเดิมเป็นแน่
พอคิดได้แบบนั้นยูชอนก็ยิ่งคิดหนักยิ่งกว่าเดิม
บอกให้รุ่นน้องที่เพิ่งรู้จักกันว่าไม่ต้องสุภาพกับรุ่นพี่อย่างตัวเองนักแบบนี้
เป็นใครใครจะไม่สงสัยบ้างวะเนี่ย?
จุนซูกระพริบตาปริบ
ๆ ด้วยความงุนงง
ดวงตากลมจ้องมองรุ่นพี่ที่ยืนทำหน้าเครียดเสียจนเขาแทบจะเครียดตามด้วยความสงสัย
ภาพที่เห็นคือยูชอนกำลังยืนเอามือปิดหน้าปากก็ขยับยุบยิบเหมือนกับกำลังบ่นอะไรอยู่สักอย่าง
จุนซูยืนมองท่าทางแบบนั้นอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนที่ริมฝีปากชมพูจะแอบยกยิ้มบางโดยที่ยูชอนนั้นไม่ทันได้สังเกตเห็น
“เอ่อ...จุนซู...คือ...ฉัน...”
“ฮะ พี่ยูชอน”
.
.
.
...พี่ยูชอน...
...พี่ยูชอน...
...พี่ยูชอน...
...พี่ยูชอน...
...พี่ยูชอน...
...นี่ฉันไม่ได้หูแว่วไปใช่มั้ยเนี่ย?...
นัยน์ตาคมเบิกกว้างทันทีที่ได้ยินจุนซูเรียกตัวเองเช่นนั้น
มือหยาบที่ยกขึ้นปิดหน้าถูกปล่อยลงข้างตัวอย่างคนหมดเรี่ยวหมดแรง
ก่อนที่ใบหน้าคมจะค่อย ๆ
หันไปมองอีกฝ่ายด้วยสายตาที่แฝงไว้ด้วยความตกใจอย่างเห็นได้ชัด
“พี่ยูชอนมีอะไรหรอ?”
“เมื่อกี้นี่...นาย...”
“ทำไมหรอพี่ยูชอน?”
“ก็......เปล่าหรอก ไม่มีอะไร”
ว่าจบ
ยูชอนก็เบือนหน้าหนีกลับไปอีกครั้งหนึ่ง
ไม่ใช่เป็นเพราะอะไรหรอก...นอกจากอาการที่เรียกว่า ‘เขิน’ มันกำลังตรงเข้าจู่โจมเขาโดยตรง
ตอนนี้เขาไม่กล้าสบตากับจุนซู ไม่กล้าหันไปมองหน้าจุนซูตรง ๆ
หัวใจมันเต้นโครมครามเสียจนเขาเจ็บร้าวไปทั้งอก แถมเขายังรู้สึกได้เลยว่าตอนนี้ใบหน้าของเขานั้น...มันร้อนผิดปกติซะด้วยสิ
...‘พี่ยูชอน’...งั้นเหรอ...
...ฮึ่ย...เขินเว้ยยย!!!...
...นายทำให้ฉันดีใจมากขนาดไหน...รู้ตัวบ้างมั้ย?...จุนซู...
ร่างสูงหันไปเขินอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนจะหันกลับมาอีกครั้งเมื่อจุนซูเริ่มเปิดประเด็นเรื่องนู้นเรื่องนี้มาคุยเสียจนยูชอนแทบจะตอบกลับไม่ทัน
บางทีพวกเขาก็หัวเราะไปด้วยกัน ถึงแม้ว่าบทสนทนานั้นมันก็ไม่ได้น่าขำอะไรมากนัก
แต่รอยยิ้มบนใบหน้าของทั้งสองนั้นเป็นสิ่งที่บ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่าทั้งสองนั้นมีความสุขมากเพียงใด
...บทสนทนามากมายยังคงหลุดออกมาจากริมฝีปากทั้งสอง...
...ในขณะที่ห้วงเวลายังคงเดินต่อไป...
...พร้อมกับความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองที่เริ่มก่อตัวขึ้นอย่างช้า
ๆ...
เสียงสายฝนที่เริ่มแผ่วเบาลงอย่างช้า
ๆ นั้นเป็นสิ่งที่ทำให้ทุกคนรับรู้ได้ว่าฝนเริ่มซาลงแล้ว
ซึ่งสำหรับยูชอนนั้นมันเป็นสิ่งที่ทำให้จิตใจเขาห่อเหี่ยวลงในทันที
เพราะวันนี้ฝนไม่ได้ตกหนักเหมือนกับเมื่อวานนี้...นี่ฝนตกแค่ชั่วโมงกว่าก็หยุดเสียแล้ว
ทำเอายูชอนเซ็งไม่น้อยเลยทีเดียว
“ฝนหยุดตกแล้วล่ะ”
ร่างเล็กพูดเอ่ยในขณะที่ดวงตากลมจ้องมองไปยังท้องฟ้าเบื้องบนที่ยังคงเป็นสีเทาหม่นอยู่
ยูชอนที่เห็นดังนั้นจึงก้าวขาเรียวพาตัวเองเดินออกมาจากตำแหน่งเดิมเล็กน้อยก่อนจะหยุดยืนอยู่ตรงหน้าร่างเล็ก
ใบหน้าคมหันกลับมามองใบหน้าของรุ่นน้องอีกครั้งหนึ่ง
พลางยกยิ้มบางเบาอย่างที่เขามักจะชอบทำอยู่เสมอ
“งั้น...ฉันกลับก่อนนะ”
“ฮะ พี่ยูชอน ไว้เจอกันใหม่นะครับ”
จุนซูยกยิ้มให้ยูชอนเหมือนอย่างเคย
ร่างสูงพยักหน้าเป็นการตอบกลับ ยูชอนสบตากับจุนซูอีกครั้ง
ริมฝีปากอิ่มเปิดเล็กน้อยเหมือนกับกำลังจะพูดอะไรสักอย่างก่อนจะเปลี่ยนกลับเป็นปิดลงเช่นเดิม
ร่างสูงทำเช่นนั้นอยู่สองสามครั้งก่อนจะหันหลังให้รุ่นน้องพร้อมกับยกมือขึ้นขยี้ผมตัวเองไปมาเหมือนกำลังหงุดหงิดอะไรสักอย่าง
จุนซูกระพริบตาปริบ ๆ พลางเอียงคอมองท่าทางพฤติกรรมแปลก ๆ
ของรุ่นพี่ด้วยความรู้สึกสงสัยที่เริ่มก่อตัวขึ้น
...พี่ยูชอนเป็นอะไรน่ะ?...
มือหยาบยกขึ้นทึ้งหัวตัวเองไปมาอย่างสุดจะทน
ทั้งอายทั้งหงุดหงิดตัวเองจนไม่รู้จะทำยังไงดีแล้ว ทั้ง ๆ
ที่ตั้งใจจะพูดในสิ่งที่ตั้งใจเอาไว้ แต่พอเห็นใบหน้ามนกับดวงตากลมสีนิลนั่น
เขาก็รู้สึกเหมือนหน้าตัวเองมันเริ่มจะร้อนแถมใจก็เริ่มเต้นแรงเสียจนควบคุมแทบไม่อยู่
สุดท้าย...ก็ต้องมายืนหันหลังทำท่าทางน่าสงสัยต่อหน้ารุ่นน้องอีกจนได้
...แค่ขอเบอร์โทรศัพท์มันยากขนาดนี้เลยเหรอวะ?...
ยูชอนสูดหายใจเข้าออกลึก
ๆ ในขณะที่จุนซูยังคงจ้องมองอยู่ด้านหลังด้วยความสงสัย
ร่างสูงหันขวับกลับมาสบตากับอีกฝ่ายอีกครั้งหนึ่ง
ทันทีที่ได้สบตากับดวงตาใสซื่ออีกครั้ง
มันทำให้ความกล้าที่ยูชอนปลุกขึ้นมาเกือบจะละลายหายไปเสียหมด แต่เขาก็ตัดสินใจแล้วที่จะพูดในสิ่งที่เขาคิดและต้องการบอกออกมาให้จุนซูรับรู้ให้ได้
“จุนซู คือ...”
“ฮะ?”
“คือฉัน...ฉันขอ...เอ่อ...”
ยูชอนพูดออกมาอย่างตะกุกตะกัก
รู้สึกเหมือนลิ้นมันพันกันจนไม่รู้จะพูดออกมายังไงดี
แถมไอ้ความกล้าที่เหลืออยู่น้อยนิดมันกำลังจะมีความอายเข้ามาแทรกแทนจนจะทำอะไรไม่ถูกอยู่แล้ว
...อ๊ากกกกกกกกก!!!....
...เขิน!...เขินชะมัดเลยเว้ย!!!!...
จุนซูมองยูชอนที่ยืนค้างตาแป๋ว
รอฟังสิ่งที่ยูชอนจะพูดด้วยความสงสัย
พฤติกรรมธรรมดาปกติของร่างเล็กที่เจ้าตัวนั้นไม่เคยรู้เลยว่ามันทำให้ร่างสูงยิ่งเขินเข้าไปใหญ่
ทั้งสองนิ่งเงียบกันไปครู่หนึ่ง ก่อนที่จะมีเสียงดังขึ้นมาอีกครั้ง
“จุนซู เอ่อ... / พี่ยูชอน”
ทั้งสองพูดออกมาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมายก่อนจะชะงักไปนิดนึง
ต่างฝ่ายต่างพยายามจะพูดอะไรสักอย่าง
ก่อนที่จะเผลอพูดออกมาพร้อมกันอีกครั้งอย่างไม่ได้ตั้งใจ
“ฉันขอเบอร์นาย... / ผมขอเบอร์พี่ยูชอนหน่อยได้มั้ยฮะ?”
คำพูดที่สื่อความหมายเหมือนกันมันทำให้ทั้งสองเงียบไปอีกครั้ง
จุนซูยังคงมองรุ่นพี่ด้วยสายตาเช่นเดิม ผิดกับยูชอนที่เบิกตากว้าง กระพริบตาปริบ ๆ
กับสิ่งที่ตนเพิ่งได้ยินเมื่อไม่กี่วินาทีที่ผ่านมา หัวสมองที่มักจะชาญฉลาดในเรื่องการจีบสาวตอนนี้กลับตื้อเสียจนต้องแปลความหมายประโยคเมื่อครู่ซ้ำไปซ้ำมาเสียหลายรอบเลยทีเดียว
...ไปแคะหูตอนนี้ยังทันมั้ย?...
...ตะกี้ฉันหูแว่วไปรึเปล่า?...
...เมื่อกี้...จุนซูขอเบอร์ฉันงั้นเหรอ?...
“ม่ะ...เมื่อกี้นี้...”
“ผมขอเบอร์พี่ยูชอนหน่อยได้มั้ยฮะ?”
จุนซูถามทวนพลางหยิบมือถือของตนขึ้นมา
ยูชอนที่เริ่มตั้งสติได้เผลอยกยิ้มขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว...รู้สึกก้อนเนื้อในอกซ้ายมันเต้นระรัวอีกแล้วแหะ
“อื้ม...ได้สิ”
ยูชอนบอกเบอร์โทรศัพท์ของตนไป
เมื่อจุนซูจัดการเก็บบันทึกไว้เรียบร้อย ร่างเล็กก็จัดการกดหยอดไปหาผู้เป็นเจ้าของเบอร์โทรศัพท์เสียทีหนึ่ง
ก่อนจะยกยิ้มพลางเอ่ยขอบคุณด้วยรอยยิ้มสดใสเหมือนอย่างเช่นทุกวัน
“ขอบคุณนะฮะ”
ร่างสูงยกยิ้มบางเป็นการตอบกลับเป็นเชิงว่าไม่เป็นไร
ดวงตาคมจ้องมองภาพใบหน้าน่ารักนั่นด้วยสายตาที่แฝงไว้ด้วยความเอ็นดู ใบหน้ามนที่ถูกฉาบไว้ด้วยรอยยิ้ม...ภาพ
ๆ นี้มันทำให้เขารู้สึกว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นมันดูสดใสขึ้นมาได้อย่างน่าประหลาด
สดใสเสียจนเขาไม่อยากจะให้รอยยิ้มนั้นมันหายไปเลยจริง ๆ
...แต่...ไม่รู้ว่าเขารู้สึกไปเองหรือเปล่า...
...เขารู้สึกว่าใบหน้าน่ารักนั่น...ดูจะขึ้นสีชมพูนิด
ๆ...
...จุนซู...กำลังเขินงั้นเหรอ?...
...เขาคิดไปเองหรือเปล่านะ?...
“งั้นพี่ไปก่อนนะ”
“ฮะ”
ยูชอนโบกมือลา
ก่อนจะเดินจากร่างเล็กที่กำลังโบกมือตอบ
ขาเรียวก้าวเดินพาตัวเองไปตามเส้นทางที่จะกลับไปสู่บ้านตนเองอย่างช้า ๆ
สายตาคมกวาดมองทิวทัศน์รอบเมืองที่คุ้นเคยเหมือนอย่างเช่นทุกวัน
เฉกเช่นบรรยากาศรอบกายที่ยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
เสียงก้าวเดินที่ดังขึ้นเบา
ๆ
ในทุกย่างก้าวที่ฝ่าเท้าได้ก้าวย่ำลงไปนั้นถูกกลบด้วยเสียงรถราที่กำลังขับผ่านไปมา
กลิ่นไอฝนยังคงหลงเหลือให้รู้สึกชื่นใจราวกับเป็นตัวแทนที่ทำให้เขาหวนคิดถึงใบหน้าของเด็กหนุ่มที่เพิ่งลากันมาได้เพียงไม่กี่นาที
ห้วงเวลาที่กำลังหมุนวนไปอย่างช้า ๆ
นั้นยูชอนรู้สึกราวกับว่ามันได้ก้าวเดินไปช้ายิ่งกว่าทุก ๆ
วันราวกับมันได้หยุดลงเพื่อคงความรู้สึกที่เขากำลังมีอยู่ในตอนนี้ไม่ให้เลือนหายไปเช่นเดียวกับรอยยิ้มบางเบาบนใบหน้าคมที่กำลังเผยออกมาให้เห็นอย่างช้า
ๆ...
...คุณครับ...
...ผมควรจะทำยังไงดี...
...ตอนนี้...ผมหุบยิ้มไม่ลงแล้วล่ะครับ...
+:+:+:+:+:+
Rainy Day +:+:+:+:+:+
ห้วงเวลาที่ยังคงก้าวเดินต่อไปนั้นทำให้ท้องฟ้าสีฟ้าครามนั้นแปรเปลี่ยนเป็นท้องฟ้าที่มืดมิดเสียแล้ว
ร่างสูงกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่กลางเตียงนุ่มในห้องนอนของตัวเองอยู่เงียบ ๆ
สายตาคมก็จ้องมองโทรศัพท์มือถือเครื่องบางที่ถูกตั้งไว้อยู่ตรงหน้า
ไม่ใช่ว่าเขาเพิ่งจะมองมันหรอกนะ...แต่เขานั่งนิ่ง ๆ
มองโทรศัพท์มือถือของตัวเองมาจนเกือบจะครบชั่วโมงได้แล้วล่ะ
“เอาไงดีวะ...”
พูดออกมาด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียดโดยที่สายตาก็ยังมองอยู่ที่เดิม
ริมฝีปากอิ่มเม้มแน่นจนเป็นเส้นตรง
พยายามจะคิดทบทวนแล้วทบทวนอีกว่าตอนนี้เขาควรจะทำแบบไหน
ตัดสินใจแบบไหนมันถึงจะทำให้ทุกอย่างนั้นออกมาดีที่สุด
และไม่ทำให้เขาเกิดอาการประหลาดบ้าบอเหมือนกับครั้งก่อน ๆ อีก
...จะลองโทรไปหา...
...หรือว่าจะส่งข้อความไปดีเนี่ย?...
“เรื่องแค่นี้ทำไมมันถึงยากนักนะ...”
ร่างสูงทึ้งหัวตัวเองไปมา
ก่อนจะทิ้งตัวลงนอนด้วยความหงุดหงิด กะอีแค่เรื่องง่าย ๆ แถมมีตัวเลือกให้สามข้อ
โทรไปหา ส่งข้อความ หรือไม่ทำทั้งสองอย่าง เรื่องง่าย ๆ
ที่คนอย่างเขาก็เคยผ่านประสบการณ์มามากพอสมควร แต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไรเหมือนกัน
พอเขาตัดสินใจกำลังจะลงมือโทรหา
เสียงใสยามเรียกชื่อเขาที่มันอยู่ในความทรงจำมันก็ดังก้องขึ้นมาจนไม่กล้าที่จะโทรหา
เพราะกลัวว่าถ้าเกิดได้ยินเสียงจริง ๆ มีหวังเขินจนพูดอะไรไม่ออกแน่ ๆ
หรือถ้าจะส่งข้อความไป พอกำลังจะลงมือพิมพ์ ภาพใบหน้าน่ารักของรุ่นน้องที่ดันโผล่แว่บขึ้นมามันก็ทำให้เขาเขินหนักมากกว่าเดิมซะอย่างนั้น
สุดท้ายเขาก็ปล่อยให้เสียเวลาไปเป็นชั่วโมงโดยที่ยังไม่ได้ลงมือทำอะไรเลยสักอย่าง
...ปาร์ค
ยูชอน เครียดครับ!...
“...เอาวะ ลองซ้อมดูก่อนละกัน”
ว่าแล้วยูชอนก็กระเด้งตัวลุกขึ้นนั่ง
มือเรียวหยิบโทรศัพท์มือถือสุดรักขึ้นมาแนบหูเหมือนกับกำลังจะโทรไปหาจุนซูจริง ๆ
ร่างสูงสูดหายใจเข้าออกลึก ๆ สองสามครั้ง
ก่อนจะทำการซ้อมบทพูดตามที่ตัวเองนึกไว้ดูอย่างช้า ๆ
“ฮัลโหล...”
...พอหลังจากนี้ก็ต้องถามว่าว่างคุยมั้ย...
ยูชอนนึกประโยคถัดไปไว้เรียบร้อย
แต่หลังจากที่พูดประโยคทักทายทางโทรศัพท์ไป
เขาก็จินตนาการนึกถึงเสียงตอบรับจากปลายสาย เสียงใส ๆ
ที่เขาจำได้อย่างแม่นยำราวกับมันกำลังดังอยู่ข้างกายนั้นดังก้องวนซ้ำไปซ้ำมาอยู่ภายในหัวของเขานั้นมันทำให้เขาต้องพยายามควบคุมสติและความกล้าเอาไว้ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
‘ฮัลโหล พี่ยูชอน’
‘ฮัลโหล พี่ยูชอน’
‘ฮัลโหล พี่ยูชอน’
‘ฮัลโหล พี่ยูชอน’
...หมดสิ้นซึ่งความพยายาม...
...ปาร์คยูชอนทนต่อไปไม่ไหวแล้วครับ...
“อ๊ากกกกก แกจะเขินทำไมนักวะห๊ะ!!!”
ด่าตัวเองไปสักที
ก่อนจะทิ้งตัวลงนอนดิ้นไปมาเหมือนเด็ก มือเรียวยังคงกำโทรศัพท์มือถือไว้แน่น
ส่วนมืออีกข้างก็ยกขึ้นมาปิดหน้าตัวเอง รับรู้ได้เลยว่าอุณหภูมิที่ใบหน้าของตัวเองมันสูงผิดปกติมากขนาดไหน
...เพียงแค่นึกถึงใบหน้าน่ารักนั่น...
...เพียงแค่นึกถึงเสียงใส
ๆ นั่น...
...เพียงแค่นึกถึงดวงตาใสซื่อคู่นั้น...
...ทำไมเขาต้องเขินมากขนาดนี้ด้วยนะ?...
“สงสัย...คืนนี้คงจะไม่กล้าโทรไปหาแหง...”
เสียงทุ้มพูดออกมาเบา
ๆ
น้ำเสียงที่แฝงไว้ด้วยความรู้สึกมากมายที่แม้แต่เขายังนึกสงสัยว่าเขาเคยพูดน้ำเสียงเช่นนี้ออกมาด้วยหรือ
ยูชอนถอนหายใจออกมาอีกครั้งหนึ่ง...นี่เขาควรจะปล่อยให้มันเป็นแบบนี้รึไงนะ?
พลันอุปกรณ์สื่อสารภายในมือก็สั่นขึ้นมาทำเอาเขาสะดุ้งสุดตัว
ร่างสูงยันตัวลุกขึ้นนั่ง
เลื่อนสายตาคมไปยังหน้าจอโทรศัพท์เพื่อดูว่ามีใครโทรมาหาเขา
...ข้อความ?...
ผิดจากที่เขาเดาเอาไว้นิดหน่อย
แต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไร
เขารู้สึกว่าเขาอยากจะเปิดข้อความนี้ดูเร็วยิ่งกว่าครั้งไหนเสียอีก
นิ้วเรียวจัดการกดเปิดข้อความอย่างรวดเร็ว
ไม่รู้ว่าทำไมใจมันถึงเต้นระรัวยามที่นึกว่าเนื้อความภายในข้อความจะเป็นอย่างไร...และมาจากใครกัน
‘คืนนี้อากาศเย็นอีกแล้ว...อย่าลืมนอนห่มผ้าดี ๆ นะฮะ > <
ฝันดีนะฮะ พี่ยูชอน ^ ^
จาก...จุนซู’
...ข้อความสั้น
ๆ...
...แต่เขากลับหุบยิ้มไม่ลง...
รู้สึกหัวใจพองโตจนแน่นไปทั้งอก
เหมือนได้รับการเติมเต็มจนสุขใจอย่างประหลาด ทันทีที่ได้อ่านเนื้อความภายในข้อความนี่...และยิ่งได้รู้ว่าใครเป็นคนส่งมาให้
ริมฝีปากมันก็ยกยิ้มขึ้นเองเสียอย่างนั้น ทั้งดีใจและมีความสุขจนพูดอะไรไม่ออก
มันจุกจนแทบจะเอ่อล้นออกมานอกอก ร่างสูงหลุดหัวเราะออกมาเล็กน้อย
ไม่นึกเลยว่าข้อความเพียงแค่นี้มันจะทำให้เขารู้สึกดีได้มากถึงเพียงนี้
และน่าแปลก...ที่ข้อความนี้มันกลับทำให้เขาอยากจะโทรไปหาอีกฝ่ายได้มากถึงขนาดนี้
นิ้วเรียวจัดการกดเบอร์โทรของคนที่ส่งข้อความมาหาเขาที่เขาจำได้อย่างรวดเร็วตั้งแต่ที่เพิ่งได้มาไม่นาน
ก่อนจะจัดการกดโทรออก พลางเลื่อนสิ่งที่อยู่ในมือขึ้นแนบหู
โดยที่ใบหน้ายังคงถูกฉาบไว้ด้วยรอยยิ้มที่ดูเปี่ยมสุขยิ่งกว่าคราใด
“ฮัลโหล...จุนซู”
...บทสนทนามากมายได้ดำเนินไปเรื่อย
ๆ ตลอดค่ำคืน...
...พร้อม
ๆ กับสายสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองที่เริ่มก่อตัวขึ้นอย่างช้า ๆ...
...บางที...เขาก็นึกสงสัย...
...ทำไม...เพียงแค่เขาได้ยินเสียง
ๆ นี้...
...เสียงใส
ๆ...ที่แฝงไว้ด้วยความร่าเริงนี่...
...ทำไม...เขาถึงหุบยิ้มไม่ลงเสียทีนะ...
+:+:+:+:+:+
Rainy Day +:+:+:+:+:+
วันเรียนวันสุดท้ายของสัปดาห์นั้นช่างเป็นวันที่สดใสสำหรับเด็กนักเรียนหลาย
ๆ คน ช่วงเวลายังคงดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ เช่นเดียวกับกิจกรรมของนักเรียนที่ยังคงเหมือนเดิมอย่างเช่นทุกวัน
จนกระทั่งถึงเวลาเลิกเรียน นักเรียนหลายคนก็แหกปากตะโกนชวนกันไปเที่ยวบ้าง
ชวนกับกลับบ้านบ้าง หรือบางคนอาจจะมีกิจกรรมของชมรมอยู่ก็แยกตัวกันไปทำงานตามหน้าที่ของตน
ยูชอนก็เป็นคนหนึ่งที่มีภารกิจที่ชมรมในวันนี้
ไม่ใช่ว่าจะไปทำงานกลุ่มหรืออะไรหรอกนะ
แต่วันนี้เขาได้รับหน้าที่ให้ไปทำความสะอาดห้องของชมรมให้เรียบร้อย
ซึ่งที่จริงเขาก็ไม่ค่อยอยากจะทำนักหรอก...ปาร์คยูชอนกับการทำความสะอาด
มันเข้ากันซะที่ไหนล่ะ?
ยูชอนต้องเสียเวลาไปมากโขกับการที่ต้องทำความสะอาดห้องชมรมเพียงคนเดียว
เพราะเพื่อนสุดที่รักแต่ละคนก็ทำการฝากความหวังไว้ที่เขาแล้วออกไปท่องเมืองเล่นกันเหมือนเดิม
กว่าเขาจะทำเสร็จ เวลามันก็ล่วงเลยจนเกือบจะถึงหกโมงเย็นเลยทีเดียว
ประตูห้องชมรมถูกปิดลงด้วยฝีมือของคนที่เข้าไปเป็นคนสุดท้าย
ยูชอนเดินทอดน่องตรงไปยังชั้นล่างเพื่อจะกลับบ้านพร้อมกระเป๋าเรียนบางเฉียบคู่ใจ
สายตาคมกวาดมองไปรอบ ๆ ภายในตัวอาคารที่ตอนนี้แทบจะไม่มีนักเรียนอยู่เลยสักคน พลางกวาดตามองผ่านกระจกบานใสตรงบริเวณทางเดิน
ท้องฟ้าที่น่าจะเป็นสีแสดในยามเย็นกลับมืดหม่น เป็นสัญญาณที่บ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่ากำลังจะมีฝนตกอีกในไม่ช้านี้
...ถึงแม้ว่าเขาจะทำเป็นเหมือนมองดูสภาพอากาศรอบ
ๆ...
...หากแต่ใจเขากลับไม่ได้สนใจถึงเรื่องนี้เลยสักนิด...
“หกโมงแล้วแหะ...”
เสียงทุ้มเอ่ยแผ่วเบา
รู้สึกเหมือนกับใบหน้าน่ารักที่เฝ้าคิดถึงมันลอยขึ้นมาในห้วงความคิด
วันนี้เขายังไม่ได้พบเจอกับเจ้าของรอยยิ้มสดใสที่ทำให้เขามีความสุขเลย...นึกแล้วมันก็รู้สึกโหวง
ๆ ในอกยังไงก็ไม่รู้สิ
...เย็นป่านนี้แล้ว...จุนซูคงจะกลับไปแล้วล่ะนะ...
ยูชอนถอนหายใจออกมาเบา
ๆ ก่อนจะก้าวเดินต่อ ใช้เวลาไม่นานนักเขาก็เดินลงมาถึงชั้นล่างของตึก
ต่อจากนั้นก็เดินตรงไปยังตู้ล็อกเกอของตัวเองเหมือนอย่างเช่นทุกวัน
จัดการหยิบร่มพับของตัวเองออกมาด้วยสายตาที่ค่อนข้างเหม่อลอย...ทำไมเขาถึงรู้สึกเหงาแปลก
ๆ นักนะ
...หรือเพราะรู้ว่าวันนี้เขาคงจะไม่ได้เดินกลับบ้านกับจุนซูเหมือนอย่างเคยนะ...
เสียงสายฝนที่เริ่มดังมากระทบโสตประสาทการรับฟังของเขานั้นเรียกความสนใจจากเขาได้เป็นอย่างดี
ริมฝีปากอิ่มยกยิ้มบางขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ
อาจเพราะหวนนึกถึงเหตุการณ์เมื่อไม่กี่วันก่อนที่ผ่านมาก็เป็นได้
ร่างสูงเดินออกจากตำแหน่งเดิมออกมายังบริเวณหน้าอาคารเรียนเพื่อจะกลับบ้านเหมือนอย่างนักเรียนคนอื่นบ้าง
...แต่ทันทีที่เขาเดินมาถึงหน้าอาคารเรียน...
...เขาก็ต้องหยุดยืนนิ่งอยู่ที่ตำแหน่งตรงนั้นอย่างห้ามไม่ได้...
ภาพด้านหลังของเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขานั้นมันทำให้เขาแทบจะลืมทุกสิ่งทุกอย่าง
ราวกับภาพทิวทัศน์ภายนอกมันจะหายไปหมดจนเหลือเพียงภาพแผ่นหลังของอีกคนหนึ่ง
แผ่นหลังเล็กที่เขาจำได้อย่างแม่นยำแม้ว่าจะได้เห็นเพียงไม่กี่ครั้ง
แผ่นหลังเล็กที่เขาจำได้อย่างแม่นยำว่ายามที่มันสั่นเทาเพราะอากาศที่หนาวเย็นในวันฝนตกนั้นมันทำให้เขาอยากเข้าไปโอบกอดมากเพียงใด
“จุนซู...”
แม้ว่าเสียงทุ้มจะพูดออกมาแผ่วเบา
แต่เจ้าของชื่อนั้นกลับได้ยินอย่างชัดเจน ใบหน้ามนหันกลับมามองตามทางต้นเสียง
ทันทีที่ดวงตากลมเห็นใบหน้าของเจ้าของเสียง รอยยิ้มสดใสก็ปรากฏขึ้นมาอย่างชัดเจน
รอยยิ้มที่ทำให้ยูชอนใจเต้นระรัว
ดวงตากลมเป็นประกายที่ทำให้เขาหลงรัก...ใบหน้ามนที่เขาเฝ้าคิดถึงกำลังยืนอยู่ตรงหน้าเขาจริง
ๆ
...ทำไมป่านนี้จุนซูถึงยังไม่กลับบ้านอีกล่ะ?...
“พี่ยูชอน มาแล้วหรอฮะ”
จุนซูเดินเข้ามายืนอยู่ตรงหน้ายูชอน
ระยะห่างที่ใกล้กว่าวันก่อน ๆ นั้นมันทำให้ยูชอนใจเต้นระรัว ทั้ง ๆ
ที่เขาคิดว่าจุนซูคงจะกลับบ้านไปแล้ว ทั้ง ๆ ที่เขาคิดว่าวันนี้คงจะไม่ได้เจอจุนซูแน่
ๆ...พอได้มาเจอกับจุนซูจริง ๆ แล้วมันดีใจจนเขาไม่รู้จะพูดยังไงดี
เหมือนมันจุกอยู่ในอก
ดีใจจนริมฝีปากมันเผลอยกยิ้มขึ้นมาเองเป็นรอบที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้...เมื่ออยู่ต่อหน้าเจ้าของใบหน้ามนนี่
“จุนซู ทำไมนายถึง...”
“อะไรหรอฮะ?”
“เอ่อ...ทำไมนายถึงยังไม่กลับบ้านล่ะ”
“อ๋อ วันนี้ผมลืมพกร่มมาอ่ะ แหะ ๆ”
จุนซูยกมือขึ้นลูบผมนิ่มไปมาแก้เขิน
ท่าทางน่ารักนั่นทำให้ยูชอนหลุดหัวเราะออกมาเล็กน้อย
มันชวนให้เขานึกถึงในวันแรกที่เขาได้เจอกับจุนซู
วันที่เขาลืมพกร่มมาแล้วต้องมายืนแกร่วรอให้ฝนหยุดตก ถ้าวันนั้นเขาไม่ได้เจอกับจุนซู
กว่าเขาจะได้กลับบ้านก็คงจะดึกเลยทีเดียว
“แล้วทำไมจุนซูไม่กลับกับเพื่อนล่ะ?”
ยูชอนเอ่ยถามต่อด้วยน้ำเสียงปกติ
แต่ในใจเขานึกสงสัยเช่นนั้นจริง ๆ นี่ก็เย็นมากแล้ว
แทบจะไม่มีนักเรียนอยู่ภายในโรงเรียนแล้ว ทำไมจุนซูถึงไม่ยอมกลับไปพร้อมเพื่อน ทำไมถึงยืนหลบฝนอยู่คนเดียวแบบนี้นะ?
“ก็...”
จุนซูพูดลากเสียงในคำแรกแล้วก็เงียบไป
ดวงตากลมหลุบต่ำลง ชวนให้ยูชอนรู้สึกสงสัย
แต่สิ่งที่ทำให้ยูชอนสงสัยหนักยิ่งกว่าเดิมก็คงจะเป็นใบหน้ามนที่เริ่มขึ้นสีระเรื่อ
ภาพตรงหน้ามันทำให้ใจของเขามันเต้นแรงยิ่งกว่าเดิม เหมือนใจมันกำลังคาดหวังกับคำพูดของอีกฝ่าย
คำพูดนั้นมันจะเป็นเช่นไร มันจะเป็นตามที่เขาหวังไว้รึเปล่านะ
“...ผมรู้ว่าพี่ยูชอนคงจะมารับผม ผมก็เลยรอน่ะฮะ”
พูดเสร็จใบหน้ามนก็ก้มลงหลบสายตารุ่นพี่อย่างรวดเร็ว
คางมนแทบจะแนบติดไปกับแผ่นอกบาง บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าทำไมถึงไม่กล้าสบตา
ไม่กล้าที่จะจ้องมองเข้าไปในดวงตาสีนิลที่ดูอบอุ่นยามที่จ้องมองมาที่เขา ทั้ง ๆ
ที่เขาก็รู้ว่าคนตรงหน้านี้ก็คือรุ่นพี่คนหนึ่งก็เท่านั้นเอง
ยูชอนที่ยืนฟังอยู่นั้นยืนนิ่ง
หากแต่ก้อนเนื้อในอกซ้ายนั้นมันเต้นเร็วและแรงยิ่งกว่าครั้งใด รู้สึกเหมือนความรู้สึกทั้งหลายที่มันรวมตัวกันนั้นมันแทบจะเอ่อล้นออกมานอกอก
ประโยคที่เขาเพิ่งได้ยินไปเมื่อครู่มันวนซ้ำไปซ้ำมาราวกับกรอเทปกลับ ดวงตาคมจ้องมองไปยังรุ่นน้องที่ก้มหน้างุดนิ่ง...เขาละสายตาไปจากคนตรงหน้าไม่ได้
ไม่ใช่เป็นการสั่งงานจากสมอง แต่มันกลับเป็นใจของเขาที่ไม่อยากจะละสายตาไปจากคนตรงหน้าเลยจริง
ๆ
เสียงสายฝนที่ดังไปทั่วบริเวณนั้นคงจะเป็นสิ่งเดียวที่ไม่ทำให้บรรยากาศระหว่างยูชอนและจุนซูเงียบจนเกินไปนัก
กลิ่นไอสายฝนอบอวลไปทั่ว
ความเย็นจากสภาพอากาศเช่นนี้มันกลับไม่ได้ส่งผลกับทั้งสองเลยแม้แต่นิด...ตรงกันข้าม...พวกเขากลับรู้สึกอบอุ่นยิ่งกว่าวันไหนเสียอีก...
“จุนซู”
เจ้าของชื่อยังมีความรู้สึกว่าไม่อยากเงยหน้าขึ้นไปสบตากับอีกฝ่ายเลยจริง
ๆ หากแต่ความรู้สึกลึก ๆ มันกลับอยากพูดคุยกับรุ่นพี่เหมือนอย่างวันที่ผ่าน ๆ มา เผื่อว่าจะมีโอกาสได้เห็นรอยยิ้มบางที่มักจะอยู่บนใบหน้าคมอีกสักครั้ง
ใบหน้ามนจึงเงยหน้าขึ้นมองสบตากับอีกฝ่ายจนได้
หากแต่เมื่อเขาตัดสินใจทำแบบนั้น
ริมฝีปากของเขาก็แนบเข้ากับริมฝีปากอิ่มของคนเป็นรุ่นพี่
ดวงตากลมเบิกกว้างด้วยความตกใจ ยูชอนไม่ได้ทำการรุกล้ำใด ๆ
นอกจากแนบริมฝีปากกับรุ่นน้องเพียงเท่านั้น ดวงตาคมหลับตาพริ้ม
รับรู้ถึงสัมผัสจากอีกฝ่ายที่เขาได้รับมาให้ได้มากที่สุด จุนซูหน้าขึ้นสีระเรื่อ
สัมผัสอ่อนโยนราวกับสายฝนที่กำลังทำให้ใจของเขาชุ่มชื้นนั้นมันทำให้เขาต้องหลับตาลงอย่างช้า
ๆ รู้สึกเหมือนมีความรู้สึกอะไรบางอย่างมันก่อตัวขึ้นภายในใจจนมันเต็มตื้นไปทั้งอก
...มีเพียงแค่ริมฝีปากที่สัมผัสกันเนิ่นนาน...
...และความรู้สึกผูกพันระหว่างหัวใจสองดวงที่รู้สึกไม่ต่างกัน...
ยูชอนผละริมฝีปากออกอย่างช้า
ๆ เปลือกตาหนาค่อย ๆ เปิดขึ้นจ้องมองใบหน้ามนที่ซับสีระเรื่อก่อนจะยกยิ้มบาง จุนซูก้มหน้างุดแถมยังเสหน้าหลบรุ่นพี่ไปอีกทางหนึ่ง
ท่าทางที่ใครดูก็รู้ว่ากำลังเขินนั้นมันยิ่งทำให้ยูชอนยกยิ้มกว้างยิ่งกว่าเดิมเสียอีก
“กลับบ้านกันดีกว่าเนอะ”
เสียงทุ้มพูดขึ้นมาพลางจัดการกางร่มให้เรียบร้อย
จุนซูเงยหน้าขึ้นเมื่อได้ยินเช่นนั้น ทันทีที่ได้เห็นรอยยิ้มบางบนใบหน้าคม
รอยยิ้มที่แฝงไว้ด้วยความอ่อนโยนที่เขาสัมผัสได้นั้นมันทำให้เขาต้องหันหน้าหนี
แต่เขาก็ขยับมายืนภายใต้ร่มคันเดียวกัน ยูชอนหลุดหัวเราะออกมาด้วยความเอ็นดู
ก่อนจะก้าวเดินกลับบ้านไปพร้อมกันกับรุ่นน้องที่ยังคงไม่ยอมหันหน้ามามองเขาเสียที...
...สายฝนยังคงเทตัวลงมาจากฟากฟ้าเบื้องบน...
...เหมือนกับวันก่อน ๆ ที่ได้ผ่านพ้นมา...
...แต่การที่ได้เดินกางร่มกลับบ้านกับใครสักคนที่เฝ้าคิดถึง...
...เดินเบียดกันใต้ร่มคันเดียวกัน...ถึงแม้ว่าต่างฝ่ายอาจจะเปียกบ้างเล็กน้อย...
...แต่มันกลับทำให้รู้สึกมีความสุขและอบอุ่นในหัวใจจนยากที่จะอธิบาย...
ใช่...ผมเคยบอกว่าผมเกลียดวันฝนตก...
แต่ผมว่า...ตอนนี้...
วันฝนตก...มันก็ไม่เลวเหมือนกันนะ
THE END
^///^
posted on 23 Nov 2009 20:25 by daikun in Other
Title: One…
Author: ~#DN_LoveR#~
+:+:+:+:+:+:+
One +:+:+:+:+:+:+
ฉัน...ก็เป็นเพียงคนธรรมดาคนหนึ่ง
มีความรู้สึก
มีความคิด มีอะไรที่เหมือนกับคนทั่วไป
และแน่นอน...สิ่งที่คนเราย่อมจะต้องมีกันทุกคน
สิ่งที่ทุกคนไม่อาจขาดมันไปได้...
“ความรัก”
ในบางครั้ง
สิ่งที่เรียกว่า “ความรัก”...มันช่างเกิดขึ้นได้ยากเสียเหลือเกิน
แต่ในบางครั้ง
สิ่งที่เรียกว่า “ความรัก”...มันก็เกิดขึ้นได้ง่ายเช่นเดียวกัน
เหมือนกับตอนที่
“ฉัน” ได้เห็น “เขา”
“หนึ่งรอยยิ้ม”...ที่เขาได้มอบมาให้ฉัน...รอยยิ้มที่ดูสดใสยิ่งกว่าสิ่งใด
มันทำให้ฉันอยากจะเห็นรอยยิ้มเช่นนั้นชั่วนิรันดร์
“หนึ่งรอยยิ้ม”...ที่ฉันอยากจะมอบกลับไปให้เขา...ด้วยความรู้สึกจากใจจริง
เพียงแค่ฉันได้ยิ้มตอบ...มันกลับทำให้ฉันรู้สึกมีความสุขเหลือเกิน
แต่เมื่อฉันได้มองไปรอบ
ๆ
ฉันก็พบว่ายังมีผู้คนอีกมากมายที่รู้สึกกับ
“เขา” เหมือนกับที่ฉันรู้สึก
“หนึ่งความรู้สึก”...ที่มันได้ก่อตัวขึ้นในหัวใจของฉัน
“หนึ่งความเชื่อมั่น”...ที่ฉันได้มอบมันให้กับเขา
“หนึ่งความรู้สึก” และ “หนึ่งความเชื่อมั่น” จากผู้คนมากมาย
ที่ได้มาหลอมรวมกันจนกลายเป็น
“รักเดียว”
มันน่าอัศจรรย์ไหม?
เพราะมีผู้คนมากมายอยากจะมอบรอยยิ้มให้กับเขา
รอยยิ้มนั้นจึงได้หลอมรวมเป็น
“หนึ่งรอยยิ้ม” ของพวกเรา
ฉันรู้ว่าเขาก็รู้ตัวว่ามีผู้คนมากมายอยู่รายรอบตัวเขา
ยามที่เขามอบ
“หนึ่งรอยยิ้ม” ให้กับพวกเรา...
พวกเราก็จะมอบ
“หนึ่งรอยยิ้ม” กลับไปให้เขา...
ยามที่เขามอบ
“หนึ่งความรู้สึก” ให้กับพวกเรา...
พวกเราก็จะมอบ
“หนึ่งความรู้สึก” นั่นกลับไปให้เขาเช่นกัน...
ยังมีสิ่งอีกมากมายหลายสิ่งที่
“พวกเรา” และ “เขา” ได้มอบให้แก่กันและกัน
ไม่ว่าจะเป็นรอยยิ้ม...ความรัก...ความเชื่อมั่น...กำลังใจ...
สิ่งต่าง
ๆ ที่เป็นเหมือนสายสัมพันธ์เชื่อมกันระหว่างพวกเรากับเขานั้น
มันจะหลอมรวมให้เรานั้นได้กลายเป็น
“หนึ่งเดียว”
“หนึ่งความรู้สึก” ที่เราได้มอบให้กันและกัน...
“หนึ่งรอยยิ้ม” ที่เราได้มอบให้กันและกัน...
“หนึ่งความเชื่อมัน” ที่เราได้มอบให้กันและกัน...
“หนึ่งความรัก” ที่เราได้มอบให้กันและกัน...
มันจะทำให้เรานั้นเป็น
“หนึ่งเดียว” ตราบชั่วนิจนิรันดร์...
THE END ^ ^
Talk~
อันนี้เบลล์ก็ไม่แน่ใจนะคะว่าจะเอามาเผยแพร่ได้ป่าว
แต่ไหน ๆ ก็ได้แต่งแล้ว ก็เลยเอามาแบ่งให้อ่านกัน : ))
คิดถึงทงบัง คิดถึงยุน คิดถึงผู้ชายทั้งห้าคนเท่าโลกกว้าง~
ก็เลยเอาบทความที่แต่งร่วมโปรเจ็ค ONE ของ YHTH มาแปะประดับสักหน่อย
อ่านแล้วรู้สึกว่ามันก็เข้ากันกับทงบังดีนะ ไม่ใช่ว่าจะเข้ากันกับยุนแค่คนเดียว ^ ^
อีกอย่าง ห้ามนำออกไปเด็ดขาดนะคะ
เตือนไว้ก่อน เพราะเบลล์ไม่แน่ใจว่าเค้าให้แปะที่อื่นนอกจาก YHTH ได้ป่าว
ถ้าอยากให้คนอื่นอ่านด้วย ก็ส่งลิ้งไปแทนนะคะ
แล้วเจอกันใหม่นะคะ : ))