Title: Rainy Day
Paring: Yuchun x Junsu
Author: ~#DN_LoveR#~
Author’s
Note: และแล้วฟิคเรื่องใหม่ของเบลล์ก็ออกมาแล้ว~!! วู้วววว
คิดถึงคนอ่านทุกคนมาก ๆ เลย > < (ก็เอาแต่ดองฟิคมานานนี่เนอะ)
ช่วงนี้ที่บ้านฝนตกบ่อยเหลือเกิน ก็เลยได้พล็อตฟิควันฝนตกออกมาจนได้ ^ ^ ตอนแรกว่าจะแต่งเป็นคู่ยุนแจ แต่ดูจากเนื้อเรื่องแล้ว
รู้สึกว่ามันเหมาะกับยูซูกว่าเยอะเลย
นี้ก็เป็นอีกครั้งที่กลับมาแต่งอะไรที่มันหวาน ๆ ใส ๆ มันเป็นอะไรที่แต่งยากจริง ๆ
ค่ะ เบลล์ติดแต่งฟิคโรคจิตอ่อน ๆ ไม่ก็ติดเรทไปซะแล้วสิ = =” (ทั้ง ๆ ที่ชอบอ่านฟิคหวาน ๆ มากกว่า) ส่วนฟิคเรื่องอื่น ๆ
จะทยอยแต่งออกมาเรื่อย ๆ นะคะ เอาล่ะ ไม่พูดมากแล้ว เชิญอ่านกันได้ตามสบายเลยนะคะ ^
^
ปอปาร์ค. ฟิคนี้เป็นฟิคสั้นที่ยาวหน่อยนะคะ
(สรุปมันจะให้เป็นฟิคสั้นหรือยาว?)
+:+:+:+:+:+
Rainy Day +:+:+:+:+:+
‘แปะ...แปะ...ซ่า~...’
เสียงหยดน้ำที่ค่อย
ๆ หยดลงมาจากท้องฟ้าที่ดูมืดครึ้มในตอนแรก แปรเปลี่ยนเป็นสายน้ำมากมายที่พร้อมใจกันเทลงมาสู่พื้นดิน
เสียงสายฝนที่ตกลงมาค่อนข้างหนักนั้นส่งเสียงแข่งกับเสียงของนักเรียนภายในโรงเรียนที่กำลังพูดคุยกันอย่างสนุกสนานหลังจากที่เลิกเรียนกันแล้ว
ถึงแม้ว่าฝนจะตกหนักมากเพียงใด
นักเรียนหลาย ๆ คนก็ไม่หวั่นที่จะต้องเดินกลับบ้านไปในสภาพอากาศเช่นนี้
ส่วนหนึ่งก็เป็นนักเรียนที่พกร่มมา
ทำให้การเดินกลับบ้านนั้นดูจะไม่ค่อยมีปัญหาอะไรมากนัก
มีทั้งเดินกางร่มกลับไปคนเดียวบ้าง เป็นคู่บ้าง
และอีกส่วนหนึ่งก็เป็นนักเรียนที่วิ่งฝ่าสายฝนออกไปโดยที่ใช้กระเป๋าของตัวเองเป็นที่กำบังสายฝนที่เทกระหน่ำลงมาไม่หยุดที่ดูจะช่วยไว้ได้เพียงนิดเดียวเท่านั้น
ภายในอาคารเรียนนั้นก็มีนักเรียนส่วนนึงที่ไม่ได้พกร่มมาและไม่อยากจะฝ่าสายฝนให้ตัวเองเป็นหวัดเลือกที่จะยืนรออยู่หน้าอาคาร
รอให้ฝนซาลงกว่านี้แล้วจึงค่อยไป นักเรียนที่คิดแบบนี้ก็มีเยอะอยู่พอสมควร
ทำให้หน้าอาคารเรียนในวันนี้ดูจะแออัดกว่าทุก ๆ วันที่ผ่านมา
เพราะต่างฝ่ายต่างก็รอช่วงเวลาที่ตัวเองจะได้กลับบ้านกันอย่างใจจดใจจ่อ
ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งเดินล้วงกระเป๋านักเรียน
ใช้แขนข้างหนึ่งหนีบกระเป๋าเรียนของตัวเองเอาไว้เดินลงมาจากชั้นสองของอาคารเรียน ทันทีที่ดวงตาสีนิลหันไปเห็นสภาพหน้าอาคารเรียนก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมาเบา
ๆ ทุกวันที่สภาพอากาศแย่เหมือนอย่างวันนี้
ความแออัดภายในโรงเรียนก็จะพลอยเพิ่มขึ้นตามมาทุกที
หากแต่ร่างสูงก็ไม่ได้คิดที่จะใส่ใจอะไรมากนัก
ขาเรียวยาวเดินพาตัวเองมาที่บริเวณตู้ล็อกเกอของตัวเองที่อยู่ตรงบริเวณชั้นล่างเพื่อที่จะเก็บสัมภาระส่วนตัวของตัวเองให้เสร็จเรียบร้อยแล้วเขาจะได้กลับไปพักผ่อนที่บ้านของตัวเองเสียที
...หวังว่าร่มคงจะอยู่ในตู้ล็อกเกอนะ...
ตู้เหล็กขนาดกลางถูกมือเรียวเปิดออกด้วยแรงพอประมาณ
และทันทีที่เห็นของภายในตู้ ร่างสูงก็ต้องคอตกด้วยความเซ็งสุดชีวิต...สิ่งที่เขาคิดว่าน่าจะอยู่ในตู้ล็อกเกอมันกลับไม่มีอยู่ตามที่คิดไว้
สิ่งของที่อยู่ภายในนั้นมีเพียงแค่รองเท้าผ้าใบกับของจุกจิกเล็กน้อยเพียงเท่านั้น
“เฮ้อ...ทำไมถึงขี้ลืมแบบนี้นะ ปาร์คยูชอน”
ร่างสูงบ่นออกมาเบา
ๆ พลางปิดตู้ล็อกเกอลงพร้อมกับล็อกให้เรียบร้อย ยูชอนเดินเอื่อย ๆ
มาหยุดยืนอยู่บริเวณหน้าอาคารเรียนเช่นเดียวกับนักเรียนคนอื่น แต่เขาเลือกที่จะยืนอยู่ตรงบริเวณที่มีนักเรียนอยู่บางตา
เพื่อไม่ให้ตัวเองนั้นรู้สึกอึดอัดมากจนเกินไปนัก
ยูชอนยืนนิ่ง
ทอดสายตามองไปรอบ ๆ ด้วยความรู้สึกเบื่อเล็ก ๆ
นักเรียนที่มีอยู่ในตอนแรกเริ่มจะบางตาลงเล็กน้อยเพราะมีบางคนที่เริ่มตัดสินใจที่จะเดินฝ่าสายฝนออกไป
บางส่วนก็มีเพื่อนกางร่มเดินกลับบ้านไปพร้อมกัน
หรือบางทีก็อาจจะเป็นแฟนที่เดินกลับบ้านโดยอยู่ภายใต้ร่มคันเดียวกันก็มีอยู่เยอะพอสมควร...
...เดินกางร่มกลับบ้านด้วยกัน...งั้นเหรอ?...
พอหันไปเห็นคู่รักเขาเดินกลับบ้านด้วยกันพร้อมใบหน้าที่ถูกฉาบไว้ด้วยรอยยิ้มแสนสุขแม้ว่าสภาพอากาศจะแย่แบบนี้ก็ตามที
มันทำให้เขารู้สึกเซ็งหนักกว่าเดิมหลายเท่า
ไม่ใช่ว่าอิจฉาหรืออยากจะมีแฟนเหมือนกับคนอื่นเขา แต่เขาก็บอกไม่ถูกเหมือนกัน ว่าทำไมเขาถึงรู้สึกแบบนั้น
จนถึงขนาดที่ว่าเขาต้องถอนหายใจพรู่เพื่อระบายความอัดอั้นที่อยู่ภายในออกมาเสียแบบนี้
...หรือจะเป็นเพราะว่า...ความ
‘เหงา’
รึเปล่านะ?...
ใช่...ที่เขาเกลียดวันฝนตก...เพราะมันจะทำให้เขารู้สึก
‘เหงา’
เสียจนบอกไม่ถูก...
เสียงพูดคุยของนักเรียนที่เริ่มเบาลง
และเสียงเท้าเหยียบน้ำฝนของนักเรียนที่ดังขึ้นมาเป็นระยะนั้นเป็นเหมือนกับสัญญาณที่บอกให้รู้ว่าผู้คนบริเวณนี้กำลังลดน้อยลงทีละนิด
จนกระทั่งในตอนนี้
นักเรียนที่ยังคงยืนอยู่หน้าอาคารเรียนก็เหลือเพียงแค่ร่างสูงกับนักเรียนอีกไม่กี่คนเพียงเท่านั้น
หากแต่สายฝนก็ยังไม่ยอมที่จะลดความรุนแรงลงเลยแม้แต่นิด
กลิ่นสายฝนอ่อน
ๆ ที่ลอยมากระทบจมูกโด่งได้รูปนั้นชวนให้รู้สึกสดชื่นขึ้นมาเล็กน้อย
ยูชอนยื่นมือออกไปรับน้ำฝนที่ยังคงเทลงมาจากฟากฟ้าเบื้องบนไม่หยุด ริมฝีปากอิ่มระบายยิ้มบางเบาออกมาอย่างไม่รู้ตัว
อาจจะเพราะความเหนื่อยล้าจากการเรียนที่มาทั้งวันได้ลดลงไปบ้างแล้วก็เป็นได้
แต่จู่
ๆ เขากลับรู้สึกเหมือนสายฝนที่กำลังสาดลงมาโดนแขนเขากลับหายไปเสียอย่างนั้น
ยูชอนก้มลงมองแขนของตัวเองที่ยื่นออกไปข้างนั้น
ในตอนแรกเขาคิดว่าฝนอาจจะหยุดไปแล้ว แต่เสียงสายฝนที่ยังคงดังไปทั่วบริเวณนั้นเป็นสิ่งที่บอกให้เขารู้ว่าสิ่งที่เขาคิดในตอนแรกนั้นมันคงเป็นไปไม่ได้
ใบหน้าคมจึงเงยหน้าขึ้นมองหาสาเหตุด้วยความสงสัย
...ร่ม?...
ร่มพลาสติกใสที่เปรอะเปื้อนไปด้วยหยดน้ำฝนกำลังกางอยู่เหนือศีรษะของเขา
ดวงตาคมกระพริบตาปริบ ๆ สองสามครั้งก่อนจะหันไปมองหาเจ้าของร่มที่กำลังกางร่มให้เขา
และทันทีที่เห็นใบหน้าของผู้เป็นเจ้าของ
ยูชอนก็มองใบหน้าของอีกฝ่ายนิ่งด้วยความรู้สึกบางอย่างที่กำลังก่อตัวขึ้นมาอย่างช้า
ๆ จนทำให้ก้อนเนื้อในอกซ้ายของเขาเต้นระรัวอย่างที่ไม่เคยเป็น
ชายหนุ่มรูปร่างเล็ก
ใบหน้ามนขาวใสถูกล้อมกรอบด้วยผมซอยสั้นสีดำสนิทระต้นคอ
ดวงตากลมสีนิลที่ดูใสซื่อกำลังจ้องมองสบตากับเขา
จมูกโด่งรั้นที่เข้ากันกับใบหน้าน่ารัก
ริมฝีปากบางเผยอขึ้นเล็กน้อยโดยที่เจ้าตัวไม่ได้ตั้งใจนั้นดูเหมาะกับผู้เป็นเจ้าของใบหน้าจนยูชอนไม่อาจจะละสายตาไปได้เลย…
“ให้ผมไปส่งมั้ยฮะ?”
และนั่นคงจะเป็นครั้งแรก...ที่ยูชอนคิดว่าเขาได้เจอกับ
“นางฟ้า”...
.
.
.
.
ทางเดินฟุตบาทริมถนนคลาคล่ำไปด้วยผู้คนมากมายเดินสวนกันไปมาพร้อมกับกางร่มเพื่อกำบังตัวเองจากสายฝนที่ยังคงไม่ลดความรุนแรงลง
ช่วงเวลาหลังเลิกงานและเลิกเรียนแบบนี้ย่อมเป็นเรื่องธรรมดาที่จะมีผู้คนเดินกันขวักไขว่
ปาร์ค ยูชอน
ก็เป็นคนหนึ่งที่กำลังเดินกางร่มอยู่ในกลุ่มฝูงคนภายในเมืองใหญ่เพื่อพาตัวเองไปยังสถานที่ที่ซึ่งเป็นเป้าหมายของเขา
พร้อมกับเด็กหนุ่มอีกคนหนึ่งที่เขาเพิ่งจะรู้จักได้ไม่ถึงชั่วโมงเสียด้วยซ้ำไป
ร่มพลาสติกใสดูจะเล็กไปหน่อยเมื่อต้องนำมาใช้กำบังร่างให้ผู้ชายสองคนแบบนี้
แต่มันก็ดีกว่าการที่จะไม่มีอะไรมาใช้บดบังสายฝนที่กำลังเทลงมาอย่างไม่หยุดหย่อนนี่
เดินไปได้สักพักหนึ่ง ยูชอนก็เลือกที่จะมาหยุดยืนหลบฝนอยู่หน้าร้านกาแฟเล็ก ๆ
แห่งหนึ่งที่ด้านในร้านนั้นเต็มไปด้วยลูกค้าที่เขาเดาว่าน่าจะมาอยู่เพื่อรอเวลาฝนซาลงเช่นเดียวกับเขา
ร่างสูงจัดการหุบร่มพลาสติกใสให้เรียบร้อย
ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบา ๆ
เพราะบริเวณนี้มีผู้คนไม่หนาแน่นเหมือนกับทางเดินที่เขาเพิ่งเดินผ่านมาเมื่อครู่
มันทำให้เขารู้สึกหายใจได้คล่องขึ้นเยอะ แต่เมื่อร่างสูงคิดขึ้นได้ว่าเขาไม่ใช่เจ้าของร่มคันนี้
ใบหน้าคมจึงหันไปหาผู้เป็นเจ้าของที่ยืนอยู่ใกล้กันกับเขา
เมื่อยูชอนหันไป
สิ่งที่นัยน์ตาคมเห็นคือร่างเล็กของเด็กหนุ่มกำลังปิดตาแน่นพร้อมบิดขี้เกียจไปมาเล็กน้อยเพื่อคลายความปวดเมื่อยตามตัวจากการเดินเบียดเสียดกับฝูงคน
ก่อนจะถอนหายใจพรู่ เปลือกตาบางค่อย ๆ เปิดขึ้น
เผยให้เห็นดวงตาสีนิลที่หลบซ่อนอยู่ภายใน ใบหน้ามนที่ถูกล้อมกรอบด้วยผมซอยสั้นสีดำสนิทตัดกับผิวขาวเนียนเงยขึ้นมองไปยังท้องฟ้าที่มืดครึ้มและมีสายฝนเทกระหน่ำอยู่ครู่หนึ่ง
แล้วริมฝีปากก็ขยับเผยให้เห็นรอยยิ้มบางเบา
พร้อมกับดวงตาสีนิลที่ยกยิ้มด้วยเช่นกัน
...รอยยิ้มเล็ก
ๆ ที่ดูบริสุทธิ์ยิ่งกว่าสิ่งใด...
...ภาพตรงหน้าช่างสวยงามจนยูชอนไม่อาจจะละสายตาไปไหนได้เลย...
พอยูชอนรู้สึกตัวอีกที
เด็กหนุ่มข้างกายเขาก็หันมาสบตากับเขาเสียแล้ว ร่างสูงสะดุ้งเล็กน้อย
แอบหวั่นใจอยู่ลึก ๆ ว่าอีกฝ่ายจะรู้หรือเปล่าว่าเขานั้นกำลังแอบมองอยู่ ทั้ง ๆ
ที่อีกฝ่ายก็แค่หันมามอง
ยูชอนก็ไม่ค่อยเข้าใจว่าทำไมเหมือนเขากำลังสูญเสียความเป็นตัวของตัวเอง
ควรจะขยับมือไปวางตรงไหนเขายังไม่รู้ตัวเองเลยด้วยซ้ำ
ร่างสูงยืนขยับแขนขยับมือข้างที่ว่างอยู่อย่างเงอะงะ
แต่พอนัยน์ตาคมเห็นว่าอีกฝ่ายเอียงหน้ามองเขาความสงสัย
ยูชอนถึงจะเพิ่งสำนึกได้ว่าเขาไม่ควรจะทำท่าทีประหลาดแบบนี้ต่อหน้าเด็กหนุ่มไปมากกว่านี้
มือที่ขยับไปมาอย่างไร้จุดหมายเลยถูกเลื่อนมาวางไว้ที่ต้นคอขาวของตัวเอง
ก่อนจะขยับลูบต้นคอไปมาพร้อมกับหลบสายตาอีกฝ่ายด้วยการหันไปมองบรรยากาศวันฝนตกที่ไม่ได้มีภาพอะไรที่สวยงามเหมาะแก่การดูเลยสักนิด
...เวลาคนเราเขินก็คงจะเป็นแบบนี้สินะ?...
“เอ่อ...ฉันว่า...ยืนหลบฝนอยู่ตรงนี้...ก่อน...ดีกว่า...นะ”
ยูชอนพูดตะกุกตะกักเสียจนแม้แต่เขาเองยังอยากจะตบปากตัวเองซะเดี๋ยวนั้น
ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงต้องเอาแต่แสดงท่าทางเปิ่น ๆ
แบบนี้ออกมาเวลาอยู่ต่อหน้าเด็กหนุ่มคนนี้
ที่จริงเขาอยากจะใช้ดวงตาคมคู่นี้ของเขาจดจ้องและจดจำใบหน้าของคน ๆ
นี้ที่ใจดีอาสาพาเขามาส่ง แต่เหมือนสิ่งที่ใจต้องการกับการกระทำมันจะไม่ยอมสอดคล้องกันเสียเลย
เพราะเพียงแค่เขาเหลือบมาเห็นว่าอีกฝ่ายนั้นก็มองมาที่เขา
นัยน์ตาคมก็เมินหนีกลับไปมองสายฝนที่เทกระหน่ำลงมาเสียอย่างนั้น
...เปิ่นกว่านี้มีอีกมั้ยเนี่ยห๊ะ...ปาร์คยูชอนเอ๊ย...
“คือ...ฝนมันตกหนักไปนะ...ฉันว่า...เอ่อ...”
“อื้ม ผมว่าก็ดีนะ ยืนหลบฝนอยู่ตรงนี้ก่อนคงจะดีกว่าจริง ๆ แหละ”
เหมือนเด็กหนุ่มคนนั้นจะเป็นคนช่วยให้ยูชอนสามารถพูดจบประโยคได้อย่างเสียที
ร่างสูงหันมามองหน้าอีกฝ่ายพร้อมกับขยับปากเหมือนจะพูดอะไรสักอย่าง
แต่ภาพใบหน้ามนที่กำลังยกยิ้มมาให้เขา รวมกับดวงตากลมเป็นประกายที่สบตากับดวงตาของเขา...มันทำให้คำพูดทุกอย่างมันถูกกลืนลงไปเสียหมด
ดวงตาคมกระพริบปริบ ๆ ก่อนที่ร่างสูงจะยกยิ้มที่ติดจะเขินนิด ๆ
พร้อมกับพยักหน้าหงึกหงักตอบกลับอีกฝ่ายไป
...เกิดมาก็เพิ่งจะรู้นี่ล่ะ...
...ว่าอาการ
‘ทำตัวไม่ถูก’ มันเป็นยังไง...
“นาย...ชื่ออะไรเหรอ?”
ยูชอนเอ่ยถามพร้อมกับรวบรวมความกล้าที่จะมองสบตากับอีกฝ่ายตรง
ๆ
ประกายในดวงตาสีนิลที่งดงามราวกับกลุ่มดวงดาวนั่นมันทำให้เขาอยากจะให้ภายในนั้นมีภาพสะท้อนของเขาเสียเหลือเกิน
คนโดนถามที่ได้ยินแบบนั้นก็ยกยิ้มก่อนที่จะตอบร่างสูงกลับไปด้วยน้ำเสียงที่ยูชอนคิดว่ามันเป็นน้ำเสียงที่น่าฟังเป็นที่สุด
“จุนซู ผมชื่อ คิม จุนซู”
ตอบเสร็จก็ยกยิ้มกว้างจนตาหยี
โดยที่เจ้าของรอยยิ้มไม่ได้รู้ตัวเลยสักนิด
ว่าสิ่งที่ตัวเองทำอยู่นั้นมันทำให้ยูชอนไม่อาจจะละสายตาไปไหนได้เลย...นอกจากจะจดจ้องอยู่ที่รอยยิ้มอันสดใสนั่น
รอยยิ้มที่ดูบริสุทธิ์ที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็นมา...
“แล้วคุณชื่ออะไรหรอ?”
ร่างเล็กเริ่มเป็นฝ่ายถามกลับบ้าง
เหมือนสมองของร่างสูงจะรับรู้อะไรได้ช้าลงเสียอย่างนั้น
กว่าที่ยูชอนจะตีความความหมายของประโยคคำถามนั่นได้
และกว่าที่เขาจะสำนึกได้ว่าเขาควรจะตอบอีกฝ่ายกลับไปได้ จุนซูก็ยื่นหน้าเข้าไปใกล้กับใบหน้าคมด้วยความสงสัยว่าร่างสูงได้ยินสิ่งที่ตนพูดหรือไม่ไปเสียเรียบร้อย...ทำเอาผู้เป็นเจ้าของใบหน้าคมแทบจะผละหนีออกมาแทบไม่ทันเลยล่ะ
...เขินจนไม่รู้จะพูดยังไงแล้ว...
“ยูชอน...เอ่อ ปาร์ค ยูชอน น่ะ”
ร่างสูงตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก
ยูชอนรู้สึกหงุดหงิดตัวเองไม่น้อยที่ไม่สามารถจะควบคุมตัวเองเอาไว้ได้เลย
จุนซูที่ได้ยินแบบนั้นก็มองหน้าเขาตาแป๋วเสียจนยูชอนรู้สึกไม่มั่นใจ
นี่เขาทำอะไรผิดอะไรรึเปล่า? หรือว่าเขาแสดงท่าทีออกไปมากเกินว่าเขากำลังเขิน?
ทำไมจุนซูถึงต้องมองเขาแบบนั้นกันด้วยนะ?...
แต่ร่างสูงก็ต้องพับเก็บทุกความสงสัยกลับไปไว้ที่เดิมเสียหมด...เมื่อจุนซูยิ้มกว้างตอบกลับมาให้เขา
บทสนทนาจบลงเพียงเท่านั้น...ทั้งสองไม่มีการเอื้อนเอ่ยคำพูดใด
ๆ ออกมาอีก จุนซูยืนพิงหลังไปกับกระจกหน้าร้านกาแฟเช่นเดียวกับกันร่างสูงที่อยู่เคียงข้างกัน
ใบหน้ามนเงยขึ้นทอดสายตามองไปยังสายฝนที่ตกลงมายังเบื้องล่างครั้งแล้วครั้งเล่า
ร่างเล็กยืนนิ่ง ๆ อยู่เช่นนั้น สูดดมกลิ่นสายฝนอ่อน ๆ
ที่ลอยมากระทบจมูกโด่งรั้นที่ชวนให้รู้สึกสดชื่น
พร้อมกับฟังเสียงสายฝนที่ตกลงกระทบกับวัตถุเบื้องล่าง เปลือกตาบางค่อย ๆ
เลื่อนลงมาบดบังดวงตากลมอย่างช้า ๆ
แล้วใช้ประสาทสัมผัสที่เหลืออยู่รับรู้ถึงบรรยากาศที่เกิดขึ้นโดยปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ
ความรู้สึกผ่อนคลายและสดชื่นที่กำลังก่อตัวไปทั่วร่างกายของเขามันทำให้ริมฝีปากสีชมพูเผยยิ้มบางเบาออกมาอย่างมีความสุข
“เวลาที่ฝนตก...ผมว่าอากาศมันสดชื่นมากเลยนะ...”
คำพูดลอย
ๆ ที่ไม่ได้ต้องการคำตอบนั่นกลับเรียกความสนใจจากยูชอนได้เป็นอย่างดี ยูชอนละสายตาจากทิวทัศน์รอบเมืองกลับมามองที่ผู้เป็นเจ้าของเสียงนั่นแทน
เปลือกตาสีน้ำนมยังคงเลื่อนลงมาบดบังดวงตากลมเช่นเดิม
ใบหน้าขาวเนียนที่ถูกล้อมกรอบด้วยเรือนผมสีดำสนิท รวมกับสภาพอากาศภายนอกที่ทำให้สภาพทิวทัศน์ในวันนี้ค่อนข้างจะมืดครึ้มนั้น
ยิ่งทำให้ใบหน้ามนดูขาวใสยิ่งกว่าเดิมหลายเท่า
และรอยยิ้มบางเบาที่ถูกฉาบอยู่บนใบหน้าของชายหนุ่มร่างเล็กนั่น...ไม่ว่าใคร
หากได้มาเห็นภาพตรงหน้านี้ต่างก็ต้องรับรู้ได้ว่าคน ๆ นี้รู้สึกมีความสุขมากเพียงใด
...ภาพที่สวยงามราวกับเป็นภาพวาดจากจิตรกรชื่อดัง...
...ภาพอันสวยงามที่ยูชอนอยากจะให้มันเป็นอยู่เช่นนี้...
...ไม่อยากให้ภาพตรงหน้านี้เลือนหายไปจากเขาเลยจริง
ๆ...
“นั่นสินะ...”
ดวงตากลมสีนิลถูกเผยให้เห็นอีกครั้งเมื่อเจ้าของดวงตาได้ยินเสียงทุ้มตอบกลับมา
จุนซูหันไปมองใบหน้าคมด้วยแววตาที่เหมือนกับกำลังมีความคิดอะไรบางอย่างอยู่ภายในใจ
แต่พอหันไปปุ๊บ ยูชอนกลับเบือนหน้าหนีหันไปมองอีกทางหนึ่งเสียอย่างนั้น
ก่อนที่ร่างสูงจะทำเป็นผิวปากอย่างสบายใจราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ร่างเล็กมองอีกฝ่ายที่หันหน้าไปอีกทางอยู่เช่นเดิม
เขาบอกไม่ถูกเหมือนกันว่าที่เขาหันมามองอีกฝ่ายนี่เขากำลังต้องการจะพูดอะไร
เหมือนคำพูดทั้งหมดมันจะติดอยู่ที่ริมฝีปาก มันมีเยอะเสียจนไม่รู้จะพูดคำ ๆ
ใดออกมาก่อนดี
แต่...พอได้เห็นว่ายูชอนทำเป็นเบือนหน้าหนีแล้วผิวปากกลบเกลื่อนการมองสบตากับเขา...แทนที่เขาควรจะโกรธหรือสงสัยว่าทำไมอีกฝ่ายถึงไม่ยอมมองหน้าคนที่ยืนคุยอยู่ด้วยกันแบบนี้...
...เขากลับหลุดยิ้มออกมาแทนเสียอย่างนั้น...
รอยยิ้มสดใสยังคงปรากฏอยู่บนใบหน้าน่ารัก
จุนซูหันหน้ากลับไปมองทิวทัศน์รอบเมืองเหมือนอย่างเดิม สายฝนที่เริ่มซาลงเล็กน้อยกลายเป็นสิ่งเรียกร้องความสนใจแก่ร่างเล็กแทน
มือเรียวข้างหนึ่งยื่นออกไปรับน้ำฝนที่เทตัวลงมาจากฟากฟ้า
ความเย็นของหยดน้ำจำนวนมากแผ่ซ่านไปทั่วประสาทสัมผัสชวนให้รู้สึกเย็นสบาย
รอยยิ้มที่ประดับอยู่บนริมฝีปากสีชมพูขยับเผยยิ้มกว้างกว่าเดิมด้วยความรู้สึกมีความสุขกับสิ่งที่ตนกำลังได้รับรู้และได้สัมผัส
...แต่จุนซูนั้นกลับไม่ได้รู้ตัวเลยสักนิด...
...ว่าตัวเองนั้น...ยังคงถูกสายตาคมจดจ้องอยู่ตลอดเวลา...
ถึงร่างสูงจะเบือนหน้าหนี
แต่นัยน์ตาคมก็ยังเหลือบมามองอีกฝ่ายอยู่ตลอด
ตั้งแต่ตอนที่จุนซูหลุดยิ้มออกมา...เขาเห็นทุกอย่าง
เห็นว่ารอยยิ้มนั้นมันดูสดใสมากเพียงใด
เห็นว่าดวงตากลมสีนิลนั่นมีประกายแห่งความสุขฉายออกมาชัดเจนเพียงใด
และก็ได้รับรู้...ว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นพฤติกรรมของจุนซูนั้น...มันทำให้เขารู้สึกมีความสุขจนไม่อาจจะกลั้นยิ้มเอาไว้ได้เลย
ไม่มีคำพูดใด
ๆ หลุดออกมาจากริมฝีปากของทั้งสองอีก
ต่างฝ่ายต่างยืนเงียบราวกับปล่อยให้ตัวเองอยู่ในห้วงความคิดของตน
มีเพียงแค่เสียงจากสายฝนที่ตกลงกระทบเบื้องล่างที่ดังก้องไปทั่วบริเวณเพียงเท่านั้นที่ยังทำให้ที่นี่ไม่เงียบจนเกินไปนัก
ละอองฝนที่แผ่กระจายไปทั่วบริเวณชวนให้รู้สึกสดชื่นจนบางทีอาจจะทำให้รู้สึกหนาวยังคงไม่จางหาย
หากแต่มันก็ไม่ได้มีผลกระทบกับเด็กหนุ่มสองคนนี่มากนัก
...ทั้ง
ๆ ที่อากาศจะค่อนข้างหนาวเย็น...
...และสายฝนก็ยังคงเทกระหน่ำไม่ยอมหยุดจนทำให้ไม่สามารถไปไหนได้...
...แต่ในวันนี้...
...แม้ว่าสภาพอากาศจะค่อนข้างย่ำแย่...
...ยูชอนกลับคิดว่า...
...วันนี้เป็นวันที่อากาศดี...และอบอุ่นยิ่งกว่าวันไหน
ๆ เสียอีก...
.
.
.
.
ช่วงเวลาที่ผ่านไปอย่างช้า
ๆ และล่วงเลยมาจนกระทั่งสายฝนที่เทกระหน่ำนั้นหยุดลง หากแต่สำหรับยูชอนแล้ว
ในตอนนี้ห้วงเวลามันช่างผ่านพ้นไปเร็วเสียจนเขารู้สึกเสียดาย
อยากจะให้ฝนตกนานกว่านี้อีกสักนิด เพื่อที่เขาจะได้ยืนอยู่ตรงนี้ใกล้ ๆ
กันกับเด็กหนุ่มที่เขาเพิ่งจะคุยกันได้ไม่ถึงสิบประโยคเลยด้วยซ้ำ
“ฝนหยุดตกแล้วล่ะ”
เสียงแหบนิด
ๆ ของจุนซูดังขึ้น ยูชอนทำเพียงแค่ยกยิ้มบางให้อีกฝ่าย พร้อมกับคืนร่มพลาสติกให้กับผู้เป็นเจ้าของ
ขาเรียวก้าวพาร่างตัวเองออกมาจากตำแหน่งเดิมเล็กน้อย ใบหน้าคมเงยขึ้นมองท้องฟ้าที่ยังคงมืดครึ้มเช่นเดียวกับคราแรก
ก่อนที่จะหันกลับมามองคนที่ยืนอยู่ข้างหลังตนอีกครั้ง พลางเสียงทุ้มก็ดังขึ้น
“งั้นฉันกลับก่อนล่ะ วันนี้...ขอบคุณมากนะ”
“อื้ม ไม่เป็นไรหรอก...นี่ก็ค่ำแล้ว กลับบ้านดี ๆ นะ”
ร่างเล็กยกยิ้มพร้อมโบกมือลา
ยูชอนยืนนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยกมือขึ้นโบกกลับอย่างช้า ๆ
ขาเรียวก้าวเดินพาตัวเองไปตามเส้นทางกลับบ้านของตนอย่างช้า ๆ
แม้ว่าเขาจะก้าวขาพาตัวเองห่างไกลจากตำแหน่งเดิมไปไกลเรื่อย ๆ
แต่ใบหน้าคมกลับหันกลับไปมองยังที่ ๆ เดิม...ที่ ๆ มีใครอีกคนยืนอยู่ที่เดิม ที่ ๆ
ทำให้เขาต้องหันกลับไปมองครั้งแล้วครั้งเล่าจนกระทั่งสายตาของเขาไม่อาจจะมองเห็นที่แห่งนั้นได้อีก
ทุกย่างก้าวที่กำลังผ่านพ้นไปนั้นมันยิ่งทำให้ความรู้สึกที่เขาอยากจะอยู่กับใครคนนั้นมันมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อย
ๆ ใช้เวลาเพียงไม่นานนักหากแต่ช่างยาวนานในความรู้สึก ร่างสูงก็มาหยุดยืนอยู่หน้าประตูบ้านของตัวเองเป็นที่เรียบร้อย
ทว่า...ความรู้สึกเวลาที่ได้กลับบ้านในวันนี้มันกลับแปรเปลี่ยนไปเสียจนเขายังสงสัยว่าตอนนี้เขากำลังเป็นอะไรกันแน่
...กลับถึงบ้านแล้ว...
...หากแต่ใจนั้นกลับไม่ได้มาพร้อมกันกับเขา...
กว่าที่ยูชอนจะรู้สึกตัวอีกที
เขาก็มานั่งพิงหัวเตียงพร้อมยืดขาอยู่บนเตียงนุ่มในห้องนอนของตัวเองเสียแล้ว
กระเป๋านักเรียนคู่ใจก็ถูกโยนทิ้งไว้อยู่บนโต๊ะเขียนหนังสือที่เขาไม่ค่อยจะได้ยุ่งอะไรกับมันเท่าไรนัก
ใบหน้าคมเสมองไปยังหน้าต่างใสที่ยังมีหยดน้ำใสเกาะอยู่เล็กน้อย
และไร้ซึ่งแสงอาทิตย์สาดส่องด้วยความรู้สึกมากมายที่เอ่อล้นอยู่ภายในใจ
...การที่ได้รู้จักกับใครสักคนเป็นครั้งแรก...
...มันสามารถทำให้เราคิดถึงเขาได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ?...
ไม่ใช่ว่ายูชอนไม่รู้ว่าความรู้สึกเช่นนี้มันเรียกว่าอะไร
ไม่ใช่ว่าเขาไม่เคยจีบคนอื่น แต่...เขาไม่เข้าใจ ว่าทำไมการที่เขาได้เจอกับจุนซู
เขาถึงรู้สึกว่าตัวเองทำตัวเงอะงะขนาดนี้
ทำไมเขาถึงอยากจะเห็นรอยยิ้มสดใสบนใบหน้ามนนั่นมากถึงขนาดนี้
และทำไม...เขาถึงต้องคิดถึงคนที่ตัวเองเพิ่งรู้จักได้ไม่ถึงวันนึงเสียด้วยซ้ำมากถึงเพียงนี้?
...แต่ทั้ง
ๆ ที่รู้ว่าตัวเองนั้นรู้สึกชอบอีกฝ่ายมากขนาดไหน...
...แต่เขากลับรู้เพียงแค่ว่าอีกฝ่ายชื่อ
‘คิม
จุนซู’ เท่านั้น...
“...ทำไมแกมันโง่แบบนี้วะ ปาร์ค ยูชอน”
ใช่ว่าเขาจะอ่อนประสบการณ์เรื่องการจีบคนอื่น...แต่ครั้งนี้เขากลับทำพลาดหมดทุกอย่าง
จากปกติที่มักจะขอเบอร์โทรศัพท์มือถือตั้งแต่วันแรกที่เขารู้สึกสนใจใครเป็นพิเศษ
ในวันนี้เขากลับลืมนึกถึงเรื่องนี้ไปเสียด้วยซ้ำ แล้วตอนที่ฝนหยุดตก
แทนที่เขาจะอาสาเดินกลับบ้านเป็นเพื่อนจุนซู...เขาก็ดันขอตัวกลับบ้านก่อนเสียอย่างนั้น
...แกนี่มันโง่จริง
ๆ เลย ปาร์ค ยูชอน!...
มือหยาบยกขึ้นขยี้หัวตัวเองไปมาด้วยความหงุดหงิด
ก่อนจะเปลี่ยนท่าจากนั่งเป็นนอนยืดแข้งยืดขาในสภาพหัวที่ยุ่งเหยิง ดวงตาคมเหม่อมองไปรอบห้อง
ด้วยความรู้สึกที่เหมือนตัวเองจะเห็นภาพใบหน้าของใครคนนั้นลอยขึ้นมาอยู่เสมอจนเขาต้องค่อย
ๆ ขยับเปลือกตาลงบดบังนัยน์ตาไว้ไม่ให้ตัวเองรู้สึกคิดถึงใครคนนั้นไปมากกว่านี้
แต่...เมื่อทำเช่นนั้น
ยูชอนกลับรู้สึกได้ว่าภาพใบหน้ามนที่กำลังยกยิ้มกว้างนั้นมันกลับยิ่งเด่นชัดราวกับกำลังเกิดขึ้นอยู่ตรงหน้าเขา
เด่นชัด...จนไม่อยากจะให้ภาพนี่เลือนหายไปจากสายตาเขาเลยจริง ๆ
...ดวงตากลมสีนิลเป็นประกายที่ดูสวยงาม...
...รอยยิ้มบางเบาบนริมฝีปากสีชมพูที่ส่งไปถึงดวงตากลมคู่นั้น...
...ภาพที่เด่นชัดในความทรงจำ...จนทำให้ใจเขาเต้นระรัวในในยามที่คิดถึง...
มือเรียวยกขึ้นทาบทับเปลือกตาหนา
ปล่อยให้ตัวเองจมอยู่กับภาพของความทรงจำและบรรยากาศในเหตุการณ์ที่ผ่านพ้นมาที่เด่นชัดในความรู้สึก...ก่อนที่ริมฝีปากอิ่มจะขยับยิ้มบางเบาออกมาด้วยความรู้สึกมีความสุขและอุ่นซ่านไปทั้งหัวใจ...
...ถ้าหากการหลับตาลง...
...มันจะทำให้เราเห็นภาพของใครสักคน...ที่ทำให้เราคิดถึง...
...ภาพของใครสักคน...ที่ทำให้ใจของเราพองโตได้เช่นนี้...
...บางที...
...ผมอาจจะอยากหลับตาตลอดไปก็ได้นะ...
+:+:+:+:+:+
Rainy Day +:+:+:+:+:+
การเรียนการสอนที่เป็นเฉกเช่นเดิมทุกสัปดาห์นั้นช่างเป็นสิ่งที่น่าเบื่อสำหรับเด็กนักเรียนหลาย
ๆ คน
ช่วงเวลาที่ล่วงเลยมาจนเกือบจะถึงเวลาเลิกเรียนนั้นคือสิ่งที่เหล่านักเรียนต่างเฝ้ารอคอยจนสมาธิในการเรียนที่มีอยู่น้อยนิดนั้นมลายหายไปสิ้น
และแน่นอน...หนึ่งในนักเรียนเหล่านั้นนั้นจะต้องมีชื่อ
ปาร์ค ยูชอน รวมอยู่ด้วยเสมอ
แต่...ในวันนี้มันกลับต่างออกไป...วันนี้ยูชอนไม่ได้ฟุบหลับลงกับโต๊ะเรียนเหมือนอย่างที่เคยทำ
แต่กลับนั่งเท้าคางหันหน้าเหม่อมองออกไปยังทิวทัศน์นอกอาคารผ่านกระจกบานใสที่อยู่ไม่ไกลจากเขานัก
ดวงตาคมทอดมองไปยังท้องฟ้าเบื้องบนที่ตอนนี้เริ่มจะแปรเปลี่ยนจากสีฟ้าครามเป็นสีเทาหม่น
ซึ่งเป็นสัญญาณที่บ่งบอกได้ถึงสภาพอากาศอันย่ำแย่ที่กำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้านี้
...ทั้ง
ๆ ที่สภาพอากาศเป็นเช่นนั้น...
...แต่ริมฝีปากอิ่มกลับยกยิ้มขึ้นอย่างมีความสุข...
เสียงออดบอกเวลาเลิกเรียนดังขึ้น
ก่อนจะตามด้วยคำพูดของอาจารย์ประจำวิชาอีกสองสามประโยคที่ดังขึ้นปิดการเรียนการสอนในคาบสุดท้ายนี้ให้เรียบร้อย
และทันทีที่อาจารย์เดินออกจากห้องไป
เสียงนักเรียนต่างก็พากันดังขึ้นมาอย่างรวดเร็ว พร้อมกับกลุ่มนักเรียนที่ค่อย ๆ
บางตาลงเหมือนกับทุก ๆ วันที่ผ่านมา
แต่...ยูชอนกลับยังนั่งนิ่งอยู่เช่นเดิม
“วันนี้...ฝนจะตกอีกมั้ยนะ”
เสียงทุ้มเอ่ยกับตัวเองแผ่วเบา
ก่อนที่จะลุกขึ้นยืนจนเต็มความสูงพร้อมกับกระเป๋านักเรียนคู่ใจที่ถูกแขนเรียวหนีบไว้แนบกับลำตัว
ขาเรียวที่รับกับรูปร่างเดินพาตัวเองไปยังตู้ล็อกเกอซึ่งเขาเป็นเจ้าของเหมือนอย่างที่ทำเป็นประจำก่อนกลับบ้าน
แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปจากเดิม...ก็คงจะเป็นใบหน้าคมที่มีร่องรอยของรอยยิ้มประดับอยู่อย่างเห็นได้ชัด
...วันนี้จะได้เจอกับจุนซูอีกมั้ยนะ?...
...เฮ้อ~...อยากเจออีกชะมัดเลยแหะ...
“วันนี้จะต้องเดินไปส่งจุนซูให้ได้เลย คอยดู”
ร่างสูงบ่นกับตัวเอง
ก่อนที่จะมาหยุดยืนอยู่หน้าตู้ล็อกเกอ มือเรียวจัดการเปิดตู้ล็อกเกอด้วยความมั่นใจเต็มร้อยที่จะปฏิบัติภารกิจให้สำเร็จ
ตู้เหล็กถูกเปิดออกอย่างรวดเร็ว
เพื่อที่เขาจะหยิบสิ่งที่ต้องเป็นอุปกรณ์ในการปฏิบัติภารกิจในวันนี้
นั่นก็คือ...ร่ม!
...แต่...
...ตู้ล็อกเกอ...กลับว่างเปล่าซะอย่างนั้น...
“เฮ้ย!!!”
ยูชอนร้องเสียงหลงทันทีที่เห็นสภาพภายในนั่น
มันว่างซะจนเขายังอยากจะตบหัวตัวเองหลาย ๆ ทีให้กับความติงต๊องของตัวเอง ยูชอนยืนอ้าปากค้างอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนจะเปลี่ยนเป็นท่ายืนคอตกอย่างหมดอาลัยตายอยาก...นี่เขาทำพลาดอีกแล้วใช่มั้ยเนี่ย?
และเหมือนสวรรค์จะกลั่นแกล้งเขาอีกครั้ง
เมื่อเสียงสายฝนกำลังดังขึ้นมาอย่างแผ่วเบาก่อนจะค่อย ๆ ดังขึ้นเรื่อย ๆ
ไปจนทั่วบริเวณโรงเรียน ยูชอนยกยิ้มแหยกับสภาพเหตุการณ์ในตอนนี้
มือเรียวจัดการปิดตู้ล็อกเกอลง
แล้วร่างสูงก็เดินลากเท้าในสภาพคอตกพาตัวเองไปหยุดยืนอยู่หน้าอาคารเรียนที่วันนี้มีเด็กนักเรียนยืนอยู่ไม่เยอะเท่าไรนัก
...แล้ววันนี้ฉันจะได้เจอจุนซูมั้ยเนี่ย?...
ยิ่งคิดก็ยิ่งเศร้า...เขายังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าจุนซูนั้นอายุเท่าไหร่
ตอนนี้เขาก็อยู่ไฮสคูลปีสามแล้ว จุนซูจะอายุเท่ากับเขา
หรือจะอายุน้อยกว่าเขาก็ไม่รู้ เรียนอยู่ห้องไหนก็ไม่รู้
เบอร์โทรศัพท์มือถือเบอร์อะไรก็ไม่รู้
สรุป...เขาไม่รู้อะไรเลยสักอย่างนอกจากเด็กหนุ่มคนนั้นมีชื่อว่า คิม จุนซู
...ไร้ซึ่งหนทางที่จะไปตามหาตัว...
...ปาร์คยูชอนเศร้าครับงานนี้...
“ลืมพกร่มมาหรอฮะ?”
เสียงแหบนิด
ๆ ที่คุ้นเคยดังแว่วมากระทบใบหูของยูชอนเข้าอย่างจัง
นัยน์ตาคมเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจ
ก่อนที่จะตามด้วยใบหน้าคมที่หันไปมองใบหน้าเจ้าของเสียงอย่างรวดเร็ว
มองหาใบหน้าของเจ้าของเสียง...ที่เขาจำได้อย่างแม่นยำและเฝ้านึกถึงมาตลอด
...นี่ไม่ใช่ความฝันใช่มั้ย?...
เจ้าของใบหน้ามนที่ยูชอนเฝ้าคิดถึงกำลังยืนอยู่ข้าง
ๆ กับร่างสูง
พร้อมกับร่มคันเดิมที่เคยใช้กำบังพวกเขาทั้งสองจากสายฝนที่เทกระหน่ำในคราก่อน
จุนซูกำลังยืนส่งยิ้มมาให้เขา รอยยิ้มบางเบา...ที่ทำให้ยูชอนรู้สึกว่าบรรยากาศรอบ
ๆ ตัวนั้นมันดูสดใสจนเขาอยากจะให้มันเป็นเช่นนี้ตลอดไปเสียเหลือเกิน
“เอ่อ...อื้ม ฉันลืมพกร่มมาอีกแล้วล่ะ”
ยูชอนยิ้มแหยพลางยกมือขึ้นลูบหัวไปมาอย่างรู้สึกอาย
จุนซูที่ได้ยินแบบนั้นก็หลุดหัวเราะออกมาเล็กน้อย
ร่มพลาสติกใสถูกกางออกด้วยฝีมือของร่างเล็ก
ขาเรียวเดินพาตัวเองขยับเข้าไปใกล้ร่างสูงมากกว่าเดิมอีกเล็กน้อย
พลางเลื่อนร่มของตัวเองขึ้นเหนือศีรษะของพวกเขาทั้งสอง
ก่อนจะหันไปมองใบหน้าคมด้วยรอยยิ้มอีกครั้งหนึ่ง
“งั้นเดี๋ยวผมพาไปหลบฝนกันที่เดิมละกันนะ”
ภาพใบหน้าน่ารักที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มในระยะที่ใกล้ชิดกันกว่าปกตินั้นมันทำให้ยูชอนใจเต้นโครมครามจนกลัวว่าอีกฝ่ายอาจจะได้ยินเสียงหัวใจของตน
ร่างสูงพยายามที่จะควบคุมไม่ให้ตัวเองแสดงอาการเขินอายออกมาทางสีหน้าและท่าทางออกมาให้จุนซูได้เห็น
นัยน์ตาคมจ้องมองใบหน้าของอีกฝ่ายอยู่อีกครู่หนึ่ง...เพื่อที่จะจดจำใบหน้ามนที่แสนสดใสนี้เอาไว้...ในความทรงจำที่เขาอยากจะเก็บมันไว้ตลอดชีวิต...
“อื้ม งั้นเดี๋ยวฉันกางร่มให้แทนละกัน”
ว่าจบ
ยูชอนก็จัดการแย่งร่มจากผู้เป็นเจ้าของมาถือแทนซะเอง ซึ่งจุนซูก็ไม่ได้ว่าอะไรเขา
มีแต่จะคอยส่งรอยยิ้มมาให้เขาตลอดเสียด้วยซ้ำ
ขาเรียวสองคู่ค่อย
ๆ ก้าวเดินออกจากตึกเรียนไปอย่างช้า ๆ ท่ามกลางบรรยากาศภายนอกที่มืดครึ้ม
พร้อมกับสายฝนที่ตกลงมาจากฟากฟ้าเบื้องบน
ร่มพลาสติกถูกใช้เป็นสิ่งกำบังไม่ให้ร่างของเด็กหนุ่มทั้งสองต้องเปียกชื้นจากสายน้ำที่ยังคงเทลงมาอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
สภาพอากาศที่ย่ำแย่เช่นนี้มาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว...แต่ในวันนี้มันกลับไม่มีผลอะไรสำหรับยูชอนเลยแม้แต่นิด...
...ฝนตกเหมือนเดิม...
...ร่มคันเดิม...
...เดินเบียดกันในร่มกับจุนซูเหมือนเดิม...
...แต่...
...มันสุขใจยิ่งกว่าวันไหน
ๆ เสียอีก...
.
.
.
.
ใช้เวลาสักพักหนึ่งทั้งสองก็มาหยุดยืนหลบฝนกันที่หน้าร้านกาแฟเล็ก
ๆ ร้านเดิม ระหว่างนั้นยูชอนกับจุนซูก็คุยอะไรกันเรื่อยเปื่อยเป็นการฆ่าเวลาไปเล่น
ๆ
และยูชอนก็เพิ่งจะได้รู้ว่าจุนซูนั้นเป็นรุ่นน้องของเขาก็วันนี้นี่ล่ะ...ก็ว่าทำไมตอนคุยกับเขาถึงใช้คำพูดสุภาพกับเขานัก
“นี่นายอยู่ปี 2 เหรอ?”
“ใช่ฮะ”
“เอ่อ...ที่จริง นาย...ไม่ต้องพูดสุภาพกับฉันมากนักก็ได้นะ”
“เอ๋?”
ยูชอนสะดุ้งทันทีที่เพิ่งรู้สึกตัวว่าตัวเองนั้นเผลอพูดอะไรออกไป
นัยน์ตาคมเบิกกว้างพร้อมกับรีบหันไปมองใบหน้าของคนที่อยู่ข้างกายทันที
และมันแทบจะทำให้ยูชอนช็อกตาย เพราะตอนนี้จุนซูกำลังหันมามองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยอย่างที่เขาคาดคิดเอาไว้ไม่มีผิด
...โดนจุนซูสงสัยแหงเลย
ปาร์ค ยูชอน เอ๊ย T T...
ยูชอนเบือนหน้าหนีจากอีกฝ่าย
พลางเลื่อนมือมากุมศีรษะตัวเองไว้ด้วยความกังวล อยากจะตบกะโหลกตัวเองสักสิบ ๆ
ครั้งเพื่อเป็นการลงโทษที่พูดอะไรไม่คิดนี่เสียจริง แต่เขาก็รู้ว่าถ้าทำแบบนั้นมีหวังจุนซูก็จะยิ่งสงสัยเขายิ่งกว่าเดิมเป็นแน่
พอคิดได้แบบนั้นยูชอนก็ยิ่งคิดหนักยิ่งกว่าเดิม
บอกให้รุ่นน้องที่เพิ่งรู้จักกันว่าไม่ต้องสุภาพกับรุ่นพี่อย่างตัวเองนักแบบนี้
เป็นใครใครจะไม่สงสัยบ้างวะเนี่ย?
จุนซูกระพริบตาปริบ
ๆ ด้วยความงุนงง
ดวงตากลมจ้องมองรุ่นพี่ที่ยืนทำหน้าเครียดเสียจนเขาแทบจะเครียดตามด้วยความสงสัย
ภาพที่เห็นคือยูชอนกำลังยืนเอามือปิดหน้าปากก็ขยับยุบยิบเหมือนกับกำลังบ่นอะไรอยู่สักอย่าง
จุนซูยืนมองท่าทางแบบนั้นอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนที่ริมฝีปากชมพูจะแอบยกยิ้มบางโดยที่ยูชอนนั้นไม่ทันได้สังเกตเห็น
“เอ่อ...จุนซู...คือ...ฉัน...”
“ฮะ พี่ยูชอน”
.
.
.
...พี่ยูชอน...
...พี่ยูชอน...
...พี่ยูชอน...
...พี่ยูชอน...
...พี่ยูชอน...
...นี่ฉันไม่ได้หูแว่วไปใช่มั้ยเนี่ย?...
นัยน์ตาคมเบิกกว้างทันทีที่ได้ยินจุนซูเรียกตัวเองเช่นนั้น
มือหยาบที่ยกขึ้นปิดหน้าถูกปล่อยลงข้างตัวอย่างคนหมดเรี่ยวหมดแรง
ก่อนที่ใบหน้าคมจะค่อย ๆ
หันไปมองอีกฝ่ายด้วยสายตาที่แฝงไว้ด้วยความตกใจอย่างเห็นได้ชัด
“พี่ยูชอนมีอะไรหรอ?”
“เมื่อกี้นี่...นาย...”
“ทำไมหรอพี่ยูชอน?”
“ก็......เปล่าหรอก ไม่มีอะไร”
ว่าจบ
ยูชอนก็เบือนหน้าหนีกลับไปอีกครั้งหนึ่ง
ไม่ใช่เป็นเพราะอะไรหรอก...นอกจากอาการที่เรียกว่า ‘เขิน’ มันกำลังตรงเข้าจู่โจมเขาโดยตรง
ตอนนี้เขาไม่กล้าสบตากับจุนซู ไม่กล้าหันไปมองหน้าจุนซูตรง ๆ
หัวใจมันเต้นโครมครามเสียจนเขาเจ็บร้าวไปทั้งอก แถมเขายังรู้สึกได้เลยว่าตอนนี้ใบหน้าของเขานั้น...มันร้อนผิดปกติซะด้วยสิ
...‘พี่ยูชอน’...งั้นเหรอ...
...ฮึ่ย...เขินเว้ยยย!!!...
...นายทำให้ฉันดีใจมากขนาดไหน...รู้ตัวบ้างมั้ย?...จุนซู...
ร่างสูงหันไปเขินอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนจะหันกลับมาอีกครั้งเมื่อจุนซูเริ่มเปิดประเด็นเรื่องนู้นเรื่องนี้มาคุยเสียจนยูชอนแทบจะตอบกลับไม่ทัน
บางทีพวกเขาก็หัวเราะไปด้วยกัน ถึงแม้ว่าบทสนทนานั้นมันก็ไม่ได้น่าขำอะไรมากนัก
แต่รอยยิ้มบนใบหน้าของทั้งสองนั้นเป็นสิ่งที่บ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่าทั้งสองนั้นมีความสุขมากเพียงใด
...บทสนทนามากมายยังคงหลุดออกมาจากริมฝีปากทั้งสอง...
...ในขณะที่ห้วงเวลายังคงเดินต่อไป...
...พร้อมกับความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองที่เริ่มก่อตัวขึ้นอย่างช้า
ๆ...
เสียงสายฝนที่เริ่มแผ่วเบาลงอย่างช้า
ๆ นั้นเป็นสิ่งที่ทำให้ทุกคนรับรู้ได้ว่าฝนเริ่มซาลงแล้ว
ซึ่งสำหรับยูชอนนั้นมันเป็นสิ่งที่ทำให้จิตใจเขาห่อเหี่ยวลงในทันที
เพราะวันนี้ฝนไม่ได้ตกหนักเหมือนกับเมื่อวานนี้...นี่ฝนตกแค่ชั่วโมงกว่าก็หยุดเสียแล้ว
ทำเอายูชอนเซ็งไม่น้อยเลยทีเดียว
“ฝนหยุดตกแล้วล่ะ”
ร่างเล็กพูดเอ่ยในขณะที่ดวงตากลมจ้องมองไปยังท้องฟ้าเบื้องบนที่ยังคงเป็นสีเทาหม่นอยู่
ยูชอนที่เห็นดังนั้นจึงก้าวขาเรียวพาตัวเองเดินออกมาจากตำแหน่งเดิมเล็กน้อยก่อนจะหยุดยืนอยู่ตรงหน้าร่างเล็ก
ใบหน้าคมหันกลับมามองใบหน้าของรุ่นน้องอีกครั้งหนึ่ง
พลางยกยิ้มบางเบาอย่างที่เขามักจะชอบทำอยู่เสมอ
“งั้น...ฉันกลับก่อนนะ”
“ฮะ พี่ยูชอน ไว้เจอกันใหม่นะครับ”
จุนซูยกยิ้มให้ยูชอนเหมือนอย่างเคย
ร่างสูงพยักหน้าเป็นการตอบกลับ ยูชอนสบตากับจุนซูอีกครั้ง
ริมฝีปากอิ่มเปิดเล็กน้อยเหมือนกับกำลังจะพูดอะไรสักอย่างก่อนจะเปลี่ยนกลับเป็นปิดลงเช่นเดิม
ร่างสูงทำเช่นนั้นอยู่สองสามครั้งก่อนจะหันหลังให้รุ่นน้องพร้อมกับยกมือขึ้นขยี้ผมตัวเองไปมาเหมือนกำลังหงุดหงิดอะไรสักอย่าง
จุนซูกระพริบตาปริบ ๆ พลางเอียงคอมองท่าทางพฤติกรรมแปลก ๆ
ของรุ่นพี่ด้วยความรู้สึกสงสัยที่เริ่มก่อตัวขึ้น
...พี่ยูชอนเป็นอะไรน่ะ?...
มือหยาบยกขึ้นทึ้งหัวตัวเองไปมาอย่างสุดจะทน
ทั้งอายทั้งหงุดหงิดตัวเองจนไม่รู้จะทำยังไงดีแล้ว ทั้ง ๆ
ที่ตั้งใจจะพูดในสิ่งที่ตั้งใจเอาไว้ แต่พอเห็นใบหน้ามนกับดวงตากลมสีนิลนั่น
เขาก็รู้สึกเหมือนหน้าตัวเองมันเริ่มจะร้อนแถมใจก็เริ่มเต้นแรงเสียจนควบคุมแทบไม่อยู่
สุดท้าย...ก็ต้องมายืนหันหลังทำท่าทางน่าสงสัยต่อหน้ารุ่นน้องอีกจนได้
...แค่ขอเบอร์โทรศัพท์มันยากขนาดนี้เลยเหรอวะ?...
ยูชอนสูดหายใจเข้าออกลึก
ๆ ในขณะที่จุนซูยังคงจ้องมองอยู่ด้านหลังด้วยความสงสัย
ร่างสูงหันขวับกลับมาสบตากับอีกฝ่ายอีกครั้งหนึ่ง
ทันทีที่ได้สบตากับดวงตาใสซื่ออีกครั้ง
มันทำให้ความกล้าที่ยูชอนปลุกขึ้นมาเกือบจะละลายหายไปเสียหมด แต่เขาก็ตัดสินใจแล้วที่จะพูดในสิ่งที่เขาคิดและต้องการบอกออกมาให้จุนซูรับรู้ให้ได้
“จุนซู คือ...”
“ฮะ?”
“คือฉัน...ฉันขอ...เอ่อ...”
ยูชอนพูดออกมาอย่างตะกุกตะกัก
รู้สึกเหมือนลิ้นมันพันกันจนไม่รู้จะพูดออกมายังไงดี
แถมไอ้ความกล้าที่เหลืออยู่น้อยนิดมันกำลังจะมีความอายเข้ามาแทรกแทนจนจะทำอะไรไม่ถูกอยู่แล้ว
...อ๊ากกกกกกกกก!!!....
...เขิน!...เขินชะมัดเลยเว้ย!!!!...
จุนซูมองยูชอนที่ยืนค้างตาแป๋ว
รอฟังสิ่งที่ยูชอนจะพูดด้วยความสงสัย
พฤติกรรมธรรมดาปกติของร่างเล็กที่เจ้าตัวนั้นไม่เคยรู้เลยว่ามันทำให้ร่างสูงยิ่งเขินเข้าไปใหญ่
ทั้งสองนิ่งเงียบกันไปครู่หนึ่ง ก่อนที่จะมีเสียงดังขึ้นมาอีกครั้ง
“จุนซู เอ่อ... / พี่ยูชอน”
ทั้งสองพูดออกมาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมายก่อนจะชะงักไปนิดนึง
ต่างฝ่ายต่างพยายามจะพูดอะไรสักอย่าง
ก่อนที่จะเผลอพูดออกมาพร้อมกันอีกครั้งอย่างไม่ได้ตั้งใจ
“ฉันขอเบอร์นาย... / ผมขอเบอร์พี่ยูชอนหน่อยได้มั้ยฮะ?”
คำพูดที่สื่อความหมายเหมือนกันมันทำให้ทั้งสองเงียบไปอีกครั้ง
จุนซูยังคงมองรุ่นพี่ด้วยสายตาเช่นเดิม ผิดกับยูชอนที่เบิกตากว้าง กระพริบตาปริบ ๆ
กับสิ่งที่ตนเพิ่งได้ยินเมื่อไม่กี่วินาทีที่ผ่านมา หัวสมองที่มักจะชาญฉลาดในเรื่องการจีบสาวตอนนี้กลับตื้อเสียจนต้องแปลความหมายประโยคเมื่อครู่ซ้ำไปซ้ำมาเสียหลายรอบเลยทีเดียว
...ไปแคะหูตอนนี้ยังทันมั้ย?...
...ตะกี้ฉันหูแว่วไปรึเปล่า?...
...เมื่อกี้...จุนซูขอเบอร์ฉันงั้นเหรอ?...
“ม่ะ...เมื่อกี้นี้...”
“ผมขอเบอร์พี่ยูชอนหน่อยได้มั้ยฮะ?”
จุนซูถามทวนพลางหยิบมือถือของตนขึ้นมา
ยูชอนที่เริ่มตั้งสติได้เผลอยกยิ้มขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว...รู้สึกก้อนเนื้อในอกซ้ายมันเต้นระรัวอีกแล้วแหะ
“อื้ม...ได้สิ”
ยูชอนบอกเบอร์โทรศัพท์ของตนไป
เมื่อจุนซูจัดการเก็บบันทึกไว้เรียบร้อย ร่างเล็กก็จัดการกดหยอดไปหาผู้เป็นเจ้าของเบอร์โทรศัพท์เสียทีหนึ่ง
ก่อนจะยกยิ้มพลางเอ่ยขอบคุณด้วยรอยยิ้มสดใสเหมือนอย่างเช่นทุกวัน
“ขอบคุณนะฮะ”
ร่างสูงยกยิ้มบางเป็นการตอบกลับเป็นเชิงว่าไม่เป็นไร
ดวงตาคมจ้องมองภาพใบหน้าน่ารักนั่นด้วยสายตาที่แฝงไว้ด้วยความเอ็นดู ใบหน้ามนที่ถูกฉาบไว้ด้วยรอยยิ้ม...ภาพ
ๆ นี้มันทำให้เขารู้สึกว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นมันดูสดใสขึ้นมาได้อย่างน่าประหลาด
สดใสเสียจนเขาไม่อยากจะให้รอยยิ้มนั้นมันหายไปเลยจริง ๆ
...แต่...ไม่รู้ว่าเขารู้สึกไปเองหรือเปล่า...
...เขารู้สึกว่าใบหน้าน่ารักนั่น...ดูจะขึ้นสีชมพูนิด
ๆ...
...จุนซู...กำลังเขินงั้นเหรอ?...
...เขาคิดไปเองหรือเปล่านะ?...
“งั้นพี่ไปก่อนนะ”
“ฮะ”
ยูชอนโบกมือลา
ก่อนจะเดินจากร่างเล็กที่กำลังโบกมือตอบ
ขาเรียวก้าวเดินพาตัวเองไปตามเส้นทางที่จะกลับไปสู่บ้านตนเองอย่างช้า ๆ
สายตาคมกวาดมองทิวทัศน์รอบเมืองที่คุ้นเคยเหมือนอย่างเช่นทุกวัน
เฉกเช่นบรรยากาศรอบกายที่ยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
เสียงก้าวเดินที่ดังขึ้นเบา
ๆ
ในทุกย่างก้าวที่ฝ่าเท้าได้ก้าวย่ำลงไปนั้นถูกกลบด้วยเสียงรถราที่กำลังขับผ่านไปมา
กลิ่นไอฝนยังคงหลงเหลือให้รู้สึกชื่นใจราวกับเป็นตัวแทนที่ทำให้เขาหวนคิดถึงใบหน้าของเด็กหนุ่มที่เพิ่งลากันมาได้เพียงไม่กี่นาที
ห้วงเวลาที่กำลังหมุนวนไปอย่างช้า ๆ
นั้นยูชอนรู้สึกราวกับว่ามันได้ก้าวเดินไปช้ายิ่งกว่าทุก ๆ
วันราวกับมันได้หยุดลงเพื่อคงความรู้สึกที่เขากำลังมีอยู่ในตอนนี้ไม่ให้เลือนหายไปเช่นเดียวกับรอยยิ้มบางเบาบนใบหน้าคมที่กำลังเผยออกมาให้เห็นอย่างช้า
ๆ...
...คุณครับ...
...ผมควรจะทำยังไงดี...
...ตอนนี้...ผมหุบยิ้มไม่ลงแล้วล่ะครับ...
+:+:+:+:+:+
Rainy Day +:+:+:+:+:+
ห้วงเวลาที่ยังคงก้าวเดินต่อไปนั้นทำให้ท้องฟ้าสีฟ้าครามนั้นแปรเปลี่ยนเป็นท้องฟ้าที่มืดมิดเสียแล้ว
ร่างสูงกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่กลางเตียงนุ่มในห้องนอนของตัวเองอยู่เงียบ ๆ
สายตาคมก็จ้องมองโทรศัพท์มือถือเครื่องบางที่ถูกตั้งไว้อยู่ตรงหน้า
ไม่ใช่ว่าเขาเพิ่งจะมองมันหรอกนะ...แต่เขานั่งนิ่ง ๆ
มองโทรศัพท์มือถือของตัวเองมาจนเกือบจะครบชั่วโมงได้แล้วล่ะ
“เอาไงดีวะ...”
พูดออกมาด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียดโดยที่สายตาก็ยังมองอยู่ที่เดิม
ริมฝีปากอิ่มเม้มแน่นจนเป็นเส้นตรง
พยายามจะคิดทบทวนแล้วทบทวนอีกว่าตอนนี้เขาควรจะทำแบบไหน
ตัดสินใจแบบไหนมันถึงจะทำให้ทุกอย่างนั้นออกมาดีที่สุด
และไม่ทำให้เขาเกิดอาการประหลาดบ้าบอเหมือนกับครั้งก่อน ๆ อีก
...จะลองโทรไปหา...
...หรือว่าจะส่งข้อความไปดีเนี่ย?...
“เรื่องแค่นี้ทำไมมันถึงยากนักนะ...”
ร่างสูงทึ้งหัวตัวเองไปมา
ก่อนจะทิ้งตัวลงนอนด้วยความหงุดหงิด กะอีแค่เรื่องง่าย ๆ แถมมีตัวเลือกให้สามข้อ
โทรไปหา ส่งข้อความ หรือไม่ทำทั้งสองอย่าง เรื่องง่าย ๆ
ที่คนอย่างเขาก็เคยผ่านประสบการณ์มามากพอสมควร แต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไรเหมือนกัน
พอเขาตัดสินใจกำลังจะลงมือโทรหา
เสียงใสยามเรียกชื่อเขาที่มันอยู่ในความทรงจำมันก็ดังก้องขึ้นมาจนไม่กล้าที่จะโทรหา
เพราะกลัวว่าถ้าเกิดได้ยินเสียงจริง ๆ มีหวังเขินจนพูดอะไรไม่ออกแน่ ๆ
หรือถ้าจะส่งข้อความไป พอกำลังจะลงมือพิมพ์ ภาพใบหน้าน่ารักของรุ่นน้องที่ดันโผล่แว่บขึ้นมามันก็ทำให้เขาเขินหนักมากกว่าเดิมซะอย่างนั้น
สุดท้ายเขาก็ปล่อยให้เสียเวลาไปเป็นชั่วโมงโดยที่ยังไม่ได้ลงมือทำอะไรเลยสักอย่าง
...ปาร์ค
ยูชอน เครียดครับ!...
“...เอาวะ ลองซ้อมดูก่อนละกัน”
ว่าแล้วยูชอนก็กระเด้งตัวลุกขึ้นนั่ง
มือเรียวหยิบโทรศัพท์มือถือสุดรักขึ้นมาแนบหูเหมือนกับกำลังจะโทรไปหาจุนซูจริง ๆ
ร่างสูงสูดหายใจเข้าออกลึก ๆ สองสามครั้ง
ก่อนจะทำการซ้อมบทพูดตามที่ตัวเองนึกไว้ดูอย่างช้า ๆ
“ฮัลโหล...”
...พอหลังจากนี้ก็ต้องถามว่าว่างคุยมั้ย...
ยูชอนนึกประโยคถัดไปไว้เรียบร้อย
แต่หลังจากที่พูดประโยคทักทายทางโทรศัพท์ไป
เขาก็จินตนาการนึกถึงเสียงตอบรับจากปลายสาย เสียงใส ๆ
ที่เขาจำได้อย่างแม่นยำราวกับมันกำลังดังอยู่ข้างกายนั้นดังก้องวนซ้ำไปซ้ำมาอยู่ภายในหัวของเขานั้นมันทำให้เขาต้องพยายามควบคุมสติและความกล้าเอาไว้ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
‘ฮัลโหล พี่ยูชอน’
‘ฮัลโหล พี่ยูชอน’
‘ฮัลโหล พี่ยูชอน’
‘ฮัลโหล พี่ยูชอน’
...หมดสิ้นซึ่งความพยายาม...
...ปาร์คยูชอนทนต่อไปไม่ไหวแล้วครับ...
“อ๊ากกกกก แกจะเขินทำไมนักวะห๊ะ!!!”
ด่าตัวเองไปสักที
ก่อนจะทิ้งตัวลงนอนดิ้นไปมาเหมือนเด็ก มือเรียวยังคงกำโทรศัพท์มือถือไว้แน่น
ส่วนมืออีกข้างก็ยกขึ้นมาปิดหน้าตัวเอง รับรู้ได้เลยว่าอุณหภูมิที่ใบหน้าของตัวเองมันสูงผิดปกติมากขนาดไหน
...เพียงแค่นึกถึงใบหน้าน่ารักนั่น...
...เพียงแค่นึกถึงเสียงใส
ๆ นั่น...
...เพียงแค่นึกถึงดวงตาใสซื่อคู่นั้น...
...ทำไมเขาต้องเขินมากขนาดนี้ด้วยนะ?...
“สงสัย...คืนนี้คงจะไม่กล้าโทรไปหาแหง...”
เสียงทุ้มพูดออกมาเบา
ๆ
น้ำเสียงที่แฝงไว้ด้วยความรู้สึกมากมายที่แม้แต่เขายังนึกสงสัยว่าเขาเคยพูดน้ำเสียงเช่นนี้ออกมาด้วยหรือ
ยูชอนถอนหายใจออกมาอีกครั้งหนึ่ง...นี่เขาควรจะปล่อยให้มันเป็นแบบนี้รึไงนะ?
พลันอุปกรณ์สื่อสารภายในมือก็สั่นขึ้นมาทำเอาเขาสะดุ้งสุดตัว
ร่างสูงยันตัวลุกขึ้นนั่ง
เลื่อนสายตาคมไปยังหน้าจอโทรศัพท์เพื่อดูว่ามีใครโทรมาหาเขา
...ข้อความ?...
ผิดจากที่เขาเดาเอาไว้นิดหน่อย
แต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไร
เขารู้สึกว่าเขาอยากจะเปิดข้อความนี้ดูเร็วยิ่งกว่าครั้งไหนเสียอีก
นิ้วเรียวจัดการกดเปิดข้อความอย่างรวดเร็ว
ไม่รู้ว่าทำไมใจมันถึงเต้นระรัวยามที่นึกว่าเนื้อความภายในข้อความจะเป็นอย่างไร...และมาจากใครกัน
‘คืนนี้อากาศเย็นอีกแล้ว...อย่าลืมนอนห่มผ้าดี ๆ นะฮะ > <
ฝันดีนะฮะ พี่ยูชอน ^ ^
จาก...จุนซู’
...ข้อความสั้น
ๆ...
...แต่เขากลับหุบยิ้มไม่ลง...
รู้สึกหัวใจพองโตจนแน่นไปทั้งอก
เหมือนได้รับการเติมเต็มจนสุขใจอย่างประหลาด ทันทีที่ได้อ่านเนื้อความภายในข้อความนี่...และยิ่งได้รู้ว่าใครเป็นคนส่งมาให้
ริมฝีปากมันก็ยกยิ้มขึ้นเองเสียอย่างนั้น ทั้งดีใจและมีความสุขจนพูดอะไรไม่ออก
มันจุกจนแทบจะเอ่อล้นออกมานอกอก ร่างสูงหลุดหัวเราะออกมาเล็กน้อย
ไม่นึกเลยว่าข้อความเพียงแค่นี้มันจะทำให้เขารู้สึกดีได้มากถึงเพียงนี้
และน่าแปลก...ที่ข้อความนี้มันกลับทำให้เขาอยากจะโทรไปหาอีกฝ่ายได้มากถึงขนาดนี้
นิ้วเรียวจัดการกดเบอร์โทรของคนที่ส่งข้อความมาหาเขาที่เขาจำได้อย่างรวดเร็วตั้งแต่ที่เพิ่งได้มาไม่นาน
ก่อนจะจัดการกดโทรออก พลางเลื่อนสิ่งที่อยู่ในมือขึ้นแนบหู
โดยที่ใบหน้ายังคงถูกฉาบไว้ด้วยรอยยิ้มที่ดูเปี่ยมสุขยิ่งกว่าคราใด
“ฮัลโหล...จุนซู”
...บทสนทนามากมายได้ดำเนินไปเรื่อย
ๆ ตลอดค่ำคืน...
...พร้อม
ๆ กับสายสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองที่เริ่มก่อตัวขึ้นอย่างช้า ๆ...
...บางที...เขาก็นึกสงสัย...
...ทำไม...เพียงแค่เขาได้ยินเสียง
ๆ นี้...
...เสียงใส
ๆ...ที่แฝงไว้ด้วยความร่าเริงนี่...
...ทำไม...เขาถึงหุบยิ้มไม่ลงเสียทีนะ...
+:+:+:+:+:+
Rainy Day +:+:+:+:+:+
วันเรียนวันสุดท้ายของสัปดาห์นั้นช่างเป็นวันที่สดใสสำหรับเด็กนักเรียนหลาย
ๆ คน ช่วงเวลายังคงดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ เช่นเดียวกับกิจกรรมของนักเรียนที่ยังคงเหมือนเดิมอย่างเช่นทุกวัน
จนกระทั่งถึงเวลาเลิกเรียน นักเรียนหลายคนก็แหกปากตะโกนชวนกันไปเที่ยวบ้าง
ชวนกับกลับบ้านบ้าง หรือบางคนอาจจะมีกิจกรรมของชมรมอยู่ก็แยกตัวกันไปทำงานตามหน้าที่ของตน
ยูชอนก็เป็นคนหนึ่งที่มีภารกิจที่ชมรมในวันนี้
ไม่ใช่ว่าจะไปทำงานกลุ่มหรืออะไรหรอกนะ
แต่วันนี้เขาได้รับหน้าที่ให้ไปทำความสะอาดห้องของชมรมให้เรียบร้อย
ซึ่งที่จริงเขาก็ไม่ค่อยอยากจะทำนักหรอก...ปาร์คยูชอนกับการทำความสะอาด
มันเข้ากันซะที่ไหนล่ะ?
ยูชอนต้องเสียเวลาไปมากโขกับการที่ต้องทำความสะอาดห้องชมรมเพียงคนเดียว
เพราะเพื่อนสุดที่รักแต่ละคนก็ทำการฝากความหวังไว้ที่เขาแล้วออกไปท่องเมืองเล่นกันเหมือนเดิม
กว่าเขาจะทำเสร็จ เวลามันก็ล่วงเลยจนเกือบจะถึงหกโมงเย็นเลยทีเดียว
ประตูห้องชมรมถูกปิดลงด้วยฝีมือของคนที่เข้าไปเป็นคนสุดท้าย
ยูชอนเดินทอดน่องตรงไปยังชั้นล่างเพื่อจะกลับบ้านพร้อมกระเป๋าเรียนบางเฉียบคู่ใจ
สายตาคมกวาดมองไปรอบ ๆ ภายในตัวอาคารที่ตอนนี้แทบจะไม่มีนักเรียนอยู่เลยสักคน พลางกวาดตามองผ่านกระจกบานใสตรงบริเวณทางเดิน
ท้องฟ้าที่น่าจะเป็นสีแสดในยามเย็นกลับมืดหม่น เป็นสัญญาณที่บ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่ากำลังจะมีฝนตกอีกในไม่ช้านี้
...ถึงแม้ว่าเขาจะทำเป็นเหมือนมองดูสภาพอากาศรอบ
ๆ...
...หากแต่ใจเขากลับไม่ได้สนใจถึงเรื่องนี้เลยสักนิด...
“หกโมงแล้วแหะ...”
เสียงทุ้มเอ่ยแผ่วเบา
รู้สึกเหมือนกับใบหน้าน่ารักที่เฝ้าคิดถึงมันลอยขึ้นมาในห้วงความคิด
วันนี้เขายังไม่ได้พบเจอกับเจ้าของรอยยิ้มสดใสที่ทำให้เขามีความสุขเลย...นึกแล้วมันก็รู้สึกโหวง
ๆ ในอกยังไงก็ไม่รู้สิ
...เย็นป่านนี้แล้ว...จุนซูคงจะกลับไปแล้วล่ะนะ...
ยูชอนถอนหายใจออกมาเบา
ๆ ก่อนจะก้าวเดินต่อ ใช้เวลาไม่นานนักเขาก็เดินลงมาถึงชั้นล่างของตึก
ต่อจากนั้นก็เดินตรงไปยังตู้ล็อกเกอของตัวเองเหมือนอย่างเช่นทุกวัน
จัดการหยิบร่มพับของตัวเองออกมาด้วยสายตาที่ค่อนข้างเหม่อลอย...ทำไมเขาถึงรู้สึกเหงาแปลก
ๆ นักนะ
...หรือเพราะรู้ว่าวันนี้เขาคงจะไม่ได้เดินกลับบ้านกับจุนซูเหมือนอย่างเคยนะ...
เสียงสายฝนที่เริ่มดังมากระทบโสตประสาทการรับฟังของเขานั้นเรียกความสนใจจากเขาได้เป็นอย่างดี
ริมฝีปากอิ่มยกยิ้มบางขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ
อาจเพราะหวนนึกถึงเหตุการณ์เมื่อไม่กี่วันก่อนที่ผ่านมาก็เป็นได้
ร่างสูงเดินออกจากตำแหน่งเดิมออกมายังบริเวณหน้าอาคารเรียนเพื่อจะกลับบ้านเหมือนอย่างนักเรียนคนอื่นบ้าง
...แต่ทันทีที่เขาเดินมาถึงหน้าอาคารเรียน...
...เขาก็ต้องหยุดยืนนิ่งอยู่ที่ตำแหน่งตรงนั้นอย่างห้ามไม่ได้...
ภาพด้านหลังของเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขานั้นมันทำให้เขาแทบจะลืมทุกสิ่งทุกอย่าง
ราวกับภาพทิวทัศน์ภายนอกมันจะหายไปหมดจนเหลือเพียงภาพแผ่นหลังของอีกคนหนึ่ง
แผ่นหลังเล็กที่เขาจำได้อย่างแม่นยำแม้ว่าจะได้เห็นเพียงไม่กี่ครั้ง
แผ่นหลังเล็กที่เขาจำได้อย่างแม่นยำว่ายามที่มันสั่นเทาเพราะอากาศที่หนาวเย็นในวันฝนตกนั้นมันทำให้เขาอยากเข้าไปโอบกอดมากเพียงใด
“จุนซู...”
แม้ว่าเสียงทุ้มจะพูดออกมาแผ่วเบา
แต่เจ้าของชื่อนั้นกลับได้ยินอย่างชัดเจน ใบหน้ามนหันกลับมามองตามทางต้นเสียง
ทันทีที่ดวงตากลมเห็นใบหน้าของเจ้าของเสียง รอยยิ้มสดใสก็ปรากฏขึ้นมาอย่างชัดเจน
รอยยิ้มที่ทำให้ยูชอนใจเต้นระรัว
ดวงตากลมเป็นประกายที่ทำให้เขาหลงรัก...ใบหน้ามนที่เขาเฝ้าคิดถึงกำลังยืนอยู่ตรงหน้าเขาจริง
ๆ
...ทำไมป่านนี้จุนซูถึงยังไม่กลับบ้านอีกล่ะ?...
“พี่ยูชอน มาแล้วหรอฮะ”
จุนซูเดินเข้ามายืนอยู่ตรงหน้ายูชอน
ระยะห่างที่ใกล้กว่าวันก่อน ๆ นั้นมันทำให้ยูชอนใจเต้นระรัว ทั้ง ๆ
ที่เขาคิดว่าจุนซูคงจะกลับบ้านไปแล้ว ทั้ง ๆ ที่เขาคิดว่าวันนี้คงจะไม่ได้เจอจุนซูแน่
ๆ...พอได้มาเจอกับจุนซูจริง ๆ แล้วมันดีใจจนเขาไม่รู้จะพูดยังไงดี
เหมือนมันจุกอยู่ในอก
ดีใจจนริมฝีปากมันเผลอยกยิ้มขึ้นมาเองเป็นรอบที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้...เมื่ออยู่ต่อหน้าเจ้าของใบหน้ามนนี่
“จุนซู ทำไมนายถึง...”
“อะไรหรอฮะ?”
“เอ่อ...ทำไมนายถึงยังไม่กลับบ้านล่ะ”
“อ๋อ วันนี้ผมลืมพกร่มมาอ่ะ แหะ ๆ”
จุนซูยกมือขึ้นลูบผมนิ่มไปมาแก้เขิน
ท่าทางน่ารักนั่นทำให้ยูชอนหลุดหัวเราะออกมาเล็กน้อย
มันชวนให้เขานึกถึงในวันแรกที่เขาได้เจอกับจุนซู
วันที่เขาลืมพกร่มมาแล้วต้องมายืนแกร่วรอให้ฝนหยุดตก ถ้าวันนั้นเขาไม่ได้เจอกับจุนซู
กว่าเขาจะได้กลับบ้านก็คงจะดึกเลยทีเดียว
“แล้วทำไมจุนซูไม่กลับกับเพื่อนล่ะ?”
ยูชอนเอ่ยถามต่อด้วยน้ำเสียงปกติ
แต่ในใจเขานึกสงสัยเช่นนั้นจริง ๆ นี่ก็เย็นมากแล้ว
แทบจะไม่มีนักเรียนอยู่ภายในโรงเรียนแล้ว ทำไมจุนซูถึงไม่ยอมกลับไปพร้อมเพื่อน ทำไมถึงยืนหลบฝนอยู่คนเดียวแบบนี้นะ?
“ก็...”
จุนซูพูดลากเสียงในคำแรกแล้วก็เงียบไป
ดวงตากลมหลุบต่ำลง ชวนให้ยูชอนรู้สึกสงสัย
แต่สิ่งที่ทำให้ยูชอนสงสัยหนักยิ่งกว่าเดิมก็คงจะเป็นใบหน้ามนที่เริ่มขึ้นสีระเรื่อ
ภาพตรงหน้ามันทำให้ใจของเขามันเต้นแรงยิ่งกว่าเดิม เหมือนใจมันกำลังคาดหวังกับคำพูดของอีกฝ่าย
คำพูดนั้นมันจะเป็นเช่นไร มันจะเป็นตามที่เขาหวังไว้รึเปล่านะ
“...ผมรู้ว่าพี่ยูชอนคงจะมารับผม ผมก็เลยรอน่ะฮะ”
พูดเสร็จใบหน้ามนก็ก้มลงหลบสายตารุ่นพี่อย่างรวดเร็ว
คางมนแทบจะแนบติดไปกับแผ่นอกบาง บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าทำไมถึงไม่กล้าสบตา
ไม่กล้าที่จะจ้องมองเข้าไปในดวงตาสีนิลที่ดูอบอุ่นยามที่จ้องมองมาที่เขา ทั้ง ๆ
ที่เขาก็รู้ว่าคนตรงหน้านี้ก็คือรุ่นพี่คนหนึ่งก็เท่านั้นเอง
ยูชอนที่ยืนฟังอยู่นั้นยืนนิ่ง
หากแต่ก้อนเนื้อในอกซ้ายนั้นมันเต้นเร็วและแรงยิ่งกว่าครั้งใด รู้สึกเหมือนความรู้สึกทั้งหลายที่มันรวมตัวกันนั้นมันแทบจะเอ่อล้นออกมานอกอก
ประโยคที่เขาเพิ่งได้ยินไปเมื่อครู่มันวนซ้ำไปซ้ำมาราวกับกรอเทปกลับ ดวงตาคมจ้องมองไปยังรุ่นน้องที่ก้มหน้างุดนิ่ง...เขาละสายตาไปจากคนตรงหน้าไม่ได้
ไม่ใช่เป็นการสั่งงานจากสมอง แต่มันกลับเป็นใจของเขาที่ไม่อยากจะละสายตาไปจากคนตรงหน้าเลยจริง
ๆ
เสียงสายฝนที่ดังไปทั่วบริเวณนั้นคงจะเป็นสิ่งเดียวที่ไม่ทำให้บรรยากาศระหว่างยูชอนและจุนซูเงียบจนเกินไปนัก
กลิ่นไอสายฝนอบอวลไปทั่ว
ความเย็นจากสภาพอากาศเช่นนี้มันกลับไม่ได้ส่งผลกับทั้งสองเลยแม้แต่นิด...ตรงกันข้าม...พวกเขากลับรู้สึกอบอุ่นยิ่งกว่าวันไหนเสียอีก...
“จุนซู”
เจ้าของชื่อยังมีความรู้สึกว่าไม่อยากเงยหน้าขึ้นไปสบตากับอีกฝ่ายเลยจริง
ๆ หากแต่ความรู้สึกลึก ๆ มันกลับอยากพูดคุยกับรุ่นพี่เหมือนอย่างวันที่ผ่าน ๆ มา เผื่อว่าจะมีโอกาสได้เห็นรอยยิ้มบางที่มักจะอยู่บนใบหน้าคมอีกสักครั้ง
ใบหน้ามนจึงเงยหน้าขึ้นมองสบตากับอีกฝ่ายจนได้
หากแต่เมื่อเขาตัดสินใจทำแบบนั้น
ริมฝีปากของเขาก็แนบเข้ากับริมฝีปากอิ่มของคนเป็นรุ่นพี่
ดวงตากลมเบิกกว้างด้วยความตกใจ ยูชอนไม่ได้ทำการรุกล้ำใด ๆ
นอกจากแนบริมฝีปากกับรุ่นน้องเพียงเท่านั้น ดวงตาคมหลับตาพริ้ม
รับรู้ถึงสัมผัสจากอีกฝ่ายที่เขาได้รับมาให้ได้มากที่สุด จุนซูหน้าขึ้นสีระเรื่อ
สัมผัสอ่อนโยนราวกับสายฝนที่กำลังทำให้ใจของเขาชุ่มชื้นนั้นมันทำให้เขาต้องหลับตาลงอย่างช้า
ๆ รู้สึกเหมือนมีความรู้สึกอะไรบางอย่างมันก่อตัวขึ้นภายในใจจนมันเต็มตื้นไปทั้งอก
...มีเพียงแค่ริมฝีปากที่สัมผัสกันเนิ่นนาน...
...และความรู้สึกผูกพันระหว่างหัวใจสองดวงที่รู้สึกไม่ต่างกัน...
ยูชอนผละริมฝีปากออกอย่างช้า
ๆ เปลือกตาหนาค่อย ๆ เปิดขึ้นจ้องมองใบหน้ามนที่ซับสีระเรื่อก่อนจะยกยิ้มบาง จุนซูก้มหน้างุดแถมยังเสหน้าหลบรุ่นพี่ไปอีกทางหนึ่ง
ท่าทางที่ใครดูก็รู้ว่ากำลังเขินนั้นมันยิ่งทำให้ยูชอนยกยิ้มกว้างยิ่งกว่าเดิมเสียอีก
“กลับบ้านกันดีกว่าเนอะ”
เสียงทุ้มพูดขึ้นมาพลางจัดการกางร่มให้เรียบร้อย
จุนซูเงยหน้าขึ้นเมื่อได้ยินเช่นนั้น ทันทีที่ได้เห็นรอยยิ้มบางบนใบหน้าคม
รอยยิ้มที่แฝงไว้ด้วยความอ่อนโยนที่เขาสัมผัสได้นั้นมันทำให้เขาต้องหันหน้าหนี
แต่เขาก็ขยับมายืนภายใต้ร่มคันเดียวกัน ยูชอนหลุดหัวเราะออกมาด้วยความเอ็นดู
ก่อนจะก้าวเดินกลับบ้านไปพร้อมกันกับรุ่นน้องที่ยังคงไม่ยอมหันหน้ามามองเขาเสียที...
...สายฝนยังคงเทตัวลงมาจากฟากฟ้าเบื้องบน...
...เหมือนกับวันก่อน ๆ ที่ได้ผ่านพ้นมา...
...แต่การที่ได้เดินกางร่มกลับบ้านกับใครสักคนที่เฝ้าคิดถึง...
...เดินเบียดกันใต้ร่มคันเดียวกัน...ถึงแม้ว่าต่างฝ่ายอาจจะเปียกบ้างเล็กน้อย...
...แต่มันกลับทำให้รู้สึกมีความสุขและอบอุ่นในหัวใจจนยากที่จะอธิบาย...
ใช่...ผมเคยบอกว่าผมเกลียดวันฝนตก...
แต่ผมว่า...ตอนนี้...
วันฝนตก...มันก็ไม่เลวเหมือนกันนะ
THE END
^///^
Title: Sick [NC-18]
Paring: Yunho x Yuchun [2U]
Author: ~#DN_LoveR#~
Author Note: เบลล์กลับมาแว้ววววว โฮกกก ไม่ได้แต่งฟิคนานมว๊าก~ คิดถึงฟิค+คนอ่านโคตร ๆ T^T (รู้สึกจะไม่ได้แปะฟิคเรื่องใหม่เลยเกือบ ๆ จะครึ่งปีแล้ว =_=”) แปะฟิคเรื่องนี้ฉลองชีวิตม.ปลายละกันเนอะ เริ่มต้นชีวิตม.4นี้อยากจะบ้าตายจริง ๆ เรียนสายวิทย์คณิต ไม่นึกเลยว่ามันจะเรียนหนักเยี่ยงนี้ โฮฮฮฮฮ T[]T!! (กัดผ้าเช็ดหน้าน้ำตาไหลพราก) โฮก~ รู้ซึ้งถึงคำว่า “งานเข้า” ก็ครั้งนี้ครั้งแรกนี่ล่ะ (ปาร์คจ๋า มาช่วยเค้าหน่อยจิ~) พูดถึงเรื่องฟิคสักหน่อยละกันเนอะ นี้ก็เป็นครั้งแรกที่เบลล์แต่งทูยูอ่ะ ไม่รู้ว่าจะออกมาดีรึเปล่า แต่อยากแปะประเดิม เพราะรู้สึกในบ้านจะไม่มีใครแปะคู่นี้เลย -w- เอาล่ะ ไม่พูดมากดีกว่า เชิญอ่านฟิค+ติชมกันได้ตามสบายเลยค่า~ (ขอบคุณเนื้อเพลงและความหมายเพลง On & On จาก koreasarang ด้วยนะคะ ขอเอามาใช้ในฟิคนิดนึง อิอิ)
*คำเตือน* อย่าคิดจะหาสาระจากฟิคเรื่องนี้นะคะ - -“ ส่วนใครที่รับฉากเรทแรง ๆ ไม่ค่อยได้อย่าอ่านนะคะ~ เพราะฉากเรทที่เบลล์แต่งส่วนใหญ่มันจะ...(ใครเคยอ่านก็คงจะรู้กันเนอะ =///=)
ปล. ถ้าอ่านแล้วงง ๆ ก็บอกได้นะคะ ไม่ได้แต่งฟิคนาน ฝีมือตก =_=”
ปล.2 ถึงจะเป็น SF แต่ก็ยาวนะเออ =w=;;
+:+:+:+:+:+:+ Sick +:+:+:+:+:+:+
เวลาที่คนที่คุณรักไม่สบาย...
คุณคิดว่าควรจะดูแลเขาแบบไหนกันดีครับ?...
.
.
.
.
“อื้ม...”
ร่างโปร่งที่ขดตัวอยู่ภายใต้ผ้านวมผืนนุ่มขยับไปมาเบา ๆ เปลือกตาบางที่บดบังดวงตามีเสน่ห์อยู่นั้นค่อย ๆ เปิดออกอย่างช้า ๆ ร่างโปร่งขยับตัวเป็นนอนง่ายพร้อมกับสะบัดผ้าห่มที่คลุมปิดหัวอยู่ให้มากองอยู่ที่หน้าอก หลังมือเรียวถูกใช้เป็นที่ขยี้ตาเบา ๆ เพื่อขจัดความงัวเงียที่มีมากให้ลดลงไปบางส่วน
“เช้าแล้ว...เหรอ?”
ยูชอนพูดกับตัวเองเบา ๆ ก่อนจะหันไปมองรอบ ๆ ห้อง ตอนนี้ในห้องนอนเหลือแต่เขาที่นอนหลับอยู่คนเดียวอย่างสบายใจ ร่างโปร่งเห็นแบบนั้นก็อดที่จะแอบด่าสมาชิกในวงไม่ได้ ทำไมตื่นกันแล้วไม่ยอมปลุกเขาบ้างล่ะเนี่ย ปล่อยให้นอนอยู่คนเดียวแบบนี้มันเหงานะ!
หากแต่เมื่อมองไปสักพัก เขาก็เริ่มจะรู้สึกแปลก ๆ หนังสือที่วางอยู่บนเตียงจุนซูเล่มหนึ่ง เมื่อเขาหันไปมอง เขากลับมองเห็นเป็นหนังสือสองเล่มถูกวางอยู่ซะอย่างนั้น พอหันไปมองหลอดไฟที่อยู่บนเพดานห้อง ภาพที่เห็นก็ไม่ต่างจากที่เขามองหนังสือเล่มนั้นเลยแม้แต่นิด
“อื้อ...ทำไม...ปวดหัวจัง...”
มือเรียวยกขึ้นจับที่ศีรษะ รู้สึกเหมือนมีอะไรมาบีบหัวของเขาจนข้างในมันปวดไปหมด เปลือกตาบางที่เปิดขึ้นในตอนแรกนั้นกลับยกขึ้นได้ยากเสียเหลือเกิน ความเจ็บปวดที่ศีรษะนั้นมีมากจนยูชอนกัดฟันแน่น คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันจนแทบจะกลายเป็นปม แต่ถึงอย่างนั้นยูชอนก็ยังพยายามที่จะลืมตาขึ้นและขยับตัวให้ลุกขึ้นนั่ง
หากแต่ดูเหมือนมันจะไม่ได้ง่ายอย่างที่ขึ้น นอกจากความเจ็บปวดที่ศีรษะที่รู้สึกราวกับว่ามีอะไรหนัก ๆ กดทับแล้ว อุณหภูมิในร่างกายที่ร้อนผิดปกตินั้นยิ่งทำให้ความเจ็บปวดในตอนแรกมีมากกว่าเดิมเสียอีก ร่างกายที่ใส่ชุดนอนตัวบางนั้นร้อนราวกับถูกไฟเผา ร่างโปร่งหอบหายใจเพื่อระบายความอึดอัด
“หนะ...หนาว...”
ผ้าห่มผืนนุ่มที่มักจะมอบความอบอุ่นให้กับเขาได้มากมาย ในตอนนี้มันกลับให้ความอบอุ่นเพียงนิดเดียวเท่านั้น ยูชอนดึงผ้าห่มให้คลุมตัวไว้แน่น เพียงแค่ผิวตัวสัมผัสกับอากาศภายในห้องก็รู้สึกหนาวสะท้าน แต่อุณหภูมิภายในตัวมันกลับสูงเสียจนร่างกายแทบละลาย สิ่งที่ขัดแย้งกันนั้นมันทำให้ยูชอนทรมานจนทำอะไรไม่ถูก แถมยังปวดหัวจนขยับตัวไปไหนแทบไม่ได้อีก ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกทรมานหนักกว่าเดิมอีกหลายเท่าเลยทีเดียว
ร่างโปร่งหอบหายใจด้วยความทรมานและเพื่อไล่ความร้อนภายในร่างกายให้ออกไป แม้ว่ามันจะแทบไม่มีผลอะไรเลยแม้แต่นิด รู้สึกมันร้อนไปทั้งตัวแม้แต่ลูกตาก็ยังไม่เว้น ดวงตาที่เริ่มจะปรือปรอยด้วยพิษไข้เหลือบไปมองที่ประตูห้อง อยากจะลุกเดินออกไปเพื่อบอกให้คนอื่น ๆ รู้ หากแต่ร่างกายมันไม่มีเรี่ยวแรงหลงเหลือ ตอนนี้เขาจึงทำได้แค่เพียงอ้อนวอนขอให้ใครสักคนเดินมาหาเขาเสียที...
...โอย...ทรมานชะมัด...
...พี่แจจุง...จุนซู...ชางมิน...พี่ยุนโฮ...
...พวกนายหายไปไหนกันหมดเนี่ย...
...ใครก็ได้...มาช่วยฉันที...
+:+:+:+:+:+:+ Sick +:+:+:+:+:+:+
สมาชิกที่เหลือผู้ซึ่งไม่ได้รับรู้ถึงสภาพที่น่าสงสารของยูชอนเลยแม้แต่น้อย กำลังนั่งกินข้าวเช้ากันสี่คนด้วยความสบายใจ กินไปคุยไปในยามเช้า นี่แหละสวรรค์เล็ก ๆ ของพวกเราล่ะ
“ทำไมป่านนี้ยูชอนยังไม่ตื่นอีกล่ะเนี่ย?”
แจจุงเปิดประเด็นใหม่กลางโต๊ะอาหาร จุนซูพยักหน้าเห็นด้วยกับแจจุงเพราะเขาก็สงสัยเหมือนกัน ยุนโฮคีบข้าวเข้าปากพลางหันไปมองร่างบางนิ่ง ส่วนชางมินนั้นก็ยังคงคีบกับข้าวแสนอร่อยฝีมือแจจุงเข้าปากไปเรื่อย ๆ แต่หูก็ยังคอยฟังสิ่งที่พี่ ๆ กำลังคุยกันเป็นอย่างดี
“นั่นสิ...สงสัยเพราะวันนี้เป็นวันหยุดละมั้ง ก็เลยขอนอนหลับให้เต็มที่”
ยุนโฮพูดออกความคิดเห็นก่อนจะหันไปตั้งหน้าตั้งตากินข้าวเช้าต่อ คำพูดที่ดูมีเหตุมีผลเหมาะสมของยุนโฮทำให้ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วยโดยไม่มีข้อโต้แย้ง อาหารแสนอร่อยจากฝีมือคิมแจจุงเหลืออยู่เพียงน้อยนิดภายในเวลาอันรวดเร็ว ไม่ใช่ว่ากินกันไม่หมด แต่เพราะเผื่อไว้ให้เพื่อนรักที่ยังหลับสบายได้กินอาหารเช้าซึ่งเป็นมื้อที่สำคัญสำหรับร่างกาย ถ้าไม่ห่วงกันล่ะก็...ป่านนี้อาหารพวกนี้คงจะไปอยู่ในกระเพาะของชางมินจนหมดแล้วล่ะ
“ฮ้า~ อิ่มแล้ว ๆ ยุนโฮ วันนี้ถึงเวรนายล้างจานแล้วนะ”
แจจุงใช้มือลูบหน้าท้องที่ป่องขึ้นมานิด ๆ ไปมา ก่อนจะหันไปสั่งเพื่อนตัวเองให้จัดการเก็บโต๊ะอาหารให้เรียบร้อย ยุนโฮเบ้ปากด้วยความเซ็ง อยากจะโยนไปให้คนอื่นเอางานไปทำแทน แต่เพราะเรื่องล้างจานนี้ทุกคนจะถูกกำหนดไว้แล้วว่าตัวเองจะต้องล้างจานวันไหน ร่างสูงจึงทำได้แค่ลุกขึ้นเก็บจานไปล้างด้วยใบหน้ายับย่น
“เฮ้อ~ ถึงตาฉันล้างแล้วหรอเนี่ย น่าเบื่อชะมัด~”
“ไม่ต้องมาบ่นเลยพี่ยุนโฮ ครั้งที่แล้วผมก็ล้างให้พี่นะ”
จุนซูพูดดักขึ้นมาอย่างหมั่นไส้ เกิดมาเหมือนหมียังไม่พอยังจะขี้เกียจอีก นี้ถ้าแฟนคลับเห็นสภาพตัวจริงของยูโนว์ยุนโฮคงจะอึ้งกันไม่น้อยเลยทีเดียว พอร่างเล็กพูดดักขึ้นมาแบบนั้น ยุนโฮก็หันมาหัวเราะและยิ้มแห้ง ๆ ให้รุ่นน้องอย่างรู้สึกผิด ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นทำท่าทางน่ารักเพื่อเป็นการขอโทษ
“ง่า~ พี่ขอโทษนะจุนซู~ ยกโทษให้พี่น้า~”
เสียงต่ำที่ถูกบีบให้เล็กนั้นอาจจะฟังดูน่ารักในสายตาของคนทั่วไป แต่สำหรับสมาชิกภายในวงแล้ว...มันช่างเป็นเสียงที่ชวนให้เอาฝ่าเท้าของตัวเองลงไปประทับส่วนใดส่วนหนึ่งบนร่างถึก ๆ นั่นสักทีเสียจริง
“พอ ๆ ๆ ไปล้างจานได้แล้วยุนโฮ เดี๋ยวฉันจะออกไปเดินซื้อของสักหน่อยนะ”
แจจุงพูดดักสงครามที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในไม่ช้านี้ เพราะใบหน้าของจุนซูที่ดูขยาดกับท่าทางของลีดเดอร์นั้นทำให้เขารู้ได้เลยว่าจุนซูคงจะรู้สึกอะไรไม่ต่างจากเขานัก ยุนโฮถูกร่างบางใช้มือดันหลังให้เดินเอาจานไปล้างให้เรียบร้อย พอแจจุงกำลังจะเดินไปหยิบกระเป๋าตัง ร่างสูงก็โอดครวญขึ้นมาด้วยความไม่พอใจ
“อ้าว~ อะไรกัน งั้นฉันก็ไม่ได้ไปด้วยดิ!”
“เออดิ นายอ่ะอยู่เฝ้ายูชอนไปก่อนเลย ฉันจะไปเดินซื้อของสักหน่อย อุตส่าห์มีวันหยุดแบบนี้สักที~”
“ฉันก็อยากไปเหมือนกันนะ!”
“พี่แจจุง ผมไปด้วยได้ป่ะ? พอดีจะไปหาหนังสือมาอ่านเล่นหน่อย”
เสียงของน้องเล็กขึ้นมาดักการสนทนาของพี่ใหญ่ทั้งสอง แจจุงหันไปมองหน้าชางมินที่นั่งเงยหน้ามองเขาด้วยสายตาใสซื่อประจำตัว ดวงตากลมที่นิ่งเฉยแต่ดูน่ารักตามแบบฉบับน้องเล็กนั่นทำให้แจจุงตาเป็นประกาย เลือดรักเด็กมันพลุ่งพล่านขึ้นมาซะอย่างนั้น
“โอเค งั้นไปกันเลยชางมิน อ๊า~ ทำไมนายถึงได้น่ารักแบบนี้นะ!”
“อ๊ากกกก ปล่อยผมเดี๋ยวนี้นะพี่แจจุง!!”
แจจุงโผกอดชางมินแน่น พร้อมกับเอาแก้มตัวเองไปถูไถกับแก้มของอีกฝ่ายอย่างหมั่นเขี้ยว ชางมินพยายามจะสะบัดแขนเล็ก ๆ นี่ให้ออกไป แต่ดูเหมือนว่าแรงที่มีนั้นมันขัดกับขนาดแขนเล็ก ๆ นี่ราวฟ้ากับเหวเลยทีเดียว
“จะไปซื้อของกันหรอ? ฉันไปด้วย~ ฉันจะไปซื้อเสื้อกล้ามเพิ่มสักหน่อย”
จุนซูบอกชางมินกับแจจุงที่กำลังฟัดกันอยู่เสียงดังพอประมาณ ทำให้ทั้งสองสงบศึกชั่วคราวและหันไปพยักหน้าตอบรับจุนซูพร้อมกัน ทันทีที่ตกลงกันเรียบร้อย ทั้งสามก็พร้อมใจกันเดินไปหยิบกระเป๋าตังของตัวเองอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้ยุนโฮยืนเอ๋ออยู่คนเดียวที่บริเวณโต๊ะอาหารภายในบ้าน
“อ้าว เฮ้ย!? นี้ทิ้งฉันกันเลยหรอเนี่ย!!”
“ไม่ได้ทิ้งซะหน่อย นายก็อยู่กับยูชอนนี่ ฝากเฝ้าบ้านให้ดี ๆ ด้วยนะจ้ะที่รัก~”
แจจุงส่งจุ๊บไปให้ยุนโฮด้วยท่าทางน่ารัก ก่อนจะรีบแจ้นออกไปข้างนอกอย่างสบายใจพร้อม ๆ กันกับสองหนุ่มที่เดินโบกมือให้กับลีดเดอร์ด้วยรอยยิ้มสดใส ยุนโฮที่ทำท่าจะเรียกห้ามไว้ไม่ทันจะได้พูดอะไร ทั้งสามก็เดินออกไปข้างนอกกันเสียหมดแล้ว
‘ปัง!’
เสียงปิดประตูนั้นทำให้ยุนโฮต้องยืนค้าง จะเรียกตื้อให้สมาชิกที่เหลืออยู่ที่บ้านด้วยกันมันก็ไม่ทันเสียแล้ว ร่างสูงจิ๊ปากอย่างขัดใจ อุตส่าห์มีวันหยุดทั้งที แทนที่จะได้ออกไปเที่ยวอะไรกับเขาบ้าง สุดท้ายก็ต้องมานั่งจุ้มปุ้กอยู่ที่บ้านเหมือนกับทุก ๆ วัน เฮ้อ~ คนหล่อเซ็งจริง ๆ ครับ
“เฮ้อ~ น่าเบื่อ ๆ ๆ!”
ยุนโฮพูดออกมาอย่างหงุดหงิด มือหยาบยกขึ้นขยี้หัวตัวเองไปมา ริมฝีปากหนาขยับบ่นงุบงิบอยู่คนเดียว พร้อมกับก้าวขาเพื่อที่จะไปล้างจานที่ใช้แล้วให้สะอาดเรียบร้อย แต่ขาเรียวก็ต้องชะงักกึกเมื่อหันไปเห็นอาหารมื้อเช้าที่ยังเหลืออยู่สำหรับอีกคนทานวางอยู่บนโต๊ะ
...เออ...ยูชอนยังไม่ได้กินข้าวเช้าเลยนี่นา...
...ป่านนี้ตื่นรึยังนะ...
“ป่านนี้ยูชอนตื่นรึยังนะ...”
ร่างสูงบ่นพึมพำกับตัวเองเบา ๆ พร้อมกับขาเรียวยาวที่ก้าวไปยังห้องนอนของพวกเขาอย่างไม่ช้าไม่เร็ว มือหยาบเลื่อนไปจับที่ลูกบิดประตูห้องนอนก่อนจะจัดการเปิดมันออกช้า ๆ
‘แอ๊ด~...’
ประตูที่ถูกเปิดเบา ๆ เนื่องด้วยกลัวว่าอาจจะไปรบกวนถ้าหากอีกฝ่ายนั้นยังจมอยู่ในห้วงนิทราแสนหวาน ร่างสูงแทรกตัวเข้ามาในห้องพร้อมกับปิดประตูลงอย่างแผ่วเบา ก่อนจะเดินไปหาคนที่ยังนอนนิ่งอยู่บนเตียงนุ่มพร้อมผ้านวมผืนใหญ่คลุมตัวจนมิด
ยูชอนที่นอนนิ่งอยู่ก่อนหน้านี้ได้ยินเสียงปิดประตูแผ่วเบา แม้จะเป็นเสียงที่เบามาก ๆ แต่เขากลับดีใจจนแทบบ้า ตอนนี้คงจะมีใครสักคนกำลังเข้ามาภายในห้องนอนแล้ว ร่างโปร่งขยับตัวไปมาหวังที่จะลุกขึ้นเรียกคนที่กำลังเดินเข้ามาภายในห้องเพื่อขอความช่วยเหลือ
หากแต่ร่างกายมันกลับทรยศ ศีรษะที่เจ็บร้าวไปทั่วราวกับถูกของแข็งทุบทำให้เขาแทบจะนอนนิ่งทันทีที่ความทรมานนั่นมันแร่นลิ้วขึ้นมาอีกครั้ง และเพียงแค่ผ้าห่มผืนประจำนี่เลื่อนจนผิวกายสัมผัสกับอากาศภายนอกก็ทำให้เขาหน้าสะท้านจนต้องดึงผ้าห่มกลับขึ้นมาอีกครั้ง
...บ้าเอ๊ย...ทำไมมันถึงทรมานขนาดนี้เนี่ย...
ยุนโฮเดินเข้ามาก็เห็นยูชอนนั้นยังนอนนิ่งอย่างสบายใจ ภาพตรงหน้าทำให้ยุนโฮยักไหล่ราวกับว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา ร่างสูงกำลังจะก้าวขาเดินกลับออกไปยังด้านนอก แต่ก็ต้องหยุดชะงักลงเมื่อนึกอะไรขึ้นมาได้
...เดี๋ยวสิ...
...ถ้าไปล้างจานตอนนี้เลย...เดี๋ยวก็ต้องมาล้างจานของยูชอนทีหลังอีกรอบนะสิ...
...ล้างสองรอบเรอะ?...
...ขี้เกียจว่ะ...ปลุกให้ยูชอนมากินข้าวเช้าให้เสร็จ ๆ ไปเลยดีกว่าแหะ...
“เฮ้ ยูชอน”
ยุนโฮเรียกอีกฝ่ายอย่างรวดเร็วทันทีที่ตัดสินใจเสร็จ ทันทีที่ยูชอนได้ยินเสียงคนที่เรียกชื่อของเขา ราวกับว่าสวรรค์ได้ประทานความช่วยเหลือมาให้แก่เขา ร่างโปร่งฝืนขยับตัวไปมาให้อีกฝ่ายได้รู้ว่าเขานั้นตื่นอยู่ แม้ว่าทุกครั้งที่เขาขยับตัวนั้นจะรู้สึกปวดหนึบที่ศีรษะอยู่บ่อย ๆ ก็ตาม
“ยูชอน ตื่นได้แล้ว ลุกขึ้นมากินข้าวเช้าได้แล้ว”
มือหยาบวางบนขาเรียวที่มีผ้านวมผืนนุ่มคลุมทับอยู่ ก่อนจะออกแรงเขย่าไปมาเพื่อเป็นการปลุก ถึงแม้ว่าจะเป็นแรงเบา ๆ แต่สำหรับยูชอนที่กำลังไข้ขึ้นสูงและปวดหัวหนักนั้นแทบจะตายทั้งเป็นกันเลยทีเดียว
...โอ๊ยยยย!!...
...พี่ยุนโฮ...นี่พี่จะฆ่าผมรึไงเนี่ย!...
“งื้อ...พี่ยุนโฮ...ผม...หนาว...”
ยูชอนแอบสาปแช่งยุนโฮอยู่ในใจที่ไม่เข้าใจสภาพร่างกายของเขาในตอนนี้เอาซะเลย แต่ก็ต้องพยายามบอกให้อีกฝ่ายได้รู้ถึงอาการของเขาในตอนนี้ มันทรมานจนทำอะไรไม่ไหวเลยจริง ๆ แค่อุณหภูมิภายในร่างกายกับอุณหภูมิภายในห้องที่ตีกันนี่ก็ทำให้เขาทรมานหนักพออยู่แล้ว ไหนจะยังมาโดนเขย่าตัวให้ตื่นอีก ในชีวิตของปาร์คยูชอนมันคงจะไม่มีอะไรทรมานมากไปกว่านี้แล้วล่ะ!
“หนาวหรอ?”
คิ้วหนาเลิกขึ้นพร้อมทวนคำของอีกฝ่ายอย่างสงสัย นัยน์ตาคมกรอกตาไปรอบ ๆ ห้องอีกครั้งเพื่อดูสภาพของห้องในตอนนี้ให้มั่นใจ ตอนนี้แอร์ก็ไม่ได้เปิด แต่จะบอกว่าเพิ่งปิดแอร์ก็คงจะไม่ใช่ เพราะเขานี่ล่ะที่เป็นคนตื่นคนแรกแล้วเดินลากเท้าไปปิดแอร์เสียตั้งแต่รุ่งเช้ากันเลย
...แอร์ก็ไม่ได้เปิด...หน้าต่างก็ไม่ได้เปิด...
...แต่มาบอกว่าหนาวเนี่ยนะ?...
“เฮ้ย ยูชอน นายเป็นอะไรรึเปล่า?”
ยุนโฮรีบเคลื่อนตัวไปดูสีหน้าของคนที่นอนอยู่บนเตียงอย่างรวดเร็วทันทีที่รู้สึกถึงความผิดปกติ หากแต่อีกฝ่ายนั้นกลับดึงผ้าห่มมาคลุมไว้เสียจนมิดหัวกันเลย ยุนโฮจัดการดึงผ้าห่มออกอย่างรวดเร็วเพื่อดูอาการของรุ่นน้อง และทันทีที่ผ้าห่มถูกดึงออกเผยให้เห็นร่างของยูชอนนั้นก็ทำให้ยุนโฮต้องเบิกตากว้างอย่างตกใจ
ร่างโปร่งที่กำลังนอนกอดตัวเองอย่างสั่นเทาเพราะความหนาวตามที่เจ้าตัวเป็นคนบอกเองเมื่อครู่นั้นทำให้ใจของยุนโฮกระตุกวูบ ใบหน้าขาวใสอย่างคนสุขภาพดีและริมฝีปากอิ่มสีแดงสดกลับซีดลงอย่างเห็นได้ชัด ยูชอนนอนหอบหายใจอย่างทรมาน สภาพของรุ่นน้องในตอนนี้มันทำให้ยุนโฮตกใจจนแทบจะทำอะไรไม่ถูก
“ยูชอน! นายเป็นอะไรมากรึเปล่า!?”
ร่างสูงรีบหย่อนตัวนั่งลงบนเตียงเพื่อดูอาการของยูชอน มือหยาบเลื่อนไปทาบที่หน้าผากมน แต่ก็ต้องชักมือกลับอย่างรวดเร็วเมื่อรับรู้ถึงอุณหภูมิร่างกายที่สูงผิดปกติของอีกฝ่าย พอเริ่มที่จะตั้งสติได้ ยุนโฮรีบดึงผ้านวมผืนนุ่มขึ้นมาคลุมร่างโปร่งไว้ให้ดีเหมือนเดิม เพราะสภาพร่างกายแบบนี้ถึงจะเป็นอุณหภูมิห้องยูชอนก็คงหนาวเจียนตายอย่างแน่นอน
“พี่ยุนโฮ...ปวดหัว...หนาว...”
ยูชอนพลิกตัวนอนหงายพลางปรือตามองรุ่นพี่ แม้ภาพตรงหน้าจะไม่ค่อยชัดนักแต่เขากลับรู้สึกอุ่นใจเป็นอย่างมากที่รู้ว่ามีคนมาอยู่ข้าง ๆ เขาแล้วในตอนนี้ ยุนโฮลูบเรือนผมนุ่มของอีกฝ่ายอย่างแผ่วเบา กลัวว่ารุ่นน้องจะเป็นอะไรหนักกว่านี้ เพราะร่างโปร่งนั้นก็มีโรคประจำตัวอยู่แล้ว ขืนเป็นอะไรหนักขึ้นมาอีก เขาคงจะรู้สึกผิดเป็นอย่างมากเลยล่ะ
“ยูชอน เดี๋ยวฉันไปเอาแผ่นลดไข้มาให้นะ นายนอนพักก่อนนะ สภาพนายตอนนี้คงจะทำอะไรไม่ไหวแน่ ๆ”
ริมฝีปากหนายกยิ้มอ่อนโยน ดวงตาคมที่แฝงไว้ด้วยความห่วงใยทอดมองคนป่วยนิ่ง ยุนโฮลุกขึ้นยืนจนเต็มความสูง ขาเรียวกำลังจะก้าวเดินไปหาแผ่นลดไข้มาให้ยูชอนเพื่อจะบรรเทาอาการในตอนนี้ หากแต่ยังไม่ทันได้ก้าวขา เสียงของคนป่วยก็ดังดักเขาขึ้นมาเสียก่อน
“ไม่เอา...พี่ยุนโฮ...อย่าไปนะ...”
ยุนโฮหันไปมองอีกฝ่ายอย่างงุนงง พร้อมกันกับที่อีกฝ่ายฝืนตัวเองให้ลุกขึ้นมานั่งอย่างรวดเร็ว แต่การกระทำแบบนั้นมันกลับส่งผลร้าย ความเจ็บปวดภายในศีรษะโจมตียูชอนอย่างหนักอีกครั้งจนเจ้าตัวต้องล้มลงไปนอนนิ่งอีกครั้ง ยุนโฮใจหายวาบกับภาพตรงหน้า สุดท้ายแล้วร่างสูงก็ต้องย้ายตัวเองกลับไปนั่งยังตำแหน่งเมื่อครู่อีกครั้งจนได้
“ยูชอน! นายทำอะไรของนายน่ะ นายปวดหัวไม่ใช่เหรอ อย่าฝืนตัวเองสิ!”
“ไม่...พี่ยุนโฮ...อย่าไปนะ...”
“ยูชอน ฉันจะ...”
“อย่าไป...ผมไม่อยากอยู่คนเดียว...ผมกลัว...”
มือเรียวจับชายเสื้อยืดของยุนโฮไว้แน่น เสียงสั่นเครือของยูชอนนั้นฟังดูน่าสงสารจับจิต ยิ่งได้รับรู้ถึงความรู้สึกของยูชอนในตอนนี้ ยุนโฮก็ยิ่งรู้สึกผิดหนักยิ่งกว่าเดิมหลายเท่า เวลาที่คนเราไม่สบายเราก็ย่อมที่จะต้องการใครสักคนที่เรารักมาอยู่เคียงข้างเพื่อคอยดูแลเรา เพราะสภาพร่างกายของเรามันอ่อนแอ กลัวว่าความเจ็บปวดจะทำร้ายเราจนเราไม่อาจจะต่อต้านหรือสู้กับมันได้อีก
...นี่เราปล่อยให้ยูชอนอยู่คนเดียวมากี่ชั่วโมงกันนะ?...
...ยิ่งยูชอนเป็นคนอ่อนไหว...แถมยังขี้เหงาอีก...
...นายคงจะทรมานแล้วก็กลัวมากเลยสินะ...
“ยูชอน นายรอฉันสักแป๊บได้มั้ย? ฉันขอไปเอาแผ่นลดไข้มาให้นายหน่อยเถอะนะ”
“ไม่เอา...ผมกลัว...”
“งั้น...ระหว่างที่ฉันไป ฉันจะร้องเพลงเสียงดัง ๆ นายจะได้รู้ว่าฉันยังอยู่กับนาย โอเคมั้ย?”
ยุนโฮยื่นข้อเสนอ พร้อมส่งสายตาที่เต็มไปด้วยความห่วงใยและออดอ้อนในเวลาเดียวกัน ยูชอนมองใบหน้าของรุ่นพี่นิ่ง ใจนึงก็ไม่อยากจะให้ยุนโฮเดินไปเลยเพราะความกลัวที่กำลังครอบงำจิตใจเขามากขึ้นทุกที ๆ หากแต่น้ำเสียงอ่อนโยนที่แฝงไว้ด้วยความหนักแน่นนั้นมันทำให้เขารู้สึกเชื่อใจในตัวอีกฝ่ายอย่างประหลาด
“...รีบ ๆ กลับมานะ”
ร่างสูงยกยิ้มกว้างทันทีที่ได้ยินคำพูดจากริมฝีปากอวบอิ่ม ยุนโฮผละมือพร้อมกับลุกขึ้นยืนจนเต็มความสูง ตอนนี้เขาอยากจะรีบวิ่งไปเอาแผ่นลดไข้แล้ววิ่งกลับมาที่นี่อย่างรวดเร็วเสียเหลือเกิน แววตาที่ยังมีความกลัวอยู่เต็มไปหมดในดวงตากลมนั้นมันทำให้เขารู้สึกว่ายูชอนในตอนนี้ดูอ่อนแอจนต้องมีใครสักคนที่ยืนปกป้องอยู่เคียงข้าง ซึ่งตอนนี้คน ๆ นั้นคงจะเป็นใครไม่ได้นอกจากเขา ชอง ยุนโฮ คนนี้นี่ล่ะ...
“오랫동안 기다려왔죠
โอ เรท โต งัน คี ทา รยอ วัท จโย
(ผมรอมานานมากพอแล้ว)
누군가를 그리워했죠 내 곁에 있는 그녀를
นู กุน กา รึล คือ รี วอ เฮท จโย เน คยอ เท อิน นึน คือ นยอ รึล
(ผมโหยหาใครคนนั้น คนที่ยืนอยู่ข้างผม)
My love for you goes on and on and on...
(รักที่ผมมีให้คุณจะคงอยู่ตลอดไป)”
ยุนโฮรีบไปหาแผ่นลดไข้พร้อมกับร้องเพลงด้วยน้ำเสียงทุ้มอันมีเสน่ห์ของตัวเองเสียงดังตามที่ได้สัญญากับยูชอนไว้ แอบกังวลอยู่เล็ก ๆ ว่ายูชอนอาจจะยังกลัวอยู่ แต่ตอนนี้เขาก็คงจะทำได้แค่เพียงร้องเพลงเสียงดัง ๆ เพื่อให้อีกฝ่ายนั้นมั่นใจว่าเขายังอยู่ดูแลอยู่ใกล้ ๆ ตลอด
ทันทีที่ร่างสูงเดินหายไปจนสายตาของเขาไม่อาจจะมองเห็นได้ ความกลัวมันก็เริ่มโจมตีเขาอย่างช้า ๆ หากแต่เสียงทุ้มนุ่มที่กำลังขับร้องเพลงของพวกเขานั้นมันฟังดูอ่อนโยนจนเขารู้สึกอุ่นใจอย่างประหลาด ราวกับว่าเจ้าของเสียงนั้นกำลังยืนอยู่ข้าง ๆ เขา คอยดูแลเขาอยู่ใกล้ ๆ ทั้ง ๆ ที่อีกฝ่ายนั้นไม่ได้ยืนอยู่ด้วยแท้ ๆ
"움직이지 않는 나무처럼
อุม จี กี จี อัน นึน นา มู ชอ รอม
(เหมือนกับต้นไม้ที่อยู่คงที่ไม่ไปไหน)
오랫동안 그대 곁에서 그늘이 되어 줄께요
โอ เรท โต งัน คือ เด คยอ เท ซอ คือ นือ รี ทเว ออ จุล เก โย
(ไม่ว่าวันเวลาจะเปลี่ยนไปแค่ไหน ผมก็ยังคงยืนอยู่ข้างคุณ)
내 사랑은 goes on and on and on
เน ซา รา งึน goes on and on and on
(รักของผมจะคงอยู่ตลอดไป)”
ไม่รู้ว่าเพราะความหมายของเพลงหรือเปล่าที่ทำให้เขารู้สึกอุ่นใจได้มากขนาดนี้ ทั้ง ๆ ที่เคยคิดเพียงแค่ว่าเพลงนี้ก็เป็นเพลงที่ไพเราะเพลงหนึ่งที่เขาชอบ แต่ในตอนนี้เพลงนี้มันกลับทำให้เขารู้สึกว่ากำลังได้รับการดูแลและได้รับความรู้สึกห่วงใยจากน้ำเสียงทุ้มนุ่มนั่น...
น้ำเสียงน่าฟังยังคงขับร้องเพลงต่อไปเรื่อย ๆ ในขณะที่คนป่วยก็นอนฟังมันด้วยรอยยิ้มบางเบาที่เผยออกมาตอนไหนเขาก็ยังไม่รู้เหมือนกัน เปลือกตาสีมุกเลื่อนลงมาปิดดวงตากลมอย่างช้า ๆ จนเขามองไม่เห็นภาพตรงหน้า ตอนนี้ควรจะให้ตัวเองได้นอนพักคงจะดีกว่าปล่อยให้ตัวเองเจอกับความทรมานจากพิษไข้เยอะเลยล่ะ...
...ตอนนี้...เราคงจะไม่เป็นไรแล้วล่ะ...
...มีพี่ยุนโฮคอยอยู่ดูแลเคียงข้างแบบนี้...คงจะปลอดภัยแล้วล่ะนะ...
...ขอบคุณนะครับ...พี่ยุนโฮ...
+:+:+:+:+:+:+ Sick +:+:+:+:+:+:+
ยุนโฮที่เดินไปหาแผ่นลดไข้อยู่ครู่หนึ่งเดินกลับเข้ามาในห้องทั้ง ๆ ที่ยังไม่หยุดร้องเพลง แต่ทันทีที่ดวงตาคมหันไปเห็นคนป่วยเขาก็ต้องรีบหุบปากลงแทบไม่ทัน ยูชอนนอนหลับตาพริ้มพร้อมกับลมหายใจที่ดูจะเร็วผิดปกติเล็กน้อยเนื่องจากพิษไข้ แต่ท่าทางแบบนั้นก็ทำให้เขารู้ว่าอีกฝ่ายนั้นได้ปล่อยให้ตัวเองเข้าไปอยู่ในห้วงนิทราเสียแล้ว
เตียงนุ่มยุบลงเนื่องจากน้ำหนักของร่างสูงที่หย่อนตัวลงนั่ง แผ่นลดไข้ที่อยู่ภายในมือถูกย้ายไปแปะอยู่บนหน้าผากมนเพื่อลดอุณหภูมิของคนป่วยลง ยุนโฮพยายามแปะแผ่นลดไข้อย่างเบามือด้วยกลัวว่าอาจจะทำให้อีกฝ่ายตื่นขึ้นมาได้
ดวงตาคมจดจ้องใบหน้ามนของอีกฝ่ายอย่างพินิจ เปลือกตาสีมุกนั้นปิดบังดวงตากลมสีนิลเอาไว้จนหมด ริมฝีปากอิ่มที่ดูซีดลงเผยอหอบเอาอากาศเข้าไปเนื่องจากหายใจลำบาก ใบหน้าขาวใสที่ติดจะซีดนิด ๆ นั้นทำให้ร่างสูงต้องถอนหายใจออกมาด้วยความเป็นห่วง
“...อย่าเป็นอะไรไปมากกว่านี่ล่ะ...ฉันเป็นห่วงมากเลยรู้มั้ย”
ยุนโฮพูดออกมาเบา ๆ ราวกับต้องการจะให้อีกฝ่ายได้รับรู้ ฝ่ามือหยาบลูบเรือนผมนุ่มแผ่วเบา พร้อมกับรอยยิ้มอ่อนโยนที่ถูกฉาบไว้บนใบหน้าคม ยุนโฮใช้หลังมือทาบที่แก้มใสก่อนจะเลื่อนไปทาบที่ต้นคอขาวเพื่อเช็คดูว่ายูชอนนั้นไข้ลดลงบ้างหรือไม่ ผลที่ได้ก็ดูจะไม่ต่างจากตอนแรกนัก ทำให้ยุนโฮต้องถอนหายใจออกมาอย่างกังวล
“เป็นไข้แบบนี้จะกินข้าวเช้าที่แจจุงทำไว้ให้ได้เหรอเนี่ย...”
ริมฝีปากหนาเชิดขึ้นเล็กน้อย อาหารมื้อเช้าที่แจจุงทำให้มันอร่อยมาก ๆ ก็จริง แต่มันก็ไม่ใช่อาหารที่จะเหมาะกับสภาพคนป่วยหนักแบบนี้ คิ้วหนาขมวดเข้าหากันอย่างใช้ความคิด ตอนนี้เขาคงจะต้องทำอะไรสักอย่างให้ยูชอนทานสักนิด ไม่อย่างนั้นยูชอนก็คงจะไม่ได้กินยาเพื่อรักษาไข้แน่ ๆ
“เอาว่ะ ไปทำข้าวต้มให้ยูชอนหน่อยละกันเรา”
ร่างสูงตัดสินใจก่อนจะถอนหายใจพรู่ นานแล้วเหมือนกันที่เขาไม่ได้ทำอาหารให้สมาชิกภายในวงทาน ถึงจะไม่ได้ทำอาหารเก่งเหมือนแจจุง แต่รสชาติอาหารที่เขาทำมันก็ไม่ได้เลวร้ายจนเกินไปหรอกนะ
ยุนโฮจ้องมองใบหน้าคนป่วยที่หลับตาพริ้มอีกครั้งหนึ่ง ทั้ง ๆ ที่ตอนแรกกะว่าจะลุกขึ้นไปทำข้าวต้มให้ยูชอนเดี๋ยวนี้เลย แต่พอได้เห็นใบหน้าของอีกฝ่าย ภาพเหตุการณ์ที่ยูชอนดึงชายเสื้อของเขาไว้ พร้อมกับพูดและส่งสายตาอ้อนวอนมานั้นมันกลับฉายซ้ำไปมาอยู่ในหัวของร่างสูงไม่ยอมหยุด ยิ่งนึกถึงมันก็ยิ่งทำให้ก้อนเนื้อในอกซ้ายของเขาบีบรัดจนเจ็บไปหมด
เป็นเวลานานแล้วที่ยุนโฮไม่ได้เห็นยูชอนแบบนี้ ถึงแม้ว่าจะร้องไห้บ่อย แต่ไม่นานนักยูชอนก็จะกลับมาสร้างเสียงหัวเราะให้กับคนอื่น ๆ เหมือนปกติ พอได้มาเห็นยูชอนเป็นแบบนี้ ราวกับว่าความรู้สึกภายในใจลึก ๆ ของเขามันกำลังก่อตัวมากขึ้นเรื่อย ๆ ที่แม้แต่เขาเองก็ไม่อาจจะยับยั้งความรู้สึกนั้นไว้ได้เลย
...อยากปกป้อง...
...อยากดูแล...
...อยากจะอยู่เคียงข้างเสมอ...
ไม่รู้ว่าตั้งแต่วันไหนที่เขาเผลอคิดแบบนี้กับยูชอน แต่เขารู้เพียงแค่ว่าตั้งแต่วันที่เขารู้สึกแบบนั้น บางทีเขาก็รู้สึกหึงหวงในตัวยูชอนมากขึ้น แต่เขาก็พยายามที่จะไม่แสดงท่าทางให้ร่างโปร่งได้รับรู้ เพราะเขารู้ดีว่าอาจจะเป็นแค่เขาเพียงคนเดียวเท่านั้นก็ได้ที่มีความรู้สึกพิเศษแบบนี้ให้กับอีกฝ่าย
มือหยาบปัดผมที่ปรกอยู่ที่หน้าผากมนออก ก่อนจะเลื่อนริมฝีปากหนาลงไปจุมพิตอย่างแผ่วเบา เป็นเวลาครู่หนึ่งกว่ายุนโฮจะยอมผละริมฝีปากออกจากหน้าผากมนนั่น สัมผัสที่ร่างสูงมอบให้นั้นบางเบาแต่แฝงไว้ด้วยความอ่อนโยนมากมาย ราวกับต้องการส่งไปให้อีกฝ่ายได้รับรู้ถึงความรู้สึกที่แท้จริงที่ยุนโฮเก็บไว้ในใจตลอดมา
“...หายไข้เร็ว ๆ ล่ะ เดี๋ยวฉันมานะยูชอน”
ยุนโฮลุกขึ้นและเดินไปที่ห้องครัวเพื่อที่จะทำอาหารเช้าให้สำหรับยูชอนอย่างรวดเร็ว พร้อมกับเสียงทุ้มนุ่มที่ขับร้องเพลงของตัวเองด้วยน้ำเสียงน่าฟังเสียงดังพอสมควร เผื่อว่าระหว่างที่เขาไม่ได้อยู่ใกล้ ๆ ยูชอนแล้วอีกฝ่ายดันตื่นขึ้นมาซะก่อน ยูชอนจะได้ไม่กังวลว่าไม่มีใครคอยดูแลอยู่ข้าง ๆ
ยูชอนขยับตัวเล็กน้อยก่อนจะนอนขดอยู่ในผ้านวมผืนนุ่มอีกครั้ง เปลือกตาสีมุกปรือขึ้นเล็กน้อยแต่ดวงตาของเขาก็ไม่ได้เห็นภาพอะไรชัดเจนมากนัก เพียงแต่เมื่อกี้เขารู้สึกเหมือนมีอะไรมาสัมผัสอยู่ที่หน้าผากของเขาครู่หนึ่งในตอนที่เขากำลังหลับอยู่ แม้จะเป็นเพียงแค่สัมผัสที่แผ่วเบา แต่เขากลับรู้สึกดีอย่างประหลาด อยากจะให้สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นั้นมันไม่จางหายไปเลยแม้แต่นิด
...เมื่อกี้มันเกิดอะไรขึ้นนะ...
...รู้สึกอบอุ่น...จนไม่อยากให้สัมผัสนั้นมันหายไปเลยแหะ...
เสียงทุ้มนุ่มที่ดังมาจากนอกห้องมากระทบกับหูของเขาทำให้ยูชอนยกยิ้มขึ้นบางเบา เปลือกตาสีมุกค่อย ๆ ปิดลงอย่างช้า ๆ อีกครั้ง พร้อมกับใจที่พองโตและโหยหาถึงความรู้สึกอันแสนอบอุ่นที่ตนเพิ่งได้รับมาก่อนหน้านี้
+:+:+:+:+:+:+ Sick +:+:+:+:+:+:+
“เอาล่ะ เสร็จเรียบร้อย”
ยุนโฮพูดออกมาทันทีที่จัดการตักข้าวต้มใส่ถ้วยจนเรียบร้อยแล้ว ถ้วยขนาดพอเหมาะถูกย้ายไปวางบนถาดที่มีแก้วน้ำและยาลดไข้วางไว้อยู่ก่อนหน้านี้ ร่างสูงจัดการยกถาดเดินไปหาคนป่วยที่ตอนนี้ไม่รู้ว่าจะตื่นขึ้นมาหรือยังด้วยรอยยิ้มประจำตัว
...กว่าจะทำเสร็จ...เสียเวลาไปเยอะเหมือนกันแหะ...
ขาเรียวยาวพาร่างสูงมาหยุดยืนอยู่ที่ข้างเตียงคนป่วยภายในเวลาไม่นาน ยุนโฮหย่อนตัวลงนั่งที่เตียงของจุนซูที่อยู่ใกล้ ๆ กัน ก่อนจะวางถาดลงข้าง ๆ ตัวอย่างแผ่วเบา
...จะปลุกให้ลุกขึ้นมากินข้าวก่อนดีมั้ยนะ?...
ร่างสูงหันไปมองร่างโปร่งพลางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แต่ยังไม่ทันที่จะได้ตัดสินใจ ก้อนผ้าห่มกลม ๆ ก็เริ่มขยับยุกยิกเป็นสัญญาณว่าอีกฝ่ายคงใกล้จะตื่นแล้ว ยุนโฮจึงนั่งนิ่งรอให้ยูชอนตื่นเองเสียดีกว่า
“อืม...”
เปลือกตาบางปรือขึ้นอย่างช้า ๆ เพื่อปรับสภาพสายตา ดวงตากลมโตมองไปรอบ ๆ ห้องอย่างงัวเงีย แขนเรียวยกขึ้นเกยบนหน้าผากมนของตัวเองอย่างที่เคยทำในเวลาตื่นนอน แต่สิ่งที่เขากำลังทำอยู่อย่างเช่นปกตินั้นมันทำให้คิ้วเรียวต้องเลิกขึ้นอย่างสงสัย
...ทำไมรู้สึกสบายตัวแปลก ๆ แหะ?...
ยูชอนยกแขนขึ้นแกว่งไปมาเบา ๆ ทั้ง ๆ ที่ตัวเองยังนอนอยู่ รู้สึกร่างกายมันเบาขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า อุณหภูมิในร่างกายก็ดูจะลดลงไปเยอะ รู้สึกอากาศภายในห้องนั้นอุ่นกำลังดี ทั้ง ๆ ที่ตอนแรกนั้นรู้สึกว่ามันหนาวจนแทบจะแช่แข็งเขาได้ง่าย ๆ เลยทีเดียว
...แค่ติดแผ่นลดไข้มันช่วยได้ขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย...
...รู้สึกดีขึ้นเยอะเลยแหะ...
ท่อนแขนเรียวถูกใช้เป็นที่ดันตัวร่างโปร่งให้ลุกขึ้นนั่ง ผ้านวมผืนนุ่มเลื่อนลงมากองที่หน้าขาเรียว ยูชอนใช้หลังมือขยี้ตาตัวเองเบา ๆ เพราะอาการงัวเงียที่ยังคงหลงเหลืออยู่ แต่ใบหน้าขาวก็ต้องหันไปอีกทาง เมื่อมีเสียงทุ้มที่คุ้นเคยนั้นเอ่ยถามดังอยู่ใกล้ ๆ
“ตื่นแล้วหรอ?”
คำถามที่ไมต้องการคำตอบนั้นทำให้ยูชอนยกยิ้มบางไปให้อีกฝ่าย ยุนโฮยกยิ้มตอบกลับพลางหยิบถาดที่วางอยู่ข้างตัวขึ้นมา ก่อนจะย้ายตัวเองและถาดนั้นไปอยู่ที่เตียงของคนป่วยแทนอย่างรวดเร็ว
“ไข้ลดบ้างรึยังเนี่ย? ขอฉันวัดไข้หน่อยสิ”
ยุนโฮใช้ฝ่ามือทาบลงที่หน้าผากมนเพื่อตรวจเช็คอุณหภูมิร่างกายของร่างโปร่ง ยูชอนยกมือขึ้นมาขยี้ตาอีกครั้ง อาจจะเพราะพิษไข้ที่ยังหลงเหลืออยู่นั้นทำให้ความงัวเงียมันหายไปค่อนข้างมาก แต่การกระทำแบบนั้นมันทำให้เกิดเหตุการณ์ที่ยูชอนไม่คาดคิด
ทันทีที่เขาเลื่อนมือลง ภาพตรงหน้าที่ยังดูเลือนรางอยู่เล็กน้อยนั้นทำให้เขาพอจะเดาได้ว่าใบหน้าคมของอีกฝ่ายกำลังเลื่อนเข้ามาใกล้ ยุนโฮแนบหน้าผากตัวเองกับหน้าผากของยูชอนเพื่อวัดไข้อีกครั้ง ร่างโปร่งเบิกตากว้างกับสิ่งที่เกิดขึ้น ใบหน้าที่ซีดเล็กน้อยนั้นกลับแปรเปลี่ยนเป็นสีชมพูอ่อน ๆ อย่างรวดเร็ว
ดวงตาคมที่อยู่ห่างกันไม่ถึงคืบนั้นทำให้ยูชอนต้องหลับตาปี๋และเม้มริมฝีปากแน่น เขาไม่เคยเห็นสายตาของยุนโฮในระยะใกล้ถึงขนาดนี้ พอมาเจอเองก็ไม่รู้ว่าตอนนี้เขาเกิดความรู้สึกแปลก ๆ เพราะอะไร แต่สายตานั้นมันทำให้เขารู้สึกเขินจนไม่กล้าแม้แต่จะสบตา แล้วไหนยังจะลมหายใจของอีกฝ่ายที่รินรดอยู่ใกล้ ๆ จนเขารับรู้ได้นั่นอีก มือเรียวกำผ้านวมผืนนุ่มแน่น ตอนนี้แม้แต่การหายใจเขายังไม่กล้าจะทำเลยด้วยซ้ำ
“อืม~ ไข้ลดลงหน่อยแล้วนี่”
ยุนโฮพูดออกมาโดยที่ยังไม่ได้ผละตัวออก เสียงทุ้มที่ดังอยู่ใกล้ ๆ ทำให้ยูชอนสะดุ้งเล็กน้อย ฝ่ามือเรียวยิ่งกำผืนผ้านวมแน่นกว่าเดิม ดวงตาคมมองอีกฝ่ายที่ตอนนี้หลับตาปี๋ไม่กล้าสบตากับเขา ส่งผลให้ริมฝีปากหนายกยิ้มขึ้นอย่างห้ามไม่ได้ ก่อนจะผละตัวออกมาจากร่างโปร่งที่ใครเห็นก็รู้แน่นอนว่าตอนนี้ยูชอนกำลังเขินรุ่นพี่ของตัวเองมากขนาดไหน
...เฮ้อ...ก็เล่นทำตัวซะน่ารักขนาดนี้...
...แล้วฉันจะตัดใจไม่ให้ชอบนายได้ยังไงเนี่ย...ยูชอน...
“ยังปวดหัวอยู่รึเปล่า?”
“อะ...เอ่อ...ก็...นิดหน่อย...”
ยูชอนลืมตาขึ้นทันทีที่ยุนโฮผละตัวออก แต่ทันทีที่ดวงตากลมเห็นใบหน้าคม ใบหน้าใสก็หลุบลงต่ำพลางตอบเสียงอู้อี้ แต่เพราะอยู่กันภายในห้องเงียบ ๆ เพียงสองคนจึงทำให้ยุนโฮได้ยินคำตอบของอีกฝ่ายอย่างชัดเจน
“อืม ยังไงก็ดีขึ้นบ้างแล้ว ตอนนี้นายมากินข้าวเช้าก่อนนะยูชอน”
ยุนโฮหันไปหยิบถ้วยข้าวต้มขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ขึ้นมา มือหยาบหยิบช้อนขึ้นตักข้าวต้มขนาดพอดีคำขึ้นมาพลางเป่าเบา ๆ ให้หายร้อน ยูชอนที่เงยหน้าขึ้นมามองเห็นแบบนั้นก็หลบสายตาไปแว่บหนึ่ง ถ้ายุนโฮทำท่าทางแบบนั้นก็เดาได้เลยว่าตอนนี้รุ่นพี่คนนี้คงจะต้องป้อนข้าวต้มให้เขากินอย่างแน่นอน
“ยูชอน อ้าม~”
ยุนโฮอ้าปากกว้างพร้อมพูดเสียงยาน ๆ ด้วยน้ำเสียงทุ้มอย่างเคย พลางเลื่อนช้อนไปใกล้กับริมฝีปากอิ่ม ยูชอนหลุดหัวเราะออกมากับท่าทางของรุ่นพี่ ก่อนที่จะอ้าปากรับอาหารมื้อเช้าคำแรกเข้าไป ร่างโปร่งเคี้ยวหงุบหงับไม่กี่คำก็จัดการกลืนอาหารอ่อน ๆ ลงคออย่างรวดเร็ว
“อะ...อร่อยมั้ย?”
ร่างสูงถามด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยมั่นใจเท่าไรนัก ยูชอนสบตากับอีกฝ่ายโดยที่แก้มใสนั้นพองลมขึ้นนิด ๆ ทันทีที่ริมฝีปากอิ่มเริ่มขยับเอื้อนเอ่ย ยุนโฮนั้นดูจะลุ้นในคำตอบของอีกฝ่ายเป็นอย่างมาก
“ก็...พอกินได้ฮะ”
“อ่า...งั้นหรอ”
ยูชอนตอบด้วยรอยยิ้มบาง แต่คำพูดนั้นแทบจะกรีดลงไปที่ใจดวงน้อย ๆ ของยุนโฮซะเป็นแผลเหวอะหวะกันเลยทีเดียว ร่างสูงยิ้มแหย ๆ ก่อนจะตักข้าวต้มให้คนป่วยได้กินต่อ
...สงสัยคงต้องไปพัฒนาฝีมือสักหน่อยแล้วล่ะ...
แต่ยังไม่ทันที่ยุนโฮจะเลื่อนช้อนป้อนข้าวต้มให้คนป่วย ยูชอนก็หลุดหัวเราะออกมาซะอย่างนั้น ร่างสูงกระพริบตาปริบ ๆ มองอีกฝ่ายที่ยังคงหัวเราะไม่ยอมหยุดด้วยสายตางุนงง แต่ท่าทางแบบนั้นมันยิ่งทำให้ยูชอนหัวเราะหนักยิ่งกว่าเดิมเสียอีก
“พี่ยุนโฮ ทำไมพี่ทำหน้าแบบนั้นล่ะ ฮะ ๆ ๆ”
“ปะ เปล่าซะหน่อย”
“เมื่อกี้ผมพูดเล่นนะ ข้าวต้มนี้อร่อยมากเลยล่ะ”
ยูชอนพูดโดยที่ยังหลุดหัวเราะออกมาเล็กน้อย ยุนโฮที่ได้ยินแบบนั้นก็นิ่งไปครู่หนึ่งราวกับสมองนั้นมันทำงานช้าผิดปกติ ก่อนจะยกยิ้มกว้างออกมาให้อีกฝ่าย
“เป็นไข้แล้วยังมาแกล้งพี่อีกนะ”
ยุนโฮที่ดูจะดีใจจนเก็บเอาไว้ไม่มิดนั้นทำให้ร่างโปร่งยกยิ้มกว้างเช่นกัน ข้าวต้มที่ร่างสูงลงมือทำด้วยตัวเองค่อย ๆ พร่องลงไปทีละนิด ยูชอนจัดการรับข้าวต้มที่ร่างสูงป้อนให้ลงสู่กระเพาะคำแล้วคำเล่าอย่างเอร็ดอร่อย ทำให้คนที่กำลังป้อนให้อยู่นั้นดูจะดีใจที่ยูชอนชอบอาหารฝีมือของเขา
“เอ้า คำสุดท้ายแล้ว อ้าม~”
ร่างสูงยื่นข้าวต้มคำสุดท้ายไปที่ริมฝีปากอิ่ม พร้อมกับทำท่าทางเหมือนกับตอนที่เขาเริ่มป้อนข้าวต้มให้ยูชอนในตอนแรก ริมฝีปากอิ่มจัดการรับมันไว้อย่างเต็มใจ ก่อนจะยกยิ้มให้รุ่นพี่ราวกับจะบอกว่าอาหารมื้อนี้อร่อยมาก ๆ
“เอาล่ะ คราวนี้ก็ต้องกินยาลดไข้ด้วยนะ”
ยุนโฮพูดในขณะที่หันไปจัดการวางถ้วยลงบนถาด แก้วน้ำกับยาลดไข้ถูกร่างสูงหยิบยื่นไปให้คนป่วยที่นั่งมองมาทางเขานิ่ง ยูชอนจัดการรับมันมาพลางพูดขึ้น
“พี่ยุนโฮ ผมถามอะไรหน่อยสิ”
“อะไรล่ะ?”
ร่างสูงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยพร้อมกับรอยยิ้มเล็ก ๆ ยูชอนเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเริ่มเอ่ยถามต่อ
“ตอนที่ผมหลับ พี่ได้ทำอะไรที่หน้าผากผมรึเปล่า?”
ร่างโปร่งถามเสียงนิ่ง ดวงตากลมจดจ้องไปที่ใบหน้าอีกฝ่ายเป็นการขอคำตอบ ยุนโฮที่ถูกถามชะงักทันทีที่ได้ยินคำถามจากปากของรุ่นน้องคนสนิท คำถามที่ฟังดูจะตอบง่าย ๆ แต่มันกลับทำให้ในใจของเขานั้นมันสับสนยิ่งนัก ไม่รู้ว่าตัวเองนั้นควรจะตอบออกไปตามตรงหรือจะพูดปฏิเสธยูชอนออกไปดี ยิ่งได้เห็นสายตาที่มองมา มันยิ่งทำให้เขาหนักใจยิ่งกว่าเดิมหลายเท่าเลยทีเดียว
...ถ้าพูดออกไปตรง ๆ...
...ยูชอนจะรังเกียจฉันรึเปล่านะ?...
...แล้วถ้าฉันไม่บอกออกไป...
...ยูชอนก็คงจะยิ่งสงสัยในตัวฉันมากกว่าเดิมสินะ...
“...เดี๋ยวฉันไปเอาน้ำมาเช็ดตัวให้นายก่อนนะ”
ร่างสูงลุกขึ้นยืนจนเต็มความสูงพร้อมกับหยิบถาดที่มีถ้วยวางอยู่ ทำราวกับว่าสิ่งที่ยูชอนพูดถามมานั้นไม่ได้ผ่านเข้ามาในโสตประสาทการรับฟังของเขาเลยแม้แต่นิด ขาเรียวยาวก้าวเร็ว ๆ ราวกับกำลังจะต้องการหนีความจริงอะไรบางอย่างที่เจ้าตัวนั้นไม่ต้องการที่จะให้อีกฝ่ายได้รับรู้
ไม่นานนักร่างสูงก็หายเดินออกไปจนดวงตากลมโตไม่สามารถที่จะมองเห็นร่างของรุ่นพี่ได้ ยูชอนนั่งนิ่งอยู่บนเตียงเช่นเดิม ไม่มีการเรียกยื้ออีกฝ่ายให้อยู่กับตน ไม่มีการเอื้อมมือไปรั้งอีกฝ่ายให้นั่งตอบคำถามของตนต่อ ร่างโปร่งไม่ได้ทำอะไรเพื่อเป็นการคาดคั้นเอาคำตอบจากรุ่นพี่คนสนิทเลยแม้แต่นิด
...หากแต่ถ้ายุนโฮลองหันกลับมามองอีกสักนิด...
...ยุนโฮก็คงจะได้เห็นในสิ่งที่ตนเฝ้าปรารถนาจะเห็นมาตลอด...
...ใบหน้าใสที่ถูกฉาบไว้ด้วยรอยยิ้มที่ดูมีความสุขเป็นที่สุด...
+:+:+:+:+:+:+ Sick +:+:+:+:+:+:+
เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง ร่างสูงก็กลับมานั่งอยู่ที่เตียงของคนป่วยเหมือนเดิมอีกครั้ง พร้อมกับขันน้ำขนาดกลางที่มีผ้าขนหนูสีขาวผืนนุ่มขนาดเล็กพาดไว้วางอยู่บนโต๊ะเล็กข้างหัวเตียง มือหยาบจัดการใช้ผ้าผืนนุ่มชุบน้ำพลางบิดให้มีน้ำหมาด ๆ ก่อนจะเลื่อนผ้าผืนนั้นไปสัมผัสกับใบหน้าเนียนใสที่ชื้นไปด้วยเหงื่อ
ทั้งสองไม่ได้เอ่ยคำพูดใด ๆ ให้หลุดออกมาจากริมฝีปากของตัวเองเลยแม้แต่นิด ยุนโฮในตอนนี้ไม่กล้าที่จะบอกถึงความรู้สึกจริง ๆ ที่มีอยู่ภายในใจนั้นได้แต่นั่งเช็ดตัวให้รุ่นน้องเงียบ ๆ ไม่อยากจะให้เรื่องมันบานปลายไปกว่านี้ ไม่อยากจะให้ความสัมพันธ์ที่ดีนี้ต้องพังทลายลงเพราะการพลั้งเผลอของตัวเอง
ร่างสูงที่เห็นตั้งแต่แรกว่ายูชอนนั้นก็นั่งเงียบ ๆ ไม่พูดอะไรเหมือนกับตนนั้น มันยิ่งทำให้เขารู้สึกผิดและกลัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เขาไม่รู้ว่ารุ่นน้องที่เขารักจะสงสัยหรือหวาดระแวงอะไรในตัวเขารึเปล่า แต่เขานั้นก็ไม่กล้าพอที่จะเอ่ยถามอีกฝ่ายออกไปตรง ๆ
แต่ยุนโฮนั้นกลับไม่รู้เลยสักนิด ว่าการที่ยูชอนนั่งนิ่งนั้น ความจริงแล้วยูชอนกำลังนั่งมองใบหน้าของรุ่นพี่ตาไม่กระพริบ สำรวจใบหน้าคมที่ดูมีเสน่ห์จนเขาก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าอีกฝ่ายนั้นหน้าตาดีมากเพียงใด
ตอนที่ยุนโฮลุกขึ้นเดินหนีไม่ยอมตอบคำถามของเขานั้นมันเป็นเรื่องที่ยูชอนได้คาดการณ์เอาไว้แล้ว คนอย่างชองยุนโฮนั้นถ้าไม่คิดที่จะตอบออกมาตรง ๆ แสดงว่าร่างสูงนั้นจะต้องมีความรู้สึกพิเศษมอบให้กับคน ๆ นั้น เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สมาชิกทุกคนในวงรู้กันหมด พอได้เห็นแบบนั้น มันก็ทำให้เขารู้เลยว่าสัมผัสอันแสนอบอุ่นที่เขาได้รับยามที่เขากำลังโดนพิษไข้ทำร้ายอย่างหนักนั้นมาจากใคร
...เพียงแค่ได้รับรู้แค่นั้น...หัวใจมันก็พองโตขึ้นมาอย่างที่ไม่เคยเป็น...
ยูชอนค่อย ๆ หลับตาลง เพื่อที่จะให้รับรู้ถึงสัมผัสอันอ่อนโยนที่เต็มไปด้วยความรักและห่วงใยที่ยุนโฮกำลังมอบให้กับเขาให้มากที่สุด มือหยาบที่กำลังจับผ้าขนหนูผืนนุ่มซับไปตามใบหน้าของเขาอย่างเบามือ ทุก ๆ สัมผัสที่เต็มไปด้วยความห่วงใยนั้นมันทำให้เขาแทบจะกลั้นยิ้มเอาไว้ไม่ไหว
...รู้สึกดีจนไม่อยากจะให้สัมผัสนี้มันเลือนหายไป...
...อยากจะให้คนที่ชื่อ ชอง ยุนโฮ คอยดูแลอยู่ข้าง ๆ ไปตลอด...
“พี่ยุนโฮ...”
ร่างโปร่งพูดออกมาเบา ๆ ทันทีที่ยุนโฮเช็ดหน้าของเขาเสร็จแล้ว เปลือกตาบางปรือขึ้นอย่างช้า ๆ ก่อนที่ดวงตากลมโตจะหันไปมองใบหน้าคมที่ตอนนี้กำลังเลิกคิ้วเข้มขึ้นเล็กน้อยเป็นเชิงถาม
“มีอะไรเหรอ?”
“...ถึงพี่ไม่ตอบเรื่องเมื่อกี้ แต่ผมก็รู้นะ”
ยูชอนพูดสั้น ๆ ไว้เพียงแค่นั้น หากแต่มันกลับแฝงไว้ด้วยความหมายมากมายที่ยุนโฮก็เข้าใจถึงความหมายนั้นได้เป็นอย่างดี ร่างสูงเม้มริมฝีปากจนกลายเป็นเส้นตรง ก่อนจะถอนหายใจออกมาด้วยความไม่สบายใจ แต่ถึงอย่างนั้น ยุนโฮก็ไม่ได้คิดที่จะพูดปฏิเสธในสิ่งที่เกิดขึ้นเลยแม้แต่นิด
ร่างสูงนำผ้าขนหนูในมือไปชุบน้ำอีกครั้ง ยูชอนหันไปมองรุ่นพี่ที่ยังคงเอาแต่นั่งดูแลเขาด้วยรอยยิ้มบาง ๆ ที่ถ้าไม่สังเกตดี ๆ ก็คงจะไม่มีโอกาสได้เห็น และยูชอนก็ปล่อยให้ยุนโฮเริ่มใช้ผ้าขนหนูเช็ดที่แขนของเขาต่อ ก่อนจะเอ่ยออกมาอีกครั้ง
“แต่ผมก็...ไม่ได้รังเกียจพี่นะ”
มือหยาบที่กำลังเช็ดแขนเรียวชะงัก ใบหน้าคมเงยขึ้นสบตากับดวงตากลมที่เบือนหนีไปอีกทาง ริมฝีปากอิ่มเชิดขึ้นเล็กน้อยพอน่ารัก ใบหน้าใสที่ซีดลงเล็กน้อยนั้นกลับแปรเปลี่ยนเป็นสีชมพูระเรื่อน่าดูยิ่งนัก ดวงตาคมกระพริบปริบ ๆ ไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ตัวเองได้ยินเลยสักนิด แต่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นตรงหน้าเขานั้นมันกลับทำให้เขาดีใจจนหัวใจพองโตจนคับอกไปหมด
...ดีจัง...ที่ยูชอนไม่ได้เกลียด...
ยุนโฮไม่ได้พูดอะไรออกมา มีแต่ริมฝีปากหนาที่ยกยิ้มกว้างให้รุ่นน้องเป็นการตอบกลับ รอยยิ้มที่ดูราวกับจะเป็นการขอบคุณนั้นมันทำให้ยูชอนต้องเบือนหน้าหนีอีกครั้ง แค่เห็นใบหน้าคมที่ดูมีความสุขนั้นมันก็ทำให้เขาดีใจอย่างบอกไม่ถูก
และก็เป็นอีกครั้งที่ต่างฝ่ายต่างก็ไม่ได้พูดอะไรออกมาอีก แต่ทั้ง ๆ ที่เป็นอย่างนั้น บรรยากาศระหว่างทั้งสองกลับแปรเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ความอึดอัดและความกังวลที่อยู่ภายในตัวร่างสูงมันไม่มีอีกแล้ว มันมีแต่ความสุขและความดีใจที่แทรกเข้ามาแทนที่จนทำให้บรรยากาศรอบ ๆ นั้นดูอบอุ่นอย่างประหลาด
ยูชอนนั่งอมยิ้มพลางมองใบหน้ายุนโฮนิ่ง ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมใบหน้าคมนี้ถึงได้ดึงดูดสายตาของเขาได้มากขนาดนี้ ดวงตาคมที่ดูมุ่งมั่นหากแต่ก็แฝงไว้ด้วยความอ่อนโยนอยู่ภายใน จมูกโด่งเป็นสันรับกับใบหน้าเรียวเล็ก คิ้วหนาที่เข้ากับใบหน้าคมได้เป็นอย่างดี ทุก ๆ อย่างที่อยู่บนใบหน้าคมนั้นดูลงตัวจนมีเสน่ห์น่าหลงใหลเป็นอย่างมาก
...ชอบ...รึไง?...
...หรือว่า...แค่ชอบมันยังน้อยไปรึเปล่านะ?...
“...ยูชอน...เอ่อ...”
เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นเรียกให้สติของยูชอนกลับมาอีกครั้ง ร่างโปร่งสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะหันไปมองรุ่นพี่ด้วยสายตาที่แสดงถึงความสงสัย ยุนโฮยกมือขึ้นเกาหัวทุยของตัวเองแกรก ๆ ด้วยใบหน้าที่ดูจะลำบากใจในเรื่องอะไรสักอย่าง ยิ่งยูชอนเห็นแบบนั้น มันก็ยิ่งทำให้เขาสงสัยว่าอีกฝ่ายนั้นกำลังจะบอกอะไรกันแน่
“คือ...ถอดเสื้อสิ ฉันจะได้เช็ดตัวให้”
ดวงตาคมเหล่มองไปทางอื่นอย่างเขินอายในสิ่งที่ตัวเองพูดออกไป ซึ่งก็ไม่ต่างจากคนที่กำลังนั่งฟังอยู่เช่นกัน ใบหน้าใสขึ้นสีระเรื่อทันทีที่ได้ยินคำพูดจากร่างสูง ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมจะต้องเขินที่ตัวเองจะต้องถอดเสื้อต่อหน้ายุนโฮ ทั้ง ๆ ที่แต่ก่อนเขาก็ถอดเสื้อเดินว่อนไปมาในบ้านแบบไม่เคยใส่ใจในเรื่องนี้อยู่แล้ว
...ก็ผู้ชายเหมือนกัน...จะอายไปทำไม?...
มือเรียวขาวยกขึ้นปลดกระดุมชุดนอนออกอย่างไม่เร่งรีบ ยุนโฮที่เห็นว่ารุ่นน้องนั้นกำลังปลดกระดุมออกนั้นก็เกิดอาการเขินพิลึก ๆ เวลาที่เห็นแผ่นอกสีขาวน้ำนมที่อยู่ภายใต้ชุดนอนตัวประจำของอีกฝ่ายนั้นมันทำให้เขาใจกระตุก ความรู้สึกแปลก ๆ มันค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นอย่างช้า ๆ แถมพอยิ่งได้เห็นชัด ๆ มันก็ทำให้เขาต้องกลืนน้ำลายเหนียวอย่างฝืดคอ
ภาพที่ยูชอนกำลังปลดกระดุมเสื้อนั้นมันราวกับเป็นภาพสโลว์โมวชั่นสำหรับร่างสูงยิ่งนัก ยิ่งได้เห็น หัวใจมันก็ยิ่งเต้นแรงจนควบคุมไม่อยู่ และทันทีที่ชุดนอนนั้นถูกถอดออกจากเรือนร่างโปร่งบาง เผยให้เห็นเนื้อหนังที่อยู่ภายใต้ร่มผ้า ร่างสูงก็เม้มริมฝีปากแน่น ดวงตาคมไม่อาจจะละสายตาไปจากร่างของคนตรงหน้าได้เลยแม้แต่นิด
เรือนร่างโปร่งบางที่ขาวเนียน ช่วงกระดูกไหปลาร้าที่สวยได้รูปที่เจ้าตัวภูมิใจนักภูมิใจหนาช่างดูมีเสน่ห์ยิ่งนัก ท่อนแขนเรียวที่มีกล้ามเล็กน้อยแต่มันก็ยังดูเล็กกว่าท่อนแขนของเขาหลายเท่า แต่สิ่งที่เรียกความสนใจให้เขามากที่สุดก็คงจะเป็นปุ่มสีชมพูสองปุ่มที่ประดับอยู่บนแผ่นอกขาวเนียนนี่ล่ะ
...ฮะ...โฮกกกกกก...
...ชองยุนโฮใกล้ตายแล้วครับงานนี้...
...อยาก...อยากจะสัมผัสเรือนร่างตรงหน้าใจจะขาด...
...ทำไงดี...ทำไงดีเนี่ยยยยย!!...
ร่างสูงสะบัดหัวไปมาอย่างแรงสองสามที ก่อนจะหันหน้าหนีไม่ให้ยูชอนเห็นใบหน้าของตัวเองในตอนนี้ ร่างโปร่งกระพริบตาปริบ ๆ มองรุ่นพี่ที่แสดงพฤติกรรมแปลก ๆ ด้วยสายตางุนงง โดยที่เขานั้นไม่ได้รู้ตัวเลยว่า ยุนโฮนั้นกำลังหันไปสูดหายใจเข้าออกลึก ๆ เพื่อไล่ความคิดอกุศลให้ออกไปจากหัว...ถึงแม้ว่ามันจะช่วยได้แค่นิดเดียวเองก็เถอะนะ...
พอตั้งสติได้แล้ว ยุนโฮก็ตัดสินใจหันกลับมาอีกครั้ง ทันทีดวงตาคมได้เห็นผิวขาวเนียนของยูชอน มือหยาบที่ถือผ้าขนหนูอยู่แทบจะสั่นเป็นเจ้าเข้า ร่างสูงพยายามควบคุมให้มันสั่นน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก่อนจะเลื่อนมือหยาบไปเช็ดตัวให้กับรุ่นน้องที่เป็นไข้ต่อให้เสร็จเรียบร้อย
แต่ใช่ว่าจะมีแต่ยุนโฮเพียงคนเดียวที่เขินกับสถานการณ์ในตอนนี้ ยูชอนนั้นก็แทบจะไม่ต่างอะไรกันนัก ก็ต้องมานั่งเปลือยท่อนบนให้อีกฝ่ายมานั่งเช็ดตัวแบบนี้ เป็นใครจะไม่นึกเขินกันบ้างล่ะเนี่ย
ยุนโฮค่อย ๆ เช็ดไล่มาตั้งแต่ช่วงหัวไหล่มน ก่อนจะค่อย ๆ ลงมาเรื่อย ๆ จนถึงบริเวณแผ่นอกสีน้ำนม ผ้าขนหนูนิ่มลากผ่านปุ่มสีชมพูที่ดูเย้ายวนอย่างช้า ๆ เสียงครางอือในลำคอสวยดังเล็ดลอดออกมาแผ่วเบา แต่เพียงแค่นั้นมันก็ทำให้ยุนโฮเกิดอาการขนลุกเกรียวได้ไม่ยาก
...สะ...เสียงหวานชะมัด!!...
...ยูชอน...นายอย่าทำเสียงแบบนั้นได้มั้ย?...
...ไม่งั้นวันนี้นายไม่รอดจากเงื้อมมือฉันแน่ยูชอนเอ๋ย...
ยุนโฮขุดประโยคนู่นนี่ที่จะทำให้ใจสงบลงได้ขึ้นมาท่องในใจซ้ำไปซ้ำมา แต่พอได้เห็นหน้าท้องขาวเนียนปุ๊บ ตบะที่เคยมีนั้นมันแตกสลายไปแบบไม่เหลือซากแทบจะทันที ปฏิกิริยาของร่างโปร่งนั้นมันยิ่งทำให้อารมณ์ของเขาเริ่มคุกรุ่นขึ้นมาทีละนิด ๆ มือหยาบจัดการลากผ้าขนหนูมาเช็ดที่บริเวณหน้าท้องเป็นส่วนต่อไป ทั้ง ๆ ที่ตอนนี้สติของยุนโฮนั้นใกล้จะแตกเสียแล้ว
“อื้ม...”
.
.
.
‘ปึ้ด!’
เสียงเส้นความอดทนของยุนโฮขาดสะบั้นเมื่อได้ยินเสียงครางเครือจากยูชอน ความอดทนที่เคยมีมันไม่เหลืออยู่อีกต่อไป มือหยาบปล่อยผ้าขนหนูทิ้งไปราวกับมันเป็นสิ่งไร้ค่า นิ้วเรียวตรงเข้าบดขยี้ปุ่มสีชมพูที่นุ่มนิ่มไม่ต่างจากผ้าขนหนูผืนนั้นนักในทันที
“อ๊ะ! พี่ยุ...!”
ยังไม่ทันทียูชอนจะได้พูดท้วง ริมฝีปากอิ่มก็ถูกริมฝีปากหนาประกบปิดปากอย่างรวดเร็ว ลิ้นร้อนสอดเข้าไปในโพรงปากนุ่มที่เปิดออกด้วยความตกใจในทันที ก่อนที่ร่างสูงจะกดให้ร่างโปร่งนอนราบไปกับเตียงนุ่ม พร้อมกับย้ายให้ตัวเองขึ้นมานั่งคร่อมอีกฝ่าย โดยที่ริมฝีปากนั้นก็ยังคงไม่ละไปจากริมฝีปากอิ่มสีแดงสด
ร่างโปร่งพยายามที่จะดิ้นหนีตามสัญชาตญาณ หากแต่มือหยาบกลับจับข้อมือเรียวทั้งสองรวบไว้เหนือหัวด้วยมือเพียงข้างเดียว ยูชอนจึงไม่อาจทำอะไรได้เลยนอกจากบิดตัวไปมาเพียงเท่านั้น
ลิ้นร้อนรุกล้ำเข้าไปในโพรงปากนุ่มที่เขาปรารถนาจะลิ้มรสชาติของมันมานานหลายปี ความหอมหวานที่ได้ลิ้มลองเป็นครั้งแรกนั้นมันทำให้ยุนโฮจมดิ่งไปกับความต้องการที่ก่อตัวมากขึ้นเรื่อย ๆ ลิ้นร้อนควานสำรวจไปทั่ว ไม่ว่าจะเป็นส่วนไหนก็ช่างหอมหวานเกินกว่าจะให้เขาถอดถอนการจูบในครั้งนี้ออกมาได้
ยูชอนหลับตาปี๋ทันทีที่เห็นว่าดวงตาคมของอีกฝ่ายนั้นอยู่ห่างกันเพียงไม่กี่เซนเท่านั้น ดวงตาคมนั้นมันเต็มไปด้วยความรู้สึกมากมายจนเขาไม่กล้าที่จะสบตา แล้วไหนจะจูบที่เขาไม่ทันตั้งตัวนี่อีก รับรู้ได้เลยว่าตอนนี้ลิ้นร้อนกำลังลากผ่านเพดานปากของเขาอย่างช้า ๆ จนเขารู้สึกเสียว และดูเหมือนว่าในตอนนี้ลิ้นร้อนมันกำลังเริ่มมาสนใจกับลิ้นเล็กของเขาที่กำลังพยายามหลบหนีอยู่เสียแล้ว
ไม่รอช้า ยุนโฮจัดการตรงเข้าไปโจมตีเป้าหมายที่เล็งไว้ในทันที เพียงแค่ลิ้นของเขาสัมผัสกับลิ้นของอีกฝ่าย ยูชอนก็สะดุ้งโหยงด้วยความตกใจ ปฏิกิริยาที่แสนน่ารักและบริสุทธิ์นั้นมันทำให้ยุนโฮยิ้มกริ่มอยู่ในใจ อดไม่ได้ที่จะจู่โจมลิ้นเล็กที่แสนหอมหวานนั่นตามความต้องการของตัวเองเพื่อดูปฏิกิริยาอันแสนน่ารักนั่นอีกครั้ง
สุดท้ายลิ้นเล็กก็ต้องยอมจำนนให้กับลิ้นร้อนที่บุกรุกเข้ามาโดยไม่ได้รับอนุญาต ลิ้นร้อนเกี่ยวกระหวัดกับลิ้นของอีกฝ่ายอย่างเร่าร้อน การจูบที่ใช้เวลานานพอสมควรนั้นแทบจะทำให้ยูชอนหมดแรง แรงดิ้นที่เคยมีนั้นมันเหือดหายไปเพราะสัมผัสที่แสนวาบหวิวที่ร่างสูงมอบมาให้ จนกระทั่งมีเสียงครางอือประท้วงดังออกมาจากลำคอสวย ยุนโฮถึงจะยอมผละริมฝีปากออกอย่างช้า ๆ แต่ดวงตาคมก็ยังคงจ้องมองริมฝีปากอิ่มสีแดงสดที่บวมเจ่อที่ตนเองเพิ่งจะลิ้มลองไปนั้นอย่างเสียดายอยู่ลึก ๆ
“พะ...พี่...”
“ขอโทษนะยูชอน แต่พี่ทนไม่ไหวแล้วจริง ๆ”
ยุนโฮพูดออกมาตามที่ตัวเองรู้สึกโดยไม่ปิดบัง ยูชอนที่ถูกมือหยาบกดช่วงหัวไหล่ไว้หน้าซับสีเลือดทันทีที่ได้ยินคำพูดประโยคนั้น ยิ่งเมื่อได้สบตากับดวงตาคมที่เต็มไปด้วยความต้องการและความรู้สึกมากมายนั้นมันราวกับเป็นสิ่งที่จะสะกดไว้ไม่ให้เขามีแรงใด ๆ มาใช้ในการต่อต้านอีกฝ่ายได้เลย
ทั้งสองสบตานิ่งกันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่จมูกโด่งได้รูปจะลงไปซุกไซร้ที่ซอกคอขาว สูดดมกลิ่นประจำตัวของยูชอนที่มันราวกับเป็นสิ่งที่ดึงดูดให้เขาไม่อาจถอนตัวออกมาได้ ร่างโปร่งหดคอหนีทันทีที่ได้รับถึงสัมผัสนั่น หากแต่ก็ไม่อาจจะทำได้ตามที่ตัวเองคิดไว้ เมื่อนิ้วเรียวของยุนโฮเริ่มมาบดคลึงปุ่มข้างหนึ่งบนอกของเขาอย่างแรง ไหนจะยังมืออีกข้างที่ลูบไล้ร่างกายของเขาไปทั่วนั่นอีก การเล้าโลมที่เขากำลังได้รับนั้นมันทำให้เขารู้สึกปั่นป่วนอย่างหนัก จนร่างโปร่งบางถึงกับต้องดิ้นพล่าน
“ฮะ...อ๊ะ...”
เสียงครางเครือดังออกมาจากริมฝีปากอิ่มเมื่อยุนโฮนั้นจัดการสร้างรอยตีตราที่ซอกคอขาว ซ้ำยังกัด เลีย ซ้ำไปซ้ำมาอยู่หลายรอบจนยูชอนครางเสียงดังขึ้น เสียงครางที่ดังอยู่ใกล้กับใบหูของร่างสูงนั้นมันยิ่งทำให้ความต้องการของยุนโฮพุ่งขึ้นสูงอีกหลายเท่า
“เสียงครางของนายมันเพราะมากเลยนะ ยูชอน”
เสียงทุ้มแหบพร่ากระซิบข้างกับใบหูนิ่ม พลางใช้ฟันคมขบกัดเบา ๆ ยูชอนที่ได้ยินแบบนั้นก็เขินจนไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ไหนแล้ว อยากจะกลั้นเสียงประหลาด ๆ ของตัวเองไว้ก็จริงอยู่ แต่สัมผัสของร่างสูงนั้นมันทำให้เขาไม่อาจจะกลั้นเสียงของตัวเองไว้ได้เลย
ยุนโฮเลื่อนตัวลงมาเล็กน้อย ใบหน้าคมก้มลงคลอเคลียกับหัวนมอีกข้างหนึ่งของยูชอนเล่น ก่อนจะใช้ฟันคมขบกัดพร้อมกับดูดด้วยความหมั่นเขี้ยว ร่างโปร่งเกร็งด้วยความรู้สึกแปลกประหลาดที่แล่นริ้วไปทั่วร่าง นิ้วเรียวจิกลงกับที่นอนเพื่อระบายความรู้สึกนี้ออกไปบ้าง หากแต่ยูชอนก็ต้องสะดุ้งสุดตัว เมื่อจู่ ๆ มือที่กำลังหยอกล้อกับยอดอกของเขากลับเลื่อนไปลูบไล้ส่วนไวต่อความรู้สึกของเขาผ่านกางเกงตัวบางเสียแล้ว
“อ๊ะ!! ย่ะ...อย่านะ!”
มือบางเลื่อนมาจับมือหยาบอย่างรวดเร็ว พยายามออกแรงดันให้มือของอีกฝ่ายผละออกจากส่วนนั้นของตัวเอง แต่สัมผัสที่ได้รับนั้นมันทำเอาเขารู้สึกดีอย่างประหลาด เรี่ยวแรงที่มีน้อยลงเพราะพิษไข้นั้นกลับน้อยลงไปอีก ราวกับตอนนี้ตัวเองไม่มีเรี่ยวแรงใด ๆ หลงเหลือ ขาเรียวพยายามหนีบเข้าหากันด้วยความรู้สึกอันแสนปั่นป่วน ซึ่งการกระทำแบบนั้นดูจะขัดใจร่างสูงอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว
“อ้าขาหน่อยสิยูชอน”
ยุนโฮพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่ม มือหยาบยังคงลูบคลำอยู่บริเวณเดิม แต่คำตอบที่ยูชอนตอบกลับนั้นกลับเป็นการส่ายหน้าไปมา ดวงตากลมโตปิดแน่น ไม่กล้ามองว่าตอนนี้ตัวเองกำลังถูกอีกฝ่ายกระทำอะไรอยู่ รับรู้เพียงแต่สัมผัสต่าง ๆ ที่แม้ว่าไม่ได้เห็นก็ทำเอาเขารู้สึกแปลก ๆ ได้ไม่ยาก
ครู่หนึ่งมือหยาบก็ผละออกจากบริเวณแก่นกายของร่างโปร่ง ยูชอนแทบจะถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก แต่ยังไม่ทันที่จะได้ทำแบบนั้น ร่างโปร่งก็ต้องสะดุ้งสุดตัวอีกครั้ง เมื่อมือหยาบนั้นกลับลูบไล้หน้าท้องของเขาก่อนจะสอดมือเข้าไปใต้กางเกงตัวบาง พร้อมกับตรงเข้ากอบกุมแก่นกายอย่างรวดเร็ว ยูชอนเบิกตาโพลงด้วยความตกใจ ก่อนจะต้องปล่อยเสียงที่เขาคิดว่ามันไม่น่าฟังเสียเลยออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่
“อึก! ฮ้า~...อ๊ะ...”
มือหยาบขยับรูดส่วนอ่อนไหวอย่างนึกสนุก ใบหน้ามนเหยเกด้วยความเสียวซ่านที่กำลังจู่โจมเขา ภาพของคนเบื้องล่างนั้นช่างน่าหลงใหลสำหรับชองยุนโฮเป็นยิ่งนัก ร่างสูงใช้จังหวะที่รุ่นน้องกำลังรู้สึกปั่นป่วนจากสัมผัสของเขารีบถอดกางเกงและกางเกงในของรุ่นน้องออกอย่างรวดเร็ว
“อ๊ะ! อย่ามองนะ! อ๊า~...”
ถึงแม้ว่ายูชอนจะรู้ตัวและพยายามจะปกปิดส่วนนั้น แต่มือหยาบก็ตรงเข้ารูดแก่นกายสีหวานนั้นอีกครั้งหนึ่ง ยูชอนร้องครางแทบจะไม่เป็นภาษา ฝ่ามืออุ่นที่กอบกุมแก่นกายของเขาไว้นั้นขยับขึ้นลงอย่างเร็ว นิ้วโป้งก็รูดตั้งแต่ส่วนปลายจนไปถึงโคน แล้วไหนจะบางครั้งที่ยุนโฮจงใจใช้เล็บจิกเบา ๆ ที่ส่วนปลายของเขานั่นอีก ฟันคมกัดริมฝีปากอิ่มล่างไว้แน่น สัมผัสแต่ละอย่างที่เขาได้รับนั้นมันทำให้เขารู้สึกดีจนรับแทบไม่ไหว
...ขนาดเวลาที่เขาช่วยตัวเอง...เขายังไม่รู้สึกดีถึงขนาดนี้เลยนะเนี่ย...
“ยูชอน นายอย่ากัดปากแบบนั้นสิ...รู้รึเปล่าว่ามันยั่วฉันขนาดไหนน่ะ”
ประโยคที่ยูชอนไม่เคยคาดคิดว่าชีวิตนี้จะได้ยินจากปากของร่างสูงนั้นทำให้เขาเขินอายจนไม่รู้จะทำตัวอย่างไรดี คำพูดนั้นมันทำให้เขานึกสงสัยในสภาพของตัวเองในตอนนี้เสียเหลือเกิน ขาเรียวขยับบิดไปมาด้วยความรู้สึกเสียวซ่านที่แล่นริ้วไปทั้งร่าง นิ้วเท้าจิกลงกับเตียงนอนแน่นอย่างไม่กลัวเจ็บแม้แต่นิด
และดูเหมือนจะเป็นโชคดีของร่างสูงที่ขาเรียวเริ่มขยับออกกว้าง ยุนโฮยกยิ้มกริ่ม โดยที่ยูชอนที่นอนหลับตาพริ้มนั้นไม่มีโอกาสได้เห็น ร่างสูงเลื่อนตัวลงต่ำ พลางเลื่อนใบหน้าคมลงไปใกล้กับแก่นกายสีหวาน ลิ้นร้อนแลบเลียริมฝีปากของตัวเองก่อนจะเลื่อนไปลิ้มรสแก่นกายตรงหน้า ยูชอนที่มัวแต่หลับตาสะดุ้งโหยง ดวงตากลมเบิกโพลงอย่างตกใจ ร่างโปรงรีบยันตัวลุกขึ้นมานั่งอย่างรวดเร็วตามสัญชาตญาณของตน
“พี่ยุนโฮ! อ๊ะ! หยุด!...อึก”
ทันทีที่โพรงปากร้อนอมแก่นกายของยูชอน ร่างโปร่งก็แทบจะดิ้นพล่านด้วยความเสียว ลิ้นร้อนที่โลมเลียไปทั่วแก่นกายนั้นราวกับเป็นขนมหวานชั้นเลิศ ความอุ่นของโพรงปากของร่างสูงนั้นทำให้ยูชอนรู้สึกดีเป็นอย่างมาก แม้ว่าเขาอยากจะพูดปฏิเสธ แต่ไม่รู้ว่าทำไมคำพูดเหล่านั้นถึงไม่ยอมหลุดออกมาจากริมฝีปากของเขาเสียที
ฝ่ามือบางกำผมหยาบสีช็อกโกแลตแน่น ฟันคมกัดริมฝีปากไว้จนแน่น แต่เสียงครางเครือก็ยังคงดังเล็ดลอดออกมาให้ได้ยิน ยุนโฮดูดกลืนแท่งสีหวานโดยไม่สนใจคำพูดของอีกฝ่ายแม้แต่นิด ดวงตาคมช้อนตาขึ้นมองใบหน้าใส ดวงตากลมที่ปรือปรอยและหยาดเยิ้มเพราะอารมณ์ที่เขาปลุกปั่น ใบหน้าที่ซีดเซียวเพราะพิษไข้นั้นซับสีระเรื่อขึ้นมาเล็กน้อย ภาพที่เห็นนั้นมันยิ่งปลุกเร้าอารมณ์ของร่างสูงให้โหมกระพือขึ้นมาได้อีกมากโขเลยทีเดียว
“อื้ม!...พี่ยุนโฮ...ม่ะ...มันจะ...อึก...อ๊า~!”
จังหวะที่เร็วขึ้นโดยไม่มีการบอกกล่าวทำให้ยูชอนสั่นสะท้าน และไม่นานนักร่างโปร่งก็ฉีดน้ำกามเข้าสู่โพรงปากร้อน ความอึดอัดที่มีหายไปอย่างรวดเร็วเหลือเพียงแค่ความสุขล้นที่เขาเพิ่งเคยจะได้รับ ยูชอนทิ้งตัวลงนอนอย่างเหนื่อยอ่อน ไม่นึกเลยว่าแค่การทำออรัลเซ็กนั้นฝ่ายรับจะเหนื่อยได้ถึงขนาดนี้
ยุนโฮที่ได้ลิ้มรสน้ำของร่างโปร่งเผลอยกยิ้มอย่างไม่รู้ตัว ความหอมหวานที่ได้ชิมไปเมื่อครู่มันทำให้ความต้องการของเขาก่อตัวมากขึ้นเรื่อย ๆ หากแต่เขาก็ต้องพยายามระงับสัญชาตญาณดิบของตัวเองไว้บ้าง ไม่อย่างนั้นยูชอนคงจะโดนเขาทำอะไร ๆ หนักไม่ใช่น้อย
ยุนโฮปาดน้ำรักของยูชอนที่ไหลออกมาจากมุมปากของเขา พลางเลื่อนนิ้วนั้นไปบดคลึงเบา ๆ ที่ช่องทางด้านหลัง ร่างโปรงสะดุ้งเล็กน้อย หากแต่ความเหนื่อยอ่อนกับพิษไข้ที่ยังหลงเหลืออยู่มันทำให้เขาไม่มีแรงเหลือที่จะห้ามรุ่นพี่ของตัวเองอีกแล้ว
“อ๊ะ!!”
ร่างโปรงหลุดร้องออกมาเสียงดังทันทีที่นิ้วชี้เรียวสอดใส่เข้ามาภายในช่องทางร้อน ความเจ็บปวดแล่นริ้วไปทั้งร่างจนเขาต้องดิ้นพล่าน ยุนโฮที่เห็นแบบนั้นจึงรีบก้มลงไปใช้ลิ้นร้อนแลบเลียช่องทางสีหวานเพื่อใช้น้ำลายเป็นตัวช่วยหล่อลื่นเพิ่ม ช่องทางนั้นมันคับแน่นและฝืดจนเขาแทบจะดันนิ้วเข้าไปไม่ได้ การทำแบบนั้นมันแทบจะทำให้ยูชอนแทบจะคลั่งตาย เพราะความเจ็บปวดที่นิ้วเรียวแทรกเข้ามาภายในร่างกายเขา พร้อมกับลิ้นร้อนที่ทำให้เขารู้สึกเสียวซ่าน ความรู้สึกมันตีกันมั่วจนน้ำตาแทบจะไหลจากดวงตากลมโตสีนิลอย่างห้ามไม่อยู่
“เจ็บ...อึก...พี่ยุนโฮ...อย่าเลีย...”
“ถ้าไม่ทำแบบนี้ เดี๋ยวนายก็เจ็บมากกว่าเดิมหรอก ยูชอน”
พูดเสร็จร่างสูงก็ก้มหน้าก้มตาทำหน้าที่ของตัวเองต่อไป เสียงครางของยูชอนที่เป็นสิ่งปลุกเร้ายุนโฮนั้นเริ่มดังขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อร่างสูงเห็นว่าสิ่งหล่อลื่นน่าจะพอแล้วก็จัดการดันนิ้วเรียวเข้าไปในช่องทางร้อนต่อ และก็ได้ผล ตอนนี้นิ้วชี้เรียวของเขาถูกช่องทางสีหวานจนสุดความยาวเรียบร้อยแล้ว
ไม่ปล่อยให้เสียเวลานาน ยุนโฮจัดการขยับนิ้วเข้าออกเพื่อเป็นการเบิกทางอย่างรวดเร็ว พร้อมกับแทรกนิ้วที่สองและสามเข้าไปติด ๆ สะโพกมนบิดไปมาราวกับจะยั่วเย้า ยูชอนรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังถูกทรมานด้วยวิธีการที่แสนโหดร้ายจากอีกฝ่าย หากแต่สัมผัสนั้นมันกลับทำให้เขาติดใจกับรสชาติที่แฝงอยู่ภายใน ยุนโฮใช้เวลาเพียงไม่นานในการขยายช่องทางร้อน หากแต่ยูชอนกลับรู้สึกว่าช่างเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานจนเขาอดทนแทบไม่ไหว
นิ้วเรียวถูกดึงออกมาอย่างรวดเร็วจนร่างโปร่งสะดุ้ง ความอึดอัดที่มีหายไปแทนที่ด้วยความรู้สึกโหวงแปลก ๆ ที่ช่องทางร้อน ยูชอนหอบหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน ดวงตากลมปรือปรอย รู้สึกเปลือกตามันหนักจนแทบจะลืมตาไม่ไหว ยุนโฮจัดการรูดซิปกางเกงลง ก่อนจะควักเอาความเป็นชายของเขาออกมาเผชิญกับสิ่งภายนอก มือหยาบจัดการรูดมันขึ้นลงไปมาเล็กน้อยเพื่อจัดการปลุกอารมณ์ของตัวเองให้ขึ้นสูงมากกว่าเดิม
ปลายแก่นกายใหญ่ถูไถกับช่องทางสีหวานที่ขมิบตอดรัดจนร่างสูงต้องกลืนน้ำลายอย่างฝืดคอ ยูชอนเกร็งตัวทันทีที่รู้สึกถึงสิ่งที่กำลังดุนดันกับส่วนล่างของเขา ยุนโฮจัดการกดส่วนหัวให้เขาไปในช่องทางอย่างรวดเร็วตามความต้องการของตัวเอง ก่อนจะตามมาด้วยเสียงกรีดร้องอย่างเจ็บปวดของคนป่วยที่ดังไปทั่วทั้งห้อง
“อ๊า!!! เจ็บ!!! ฮึก...พี่ยุนโฮ ผมเจ็บ!”
หยดน้ำสีใสไหลรินจากดวงตากลมสีนิล นิ้วเรียวจิกลงกับที่นอนเพื่อระบายความเจ็บปวด แต่ถึงแม้เขาจะพูดออกไปอย่างนั้น ร่างสูงก็ไม่ได้หยุดที่จะกระทำการต่อ แต่กลับค่อย ๆ ดันแก่นกายเข้ามาอย่างช้า ๆ ถึงแม้ว่ามันจะค่อนข้างลำบากที่สิ่งหล่อลื่นนั้นดูเหมือนจะน้อยไป แต่น้ำหล่อลื่นที่เกิดขึ้นตามธรรมชาตินั้นก็เป็นตัวเสริมที่ช่วยให้เขาขยับแก่นกายเข้าไปได้ง่ายขึ้น
และเมื่อแก่นกายเข้าไปได้จนสุดลำ ยุนโฮก็แช่แก่นกายนิ่ง ไม่ใช่ว่าไม่อยากจะขยับแก่นกาย แต่เป็นเพราะกลัวว่าถ้าเขาทำตามความต้องการของตัวเองจริง ๆ ร่างโปร่งอาจจะรับแรงของเขาไว้ไม่ไหว ยูชอนสะอึ้นฮักด้วยความเจ็บปวดที่ช่องทางด้านหลัง ขนาดแก่นกายที่แทรกเข้ามาภายในตัวเขานั้นใหญ่กว่าที่เขาคาดคิดไว้มากนัก
ใบหน้ามนที่เปรอะเปื้อนไปด้วยหยาดน้ำใสนั้นทำให้ยุนโฮรู้สึกสงสารจับจิต ร่างสูงก้มลงพรมจูบที่ใบหน้ามนอย่างแผ่วเบา แรงสะอึ้นน้อย ๆ นั้นทำให้ร่างโปร่งสั่นไหว สัมผัสที่ยูชอนได้รับจากยุนโฮนั้นมันทำให้ยูชอนรู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด ราวกับหัวใจนั้นกำลังพองโตขึ้นอย่างช้า ๆ จนเขารู้สึกแน่นที่หน้าอก แต่เพียงไม่นานนัก สัมผัสอันอบอุ่นนั้นก็แปรเปลี่ยนไปเป็นสัมผัสที่เร่าร้อนจากแก่นกายที่กำลังกระแทกเข้ามาภายในช่องทางสีหวานของเขาอย่างช้า ๆ
“อ๊ะ...อ๊ะ...”
เสียงครางหวานที่แผ่วเบาเริ่มดังขึ้นเรื่อย ๆ ตามแรงกระแทกที่เริ่มหนักหน่วงขึ้นทีละนิด ช่องทางหวานเริ่มเปิดรับแก่นกายของร่างสูงได้ดีขึ้น น้ำหล่อลื่นที่เริ่มมีมากขึ้น ทำให้ยุนโฮกระแทกแก่นกายเข้าไปให้รุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ แรงตอดรัดรอบแก่นกายที่ทำให้เขารู้สึกเสียวซ่านเกินบรรยายนั้นทำให้ตัณหาของยุนโฮนั้นมีมากจนยุนโฮไม่อาจจะหยุดยั้งมันเอาไว้ได้เลย
“อา...ยูชอน...เยี่ยมไปเลย”
“อ๊ะ ๆ ๆ...พี่ยุนโฮ...ผมเจ็บนะ”
ร่างสูงกระแทกแก่นกายเสียดสีกับช่องทางสีหวานจนร้อนไปหมด ทุกครั้งที่ยุนโฮขยับกายไปโดนกับจุดกระสันนั้นเรียกเสียงครางหวานของยูชอนออกมาได้อย่างง่ายดาย ซิปกางเกงเย็นเฉียบที่เสียดสีไปกับขาอ่อนทุกครั้งที่ร่างสูงเคลื่อนกายให้แก่นกายแทรกเข้าไปในช่องทางสีหวานนั้นทำให้ร่างโปร่งสะดุ้งได้ทุกครั้งไป ร่างขาวเนียนที่บิดเร้าไปมาพร้อมกับเสียงครางที่ดังออกมาไม่หยุดนั้นมันช่างเป็นภาพที่สวยงามสำหรับยุนโฮเป็นยิ่งนัก
“ยูชอน...อา...นายรัดฉันแน่นชะมัดเลย”
“อ๊ะ...อื้ม...”
เสียงทุ้มต่ำที่พูดออกมาอย่างเพ้อ ๆ นั้นทำให้ยูชอนเขินอายเสียจนอยากจะพูดด่ารุ่นพี่ของตัวเองเสียจริง หากแต่ร่างกายมันกลับไม่ยอมทำตามที่เขาคิด ไม่มีคำด่าใด ๆ หลุดออกมาจากริมฝีปากอิ่มสีแดงสด มีเพียงแค่เสียงครางที่ดูท่าว่าจะไม่หยุดลงง่าย ๆ หากยุนโฮยังคงกระแทกแก่นกายเข้าไปในช่องทางร้อนอย่างรุนแรงอยู่เช่นนี้
ยุนโฮกระแทกแก่นกายใส่ร่างโปร่งอย่างรุนแรงซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทุกครั้งที่เขากระแทกแก่นกายเข้าไปอย่างรุนแรง ช่องทางสีหวานก็จะเปิดราวกับเป็นการต้อนรับเขา พร้อมกับน้ำสีใสที่ไหลย้อนออกมานอกช่องทางสีหวาน พอเขาขยับแก่นกายออกจนส่วนหัวเกือบจะหลุด ช่องทางสีหวานนั้นก็จะตอดรัดแน่นกว่าครั้งไหน ๆ ราวกับต้องการให้เขาสอดใส่เข้าไปในช่องทางนั้นตลอดเวลา
“อ๊า...พี่ยุนโฮ...พอแล้ว...อ๊ะ...หยุดนะ...”
เสียงหวานพูดออกมาสั่นเครือปนไปกับเสียงคราง มือเรียวดันให้แผ่นอกแกร่งนั้นขยับตัวออกไปจากตัวของเขา ไม่ใช่ว่าเขารังเกียจในตัวรุ่นพี่ หากแต่สัมผัสที่ยุนโฮมอบให้เขานั้นมันทำให้เขารู้สึกดีมากจนเขารับมันไว้ไม่ไหว รู้สึกเสียวซ่านจนร่างกายนั้นมันเกร็งไปทั่วจนถึงปลายนิ้ว ส่วนปลายแก่นกายนั้นมันปวดหนึบไปหมด เขารู้ว่าเขากำลังจะปลดปล่อยออกมาในไม่ช้า แต่ยุนโฮนั้นรุกเร้าเขาหนักจนเขาแทบจะรับสัมผัสแต่ละอย่างไว้ไม่ไหวแล้ว
“จะหยุดทำไมล่ะยูชอน?...”
“อ๊า!!...พี่ยุนโฮ...ช้า ๆ หน่อยสิ...ผมเสียว...อ๊า ๆ ๆ!!!”
จังหวะที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วโดยไม่มีการบอกกล่าวทำให้ยูชอนร้องครางเสียงหลง ทันทีที่ยูชอนพูดจบประโยค ความหมายจากสิ่งที่ยูชอนพูดออกมามันทำให้ยุนโฮไม่อาจจะกลั้นอารมณ์ที่เก็บกักไว้ได้อีกแล้ว ร่างสูงโหมกายกระแทกเข้าไปในช่องทางสีหวานอย่างบ้าคลั่งเพื่อที่จะปลดปล่อยความอึดอัดของเขาและยูชอนให้มันเสร็จเรียบร้อยเสียที
ยูชอนดิ้นพล่านด้วยความรู้สึกอึดอัดที่ส่วนปลาย รู้สึกทรมานจนไม่รู้ว่าจะทำยังไงให้ความทรมานนี้หายไปเสียที พร้อม ๆ กับที่ช่องทางด้านหลังที่ถูกแก่นกายร้อนเสียดสีจนรู้สึกเสียวซ่านไปหมด เสียงครางหวานที่ดังก้องไปทั่วนั้นร้องออกมาไม่หยุด ก่อนที่ร่างโปร่งจะเกร็งไปทั้งร่าง พร้อมกับที่แก่นกายสีหวานปลดปล่อยน้ำกามสีน้ำนมออกมาเลอะหน้าท้องขาวเนียนเป็นจำนวนมาก
“อ๊ะ ๆ...ฮ้า~...พี่ยุนโฮ...พะ...พอ...”
ยุนโฮที่ยังไม่ได้ปลดปล่อยกระแทกแก่นกายเข้าไปไม่หยุด มือหยาบเลื่อนมาบีบเฟ้นก้นนิ่มอย่างมันส์มือ แก่นกายปวดหนึบจนอยากจะปลดปล่อยออกมา ร่างสูงกระแทกแก่นกายให้ลึกและแรงกว่าเดิมเมื่อใกล้จะปลดปล่อย ร่างโปร่งเบิกตากว้าง มือบางกำผ้าปูที่นอนแน่น รู้สึกดีจนร่างกายแทบจะรับความสุขนั้นเอาไว้ไม่ไหว
“อา~...ยูชอน...ยูชอน...”
แก่นกายใหญ่ปลดปล่อยน้ำรักสีขาวขุ่นเข้าไปในช่องทางสีหวาน หากแต่ร่างสูงยังคงไม่หยุดกระแทก น้ำรักสีขาวขุ่นถูกปล่อยออกมาหลายระลอกจนยูชอนต้องเกร็งหน้าท้อง รู้สึกเสียววูบที่ท้องน้อยจนต้องกัดฟันแน่น เมื่อร่างสูงปลดปล่อยออกมาจนหมด ยุนโฮจึงจะยอมหยุดขยับแก่นกายเข้าหาช่องทางสีหวานนั้นลง
“แฮ่ก...แฮ่ก...”
เสียงหอบของทั้งสองดังประสานกันจนแยกไม่ออก บรรยากาศภายในห้องนอนนั้นเต็มไปด้วยกลิ่นกรุ่นของน้ำรักของทั้งสอง แขนแกร่งวางค้ำอยู่ข้างกับร่างโปร่ง ดวงตาคมจ้องไปที่ดวงตากลมสีนิลราวกับจะมองทะลุเข้าไปถึงความรู้สึกภายในลึก ๆ ได้ ยูชอนรีบเบือนหน้าหนีอย่างเขินอาย ไม่อยากจะนึกเลยว่าตัวเองนั้นเพิ่งจะผ่านการร่วมรักกับคนที่เป็นรุ่นพี่ของตัวเองไปเมื่อครู่ ยิ่งเห็น เขาก็ยิ่งรู้สึกอายจนทำตัวไม่ถูก
“หายปวดหัวรึยัง?”
ยุนโฮถามขึ้นมาลอย ๆ แต่ก็เรียกให้ยูชอนหันมามองตนได้อย่างง่ายดาย มือบางเลื่อนขึ้นมาจับที่หน้าผากของตัวเองไปมาตามนิสัยของตัวเอง หัวกลมกลิ้งไปทางซ้ายทางขวาบนหมอนใบนุ่มสองสามครั้ง ก่อนจะพูดตอบรุ่นพี่ที่อยู่ด้านบนร่างของตัวเอง
“อืม...ก็เริ่มหายแล้วอ่ะ เหงื่อออกแล้วรู้สึกเหมือนตัวมันเริ่มเบาขึ้นแล้ว”
“...งั้นหรอ?”
ยูชอนพยักหน้าหงึกหงักโดยที่ไม่ได้คิดอะไร โดยที่ไม่ทันได้สังเกตเลยว่าลีดเดอร์ของวงนั้นกำลังยกยิ้มกริ่มอย่างเจ้าเล่ห์อย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
“อ๊ะ!”
ยูชอนหลุดร้องออกมาอย่างตกใจ เมื่อจู่ ๆ แก่นกายที่ยังคาอยู่ในช่องทางร้อนนั้นกระแทกใส่เขาเบา ๆ ยูชอนเงยหน้ามองใบหน้าคม ที่ตอนนี้ยกยิ้มกรุ้มกริ่มอย่างที่เขาไม่เคยเห็นอย่างตกใจ
“พะ พี่ยุนโฮ...”
“งั้นเรามาออกกำลังกายให้เหงื่อออกกันดีกว่าเนอะ นายจะได้หายปวดหัวเร็ว ๆ ^ ^”
“ห๊ะ! จะบ้าเหรอพี่! ไม่เอานะ!”
เสียงร้องโหวกเหวกของร่างโปร่งในตอนแรกเริ่มแปรเปลี่ยนไปเป็นเสียงครางหวานเมื่อยุนโฮจัดการบรรเลงบทเพลงรักอันแสนเร่าร้อนต่ออีกครั้งหนึ่ง เสียงของทั้งคู่ที่ดังประสานไปพร้อมกันนั้นดังก้องไปทั่วห้อง พร้อม ๆ กับความสุขใจของชายหนุ่มที่ชื่อชองยุนโฮและปาร์คยูชอนที่ดูจะต้องรับศึกหนักไปอีกหลายรอบเลยทีเดียว...
.
.
.
.
ถ้าคนที่ผมรักไม่สบาย...
ผมจะดูแลเขา โดยการ “ให้ความอบอุ่น” กับเค้าครับ...
ผมคิดถูกแล้วใช่มั้ยครับ? ^ ^
THE END >///< (มีใครอยากให้ชองยุนมาดูแลบ้างมั้ย? กร๊ากกกก*)