All-SuJu-Short-Fic

[SF] +:+ Snow White's Hope +:+ [HBD Kibum]

posted on 21 Aug 2009 21:53 by daikun  in All-SuJu-Short-Fic

Title: Snow White’s Hope [HBD Kibum][NC-17]
Paring: Kibum x Donghae
Author: ~#DN_LoveR#~
Author Note: และแล้ววันที่เรารอคอยก็มาถึง >///< วันเกิดสุดที่รักของเบลล์ ~ กิ๊ซซซซซ ซ ซ (สติแตก) เดี๋ยวไว้อวยพรตอนจบดีกว่า ตอนนี้ตามไปอ่านฟิคกันเลยค่า ~ ^ ^


+:+:+:+:+:+:+ Snow White’s Hope +:+:+:+:+:+:+




ถ้าวันเกิดคุณสามารถขอสิ่งที่อยากได้ได้หนึ่งอย่าง...

คุณจะขออะไร?...


เครื่องเกม PS3 พร้อมเกมแผ่นแท้ ส่งตรงจากญี่ปุ่น?...

ตุ๊กตาหมีตัวใหญ่ ๆ เอาไว้กอดคลายเหงา?...

แผ่นเพลงเพราะ ๆ สื่อความหมายแทนความรู้สึกในใจ?...



เหอะ...ของแบบนั้น...ผมไม่อยากจะได้สักนิด...



สำหรับผมนะหรอ?



ตอนนี้...สิ่งที่ผมอยากได้ก็คือ...



ของขวัญที่มีชีวิต


+:+:+:+:+:+:+ Snow White’s Hope +:+:+:+:+:+:+


ร่างสูงที่ดูสง่าผ่าเผยเดินผ่านพนักงานบริษัทมากหน้าหลายตา ที่กำลังส่งสายตาจ้องมองมายังร่างของตนอย่างไม่คิดแม้แต่จะเหลือบมองให้เสียเวลา เพราะเขารู้อยู่แล้วว่า ถ้าหากหันกลับไปมอง ก็คงจะเจอแต่สายตายั่วยวน หรือสายตาที่เป็นประกายจากพนักงานหญิง เผลอ ๆ อาจจะมีมาจากพนักงานชายอีกซะด้วยซ้ำไป

“ท่านประธานหล่อชะมัดเลยอ่ะ~

“เค้ามีแฟนรึยังน่ะ? ฉันจะมีโอกาสเป็นแฟนเค้าได้มั้ยนะ >///<”

ถึงแม้ว่าจะทำเป็นไม่สนใจ แต่ก็มีเสียงกระซิบกระซาบดังแว่วมาให้ได้ยินอยู่เรื่อย ๆ คิ้วหนาเริ่มขมวดเข้าหากัน แต่ก็ต้องอดทนไว้ เพื่อรักษามาดของประธานบริษัทที่ดี

ประตูไม้หรูถูกเปิดออกด้วยฝีมือของร่างสูง ก่อนจะถูกปิดลงด้วยแรงที่ไม่เบานัก หลังแกร่งเอนพิงไปกับประตู มือหยาบกร้านยกขึ้นขยี้ผมของตัวเองด้วยความเซ็ง และเบื่ออย่างสุดชีวิต ริมฝีปากอวบอิ่มพูดบ่นพึมพำคล้ายกับกำลังท่องคาถาสาปแช่งใครอยู่ก็ไม่อาจรู้ได้

“จะมองอะไรกันนักหนาว่ะ เกิดมาไม่เคยเห็นคนกันบ้างรึไง!” คิบอมสบถออกมาอย่างสุดจะทน เปลือกตาหนาปิดลง ร่างสูงสูดหายใจเข้าออกลึก ๆ เพื่อสงบสติอารมณ์ ก่อนจะค่อย ๆ เผยดวงตาเรียวสีนิลขึ้นอีกครั้ง ดูบรรยากาศภายนอกจากผนังที่ใช้เป็นกระจกทั้งหมดที่อยู่หลังโต๊ะทำงานของเขา

เก้าอี้นุ่มตัวใหญ่สำหรับประธานบริษัทถูกร่างสูงของคิบอมใช้เป็นที่นั่ง คิบอมเอนตัวฟุบลงกับโต๊ะทำงานราคาแพงตัวใหญ่ ก่อนจะค่อย ๆ ปิดเปลือกตาลง เพื่อจะพักผ่อนให้หายเหนื่อยล้าจากงานที่ผ่านมาในหลาย ๆ วันก่อนหน้านี้

ก๊อก ๆ

เสียงเคาะประตูดังขึ้น ขัดจังหวะการนอนหลับอันแสนสุขของท่านประธานบริษัทเป็นยิ่งนัก คิ้วหนาขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ร่างสูงจัดการเซ็ททรงผมที่ยุ่งเล็กน้อยให้ดีขึ้น ก่อนจะบอกอนุญาตให้พนักงานเข้ามาได้

“เข้ามาได้”


แอ๊ด~’


“ท่านประธานคะ ช่วยเซ็นรับทราบงานนี้ให้ด้วยค่ะ” พนักงานหญิงหุ่นดี หน้าตาอยู่ในเกณฑ์ดี พูดพร้อมกับยื่นแฟ้มงานให้คิบอมด้วยรอยยิ้มหวานเยิ้ม คิบอมเห็นก็แค่นยิ้มตอบกลับไป นิ้วเรียวยาวจับปากกาขีดเขียนลายเซ็นบนกระดาษสีขาวสะอาดตาตรงมุมขวาล่าง ก็จัดการปิดแฟ้มงานและส่งกลับให้ผู้หญิงตรงหน้า

...โอ้โห...ไม่ค่อยให้ท่าเลยผู้หญิงสมัยนี้...

...อยากให้ฉันจำชื่อได้ล่ะสิ?...เลยพยายามมาหาบ่อยขนาดนี้...

...แต่ขอโทษที...ถึงฉันจะเป็นประธานบริษัทก็เถอะ...

...ฉันก็จำชื่อของเธอไม่ได้หรอกนะ!! ฉันขี้เกียจจำ!!...

แต่ความคิดในใจย่อมหลบซ่อนอยู่หลังรอยยิ้มบาดใจสาวอยู่แล้ว หญิงสาวรับแฟ้มกลับมา ก่อนจะส่งยิ้มให้อีกครั้ง และขาเรียวสวยก็เดินออกจากห้องของประธานบริษัทไป

“เฮ้อ...ออกไปซะที” คิบอมพูดออกมาอย่างเหนื่อยอ่อน ก่อนจะเอนตัวฟุบลงบนโต๊ะหรูอีกครั้ง เพื่อที่จะพักผ่อนให้เต็มอิ่มสักที

...หึ ๆ เล่นละครได้สมบทบาทจริง ๆ เรา...

...ใครจะไปรู้เล่า...ว่าตัวจริงของฉันมันแย่ขนาดไหน...

ก๊อก ๆ

เส้นความอดทนของคิบอมเกิดอาการกระตุกขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ ร่างสูงกัดฟันแน่นเพื่อระงับอารมณ์หงุดหงิด เขาพอจะเดาได้ล่ะว่าใครจะเข้ามา เพราะทุก ๆ วันพนักงานแต่ละคนต่างพากันหาข้ออ้างเพื่อที่จะเข้ามาหาเขาในห้องตลอดวันเลยทีเดียว

...ทำไมมันไม่เอางานไปฝากไว้ที่เลขาฯของกูฟะ!!!!...

แต่ความอดทนของคิบอมที่ยังคงเหลืออยู่น้อยนิด สั่งเตือนให้รักษาภาพพจน์ที่ดีของท่านประธานบริษัทไว้ซะก่อน คิบอมเลยจัดเซ็ททรงผมอีกครั้ง พยายามใช้นิ้วเรียวดันมุมปากให้ยกยิ้มขึ้นอย่างฝืนเต็มที

“เข้ามาได้”

แอ๊ด~’

“ท่านประธานคะ มีบริษัทอื่นฝากเอกสารจะมาขอเป็นสปอนเซอร์ให้บริษัทเราค่ะ” นั่นไงล่ะ ตามที่คิบอมคาดเดาไว้เป๊ะ พนักงานหญิงหุ่นดีอีกคนหนึ่งเดินนวยนาดมาหาเขาเพื่อที่จะเอาเอกสารมาให้ ทั้ง ๆ ที่เธอควรจะเอาไปฝากไว้ที่เลขาของเขาเสียมากกว่า

“งั้นเหรอ ขอบใจมาก” และก็เป็นเหมือนอย่างเคย ที่คิบอมจะส่งยิ้มดุจเทพมาจุติไปให้พนักงานสาวใจละลาย แต่ถ้าหากสังเกตดี ๆ จะเห็นได้เลยว่ารอยยิ้มนั้นมันแอบมีเขี้ยวโผล่ออกมาซะด้วย

“ค่ะ” หญิงสาวส่งยิ้มมาให้อีกครั้ง พลางก้มหัวลงให้เล็กน้อย ก่อนจะเดินออกจากห้องไปอย่างช้า ๆ

ปัง

“เฮ้ออออ อ อ...ออกไปซะที” ร่างสูงเอนหลังพิงไปกับพนักเก้าอี้แสนนุ่ม เปลือกตาหนากระพริบสองสามครั้ง ก่อนจะค่อย ๆ เลื่อนลงปิดดวงตามีเสน่ห์ไว้จนมิด


ก๊อก ๆ


ปึด !!!!!


เสียงเส้นความอดทนของคิบอมขาดสะบั้นลงไปพริบตา เขาไม่ใช่พ่อพระมาจากที่ไหน และเหตุการณ์ที่เขาไล่ตะเพิดพนักงานก็เกิดขึ้นอยู่ทุกวัน เขาจึงไม่ลังเลเลย ที่จะตัดสินใจทำมันเหมือนกับทุก ๆ วันที่ผ่านมา

“ว้อยยยยย!!! จะเข้ามาทำไมนักหนาวะ!!!!


“ขะ...ขอโทษครับ”


เสียงขอโทษที่ดังเข้ามาในห้องอย่างแผ่วเบา เรียกสติจากคิบอมได้ดียิ่งนัก อารมณ์หงุดหงิดตะกี้ปลิวออกไป กลายเป็นเสียงที่เขาคิดว่าไพเราะมากที่สุดเข้ามาแทนที่

...เสียงนี้มัน...

...หรือว่า!!!!...

ร่างสูงแทบจะกระโดดข้ามโต๊ะแทนการวิ่งอ้อม เพื่อถลาไปที่ประตูห้องอย่างรวดเร็ว มือหยาบเปิดประตูที่แทบจะกลายเป็นการกระชากอย่างรวดเร็ว

ภาพตรงหน้าที่คิบอมเห็น มันทำให้รอยยิ้มที่หาได้ยากของร่างสูง เผยออกมาได้อย่างไม่ยากเลยสักนิด ใบหน้ามนเนียนใสที่ก้มต่ำในตอนแรก แหงนหน้าขึ้นช้อนตามองท่านประธานที่มีส่วนสูงมากกว่าตน ดวงตากลมโตที่ดูคล้ายกับกำลังสำนึกผิด มันทำให้ใจของคิบอมกระตุกอย่างที่ไม่เคยเป็น

“ทงเฮเองหรอ ขอโทษนะ พอดีฉันนึกว่าจะเป็นพนักงานคนอื่นน่ะ”

“อ๋อ...ครับ ท่านประธานครับ คือว่าผม...”

“เข้ามาคุยกันข้างในดีกว่า คุยข้างนอกห้องมันไม่ค่อยสะดวกน่ะ” คิบอมเอ่ยขึ้น พลางส่งสายตาไปทางพนักงานที่มองมาหาทงเฮด้วยสายตาอิจฉาริษยาเป็นอย่างมาก และสายตาบางส่วนกลับไม่ได้มองเขา แต่มองมาที่เลขาฯของเขาเสียตาเป็นมัน

...คน ๆ นี้กูเล็งไว้นานแล้ว...

...พวกมึงกรุณาเก็บสายตาไว้ด้วย!!...

...กูหึงแรงนะโว้ย!!!...

ใบหน้ามนหันไปมองตามทางที่ใบหน้าคมหันไป ดวงตากลมโตหันไปมองก่อนจะหันกลับมา ทงเฮกระพริบตาปริบ ๆ อย่างงุนงง แต่ก็พยักหน้าหงึกหงัก และเดินตามคิบอมเข้าไปในห้องประธานบริษัท

ร่างสูงและร่างเล็กเดินมานั่งที่โซฟาตัวยาวสีน้ำเงินเข้มภายในห้อง แขนเล็กที่ถือแฟ้มมาจำนวนหนึ่งวางของลงข้าง ๆ ตัวเอง

“ท่านประธานครับ นี่เป็นเอกสารเกี่ยวกับการประชุมในวันนี้นะครับ งานประชุมอันแรกนี้จะเกี่ยวกับ...”

เสียงทุ้มที่ออกจะหวานเสียมากกว่าพูดอธิบายรายละเอียดการประชุมให้กับคิบอมไปเรื่อย โดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่าสายตาของคนที่ได้ชื่อว่า “ประธานบริษัท” นั้นจ้องมอง “เลขาฯ” ของตัวเองด้วยสายตาแบบไหน นัยน์ตาคมจดจ้องไปที่ใบหน้าหวานน่ารักอย่างไม่ละสายตา ยิ่งมอง เขาก็ยิ่งเหมือนกับต้องมนต์สะกด

...ทำไมทงเฮถึงได้น่ารักแบบนี้?...

...ทำไมพระเจ้าต้องส่งคนน่ารัก ๆ แบบนี้มาเป็นเลขาฯของผมด้วย?...

...วัน ๆ ผมคงจะได้ทำงานหรอกเนอะแบบนี้...

...แค่ได้เห็นหน้าเค้า...

...สายตาที่จ้องอยู่ที่งาน...ก็ดันเปลี่ยนไปเหลือบมองหน้าของทงเฮทุกทีสิน้า...






“เท่านี้ล่ะครับสำหรับการประชุมในวันนี้ ท่านประธานทำงานต่อเถอะครับ” ประโยคจบการสนทนาของทงเฮดังขึ้น เรียกให้สติของคิบอมกลับเข้าที่ ใบหน้าคมพยักหน้าหงึกหงักเป็นเชิงตอบรับ ร่างเล็กลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก่อนจะก้าวขาเรียวเพื่อออกไปทำงานของตนต่อ

“เดี๋ยวก่อน
!

มือหยาบยื่นออกไปจับข้อมือเล็กไว้ข้างหนึ่ง ใบหน้ามนหันไปมองผู้ที่ขอให้ตนหยุดอยู่ที่เดิมด้วยสายตาที่ใสซื่อ และสายตาแบบนั้นแหละ ที่ทำให้ท่านประธานคิมคิบอม ที่แสนจะเก่งและฉลาดต้องเกิดอาการอ้ำอึ้งพูดอะไรไม่ออกซะอย่างนั้น

“อ่ะ....เอ่อ....คือว่า....”

“ครับ??”

“เย็นนี้ นายว่างมั้ย?” เห็นเป็นประโยคสั้น ๆ ง่าย ๆ แบบนี้ แต่กว่าคิบอมจะกลั่นกรองมันให้เป็นประโยคที่ดูดีได้ขนาดนี้ และพูดออกมาได้เนี่ย มันต้องใช้ความพยายามอย่างสูงยิ่งกว่าการตัดสินใจลงทุนทำธุรกิจใหม่เสียอีก ทงเฮที่ยืนฟังอยู่ยิ้มตอบกลับไปเมื่อได้ยินคำถามเชิญชวนนั่น

“ว่างครับ”

“จะไปทานข้าวเย็นด้วยกันมั้ย?”

...เยส!!!...

...ในที่สุดก็พูดได้แล้วว้อย!!!...

“เอางั้นหรอ?...ได้เลย คิบอม ^ ^


อั่ก!!!!



ทงเฮตอบกลับไปโดยใช้ภาษาที่ดูสนิทกันมากกว่าปกติ ซึ่งเขาจะไม่ค่อยได้ใช้กับคิบอมสักเท่าไหร่นัก เพราะส่วนใหญ่พวกเขาจะต้องคุยกันอย่างเป็นการเป็นงาน แต่เขาทั้งสองคนก็เรียกว่าสนิทกันเข้าขั้นเลยทีเดียว ต่างฝ่ายต่างรู้นิสัยใจคอ และสิ่งที่ต่างฝ่ายชอบและไม่ชอบเป็นอย่างดี

และเพราะความที่ว่าไอ้ประโยคที่ดูแล้วมันฟังดูเหมือนกับว่าสนิทชิดเชื้อกันเหลือเกินนี่แหละ ทำให้หัวใจของคิบอมกู่ร้องด้วยความดีใจอย่างสุดซึ้ง แทบจะสิ้นลมลาตายกันเลยทีเดียว นอกจากประโยคนั้นจะทำให้คิบอมแทบกระอักเลือดตายแล้ว ยังแถมด้วยรอยยิ้มสดใสที่ทงเฮมักจะส่งให้เป็นประจำมาเป็นส่วนประกอบแล้ว มันยิ่งทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างดูสดใสเสียเหลือเกิน

...โอ๊ย!...

...นี่กะจะตัดขั้วหัวใจกันเลยหรอทงเฮ...

...จะทำอะไรก็สงสารฉันบ้างเถอะ...

...ฉันกลัวจะตายก่อนวัยอันควรเพราะคำพูดกับรอยยิ้มของนายนี่แหละ...


“อ๊ะ ฉันลืมบอกอะไรนายไปอีกอย่างนึงล่ะ” ประโยคประเภทเดิมหลุดออกมาอีกครั้ง ทำเอาคิบอมต้องค่อย ๆ สูดลมหายใจเข้าออกลึก ๆ เพื่อระงับอาการของก้อนเนื้อที่เต้นตึกตักจนแทบจะทะลุอกออกมาให้เบาลง และตั้งสติ ตั้งใจฟังสิ่งที่ทงเฮกำลังจะบอก

“แฮปปี้เบิร์ธเดย์นะ เย็นนี้เจอกัน เดี๋ยวฉันจะเอาของขวัญมาฝาก ^ ^

.
.
.

ฉัวะ!!!!

...อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกก...

...มันบาดใจ!...

...มันแทงใจ!...

...มันกรีดหัวใจ!...

...มันทำให้หัวใจฉันหยุดเต้น!!...


“งั้นฉันไปทำงานล่ะ ^ ^

ทงเฮเดินออกจากห้องไปโดยที่ไม่รู้เรื่องเลยว่าตัวเองได้ทำร้ายคิบอมไปมากขนาดไหน ร่างสูงนั่งนิ่งค้างเป็นหุ่นขี้ผึ้งอยู่ที่โซฟาตัวเดิม ใบหน้าคมที่มักจะเฉยชากลับซับสีเลือดขึ้นอย่างห้ามไม่ได้

ร่างสูงสะบัดหัวไปมาแรง ๆ สองสามครั้ง เพื่อไล่อาการแปลก ๆ ของตัวเอง ก่อนจะหยิบแฟ้มที่ทงเฮให้มาไปวางไว้บนโต๊ะ พลางหย่อนตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตัวนุ่ม และอ่านรายละเอียดครั้งหนึ่ง...ก็ตอนที่ทงเฮพูดน่ะ...เขาแทบจะไม่ได้ฟังอะไรนอกจากจ้องหน้าของทงเฮเลยนี่นา...


+:+:+:+:+:+:+ Snow White’s Hope +:+:+:+:+:+:+


ช่วงเวลาการทำงานผ่านไปอย่างรวดเร็ว ประตูห้องประธานบริษัทถูกเปิดออกโดยฝีมือของเจ้าของ คิบอมจัดการปิดประตูห้อง ก่อนจะถลาตัวมาเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ตัวใหญ่และเบาะนุ่มเพื่อผ่อนคลายความเหนื่อยอ่อน ร่างสูงถอนหายใจออกมาครั้งหนึ่ง นิ้วเรียวเลื่อนมานวดคลึงที่บริเวณขมับทั้งสองข้างเพื่อคลายความตึงเครียด

“เหนื่อยชะมัด...” เสียงทุ้มต่ำบ่นอุบอิบ ใบหน้าคมหันไปมองนาฬิกาที่ผนังห้อง ที่บ่งบอกเวลาเกือบเย็น ริมฝีปากอวบอิ่มยกยิ้มขึ้น เมื่อเห็นเวลาที่เขานัดกับทงเฮใกล้มาถึง

...แต่ว่า...ของีบรอก่อนละกัน...

เปลือกตาหนาเคลื่อนตัวลงปิดนัยน์ตาช้า ๆ คิบอมค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจเพื่อที่จะเข้าสู่การพักผ่อนจากงานต่าง ๆ ที่ผ่านมามากมายภายในวันนี้...และไม่นาน ร่างสูงก็เข้าสู่ห้วงนิทราไปอย่างสบายใจ



......
....
...
..
.
.



“บอม...คิบอม...คิบอม”


“งึม...หืม?...”


เสียงคนเรียกชื่อของร่างสูงดังอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากเจ้าของชื่อนัก ทำให้คิบอมที่กำลังจมดิ่งสู่ห้วงนิทราต้องตื่นขึ้น เปลือกตาหนากระพริบถี่เพื่อปรับสายตา และทันทีที่สายตาปรับจนเข้าที่แล้ว ตาตี่ ๆ ของเขาก็ต้องเบิกกว้างอย่างตกใจ

...โอ้มายก็อด!!!!!!...

...สาบานต่อหน้าพระเจ้าเถอะ...ว่าภาพที่ผมเห็นมันเป็นของจริง!!!...

เจ้าของเสียงที่เรียกปลุกคิบอมนั่นก็คือทงเฮนั่นเอง มันเป็นเรื่องธรรมดาที่มักจะเป็นอยู่ในทุก ๆ ครั้งที่คิบอมเหนื่อยจนเผลอหลับไป แต่....ในครั้งนี้มันไม่ใช่

ทงเฮกำลังนั่งไขว่ห้างอยู่บนโต๊ะทำงานตัวหรู และส่งสายตามองคิบอม หรือง่าย ๆ ก็คือนั่งไขว่ห้างประจันหน้ากับคิบอมที่กำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวใหญ่นั่นล่ะ แต่ชุดที่เจ้าตัวใส่อยู่ตอนนี้คือชุดเสื้อแขนกุดรัดรูป ยาวเพียงแค่พอปิดหน้าอก เผยหน้าท้องเรียบเนียน กับกางเกงรัดรูปยาวเพียงคืบกว่า ที่มีหางแมวติดอยู่ด้านหลัง เผยเรียวขาขาวน่าสัมผัส และทงเฮยังเสริมด้วยการใส่หูแมวเพิ่มเข้าไปด้วย ซึ่งเสื้อผ้าทั้งหมดเป็นสีขาว ทำให้แทบจะเผยสัดส่วนทั้งหมดให้คิบอมได้เห็นโดยที่ไม่ต้องถอดอะไรเลยด้วยซ้ำ

...อ่ะ...โอ้ว...

...เลือดกำเดาจะทะลัก...

...เกิดมาเพิ่งเคยเห็นคนที่ยั่วได้น่ากลัวมากขนาดนี้!...

...ทำไมทงเฮเซ็กซี่ได้ขนาดนี้เนี่ย!!...

ภาพตรงหน้านั้นทำให้คิบอมแทบจะพุ่งตัวเข้าไปตะครุบเหยื่ออย่างรวดเร็ว แต่เมื่อคิบอมจะลุกขึ้นก็ต้องชะงัก ข้อมือของเขาถูกมัดไว้กับที่วางแขนของเก้าอี้ตัวใหญ่ทั้งสองข้าง นั่นทำให้เขาอ้าปากค้างกับสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้

...โดนเล่นทีเผลอแล้วมั้ยล่ะ คิมคิบอม!...

ทงเฮที่กำลังนั่งไขว่ห้างก็เปลี่ยนมาเป็นนั่งหย่อนขาลงมาปกติ ขาเรียวสองข้างแกว่งไปมาอย่างไม่คิดอะไร ใบหน้ามนซับสีเลือดก้มงุดเพื่อปกปิดความอาย ฟันซี่เล็กขบกัดริมฝีปากล่างเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยคำถาม

“นายอยากได้แมวเป็นของขวัญมั้ย?...”

...อื้อหือ...

...ถามงี้...นายต้องการจะสื่ออะไรฉันเนี่ย ทงเฮ?...

...ถ้าเป็นแมวแบบนายละก็...


...มันก็ต้องอยากอยู่แล้ว
!!...


“อยากสิ” คิบอมตอบกลับด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ ยิ่งทำให้ทงเฮเขินมากยิ่งกว่าเดิม ร่างสูงรู้อยู่แล้ว ว่าอย่างทงเฮน่ะ แค่ใส่ชุดแบบนี้มาเป็นของขวัญให้เขานี้ก็ต้องใช้ความกล้าสุด ๆ เลยล่ะ ก็ทงเฮน่ะใสซื่อซะจนเหมือนเด็กเลยนี่นา

แต่แล้วความคิดที่ทงเฮใสซื่อก็ต้องดับวูบลงไปในทันที เมื่อจู่ ๆ ทงเฮก็หรี่ตามองคิบอมด้วยสายตาหวานเชื่อม ฟันซี่เล็กขบกัดริมฝีปากล่างเบา ๆ อย่างเย้ายวน ลิ้นเล็กแลบเลียกับปลายนิ้วเรียวของตัวเอง ก่อนจะลากปลายนิ้วจากมุมปากมายังปลายคางมนอย่างช้า ๆ

...อึ้งครับท่าน...

ร่างเล็กเลื่อนตัวลงมาจากโต๊ะ ขาเรียวก้าวช้า ๆ ไปหาร่างสูง ก่อนจะเลื่อนตัวขึ้นนั่งคร่อมตักคิบอม วงแขนเล็กยกขึ้นโอบรอบคอของร่างสูง ดวงตากลมโตสบตากับดวงตาคมอย่างยั่วยวน กลิ่นหอมอ่อน ๆ จากร่างเล็ก ทำให้สติของคิบอมเตลิดยิ่งกว่าเดิม

“ทะ...ทงเฮ...” ร่างสูงอึ้งจนพูดไม่ออก ใครจะไปคาดคิดล่ะ ว่าวันนึงจะได้มาเจอกับทงเฮในมาดแมวยั่วสวาทแบบนี้ มือเล็กข้างหนึ่งเลื่อนมาลูบตั้งแต่ลำคอ เลื่อนลงไปช้า ๆ จนกระทั่งถึงหน้าท้องแกร่ง มือเล็กเลื่อนลงไปต่ำกว่านั้นอีกนิดหนึ่ง ปัดมือไปมาให้โดนเข็มขัดบ้าง แก่นกายของร่างสูงบ้าง หน้าท้องแกร่งบ้าง ผิวเนื้อที่เสียดสีกับผิวเนื้อผ้า ทำให้คิบอมครางต่ำในลำคออย่างพึงพอใจ

กระดุมเสื้อของร่างสูงถูกปลดออกจนหมดด้วยมือเล็ก ตามด้วยเข็มขัดที่ถูกถอดตามออกไปอย่างรวดเร็ว ผิวสีแทนและกลิ่นโคโลญที่คิบอมใช้ประจำ กลิ่นที่แสนคุ้นเคยทำให้ทงเฮเผลอซุกหน้าลงกับหน้าอกแกร่ง เพื่อสูดกลิ่นหอมประจำตัว และไม่ลืมที่จะแอบหยอกล้อกับปุ่มสีชมพูด้วยการกัดเบา ๆ อีกด้วย

“อืม...”

“คิบอม...ทำไมหุ่นดีจัง ฉันไม่เห็นมีกล้ามท้องแบบนี้เลยอ่ะ” ทงเฮทำปากยื่น พลางใช้มือลูบกล้ามท้องของคิบอมไปมา ทำเอาคิบอมสยิวได้เหมือนกันนะนั่น

“หึ ๆ ดีแล้วล่ะ ทงเฮเป็นแบบนี้น่ะดีแล้ว” เนื่องจากอารมณ์ที่คุกรุ่น แต่มือกลับถูกมัดไว้ ไม่สามารถเลื่อนมาสัมผัสร่างกายที่เขาต้องการจะครอบครองได้ ใบหน้าคมจึงซุกลงที่ซอกคอหอมกรุ่นของร่างเล็ก สูดกลิ่นหอมจนพอใจ ก่อนจะสร้างรอยความเป็นเจ้าของทิ้งไว้สองสามรอย

“อ๊ะ! คิบอม อย่าทำสิ” ทงเฮทำหน้าดุใส่ร่างสูง แต่คิบอมกลับคิดว่าใบหน้านั้นดูแล้วน่ารักเป็นที่สุด เลยส่งยิ้มตอบกลับไปให้ ทงเฮเห็นแบบนั้นจึงยกยิ้มขึ้นอีกครั้ง ก่อนจะเลื่อนใบหน้าไปอยู่ประชิดกับใบหน้าของคิบอม และประทับริมฝีปากลงบนริมฝีปากของร่างสูง

ลิ้นเล็กเลียที่ริมฝีปากล่างของคิบอมไปมา ริมฝีปากเล็กเผยอขึ้นเล็กน้อย และนั่นก็เป็นโอกาสที่คิบอมฉวยให้เป็นกำไรของตนอย่างรวดเร็ว ลิ้นร้อนสอดแทรกเข้าไปในโพรงปากนุ่ม ทงเฮที่ไม่ทันตั้งตัวตาเบิกกว้าง ลิ้นร้อนกำลังรุกรานเข้ามา มันพยายามที่จะหาลิ้นเล็กที่กำลังหลบหนีอยู่ภายใน แต่เมื่อเห็นว่าคงไม่ได้ จึงเปลี่ยนเป้าหมายไปสำรวจรอบ ๆ แทน วงแขนเล็กโอบกอดคอร่างสูงไว้ มือเล็กสอดเข้าไปในเรือนผมสีดำสนิทของร่างสูงและกำไว้เพื่อคลายความเสียวซ่าน

“อื้ม...อืม...” ลิ้นเล็กที่เริ่มจะตอบกลับ แต่เนื่องจากความไม่เคย ทำให้การตอบกลับนั้นค่อนข้างจะเงอะงะ และดูใสซื่อจนอารมณ์ของคิบอมยิ่งปะทุมากกว่าเดิม ร่างสูงกดจูบให้ลึกยิ่งขึ้น ลิ้นร้อนเกี่ยวกระหวัดกันกับลิ้นเล็กอย่างเชี่ยวชาญ สอดลิ้นเข้าไปลึกจนทงเฮต้องครางออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ คิบอมยังคงรุกรานอย่างไม่คิดที่จะหยุด ถ้าไม่ถูกมือเล็กข้างหนึ่งที่เลื่อนมาบีบไหล่เขาไว้แน่น จูบนี้คงจะไม่หยุดอยู่แค่นี้แน่นอน

“ฮะ...อา....แฮ่ก...” ร่างเล็กหอบเนื่องจากขาดอากาศหายใจ ใบหน้าขาวใสซับสีระเรื่อ ยิ่งทำให้ดูน่ามองยิ่งขึ้น แต่ก่อนที่คิบอมกำลังจะหากำไรต่อนั้น ร่างเล็กก็ลุกออกจากตัก เปลี่ยนไปเป็นนั่งบนโต๊ะอีกครั้งหนึ่ง

“หึ ๆ ไม่มานั่งที่เดิมล่ะทงเฮ? กำลังสนุกเลย” คิบอมหัวเราะ เพราะเขาเห็นว่าทงเฮคงจะยั่วเขาไม่ไหวหรอก ดูสิ แค่จูบก็จะหมดแรงแล้วนะนั่น

“ดูก่อนสิ...แล้วนายจะหัวเราะไม่ออก” ทงเฮยกยิ้มเจ้าเล่ห์

เสื้อผ้าที่แสนจะน้อยชิ้นถูกถอดออกไปอย่างรวดเร็ว โดยไม่อายต่อสายตาอีกคน ทำเอาคิบอมนั่งค้างไปกับภาพตรงหน้า ร่างเปลือยเปล่าของคนตรงหน้ามันทำให้อารมณ์ของเขาปะทุสูง แก่นกายเริ่มที่จะแข็งขืนขึ้นมาทีละนิด

ร่างเล็กชันขาตั้งขึ้น และแยกขาออกเผยให้เห็นแก่นกายของตัวเองอย่างไม่เขินอาย มือเล็กจัดการกำแก่นกายของตัวเองไว้ พลางรูดขึ้นลงช้า ๆ เพื่อปลุกอารมณ์ของตัวเอง

“อื้ม....” ร่างเล็กหลับตาพริ้ม ฟันซี่เล็กขบกัดริมฝีปากเบา ๆ แก่นกายที่ถูกรูดขึ้นลง ที่เปิดปิดเผยให้เห็นเนื้อใน ทำให้คิบอมต้องขบกรามจนแน่น ภาพตรงหน้ามันกระตุ้นอารมณ์ของเขามากจริง ๆ แก่นกายแกร่งชักจะแข็งขืนมากขึ้นทุกที ยิ่งมันเสียดสีกับเนื้อผ้าก็ยิ่งทำให้อารมณ์ของคิบอมปะทุสูงยิ่งขึ้น

...เล่นมาช่วยตัวเองกันต่อหน้าต่อตาแบบนี้...

...ใครทนไหวก็ไม่ใช่คนแล้วครับ!...

“อ๊า...คิบอม อย่าทำผมสิ” คำพูดที่ไม่ได้สัมพันธ์กับสิ่งที่เป็นจริงเลยสักนิด แต่มันก็ทำให้คิบอมยิ่งเตลิดเข้าไปใหญ่ ตอนนี้ทงเฮกำลังจินตนาการว่าเขาเป็นคนทำเหรอเนี่ย เสียงครางหวานหูเริ่มดังขึ้นเรื่อย ๆ แก่นกายเล็กที่เริ่มแข็งขืนขึ้น และเริ่มมีน้ำใส ๆ บริเวณปลายยอด มันชวนให้คิบอมอยากจะลิ้มลองมันเสียเหลือเกิน

มือหยาบกำจนแน่นทั้งสองข้าง พยายามที่จะแก้เชือกที่มัดอยู่นี้ออกไปให้พ้น ๆ เพื่อที่จะไปทำให้คำพูดของทงเฮเป็นจริงไปซะเลย แต่ก็ทำไม่ได้ ร่างสูงต้องพยายามอย่างมากที่จะข่มอารมณ์ของตัวเองในตอนนี้

แต่เหมือนกับทงเฮจะพยายามกลั่นแกล้งเขาเสียเหลือเกิน เมื่อนิ้วเรียวของมืออีกข้างหนึ่งถูกส่งเข้าไปในโพรงปากนุ่ม นิ้วเรียวถูกดูดเลียจนเปียกชุ่ม ก่อนจะเลื่อนลงไปถูไถที่บริเวณช่องทางสีชมพูสวยไปมา และสอดนิ้วเข้าไปช้า ๆ

“อื้อ!! อ๊ะ!! คิบอม...ฉันเจ็บ...” เสียงแหบหวานพูด ด้านหน้าแก่นกายก็ยังคงถูกรูดขึ้นลง ด้านหลังช่องทางก็ถูกนิ้วเรียวสอดเข้าออกอย่างช้า ๆ และค่อย ๆ เพิ่มจำนวนนิ้วมากขึ้นตามลำดับ บางทีนิ้วไปโดนจุดกระสัน ทงเฮก็ปล่อยเสียงครางหวานมายั่วอารมณ์ของคิบอมให้จนแทบจะเป็นบ้า

แก่นกายแกร่งแข็งขืนดุนดันขึ้นจนเห็นได้ชัด ทงเฮค่อย ๆ ปรือตาขึ้น มือทั้งสองยังคงทำหน้าที่เป็นอย่างดี ดวงตากลมโตเห็นอาการของร่างสูงก็ชักจะเริ่มสงสาร เพราะตอนนี้เขาแกล้งคิบอมมาเป็นเวลานานพอสมควร ตอนนี้คิบอมคงจะทรมานสุด ๆ แล้วล่ะ

มือทั้งสองหยุดทำหน้าที่ นิ้วเรียวที่อยู่ในช่องทางด้านหลังถูกดึงออก เผยให้เห็นผนังด้านในที่กำลังเต้นตุบ รอสิ่งที่ใหญ๋กว่านิ้วมือมาเติมเต็ม แก่นกายตั้งชันขึ้นด้วยแรงอารมณ์ น้ำใส ๆ ไหลเยิ้มจากปลายยอด ใบหน้ามนซับสีระเรื่อ และประปรายไปด้วยหยาดเหงื่อ ยิ่งทำให้ดูเซ็กซี่มากยิ่งขึ้น

ภาพตรงหน้าทำให้คิบอมต้องแลบลิ้นเลียริมฝีปากที่แห้งผาก กลืนน้ำลายลงคอได้อย่างยากลำบาก ขบกรามแน่นเพราะอารมณ์ที่มันสูงเสียเหลือเกิน ร่างเล็กของทงเฮรวบรวมกำลังไปแกะเชือกที่มัดข้อมือทั้งสองของคิบอมออก และทันทีที่เชือกหลุด คิบอมก็จัดการอุ้มร่างของทงเฮวางลงบนโต๊ะทำงานอย่างรวดเร็ว

มือหยาบจัดการปลดกางเกงของตัวเองออกอย่างชำนาญ จมูกโด่งได้รูปฝังตัวลงบนแก้มใส ประทับจูบลึกล้ำให้อย่างไม่หยุดหย่อน ลิ้นร้อนรุกล้ำเข้าไปอย่างไม่เบื่อ ความหอมหวานที่ต้องการมากขึ้นเรื่อย ๆ มือหยาบลูบผ่านผิวเนียนตามสัดส่วนโค้งเว้าอย่างมันส์มือ ริมฝีปากอวบอิ่มผละออก เปิดโอกาสให้ร่างด้านล่างมีโอกาสได้หายใจ

“ฮึก....อา....อ๊ะ....” ปุ่มไตสีชมพูถูกฟันคมขบกัด ดึง ดูดดุนอย่างสนุกสนาน จนมันแข็งเป็นไตทั้งสองข้าง มือหยาบเลื่อนมาลูบผ่านขาอ่อนด้านในให้ร่างเล็กได้เสียวเล่น เขาอยากจะเล้าโลมร่างเล็กให้มากกว่านี้ แต่ตอนนี้เขาเก็บอารมณ์ของเขาต่อไปไม่ไหวแล้ว!!

คิบอมจัดการจับทงเฮนอนตะแคง ดวงตากลมโตมองมาที่คิบอมด้วยสายตาหยาดเยิ้ม ใบหน้าขึ้นสีระเรื่อ ยิ่งทำให้คิบอมมีความอดทนต่ำลงทุกที ขาเรียวถูกยกขึ้นพาดบ่า เผยให้เห็นช่องทางสวยที่กำลังตอดรัดอย่างรุนแรง และตามด้วยแก่นกายของร่างสูงที่สอดเข้าไปในช่องทางทีเดียวจนมิดด้าม

“อ๊าาาา!!!!!

ท่านี้ทำให้แก่นกายแทรกเข้ามาได้ลึกจนทงเฮแทบจุก ช่องทางตอดรัดแน่นจนคิบอมต้องครางต่ำในคออย่างเสียวซ่าน คิบอมโน้มตัวลงไปแลกจุมพิตกับทงเฮเพื่อเป็นการผ่อนคลาย พร้อม ๆ กับที่เขาค่อย ๆ ขยับสะโพกอย่างช้า สั้น ๆ แต่หนักหน่วง

“อื้ม...อื้อ...”

เสียงครางหวานเล็ดลอดออกมา เมื่อเห็นว่าช่องทางสวยนั้นรับแก่นกายของร่างสูงได้พร้อมแล้ว สะโพกแกร่งก็จัดการซอยถี่อย่างรวดเร็ว เสียงหวีดร้องหวานดังออกมาจากร่างเล็ก มันยิ่งเรียกอารมณ์ของคิบอมให้มากยิ่งขึ้นไปอีก ร่างเล็กไหวไปตามแรงกระแทกที่รุนแรงของร่างสูง แก่นกายสอดเข้าไปให้ลึกที่สุด เพื่อระบายอารมณ์ที่อัดอั้นมานาน

“อ๊า!! อ๊า ๆ...อ๊ะ....คิบอม...มัน...ใหญ่เกินไปแล้วนะ”

แก่นกายที่ทั้งใหญ่และยาวกระแทกกระทั้นเข้าหาร่างเล็กจนร่างเล็กรู้สึกจุก แต่คิบอมกลับภูมิใจเสียมากกว่า ยิ่งได้ยินแบบนั้นสะโพกแกร่งก็ยิ่งขยับเร็วและแรงมากยิ่งขึ้น พอสอดเข้าไปหา ช่องทางสวยก็เปิดรับราวกับเชิญชวน พอถอนแก่นกายจนเกือบจะหลุด ช่องทางสวยก็ตอดรัดแน่นราวกับไม่อยากจะให้ออก มันทำให้คิบอมยิ่งต้องการร่างนี้มากยิ่งขึ้นจนไม่อาจจะห้ามใจไว้ได้

“อา....ข้างในตัวนายมันอุ่นมากเลยล่ะ ทงเฮ” สะโพกแกร่งเร่งจังหวะให้เร็วยิ่งขึ้นจนทงเฮปรับตัวตามแทบไม่ทัน ท่านี้มันทำให้แก่นกายของคิบอมสอดเข้ามาได้ลึกกว่าปกติ แก่นกายแกร่งเสียดสีกับผนังนุ่ม สร้างความเสียวซ่านให้ทงเฮเป็นอย่างมาก ยิ่งพอโดนจุดกระสัน เสียงหวีดร้องหวานก็ยิ่งดังมากขึ้นกว่าเดิม

“อื้ม...อ๊า!...อ๊ะ ๆ....อา....บอม....”

“ทงเฮ...ชอบมั้ย?”

เสียงทุ้มต่ำถาม พร้อมกับกระแทกแก่นกายไปยังจุดเสียวของร่างบางแบบไม่ยั้ง ทั้งเร็ว รุนแรง และลึกที่สุด เสียงครางหวานหวีดร้องด้วยความเสียวซ่านระคนสุขสม แก่นกายแข็งขืน และเริ่มมีน้ำสีขาวขุ่นไหลออกมาเล็กน้อย

“อะ...ชอบ...ชอบมาก”

ผนังอ่อนนุ่มตอดรัดถี่และแน่นมากยิ่งขึ้น เป็นสัญญาณให้คิบอมรู้ว่า ทงเฮใกล้จะถึงแล้ว คิบอมเลยจัดการกระแทกแก่นกายให้เร็วยิ่งกว่าเดิม ร่างเล็กไหวไปตามแรงกระแทกที่รุนแรงนั่น เสียงครางของทั้งสองดังก้องไปทั้งห้อง และอบอวลไปด้วยกลิ่นกรุ่นของคนทั้งสอง

“อ๊ะ...บอม...มันลึก....ลึกมาก...”

“อา....ของนายนี่มัน....แน่นชะมัดเลย”


“ไม่...ไม่ไหวแล้ว....คิบอม....”

ทงเฮพูดเสียงสั่น ความเสียวซ่านจากช่องทางด้านหลังมันมีมากจนเขาแทบจะรับไม่ไหว มันรู้สึกดีจนเขาแทบกระอัก แก่นกายเริ่มมีน้ำสีขาวขุ่นออกมาเยอะกว่าเดิม คิบอมกระแทกแก่นกายไปอีกไม่กี่ครั้ง ทั้งสองคนก็ปลดปล่อยอารมณ์ที่กักเก็บไว้ออกมาทั้งหมดพร้อมกัน

“อ๊ะ....อ๊า!!!!!

“อื้มมม....”

ทงเฮปลดปล่อยน้ำสีขาวขุ่นออกมาเลอะหน้าท้องของตัวเอง และโต๊ะทำงาน ช่องทางสวยตอดรัดแก่นกายไว้แน่น จนคิบอมฉีดน้ำขาวขุ่นเข้าไปในตัวของทงเฮ จนร่างเล็กรู้สึกเสียวที่ท้องน้อย ทั้งสองต่างหอบหายใจกันทั้งคู่ เนื่องจากกิจกรรมที่แสนเร่าร้อนที่เพิ่งมาหมาด ๆ

“คะ...คิบอม....ชอบของขวัญของฉันมั้ย?”

“อื้ม....ชอบมาก”

คิบอมจัดการให้ทงเฮอยู่ในท่านอนหงาย โดยที่เขายังไม่ได้ถอนแก่นกายออก ริมฝีปากอวบอิ่มพรมจูบไปทั่วใบหน้าหวานด้วยความรักใคร่ ทงเฮยังคงเหนื่อยไม่หาย แต่จู่ ๆ ร่างเล็กก็พูดโพล่งขึ้นมาซะเฉย ๆ


“ฉันรักคิบอมนะ”


ร่างสูงหยุดการกระทำทุกอย่าง ผละริมฝีปากออก และเปลี่ยนมาเป็นจ้องมองใบหน้าหวาน ที่ตอนนี้กำลังซับสีระเรื่อ ดวงตากลมโตพยายามที่จะหลบหน้าจากคนด้านบน ริมฝีปากบางที่เชิดขึ้นนิด ๆ อาการเขินน่ารัก ๆ แบบนี้ มันยิ่งทำให้คิบอมเกิดอาการห้ามใจไม่อยู่ซะแล้วสิ

“อ๊ะ! คิบอม จะทำอะไรน่ะ?”

“ทำรักไง ^ ^+”

“ห๊ะ! มะ...ไม่เอานะ! อ๊า......!

และแล้ว...กิจกรรมทำรักก็ยังไม่จบลงง่าย ๆ เพราะความอดทนต่ำของคิบอม แต่ทั้งสองก็รู้สึกมีความสุขมากที่สุดเท่าที่เคยมีมาเลยทีเดียว โดยเฉพาะคิบอม ที่ได้รับของขวัญสุดพิเศษในวันเกิดแบบนี้...มันคงจะเป็นความทรงจำที่เขาลืมไม่ลงเลยทีเดียว






...เห็นมั้ยครับ

เครื่องเกม PS3...ซีดีเพลงรักอะไรพวกนั้นน่ะ

ผมไม่อยากได้หรอก...


ได้ ของขวัญที่มีชีวิต มันดีกว่ากันเยอะ...


คุณว่ามั้ยครับ?...



THE END >///<


+:+:+:+:+:+:+ Snow White’s Hope +:+:+:+:+:+:+


Happy Birthday Kibum Oppa!

ปีนี้ พี่ก็แก่ขึ้นอีกปีแล้วสินะ ^ ^

วันอื่น ๆ ที่ผ่านมา มันเป็นแค่วันปกติธรรมดา
แต่ฉันคิดว่า สำหรับพี่แล้ว วันนี้ มันเป็นวันที่สดใสและสวยงามที่สุด

ขอให้พี่มีสุขภาพที่ดี และมีความสุขมาก ๆ นะ

แล้วก็...ขอให้พี่มีเวลาที่จะทำงานกับสมาชิกในวงบ่อย ๆ ด้วยนะ

อย่าลืมยิ้มบ่อย ๆ ล่ะ...รอยยิ้มของพี่ มันทำให้พวกเรายิ้มออก
พี่มีความสุข พวกเราก็มีความสุข ^ ^

รักษาสุขภาพด้วยนะ...

รักพี่มาก ๆ เลยนะ....พี่คิบอม ^////^
(ด๊องก็รักบอมนะ 555+)

[SF] +:+ So I +:+ [SiHan]

posted on 16 May 2009 20:53 by daikun  in All-SuJu-Short-Fic
Title: So I
Paring: Siwon x Hankyung
Author: ~#DN_LoveR#~
Author Note: ขุดกรุฟิคเพลงมาแปะ แต่งไว้นานแล้วล่ะเพลงนี้ แต่ช่วงนี้ไม่ค่อยได้แต่งฟิค ขอเอาฟิคเก่า ๆ มาหากินกันก่อนละกันเนอะ เอิ๊ก ๆ (ขี้เกียจได้อีกเรา)

*แนะนำ* ระหว่างที่อ่านก็เปิดเพลง So I ไปด้วยนะ ^ ^


+:+:+:+:+:+:+ So I +:+:+:+:+:+:+



Baby…I just want to love you…
ที่รัก...ผมแค่อยากจะรักคุณ


ผู้จัดการส่วนตัวคนใหม่เหรอครับ?” ชายหนุ่มร่างสูงโปร่ง ส่งคำถามให้กับคนที่ตอนนี้คงจะต้องเรียกว่าอดีตผู้จัดการส่วนตัวเสียแล้ว ชายหนุ่มที่ถูกถามก็พยักหน้าเป็นการตอบคำถามนั่น

ใช่ ซีวอน ตั้งแต่วันนี้ไป นายจะมีผู้จัดการส่วนตัวคนใหม่แล้วนะอดีตผู้จัดการส่งยิ้ม ซีวอนก้มหน้าลงเล็กน้อย หน้าตาซึมลงอย่างเห็นได้ชัด ชายหนุ่มจึงตบไหล่ร่างสูงเบา ๆ สองสามที เพราะเขารู้ดี ว่าซีวอนนั้นไม่ค่อยชอบเท่าไหร่นัก ที่เขาจะต้องเปลี่ยนผู้จัดการส่วนตัวบ่อยขนาดนี้

ซีวอน นายไม่ต้องซึมขนาดนั้นหรอกน่า เอาล่ะ นี่ ฮันกยองคนที่จะมาเป็นผู้จัดการส่วนตัวคนใหม่ของนายนะชายหนุ่มพูดพร้อมกับผายมือไปทางฝั่งซ้ายมือ ซีวอนจึงหันหน้าไปตามทางที่มือนั้นเลื่อนไป ทันทีที่นัยน์ตาของเขาสบตากับใบหน้าของบุคคลใหม่ ไม่รู้ว่าทำไม....ความรู้สึกแปลก ๆ ที่เขาไม่เคยได้รับ กลับเกิดขึ้นภายในจิตใจของเขาได้...

...อะไรกัน...ความรู้สึกนี่....

...ทำไมนะ.....ทำไม...

...ผมถึงไม่อยากละสายตาไปจากเขาล่ะ?.....


You open up my heart...
คุณเปิดหัวใจของผม


สวัสดีครับ ผมฮันกยอง ยินดีที่ได้รู้จักครับร่างสูงโปร่งของหนุ่มชาวจีนกล่าวทักทายด้วยรอยยิ้ม สายตาที่แสดงถึงความจริงใจและอ่อนโยนถูกส่งไปให้ซีวอน มือบางยื่นออกไปด้านหน้า เป็นการกล่าวทักทาย ซีวอนจ้องบุคคลตรงหน้าสักครู่ ก่อนจะยื่นมือออกไปจับกับมือบางนั่นเป็นการตอบกลับ

สวัสดีครับ ผมซีวอน ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ ฮันกยอง ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะริมฝีปากหยักยกยิ้มอย่างเป็นมิตร ทำให้ฮันกยองรู้สึกดีอยู่ไม่น้อย ซีวอนก้มหัวเล็กน้อยอย่างสุภาพ

...มือของเขา....นุ่มจัง....

...แถมยังอบอุ่น....และอ่อนโยนด้วย.....

เช่นกันครับ เดี๋ยวผมขอตัวไปจัดตารางงานให้คุณก่อนนะครับ คุณซีวอนฮันกยองค่อย ๆ ปล่อยมือจากมือหยาบนั้นอย่างช้า ๆ พยักหน้าลงเล็กน้อย และส่งยิ้มอ่อนหวานที่เขามักจะทำเป็นนิสัยอยู่แล้วอีกครั้ง ก่อนจะเดินออกไปนอกห้อง พร้อม ๆ กับอดีตผู้จัดการส่วนตัวของซีวอ

ปัง...'

เสียงปิดประตูที่แผ่วเบาเงียบลง ผู้จัดการทั้งสองต่างออกไปเตรียมงานที่นอกห้อง ในห้องสี่เหลี่ยมขนาดไม่ใหญ่มากนั้น...จะมีใครล่วงรู้ได้เล่า...ว่าเบื้องหลังประตูห้องน่ะ....

...ชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังยืนยิ้มออกมาอย่างมีความสุข...

รอยยิ้มที่เผยออกมาอย่างไม่มีเหตุผล ดวงตาที่ฉายแววอ่อนโยนจดจ้องไปที่บานประตูนั่น...เหมือนกับต้องการสื่อไปให้คนที่อยู่อีกฝั่งของบานประตูได้รับรู้

...เพียงแค่ได้เห็นหน้าเขาครั้งแรก...

...ผมก็มีความสุขได้เพียงนี้เชียวเหรอ?....

...ยิ่งเห็นรอยยิ้มที่เขาส่งมอบมาให้อย่างจริงใจ...

...ผมก็อดที่จะยิ้มตามไม่ได้....

มือหยาบเลื่อนมาทาบทับที่อกทางด้านซ้าย รับรู้ได้ถึงแรงเต้นของหัวใจที่แรงและเร็วมากกว่าปกติยิ่งนัก เขาก็ไม่ใช่คนที่จะไม่รู้จัก ว่าอาการแบบนี้เรียกว่าอะไร ริมฝีปากหยักเผยรอยยิ้มกว้าง ทำให้มีลักยิ้มหวานอยู่ที่แก้มทั้งสองข้าง

คุณจะรู้มั้ยนะ........


알아요 믿어요 첫눈에 반한단
ผมรู้ ผมเชื่อ ว่าผมตกหลุมรักคุณตั้งแต่แรกพบ


“...............ว่าคุณเป็นคนแรก.........ที่ทำให้ผมเป็นแบบนี้


+:+:+:+:+:+:+ So I +:+:+:+:+:+:+


อืม....เสียงงัวเงียเพราะความง่วงดังมาจากร่างสูงที่ยังนอนกอดหมอนอย่างสบายใจ พลิกตัวไปมาอยู่สองสามครั้ง ใบหน้าคมพยายามหันหลบจากแสงแดดยามเช้าที่ลอดผ่านกระจกใสภายในห้องนอน แต่เสียงที่ดังเล็ดลอดเข้ามาในห้องนั้น กลับเรียกความสนใจให้เขายิ่งนัก

ซีวอนใช้มือค่อย ๆ ดันตัวขึ้นนั่งอย่างช้า ๆ ผ้าห่มผืนใหญ่ที่เคยปกปิดร่าง ตอนนี้ได้เลื่อนลงเผยให้เห็นร่างกายท่อนบนที่ไร้อาภรณ์ปกปิด เปลือกตาหนาปิดลงอย่างช้า ๆ ตั้งใจฟังเสียงที่ดังออกมาจากข้างนอก เสียงที่ฟังดูคล้าย ๆ กับว่ากำลังเตรียมอาหารเช้าสำหรับวันนี้ ทำให้ริมฝีปากหยักเผยยิ้มออกมาได้ไม่ยากนัก

...วันนี้....

...ผมจะได้กินอาหารเช้าฝีมือของเขาอีกแล้วสินะ....

...ผมมีความสุขจัง...

...ผมกับเขา.....อยู่ด้วยกันมาเกือบจะเดือนนึงได้แล้วสินะ....

...แถมเมื่อคืน.......ผมฝันถึงเขาด้วยล่ะ...


아침에 눈을 뜨면 어젯밤 꿈속에 그대
ถ้าผมตื่นขึ้นมาในตอนเช้าแล้วพบว่ามีคุณอยู่ในฝันเมื่อคืนนี้


นิ้วเรียวยาวเลื่อนมาสัมผัสที่ริมฝีปากอิ่มของตน เลื่อนนิ้วลูบไล้ไปทั่วริมฝีปากของตนอย่างช้า ๆ ก่อนจะนั่งนิ่งอยู่บนเตียงอยู่สักพักหนึ่ง นัยน์ตาคมหันไปมองที่ประตูห้องของตัวเอง มองไปด้วยสายตาที่แฝงไปด้วยความอ่อนโยน ความรัก และความสุขระคนกัน ก่อนจะยกยิ้มขึ้นอีกครั้งหนึ่งอย่างห้ามไม่อยู่

...ทั้ง ๆ ที่วันนี้ผมยังไม่เห็นหน้าเขา....

...แต่ผมยังยิ้มได้มากขนาดนี้....

...เพียงแค่นึกถึงใบหน้าของเขา...

...ผมก็สุขใจ.....มีความสุขอย่างบอกไม่ถูก....

...ท่าทาง......ผมคงจะเป็นบ้าไปแล้วใช่มั้ย?...


내게로와 입맞추던 느낌 그대로
ความรู้สึกนั้นมันเหมือนผมได้จูบกับคุณ


ร่างสูงค่อย ๆ เลื่อนตัวลงจากเตียงอันแสนนุ่ม พลางเดินไปหยิบเสื้อผ้าที่จะใส่ในวันนี้ มาวางไว้ที่ขอบเตียง ก่อนจะก้าวขาเข้าไปยังห้องน้ำที่มีอยู่ในตัวห้องนอนแล้ว...เพื่อเตรียมตัวสำหรับการทำงานในวันนี้.....และการกินอาหารเช้าแสนอร่อย...จากฝีมือของคนที่เขายังคงเฝ้ามองอยู่....



ฮื้ม~
เอาล่ะ เสร็จซะทีเสียงหวานกึ่งทุ้มพูดอย่างสบายอารมณ์ ร่างโปร่งก้มหน้าก้มตาจัดวางจานอาหารบนโต๊ะให้สวยงาม แต่ก็ต้องชะงัก เมื่อเสียงปิดประตูห้องดังมากระทบหูเขา ฮันกยองหันหน้าไปตามเสียงนั่นโดยอัตโนมัติ และก็ต้องยิ้มออกมาตามธรรมชาติ........เพราะซีวอนส่งยิ้มอบอุ่นมาทักทายเขานี่....

อรุณสวัสดิ์ พี่ฮัน ว้าว~ วันนี้ทำอาหารน่ากินอีกแล้ว~
ซีวอนเดินมายังโต๊ะอาหารอย่างอารมณ์ดี ยิ่งสายตาสังเกตสภาพหน้าตาอาหารยามเช้ามากเท่าไหร่ อาการดีใจเหมือนเด็ก ๆ ก็ยิ่งฉายแววออกมามากเท่านั้น ฮันกยองที่ยืนอยู่ อดไม่ได้ที่จะอมยิ้ม และหัวเราะออกมาเบา ๆ เพราะความน่ารักนั่น

ฮะ ๆ ดาราชื่อดัง ชเว ซีวอน พอหลังกล้องแล้วกลายร่างจากสุภาพบุรุษ กลายเป็นเด็กเลยแหะ ฉันน่าจะแอบถ่ายไว้ แล้วเอาไปลงอินเทอร์เน็ตแกล้งซะให้เข็ดดีมั้ยเนี่ยฮันกยองพูดหยอกด้วยความหมั่นเขี้ยว ตอนช่วงแรกเขาก็เครียดหนักอยู่พอสมควร เพราะเขาเพิ่งจะเริ่มหัดเป็นผู้จัดการไม่นาน จู่ ๆ ก็ได้มาเป็นผู้จัดการส่วนตัวของดาราชื่อดังซะงั้น แต่พอได้เห็นท่าทางและนิสัยของซีวอนแล้ว เขากลับหายเครียดเป็นปลิดทิ้ง แถมรู้สึกเอ็นดูซีวอนเหมือนกับน้องชายคนหนึ่งด้วยซ้ำ

ห๊ะ!!! ไม่เอานะ!! พี่ฮันอ่ะ ผมกลัวจริง ๆ นะเนี่ยซีวอนที่ทำท่าจะนั่งเก้าอี้ลง เพื่อเตรียมตัวกินอาหารเช้าแสนอร่อย พอได้ยินคำพูดนั้นก็ต้องสะดุ้งสุดตัว แล้วรีบทำมือบอกห้ามไม่ให้ฮันกยองทำตามที่พูดเด็ดขาด ก็แหงละ เขาเคยแสดงท่าทางแบบนี้ให้เห็นบ่อย ๆ ซะที่ไหนเล่า

แต่ฮันกยองที่เห็นท่าทางแบบนั้น ยิ่งเห็นเขาก็ยิ่งอยากแกล้ง มือเรียวจัดการหยิบโทรศัพท์มือถือที่อยู่ในกระเป๋ากางเกงออกมา และทำท่าเหมือนกับว่ากำลังถ่ายวิดีโออยู่ ยิ่งทำให้ซีวอนลุกลี้ลุกลนเข้าไปใหญ่ ขาเรียวยาวของซีวอนย่ำลงกับพื้นสลับไปมาอย่างเร็วคล้ายวิ่งจ๊อกกิ้ง ท่าทางที่เหมือนกับเด็กที่กำลังอ้อนให้ผู้ใหญ่ซื้อของเล่นให้ ทำให้ฮันกยองหลุดขำออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่

ฮ่า ๆ ๆ โอเค ๆ ฉันไม่แกล้งล่ะ นายนี่ก็เชื่อฉันซะทุกเรื่องเลยนะ ฮะ ๆฮันกยองใช้นิ้วปาดน้ำตาบริเวณหางตาออก ซีวอนทำปากยื่น ฮันกยองส่งยิ้มอีกครั้ง พลางหันหลังไปเปิดตู้เย็นหาน้ำดื่ม แต่....ฮันกยองจะรับรู้บ้างมั้ยนะ....ว่าท่าทางที่เขาแสดงออกอยู่ทุกวัน....ทำให้ชายคนหนึ่งอมยิ้มไปได้ทั้งวัน....

...เวลาที่เขายิ้ม.....ผมอยากจะเก็บรอยยิ้มนั้นไว้คนเดียวจัง.....

...แล้วที่ผมเป็นคนเชื่อใครง่ายเนี่ย......

...พี่จะรู้มั้ยนะ.....ว่าผมน่ะ......

...จะเชื่อคนง่าย......กับพี่เพียงคนเดียวเท่านั้นแหละ.....

ซีวอนเลื่อนเก้าอี้ออกมานิดนึง ก่อนจะหย่อนตัวลงนั่ง มือหยาบหยิบอุปกรณ์สำหรับการกินอาหารขึ้นมา ก่อนจะรีบกินอาหารเช้าตรงหน้าอย่างเอร็ดอร่อย ระหว่างนั้นฮันกยองก็เลื่อนตัวมานั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับร่างสูง และเริ่มกินอาหารเช้าตามบ้าง

อะ ซีวอน ฉันให้

ว้าว~ ขอบคุณคร้าบ~”

...คุณเคยเป็นแบบผมบ้างมั้ย...

...นั่งกินอาหารเช้ากันสองคน....ถึงแม้ว่าจะไม่ค่อยได้คุยกัน....

...แต่มันมีความสุข....ยิ่งกว่าการนั่งกินกันหลาย ๆ คนซะอีกนะ...

พี่ฮัน ข้าวติดอยู่ที่แก้มน่ะซีวอนพูดพร้อมกับยื่นมือไปหยิบออกให้ ฮันกยองจ้องหน้าคนร่วมโต๊ะอาหารอย่างตกใจนิดหน่อย ใบหน้ามนขึ้นสีนิด ๆ ก่อนจะก้มหน้าก้มตาลงมือกินอาหารเช้าต่อ

ซีวอนเห็นท่าทางแบบนั้น อดไม่ได้ที่จะทำหน้าตาสงสัย แต่พอคิดทบทวนสิ่งที่ตัวเองทำลงไปแล้ว กลับกลายเป็นว่าเขาหน้าแดงเถือกเองซะอย่างนั้น และร่างสูงก็รีบก้มหน้าก้มตากินอาหารเช้าต่อ กลบเกลื่อนความเขินอายที่เกิดขึ้นในตอนนี้

...อ๋า....ผมทำแบบนั้นไปได้ไงเนี่ย.....

...ทั้งเขิน....ทั้งดีใจ.....ปนกันมั่วไปหมดแล้ว....

อาหารเช้าถูกจัดการด้วยฝีมือของชายหนุ่มทั้งสองจนหมดเกลี้ยง ฮันกยองเก็บกวาดอุปกรณ์ที่ใช้ในอาหารมื้อนี้มาล้างให้เรียบร้อย โดยบอกให้ซีวอนไปทำงานก่อน เพราะวันนี้เขาจะต้องรีบจัดการตารางงานของซีวอนให้เรียบร้อยเสียก่อน จึงไม่ได้ตามซีวอนไปที่ทำงานด้วย

ร่างสูงเดินหน้ามุ่ยไปที่รถของทางบริษัทเพื่อไปถ่ายทำหนังที่ตัวเองต้องแสดงต่อ ปกติฮันกยองมักจะอยู่ข้าง ๆ เขาตลอดเวลาการทำงาน เรียกได้ว่า ถ้าเห็นฮันกยอง ก็รู้ได้เลยว่าซีวอนต้องอยู่แถวนั้นแน่ ๆ เขาไม่ยอมหรอก ถ้าหากฮันกยองไม่พูดคำทิ้งท้ายไว้ให้ก่อนที่เขาจะต้องไปทำงาน ว่า...


ไปทำงานเถอะ.....แล้วคืนนี้ค่อยมาดูดาวด้วยกันนะ


+:+:+:+:+:+:+ So I +:+:+:+:+:+:+


บรรยากาศที่กองถ่ายละครที่แสนจะวุ่นวาย ทั้งเหล่านักแสดงฝีมือดีจำนวนมาก ผู้กำกับ สไตลิสต์ ช่างแต่งหน้า ช่างทำผม และคนที่ทำงานอยู่เบื้องหลังอีกมากมายหลายชีวิต บ้างก็แยกกันไปถ่ายทำฉากละครบางฉาก บ้างก็แยกกันไปพักผ่อนกันตามอัธยาศัย

ซีวอนที่เข้าฉากของวันนี้จนเสร็จเรียบร้อยแล้ว เดินออกมานั่งพักอยู่เพียงคนเดียวตรงบริเวณสนามหญ้าที่ไม่ห่างไปจากกองถ่ายมากนัก ขาเรียวสองข้างยืดออกจนเต็มความยาว สองมือถูกเลื่อนมาวางไว้ด้านหลังเพื่อยันตัวไว้ไม่ให้เอนตัวลงนอน ใบหน้าคมแหงนขึ้นมองท้องฟ้า ที่ตอนนี้เริ่มแปรเปลี่ยนจากสีฟ้าครามกลายเป็นสีส้มอ่อน ๆ ดูแล้วอบอุ่นยิ่งนัก

นัยน์ตาสีนิลจดจ้องไปยังท้องฟ้าเบื้องบน สีส้มอ่อน ๆ ที่ดูอบอุ่นแบบนี้...มันชวนให้เขานึกถึงใบหน้าของผู้จัดการส่วนตัวของเขาทุกทีสินะ...

...ป่านนี้...พี่จะจัดการตารางงานเสร็จรึยังนะ...

ซีวอนเปลี่ยนจากท่านั่ง กลายเป็นเอนหลังนอนลงไปกับพื้นหญ้าสีเขียวชอุ่ม ใช้แขนข้างหนึ่งหนุนหัวต่างหมอน ริมฝีปากหนายกยิ้มเล็กน้อย มืออีกข้างหนึ่งเลื่อนมาลูบตามริมฝีปากของตัวเองอย่างแผ่วเบา...


아직 남아 계속 남아 온종일 그대 생각에 웃죠
ความรู้สึกนั้นยังคงอยู่ ผมคิดถึงแต่คุณทั้งวัน มันตลกใช่มั๊ย


...ผมทำงานของวันนี้ใกล้เสร็จแล้วนะ...

...พี่ฮัน....พี่ทำงานของพี่เสร็จรึยังนะ....


“...วอน....ซีวอน!

ซีวอนสะดุ้งเพราะเสียงของใครสักคนที่เรียกเขา แขนแกร่งยันตัวให้ลุกขึ้นนั่งช้า ๆ ก่อนจะหันซ้ายหันขวาหาผู้เป็นเจ้าของเสียง

ทำงานเสร็จแล้วหรอ เหนื่อยมั้ย?” เสียงที่คุ้นเคยดังอยู่ทางด้านหลัง ซีวอนหันขวับไปตามทางของเสียงนั้น ทันทีที่ดวงตาเห็นใบหน้าของคน ๆ นั้น ริมฝีปากก็ยกยิ้มขึ้นเองโดยอัตโนมัติ

อื้ม ไม่เหนื่อยหรอก พี่ฮัน ^ ^”


그때도 지금도 아직도 가슴뛰는
ไม่ว่าจะตอนนั้น ตอนนี้ หรือต่อ ๆ ไป หัวใจของผมก็ยังวุ่นวาย


หึ ฉันไม่เชื่อหรอก พูดงี้ทีไร พอกลับไปที่ห้องก็หลับเป็นตายทุกทีฮันกยองหยิกแก้มของคนอายุน้อยกว่าด้วยความหมั่นเขี้ยว ซีวอนร้องโอดโอยเบา ๆ ก่อนจะเลื่อนมือมาลูบบริเวณที่โดนร่างโปร่งหยิกป้อย ๆ ฮันกยองหัวเราะในลำคอ ก่อนจะยื่นมือไปให้ซีวอนที่กำลังนั่งอยู่

เอาล่ะ เรากลับบ้านกันดีกว่านะรอยยิ้มอบอุ่นถูกส่งออกไป ซีวอนช้อนตามองใบหน้าและรอยยิ้มนั่น ก่อนจะส่งยิ้มตอบกลับไปบ้าง และยื่นมือไปจับกับมือของคนตรงหน้า พร้อมกับลุกขึ้นยืนจนเต็มความสูงของตัวเอง

...‘เราอย่างงั้นหรอ...

...ผมชอบคำนี้จังเลยแหะ...

ร่างของชายหนุ่มสองคนก้าวเดินไปยังรถยนต์คันไม่หรูมาก แต่ก่อนที่จะได้นั่งรถกลับบ้าน ซีวอนกับฮันกยองก็ยืนเถียงกันอยู่พักนึง ว่าใครจะเป็นคนขับ ใครจะเป็นคนนั่งข้าง เลยตัดสินด้วยวิธีการแสนจะยุติธรรม นั่นก็คือการ เป่ายิ้งฉุบนั่นเอง ซึ่งผลปรากฏว่าหนุ่มจากแดนจีนเป็นผู้ชนะไปในการแข่งครั้งนี้...

ใช้เวลาไม่นานนัก ชายหนุ่มทั้งสองก็มาถึงที่พัก ฮันกยองจัดการบังคับให้ซีวอนไปอาบน้ำซะก่อน เพื่อจะได้พักผ่อนซะที แต่ซีวอนกลับทำตัวเป็นเด็กดื้อซะอย่างนั้น ในฐานะที่ฮันกยองเป็นผู้ดูแล เลยจัดการผลักให้ซีวอนเข้าไปในห้องน้ำ พร้อมกับโยนเสื้อผ้ากับผ้าขนหนูเข้าไปให้ด้วย เสียงบ่นอุบอิบจากในห้องน้ำลอยแว่วมาเบา ๆ ทำให้ร่างโปร่งหัวเราะกับท่าทางเด็ก ๆ นั่น ฮันกยองจึงไปอาบน้ำที่อีกห้องหนึ่งเพื่อเขาจะได้พักผ่อนด้วยเช่นกัน

สายน้ำที่พุ่งออกมาจากฝักบัวเพื่อใช้ในการชำระล้างกาย ไหลไปกระทบตามผิวสีแทนของร่างสูง มือเลื่อนไปถูตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายเพื่อล้างฟองสบู่ออก ซีวอนอาบน้ำไปด้วยหน้าตาที่บูดบึ้งอยู่พอสมควร ก็เรื่องที่เขาดื้อไม่ยอมอาบน้ำเมื่อกี้นะ เพราะเขามีเรื่องจะบอกฮันกยองอยู่นะสิ

...ผมอุตส่าห์ตัดสินใจได้แล้ว...

...ว่าพอถึงห้องเมื่อไหร่....ผมจะบอกความในใจกับพี่...

...แต่ทำไมพี่...กลับมาห้ามไม่ให้ผมพูดซะล่ะ...

...พูดแต่คำว่ารู้แล้ว’....จริง ๆ แล้วพี่จะรู้มั้ยนะ....

...ว่าที่ผมต้องการจะบอกพี่น่ะ....คืออะไรกันแน่...


...หรือว่า....ผมยังคงต้องปิดบังความรู้สึกนี้ต่อไปอีกอย่างนั้นเหรอ?...


You love me
기다리죠
คำว่าคุณรักผม ผมจะรอได้มั๊ย


ประตูห้องน้ำถูกเปิดออกโดยฝีมือของซีวอน ผ้าขนหนูผืนเล็กที่ถูกใช้ซับน้ำจากเส้นผมสีดำขลับนั้นให้หมดไป ร่างสูงในชุดเสื้อกล้ามกับกางเกงขายาวสบาย ๆ มือหนาจัดการพาดผ้าขนหนูไว้ที่พนักเก้าอี้ หลังจากที่เช็ดผมเสร็จแล้ว

ขาเรียวยาวก้าวไปที่เตียง ก่อนจะทิ้งตัวลงนอนบนเตียงนุ่มนั่น ซีวอนพลิกตัวไปมา ก่อนจะหยุดเป็นนอนคว่ำและฟุบหน้าลงไปบนแขนของตัวเอง ไม่ใช่ว่าตอนนี้เขาเบื่อที่จะทำอะไรสักอย่าง...ไม่ใช่ว่าเขาเหนื่อยจนอยากจะนอนพัก....

...เขากำลังรอตามคำสัญญานั่น...


혼자만의 욕심일까 때론 겁이나
ผมมีความกลัวในการอยู่คนเดียว


สิบนาที...ยี่สิบนาที...ครึ่งชั่วโมง...สายตาคมที่จับจ้องไปที่นาฬิกาที่ฝาพนัง เข็มนาฬิกาที่บ่งบอกช่วงเวลาในตอนนี้ เขายังคงนอนรอฮันกยองต่อไปเรื่อย ๆ ทุกครั้งที่เขาและฮันกยองจะดูดาวด้วยกัน ก็มักจะมาดูดาวตรงที่ระเบียงห้องของเขานี่ละ เพราะเป็นมุมที่เห็นดวงดาวได้ชัดเจน...และสวยที่สุด

...แปลกมั้ย....ที่จะยอมรอใครสักคนหนึ่งโดยที่ไม่เบื่อ....

...แต่...กลับกลายเป็นกลัว...

...กลัว....ว่าเขาคนนั้นจะไม่มาตามคำสัญญา....


...เมื่อไหร่พี่จะมานะ...

...หรือว่า...พี่จะลืมไปแล้ว...ว่าพี่สัญญาอะไรไว้...


ก๊อก ๆ

เสียงเคาะประตูทำให้ซีวอนกระเด้งตัวลุกขึ้นนั่งอย่างรวดเร็ว ยังไม่ทันได้บอกอนุญาตให้เข้ามา แต่คนที่เคาะประตูนั้นก็เปิดเข้ามาซะแล้ว แต่ซีวอนก็ไม่ได้ว่าอะไร

ร่างโปร่งในชุดนอนแขนยาวขายาวสีอ่อน เดินเข้ามาด้านในห้องที่ตอนนี้ซีวอนกำลังนั่งอยู่บนเตียงนุ่ม ฮันกยองนั่งลงข้าง ๆ กับซีวอน ก่อนจะเลื่อนมือบางไปลูบเรือนผมของร่างสูงอย่างอ่อนโยน ซีวอนหันมาจ้องคนที่นั่งอยู่ด้านข้างด้วยสายตามึนงงปนตกใจนิด ๆ นั่นทำให้ฮันกยองยกยิ้มให้คนตรงหน้า

ไงล่ะ รอนานมั้ย?”

รอ....?” ซีวอนพูดไว้เพียงคำเดียว และเงียบไป รอให้คนด้านข้างเป็นคนเสริมประโยคต่อจากตัวเอง

ก็จะดูดาวด้วยกันไง ฉันสัญญาไว้แล้วจะลืมได้ไงกัน

ซีวอนกระพริบตาปริบ ๆ ก่อนจะยกมือข้างหนึ่งขึ้นเกาท้ายทอยแก้เขิน พร้อมกับหัวเราะออกมาเบา ๆ ใบหน้าคมติดจะขึ้นสีนิด ๆ มือหนาจับเข้าที่มือบางของคนเป็นพี่ ทั้งสองเลื่อนลงจากเตียงนุ่ม และเดินไปยังระเบียงห้องเพื่อไปดูบรรยากาศของท้องฟ้ายามค่ำคืนด้วยกัน...


그대 뿐이죠 두근거리는 맘도
คุณเท่านั้นใช่มั้ย ที่ทำให้ใจผมสั่น


ท้องฟ้ายามวิกาลที่มืดสนิท ที่บัดนี้เต็มไปด้วยดวงดาวน้อยใหญ่นับล้าน ต่างกำลังพากันส่องแสงกันทั่วท้องฟ้า ชายหนุ่มสองคนกำลังแหงนหน้ามองความงดงามของดวงดาว ที่หาดูได้แค่เพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น มือของทั้งสองยังคงกุมกันไว้แน่นเช่นเดิม

นี่ ซีวอนฮันกยองพูดขึ้นโดยไม่ได้หันไปมองหน้าเจ้าของชื่อ ซีวอนหันมามองฮันกยอง พร้อมกับทำสีหน้าสงสัย และทำเสียงทุ้มต่ำในลำคอเป็นเชิงถามและให้พูดต่อ

ถ้านายเห็นดาวตก....นายจะขออะไรหรอ?” ใบหน้ามนหันไปหาคนด้านข้าง ดวงตาของทั้งคู่สบตากันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนใบหน้าคมจะหันไปจ้องมองดวงดาวบนท้องฟ้าอีกครั้ง

ถ้าเห็นดาวตกหรอ.......

...ถ้าผมเห็นดาวตก...


So I pray for you. So I
ผมจึงอธิษฐานถึงคุณ


...ผมคง....ขอให้พี่อยู่เคียงข้างผม...

...เหมือนกับตอนนี้....ที่มือของพวกเรายังคงจับกันไว้...

...ขอให้มือของพวกเราทั้งคู่....ยังคงจับกันไว้แบบนี้ตลอดไป...

“........ไม่รู้สิซีวอนพูดพร้อมกับยกยิ้มเป็นคำตอบ ฮันกยองที่ได้ยินคำตอบก็ทำเสียงชิออกมาเบา ๆ ทำให้ซีวอนหลุดขำกับท่าทางการงอนของพี่ตัวเอง

แล้วพี่ล่ะ ถ้าพี่เห็นดาวตก...พี่จะขออะไร?” เป็นคราวซีวอนถามบ้าง ฮันกยองที่ได้ยินคำถามนั้น จากที่งอนอยู่ก็ยิ้มกว้าง ก่อนจะหัวเราะและยกมือขึ้นปิดปากเพราะความอาย ยิ่งทำให้ซีวอนอยากรู้เข้าไปใหญ่ว่าฮันกยองอยากจะขออะไรกันแน่

ฮะ ๆ อ๋า...ฉันจะบอกดีมั้ยเนี่ย

บอกมาเหอะพี่ ผมอยากรู้นะ~” ซีวอนแกว่งแขนข้างที่จับมือไว้ไปมาเป็นเชิงอ้อน ฮันกยองใช้นิ้วเขี่ยที่แก้มบ่งบอกอาการเขินอาย ก่อนจะตอบคำถาม

ฉัน....อยากให้พวกเราอยู่ด้วยกันแบบนี้แหละ....

“......”

ฉันชอบนะ...เวลาที่พวกเราอยู่ด้วยกันน่ะ....ฉันว่ามันอบอุ่นมาก ๆ เลยละ...

“......”

และ.........อ๋า~ เขินจังแหะ ทำไมฉันต้องมาตอบคำถามนี้ด้วยนะดวงตากลมโตหลบสายตาจากคนด้านข้าง มืออีกข้างที่ว่างอยู่ถูกเลื่อนมาปิดใบหน้ามน ที่ตอนนี้เริ่มจะขึ้นสีมากขึ้นเรื่อย ๆ ซีวอนจ้องคนเป็นพี่ตาไม่กระพริบ คำตอบที่เขาได้รับทำให้เขาอึ้งจนทำอะไรไม่ถูก....แต่ทั้ง ๆ ที่ทำอะไรไม่ถูก....ริมฝีปากกลับยกยิ้มขึ้นมาเองอย่างช่วยไม่ได้...

...ผมไม่ได้ฟังผิดไปใช่มั้ย?...

...ที่พี่....อยากให้พวกเราอยู่เคียงข้างกัน...

...พี่พูดจริงใช่มั้ย?...

แต่ฉันว่า....ถึงแม้ว่าฉันจะไม่ได้ขอพรจากดาวตก....นายก็จะอยู่เคียงข้างฉันใช่มั้ย?” ฮันกยองพูดขึ้น แต่ใบหน้านั้นกลับก้มงุดอยู่เช่นเดิม นัยน์ตาคมยังคงจ้องมองฮันกยองเช่นเดิม ก่อนจะกระชับมือที่จับกันอยู่นั้นให้แน่นขึ้น เป็นเชิงตอบคำถามนั่น

ฮะ...ผมจะอยู่เคียงข้างพี่เสมอ..."


언제까지나 이렇게
ผมจะเป็นแบบนี้ตลอดไป


พี่ฮะ....ผมมีเรื่องจะบอกฮันกยองเลิกคิ้วขึ้นอย่างสงสัย ดวงตาของทั้งคู่สบตากัน ซีวอนสูดหายใจเข้าออกลึก ๆ อยู่สองสามครั้ง เมื่อรวบรวมความกล้าได้แล้ว ร่างสูงก็จะบอกสิ่งที่ตัวเองคิดไว้ แต่ก็ต้องเงียบไป เพราะคนเป็นพี่พูดดักขึ้นมาก่อน

นายจะพูดเรื่องเมื่อตอนนั้นใช่มั้ย?” ฮันกยองถามขึ้น ซีวอนสะอึกเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้าเป็นการตอบ และเตรียมตัวพูดอีกครั้ง แต่ก็ถูกเสียงหวานกึ่งทุ้มพูดดักขึ้นมาอีก

ฉันรู้....ว่านายจะบอกอะไรกับฉัน...ฮันกยองพูดโดยไม่ได้หันไปมองซีวอน ร่างสูงมองคนด้านข้างอย่างไม่เข้าใจ แต่ก็เงียบลง เพราะเห็นรอยยิ้มของฮันกยอง และดูท่าคนตรงหน้าจะพูดอะไรบางอย่าง

นายไม่ต้องบอกเรื่องนั้นกับฉันก็ได้นะซีวอน....

“........”

ไม่จำเป็นต้องพูดหรอกนะ....แค่นายทำตัวเหมือนอย่างเคย....

“........”

ฉันว่าฉันก็เข้าใจแล้วละ....เพราะการกระทำของนายมันบอกให้ฉันรู้แล้วล่ะ....

“........”

เพราะฉัน....ก็อยากจะอยู่เคียงข้างนายตลอดไปเหมือนกัน...

ใบหน้ามนหันมาสบตากับร่างสูง พร้อมกับส่งรอยยิ้มอบอุ่นที่ทำให้ใครต่อใครหลงรัก ซีวอนตาเบิกกว้างกับสิ่งที่ฮันกยองพูด แต่ก็เปลี่ยนมาเป็นยิ้มอย่างมีความสุขและดีใจเป็นที่สุด

...พี่พูดจริง ๆ ใช่มั้ย?....

...พี่อยากจะอยู่เคียงข้างผมตลอดไปจริง ๆ ใช่มั้ย?....

มือหยาบที่กุมมือบางไว้คลายออก และเปลี่ยนเป็นดึงคนที่อยู่เคียงข้างเข้ามาในอ้อมกอด จมูกโด่งได้รูปฝังลงไปที่เรือนผมนุ่มของฮันกยอง ก่อนจะกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้น ฮันกยองรู้สึกอึดอัดเล็กน้อยที่ถูกกอดไว้แน่น แต่ความอบอุ่นจากกายสู่กาย และความอ่อนโยนที่ซีวอนส่งมาให้ ทำให้ความรู้สึกอึดอัดนั่นจางหายไป ฮันกยองเผยยิ้มออกมา ก่อนจะเลื่อนวงแขนของตัวเองกอดตอบคนตรงหน้าอย่างอ่อนโยน


...เพราะว่าพี่เป็นคนที่อบอุ่นแบบนี้...

...เพราะว่าพี่...เป็นคนที่ผมอยู่ด้วยแล้วมีความสุขมากที่สุด...

...และอีกหลายอย่าง...ที่ผมไม่อาจจะบอกได้....

...ถึงแม้ว่า....พี่อาจจะทำเรื่องแย่ ๆ ไว้บ้าง....

...มีบางเรื่อง...ที่พี่อาจจะทำให้ผมไม่พอใจ....

...แต่นั้นก็เพราะว่า....พี่ก็คือพี่....

...ผมเลยเผลอมอบหัวใจดวงนี้....ให้พี่ไปทั้งหมดแล้ว....


So…I love you…
ดังนั้น...ผมจึงรักคุณ



ผมรักพี่นะ....พี่ฮัน....








THE END ^ ^

[SF] +:+ Love is All Around +:+ [??? x Leeteuk]

posted on 06 Jan 2009 21:37 by daikun  in All-SuJu-Short-Fic

Title: Love is All Around
Paring: ??? x Leeteuk
Author: ~#DN_LoveR#~
Author Note: นี้เป็นฟิคเรื่องสุดท้ายในสต็อกที่เหลือให้แปะ (เหมือนเป็นสัญญาณบอกว่า...อินี่กำลังจะดองเค็มละ 555+) ฟิคนี้ได้พล็อตเรื่องมาเพราะอยากแต่งอะไรที่มันหวาน ๆ อบอุ่น ๆ แล้วก็สอนอะไรนิด ๆ หน่อย ๆ ก็เลยได้ออกมาเป็นแบบนี้แหละ -_- (อธิบายไม่ค่อยถูก แหะๆ) เอาละ ไม่อยากพูดมากแล้ว ไปอ่านกันเล้ย~~


+:+:+:+:+:+:+ Love is All Around +:+:+:+:+:+:+



ติ๊ก...ติ๊ก...ติ๊ก...

ช่วงเวลาในยามค่ำคืน ที่ผู้คนต่างพากันหลับใหลเพราะเหนื่อยล้ากับการเผชิญกิจกรรมต่าง ๆ ในยามเช้ามามากมาย แต่ในห้องสี่เหลี่ยมเล็กห้องหนึ่ง กลับมีชายหนุ่มหน้าหวานคนหนึ่งกำลังลงมือเขียนเรื่องราวต่าง ๆ ลงบนกระดาษด้วยลายมือที่เป็นระเบียบเรียบร้อย ในห้องนั้นเงียบสงัด มีเพียงแค่เสียงของนาฬิกาเท่านั้นที่ทำให้ห้องนั้นไม่เงียบจนเกินไป

มือเรียวที่ขยับไหวไปมาเพราะการเขียนหนังสือ เขียนสักพัก มือนั้นก็หยุดนิ่ง ก่อนจะเลื่อนปากกามาทาบไว้ที่แก้มอย่างใช้ความคิด มืออีกข้างที่ว่างอยู่เลื่อนแว่นสายตาให้เข้าที่ ก่อนจะลงมือเขียนอีกครั้ง ไม่นานนัก มือเรียวก็วางปากกาแท่งนั้นลงบนกองกระดาษหนาปึกนั่น แว่นสายตาถูกถอดออก และถูกนำไปวางไว้บนกองกระดาษนั่นเช่นกัน แผ่นหลังบางเอนไปกับพนักพิงของเก้าอี้เพื่อคลายความอ่อนล้า

เฮ้อ~...ในที่สุดก็เขียนจบซะที... อีทึกยืนขึ้นเต็มความสูง พลางเหยียดแขนและบิดตัวไปมาเพื่อยืดเส้นยืดสาย ก่อนจะเดินไปไม่กี่ก้าว แล้วทิ้งตัวลงนอนบนเตียงนุ่มนั้นอย่างอ่อนล้า ดวงตากลมโตเหลือบไปมองนาฬิกาที่บ่งบอกเวลาในตอนนี้

ตี 2 ?....นี่เรานั่งเขียนจนถึงป่านนี้เชียว อีทึกถอนหายใจยาว มือเรียวเกาหัวตัวเองอย่างเซ็ง ๆ ร่างบางพลิกตัวไปมาอยู่บนเตียง เหนื่อยก็เหนื่อย อยากจะพักผ่อนให้หายเหนื่อยเต็มที...แต่ทำไมกลับนอนไม่หลับซะทีนะ?

...เหมือนกับว่าเขากำลังโหยหาบางสิ่งบางอย่างอยู่...

ความฝันที่อยากจะเป็นนักเขียนชื่อดังในตอนวัยรุ่น ตอนนี้เขาได้ทำให้มันเป็นจริงแล้ว ไม่ว่าเขาจะเขียนนิยายเรื่องใดออกขาย ยอดขายมักจะดีเกินคาดเสมอ เรียกได้ว่าวางขายปุ๊บก็หมดภายในวันเดียวเลยก็ว่าได้ แต่...พอเขาเริ่มดังในฐานะนักเขียนแล้ว เขาก็ต้องขังตัวเองอยู่ในห้องแทบจะทุกวัน บังคับให้ตัวเองนั่งอยู่ที่โต๊ะ เขียนนิยายเรื่องใหม่ ๆ ออกมาขายเรื่อย ๆ ช่วงเวลาเกือบทั้งวันเขาแทบจะไม่ได้พบหน้าคนสนิทเลยแม้แต่คนเดียว

ร่างบางถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อนออกมาอีกหนึ่งครั้ง ก่อนที่เปลือกตาบางจะค่อย ๆ เลื่อนลงมาบดบังภาพตรงหน้าเสียจนมืดมิด ต้องทนเหนื่อยมาเป็นเวลานาน....แต่พอได้พัก กลับหลับไม่ลงซะอย่างนี้ ทำให้อีทึกต้องพยายามข่มตาเพื่อที่จะพักผ่อนให้ได้

...ฉันจะย้อนเวลากลับไปได้มั้ยนะ...

...เวลา....ที่ฉันยังมีอิสระ....

...เวลา....ที่ฉันยังได้รับสิ่งที่เรียกว่า รัก...


+:+:+:+:+:+:+ Love is All Around +:+:+:+:+:+:+


ร่างบางที่กำลังซุกตัวอยู่ในผ้านวมผืนใหญ่ ค่อย ๆ ลุกขึ้นนั่งอย่างช้า ๆ ช่วงเวลาก่อนรุ่งสางที่เขามักจะไม่ค่อยได้เห็นสักเท่าไหร่ เพราะมักจะนอนหลับอยู่เสมอ แต่คืนนี้เขากลับนอนไม่หลับ อีทึกเลื่อนตัวลงจากเตียง ก่อนจะก้าวขาไปยังห้องอาบน้ำ ชำระล้างร่างกายให้เรียบร้อย

 

ไม่นานนัก อีทึกก็อยู่ในชุดไปรเวทสบาย ๆ เสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนแขนสั้น กับกางเกงยีนส์สีเข้มที่เขามักจะใส่อยู่ประจำ ขาเรียวเดินลงมาจากชั้นสอง ระหว่างทางเดินก็ผ่านโต๊ะอาหารที่ตอนนี้มีพ่อ แม่ และคยูฮยอนน้องชายของเขากำลังร่วมกันรับประทานอาหารมื้อเช้ากันอยู่


อรุณสวัสดิ์ฮะ ผมขอออกไปเดินเล่นสักหน่อยนะ อีทึกพูดขึ้นมาลอย ๆ แต่คนสามคนที่กำลังจะรับประทานอาหารกลับหันขวับมาจ้องเจ้าของเสียงกันอย่างรวดเร็ว อีทึกหยิบรองเท้าผ้าใบคู่ประจำมาใส่ ก่อนจะเปิดประตูบ้านเดินออกไป

 

ปัง



ถึงแม้ว่าประตูจะปิดไปแล้ว แต่สมาชิกในครอบครัวที่เหลือก็ยังคงจ้องที่อยู่ประตูบ้านกันตาค้าง พอเริ่มได้สติ ก็หันมามองหน้ากันอยู่สามคนด้วยความงุนงง ก่อนที่ลูกชายคนสุดท้องจะโผล่งคำพูดออกมาเสียดังลั่น


พี่จองซูตื่นตอนเช้า....แถมยังออกมาจากห้องให้เห็นหน้าอีก...เหลือเชื่อ!?”

 

คยูฮยอนพูดอย่างตกใจและทึ่งสุด ๆ ผู้เป็นพ่อแม่พยักหน้าเห็นด้วยกันสุด ๆ ก่อนจะร่วมกันรับประทานอาหารมื้อเช้ากันตามปกติ และมีหัวข้อสนทนาประจำวันนี้ก็คือ อีทึกนั่นเอง...

 

 

+:+:+:+:+:+:+ Love is All Around +:+:+:+:+:+:+

 


บรรยากาศช่วงเช้าตรู่แบบนี้ ผู้คนส่วนใหญ่ก็พากันมาเดินเล่น สูดอากาศที่แสนสดชื่นยามเช้ากันซะส่วนใหญ่ บางส่วนก็มาออกกำลังกายยามเช้า ภาพบรรยากาศที่แสบอบอุ่นที่เขาไม่ได้เห็นซะนานนี้ มันช่างชวนให้เขาหวนคิดถึงช่วงเวลาในอดีตเสียจริง

 

ขาเรียวพาร่างของตัวเองเดินเรื่อยเปื่อยไปอย่างช้า ๆ มือสองข้างล้วงอยู่ในกระเป๋า ค่อย ๆ พาตัวเองเดินไปอย่างไร้จุดหมาย แค่เขามีเวลาออกมาเดินเล่นแบบนี้ก็เรียกว่ามหัศจรรย์ได้แล้วละ ขาเรียวหยุดกึก ใบหน้าหวานเงยขึ้น ดวงตากลมโตจดจ้องท้องฟ้าเบื้องบนที่เป็นสีฟ้าคราม สีอ่อน ๆ ที่ดูสบายตา ทำให้เขาอดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้

 

...ไม่ได้ยิ้มแบบนี้....นานขนาดไหนแล้วนะ...


แต่แล้วบรรยากาศที่แสนจะชื่นมื่นสดใสสำหรับเขาก็ต้องดับลง เมื่อจู่ ๆ หัวของอีทึกก็ถูกมือของใครสักคนผลักซะเต็มแรง จนหัวของเขาแทบคว่ำ มือบางถูกเลื่อนมากุมหัวบริเวณที่โดนผลักซะเต็มที่ ก่อนจะหันขวับไปจ้องหน้าคนที่มาทำแบบนี้กับเขา

 

ไอ้......!!!!!!!!!!” เสียงหวานพูดออกมาเสียงดัง แต่ก็ต้องเงียบและอึ้งทันที เมื่อเห็นคนตรงหน้า


อีทึก!!!!! นี่นายจริง ๆ ใช่มั้ยเนี่ย!?” คนตรงหน้าพูดอย่างตกใจ


ฮีชอล! นายจริง ๆ ด้วย!” อีทึกพูดอย่างดีใจ ก่อนจะถลาเข้าไปกอดเพื่อนรักของเขาซะแน่น ฮีชอลก็เช่นกัน กอดตอบเพื่อนรักซะแน่นด้วยความคิดถึง ทั้งสองกอดกันไปมา ยิ้มกันอย่างร่าเริงสุด ๆ โดยไม่ได้สนใจคนที่มาด้วยกันกับฮีชอลเลยสักนิด...


อีทึก! ฉันล่ะตกใจจริง ๆ ที่เห็นนาย สงสัยวันนี้ฝนคงจะตกแหง ๆ


......


อ้าว ปากเหรอนั่น อะไรว่ะ ก็แค่ออกมาเดินเล่นบ้างแค่เนี่ย


......


ก็ตั้งแต่นายเป็นนักเขียน ฉันแทบจะไม่เห็นหัวนายเลยนี่ ดูดิ โทรศัพท์ก็มี ไม่หัดโทรมาหาฉันบ้างเล้ย~”

 

......

 

โอ๋ ๆ ขอโทษ~ ก็ฉันต้องรีบเขียนต้นฉบับส่งนี่นา~”

 

......

 

เออ แล้วเนี่ย นายรู้รึยังว่า.....

 

 

เอ่อ........ขอโทษนะครับ

 

 

เสียงทุ้มต่ำดังขึ้น ทำให้บทสนทนาของเพื่อนรักทั้งสองต้องชะงัก อีทึกหันไปจ้องมองใบหน้าเจ้าของเสียงนั่น เรียกได้ว่าหน้าตาดีเลยทีเดียว ใบหน้าคม ดวงตากลมโตที่ดูมีเสน่ห์ กลุ่มผมสีดำขลับที่ดูตัดกับสีผิว จมูกโด่งเป็นสันได้รูป ชายหนุ่มคนนั้นส่งยิ้มมาให้อีทึก เผยให้เห็นลักยิ้มหวานที่แก้มทั้งสองข้าง อีทึกจึงยิ้มตอบกลับไป

 

อ๊ะ ลืมแนะนำไป อีทึก นี่ซีวอน แต่ไม่ต้องไปญาติดีกับมันนักหรอกนะ ฮีชอลแนะนำคนข้าง ๆ อย่างขอไปที ทำเอาซีวอนทำหน้างอนใส่ อีทึกหัวเราะร่วนกับคู่ตรงหน้า

 

ยินดีที่ได้รู้จักนะซีวอน นายคงจะเหนื่อยแย่เลยที่มาเป็นแฟนกับฮีชอลเนี่ย พูดเสร็จก็ยิ่งหัวเราะหนักเข้าไปใหญ่ แถมยังมีซีวอนขำเป็นลูกคู่ด้วยอีกต่างหาก เพราะคำพูดของอีทึกนี่ละ ทำให้ฮีชอลที่ปกติจะหน้าหนาผิดปกติจากคนทั่วไป เป็นอันต้องหน้าแดงบ้างก็คราวนี้แหละ

 

นางฟ้าปีกหัก!!!! หนอยยย....ไม่ได้เจอกันนาน พัฒนาฝีปากขึ้นเยอะเชียวนะนาย และแล้วฉายาที่ฮีชอลตั้งให้อีทึกก็หลุดออกมาอีกครั้งจนได้ ทั้ง ๆ ที่ควรจะโกรธ แต่อีทึกกลับหัวเราะหนักเข้าไปอีก ทำให้ฮีชอลยิ่งฉุนมากกว่าเดิมอีกละสิคราวนี้

 

แต่ก่อนที่จะเกิดศึกเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด(?)กันในยามเช้าแบบนี้ ซีวอนเลยจัดการล็อกแขนของฮีชอลไว้ เพื่อป้องกันการอาละวาดของซินเดอเรลล่าสุดโหดคนนี้ซะก่อน เสียงโวยวายดังลั่น เรียกให้ผู้คนหันมาจ้องกันจนเรียกได้ว่าเกือบจะเป็นเกาหลีมุงซะแล้ว

 

ฮะ ๆ ฉันขอโทษ ๆ ฉันก็แค่หยอกนายเล่นเท่านั้นเองอะ อย่าโกรธฉันเลยน้า~” อีทึกส่งสายตาวิบวับออดอ้อนให้เพื่อนรักหายงอนอย่างน่ารัก ทำเอาฮีชอลที่กำลังจะอาละวาดนั้นชะงักกึก ซีวอนปล่อยให้คนสวยของเขาเป็นอิสระ ฮีชอลไอกระแอมสองสามครั้ง ก่อนจะเลื่อนมือไปไขว้หลัง และทำหน้าเคร่งเครียด

 

ฮึ เห็นว่าไม่ได้เจอกันนานหรอกนะ ฉันจะไม่โกรธก็ได้ พ่อนักเขียนชื่อดัง!” ฮีชอลจงใจเน้นเสียงท้ายประโยคเป็นการประชด แต่อีทึกก็รู้อยู่แล้วละ ว่าคนอย่างฮีชอลนะ ถึงจะทำเป็นโหด แต่จริง ๆ แล้วก็ไม่ได้ร้ายอย่างที่เห็นหรอก แขนเล็กเลื่อนไปโอบไหล่เพื่อนรักอย่างคุ้นเคย อีทึกและฮีชอลหันมาสบตากันสักพัก ก่อนจะหลุดขำออกมาพร้อมกันทั้งคู่ ทำเอาซีวอนอดที่จะอมยิ้มกับภาพตรงหน้าไม่ได้

 

...ได้เห็นภาพยูริยามเช้าเนี่ย....มันมีความสุขแบบนี้นี่เอ๊ง~~...

 

 

เฮ้อ~ ที่จริงฉันก็อยากจะคุยกับนายต่อน่ะนะ แต่วันนี้ฉันต้องไปทำงานแล้วละ ไว้จะโทรไปหาละกัน ฮีชอลพูดพร้อมกับดูเวลาที่นาฬิกาข้อมือของตัวเอง ก่อนจะถอนหายใจพรืดอย่างเซ็ง ๆ อีทึกส่งยิ้มบาง ๆ ไปให้ ก่อนจะส่ายหน้าบอกว่าไม่เป็นไร

 

ไม่เป็นไรหรอก นายรีบไปทำงานเหอะ ซีวอน ฉันฝากดูแลฮีชอลด้วยนะ ^ ^” พูดพร้อมกับจับมือของซีวอนและฮีชอลให้มาประสานกันไว้ คนหน้าหล่อส่งยิ้มมาให้จนแก้มแทบปริ คนหน้าสวยส่งสายตาอาฆาตมาอย่างรุนแรงจนอีทึกแทบจะวิ่งหนีไปซะเดี๋ยวนั้น เลยได้แต่ยิ้มแห้ง ๆ ไปให้ฮีชอลเป็นการแก้เก้อ

 

ได้เลยครับ ผมจะดูแลให้เอง ซีวอนพูดอย่างมั่นใจเต็มร้อย ก่อนจะเดินจูงมือคนข้างกายให้เดินไปพร้อม ๆ กัน ฮีชอลโบกมือลาอีทึกก่อนจะเดินไปพร้อม ๆ กับร่างสูง อีทึกโบกมือตอบกลับไปเช่นกัน ก่อนจะลดมือมาอยู่ข้างลำตัว และยกยิ้มขึ้นมาอีกครั้ง

 

...ไม่ได้คุยกับเพื่อนแบบนี้....มานานเท่าไหร่แล้วนะเรา....

 

...มีความสุขชะมัดเลยแหะ...

 

 

อีทึกเดินเรื่อยเปื่อยต่อไป สายตาก็จับจ้องบรรยากาศรอบ ๆ ที่เขาไม่ได้เห็นมานานไปด้วย เดินไปได้ไม่ไกลนัก ร่างเล็กก็หยุดอยู่ที่ร้านหนังสือร้านหนึ่ง ก่อนจะเปิดประตูและเดินเข้าไปด้านในร้าน ร้านถูกจัดด้วยสีโทนน้ำตาลอ่อน ดูแล้วสบายตา อีทึกเดินไปดูมุมหนังสือนิยายก่อนเป็นอันดับแรก เพราะจะดูว่ามีนิยายเรื่องไหนน่าสนใจ และนิยายของตัวเองนั้นขายดีขนาดไหน

 

นิ้วเรียวไล่ตามสันหนังสือทีละเล่ม ๆ อย่างสนใจ เขาเจอนิยายที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว แต่ก็ต้องคัดเลือกมาแค่บางเล่มเท่านั้น เพราะเขาไม่ได้พกเงินมามากเท่าไหร่ ก็เลยเลือกมาไว้สองสามเล่ม เมื่อเห็นว่าแค่นี้ก็น่าจะพอแล้ว อีทึกจัดการถือหนังสือนิยายที่เลือกมาไว้แนบอกด้วยแขนทั้งสองข้าง แต่แล้วก็ต้องสะดุดกึก เพราะเมื่อเขาเงยหน้าขึ้นไป ก็เหลือบไปเห็นหนังสือนิยายของเขาอยู่ด้านบน แถมเหลืออยู่เพียงไม่กี่เล่มซะด้วยสิ

 

...ว้าว ขายดีขนาดนี้เชียวเหรอเนี่ย...

 

อีทึกที่เพิ่งจะเคยได้รับรู้ว่านิยายของตัวเองนั้นขายดีขนาดไหน พอได้เห็นเองแล้วอดจะภูมิใจไม่ได้ ริมฝีปากบางยกยิ้มจนเห็นลักยิ้มสวย แต่แล้วร่างเล็กก็เกิดความคิดแปลก ๆ ขึ้นซะแล้ว พอเห็นว่านิยายของตัวเองเหลืออยู่แค่ไม่กี่เล่ม อีทึกก็เกิดอาการเสียดายแปลก ๆ

 

...น่าจะซื้องานของตัวเองเก็บไว้สักเล่มนึงเนอะ...

 

คิดได้ดังนั้น หนังสือที่อีทึกถืออยู่ก็ถูกวางไว้ก่อน แขนเรียวเอื้อมไปจนสุดความยาว แต่ก็ยังเอื้อมไม่ถึงอยู่ดี คราวนี้เริ่มเขย่งเท้าอีกนิดนึง เอื้อมก็แล้ว เขย่งเท้าก็แล้ว แต่ก็ยังหยิบหนังสือไม่ถึงซะที ทำเอาอีทึกอารมณ์เสียจนได้ ร่างเล็กเอื้อมไปหยิบหนังสือเป็นครั้งสุดท้าย เมื่อเห็นว่ายังไง ๆ ก็เอื้อมไม่ถึงอยู่ดี จึงตัดใจไม่ซื้อผลงานของตัวเองก็ได้

 

...ทำไมต้องวางหนังสือไว้สูง ๆ ด้วยฟ่ะ...

 

แต่ก็ต้องสะดุ้งสุดตัว เมื่อจู่ ๆ ก็มีร่างของใครมาซ้อนอยู่ด้านหลัง ดวงตาสวยเห็นมือของคน ๆ นั้นกำลังเอื้อมไปหยิบนิยายของเขามาเล่มหนึ่ง และนิยายเล่มนั้นก็เลื่อนมาอยู่ตรงหน้าเขาแล้วซะด้วย

 

จะเอาเล่มนี้ใช่มั้ยครับ? เสียงทุ้มต่ำดังมาจากด้านหลัง ไม่รู้ว่าเพราะอะไรเหมือนกัน แต่น้ำเสียงนั้นทำให้ใบหน้าของอีทึกเริ่มจะซับสีจาง ๆ ขึ้นมาซะแล้ว

 

ชะ...ใช่ครับ....ขอบคุณครับ... มือเรียวยื่นไปหยิบหนังสือตรงหน้า และยื่นไปหยิบหนังสือที่เลือกไว้ทั้งหมดมาไว้แนบอก ก่อนจะหันไปมองคนที่ช่วยหยิบหนังสือนิยายของตัวเองให้เมื่อตะกี้นี้

 

ชายหนุ่มร่างสูง ที่ใส่เสื้อยืดกางเกงยีนส์ธรรมดา ๆ และพาดกระเป๋าใบใหญ่อยู่ข้างตัว ใบหน้าที่ดูคมเข้ม กับทรงผมซอยสั้นสีดำนั้นทำให้ดูมีเสน่ห์อย่างประหลาด ร่างสูงเอื้อมไปหยิบหนังสือเล่มเดิมมาอีกเล่มหนึ่ง ทำให้อีทึกยิ้มกว้างออกมาอย่างลืมตัว

 

...ขายหมดแล้วเหรอเนี่ย...ว้าว~...

 

คุณชอบนิยายของนักเขียนคนนี้ด้วยหรอครับ? ชายคนนั้นถามด้วยรอยยิ้ม อีทึกที่มัวแต่ดีใจที่นิยายของตัวเองขายดีสะดุ้งด้วยความตกใจ พอสติกลับเข้าที่เรียบร้อยแล้ว อีทึกก็ส่งยิ้มตอบไปให้ แต่กลับไม่ได้ตอบคำถามของคนตรงหน้าซะนี่

 

...จะตอบยังไงดีละเนี่ย...

 

...ก็คนเขียนอะ....คือฉันเองนี่นา...

 

อะ...เอ่อ...ใช่ครับ ผมชอบมากเลยล่ะ ใช่ว่าชื่อของเขาจะไม่มีคนรู้จักซะเมื่อไหร่ แต่ด้วยความที่เขาไม่ค่อยจะได้ออกไปแสดงตัวต่อสื่อต่าง ๆ ทำให้ผู้คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยจะรู้ว่าหน้าตาของเขาเป็นเช่นไร และการที่ไม่ชอบแสดงตัวเป็นคนดัง ทำให้อีทึกเลือกที่จะตอบไปแบบนั้น

 

จริงหรอครับ! ผมก็เหมือนกัน ผมซื้อนิยายของเขาตั้งแต่เรื่องแรกเลยละ ร่างสูงพูดด้วยน้ำเสียงที่ดูร่าเริงสดใสมากกว่าเดิม คำพูดที่ร่างสูงพูดออกมา ทำให้อีทึกยิ้มแป้นเลยทีเดียว เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้รับคำชมต่อหน้าแบบนี้

 

...นี่รึเปล่านะ...

 

...ที่เขาเรียกกันว่า...ความสุข....

 

อืม....นี้ก็จะเที่ยงแล้ว ถ้าไม่รังเกียจ...ไปทานข้าวด้วยกันมั้ยครับ? ชายหนุ่มพูดพลางดูเวลาที่นาฬิกาข้อมือของตัวเอง ก่อนจะเลื่อนมือมาเกาที่ท้ายทอยด้วยท่าทางเขินอาย อีทึกมองหน้าชายหนุ่มอย่างแปลกใจเล็กน้อย และริมฝีปากบางก็ยกยิ้มขึ้นอีกครั้ง

 

ได้ครับ ไปทานข้าวกันดีกว่า

 

 

+:+:+:+:+:+:+ Love is All Around +:+:+:+:+:+:+

 

 

ภายในร้านอาหารที่ถูกตกแต่งด้วยโทนสีครีม ที่ดูแล้วเรียบง่ายแต่ก็สวยงามยิ่งนัก ชายหนุ่มทั้งสองเลือกที่จะนั่งตรงบริเวณมุมด้านในของร้าน เพื่อความสงบและความเป็นส่วนตัว ทั้งสองสั่งอาหารที่ตัวเองอยากทานกันจนเรียบร้อย ก่อนจะเริ่มเปิดบทสนทนาขึ้นอีกครั้ง

 

คุยกันมาตั้งนานแล้ว ผมยังไม่รู้จักชื่อคุณเลย อีทึกเป็นคนเริ่มถามก่อน ชายหนุ่มตรงทำท่าเหมือนเพิ่งจะนึกออกว่าตัวเองลืมพูดอะไรไป ทำให้อีทึกแอบอมยิ้มเล็ก ๆ อยู่คนเดียว

 

...ทั้ง ๆ ที่เพิ่งเจอกันครั้งแรก...

 

...แต่....วิธีพูดแบบนี้....ทำไมฉันถึงรู้สึกคุ้นเคยจังแหะ?...

 

อ๊ะ ก็ว่าลืมอะไร ผมชื่อ คิม ยองอุน เรียกว่าคังอินก็ได้ ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ คังอินแนะนำตัวเสร็จ ก็ส่งยิ้มไปให้อีกครั้ง อีทึกพยักหน้ารับรู้สองสามครั้ง แต่พอนึกอะไรบางอย่างออก ก็ทำให้อีทึกถึงกับตกใจตาเบิกโพลงเลยทีเดียว

 

...ยองอุน...คังอิน....

 

...หรือว่า....จะเป็น.....!!??....

 

...คนที่เคยโทรศัพท์มาหาแล้วบอกว่าชอบงานของเรานี่หว่า!?...

 

คราวนี้อีทึกเก็บอาการตกใจและเครียดไว้ไม่อยู่ซะแล้ว ไม่รู้จะเรียกว่าโชคดีหรือโชคร้ายดี ที่มีโอกาสได้พบกับแฟนผลงานของตัวเอง แต่ถ้าเขาบอกชื่อของตัวเองไป การแสดงออกที่คังอินแสดงกับเขามันจะเปลี่ยนไปรึเปล่านี่สิ ที่ทำให้เขาเครียดยิ่งกว่า

 

...เฮ้อ....แล้วฉันจะแนะนำตัวยังไงดีเนี่ย?....

 

...ถ้าบอกไปตรง ๆ....เค้าจะเหมือนคนอื่นรึเปล่านะ?...

 

...ที่ทำยังกับว่า....ฉันเป็นคนที่สูงเกินไป....

 

...ฉันละ....เกลียดการแสดงออกแบบนั้นชะมัดเลยแหะ...

 

เอ่อ....เป็นอะไรมากรึเปล่าครับ? ไม่สบายหรอ? คังอินพูดด้วยน้ำเสียงที่ดูจะเป็นห่วงมาก อีทึกส่ายหัวไปมาเป็นการปฎิเสธ ก่อนจะถอนหายใจเฮือกอย่างอดไม่ได้

 

คุณคังอิน ถ้าผมบอกชื่อของผมแล้ว คุณจะทำตัวกับผมเหมือนเดิมได้มั้ย? อีทึกพูดโดยที่ไม่มองหน้าคนตรงหน้า ใบหน้ามนก้มลงเล็กน้อย บรรยากาศตอนนี้เงียบสนิท ไม่มีใครพูดอะไรทั้งสิ้น แต่แล้วอีทึกก็มีความรู้สึกเจ็บแปล๊บที่หน้าผากขึ้นมา จนต้องเอามือมาทาบไว้ที่หน้าผากเพื่อบรรเทาความเจ็บ

 

โอ๊ย!? นี่คุณมาดีดหน้าผากผมทำไมเนี่ย!!?”

 

อะไรกัน เรียกผมว่า คุณอยู่นั่นละ ตอนนี้เรารู้จักชื่อกันแล้วนะ ก็คุยกันแบบสบาย ๆ สิ

 

......

 

คุณจะเป็นใครก็ไม่เห็นจะเกี่ยวอะไรเลยนี่ ยังไงเราก็ยังคุยกันแบบนี้เหมือนเดิมล่ะ

 

......

 

แล้ว...คุณชื่ออะไรล่ะ? ผมจะได้เรียกถูก

 

คังอินปั้นหน้าดุใส่อีทึก ไม่รู้ว่าเพราะอะไรเหมือนกัน แต่การกระทำแบบนั้น ทำให้อีทึกหายโกรธคังอินเป็นปลิดทิ้ง แถมยังหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ อีกต่างหาก

 

...เกิดมา....นอกจากฮีชอลแล้ว....

 

...ฉันยังไม่เคยเจอคนแบบนี้เลยแหะ...

 

...คิก ๆ....แต่ว่าก็ว่าเหอะ....มาบอกให้ฉันห้ามเรียกว่า คุณ...

 

...แต่ทำไมนายยังเรียกฉันแบบสุภาพอยู่เลยเนี่ย...

 

ฉันชื่อ พัค จองซู เรียกฉันว่าอีทึกก็ได้ ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันนะ คังอิน ^ ^” อีทึกพูดเสร็จ ก็จบด้วยการแถมรอยยิ้มโชว์ลักยิ้มสวยไปอีกครั้ง คังอินที่ได้ยินชื่อทำหน้าตกใจเหรอหรา จนร่างเล็กหลุดขำออกมาเสียชุดใหญ่ คังอินกระพริบตาปริบ ๆ เหมือนกับว่ากำลังงุนงงกับสิ่งที่ตัวเองได้ยินเมื่อตะกี้

 

นะ...นาย....นายคือนักเขียนคนนั้นนะหรอ?คำพูดสุภาพที่พูดไว้ตอนแรกเลือนหายไปซะแล้ว ทำให้อีทึกยิ้มออกมาอย่างดีใจ ที่คังอินนั้นทำตามที่สัญญาไว้จริง ๆ แต่ไม่รู้ว่าจะตรงตามสัญญาทุกอย่างรึเปล่านี่สิ ดูจากอาการตกใจนี้แล้ว....สงสัยคงจะปลื้มเขามากจริง ๆ แหะ

 

อื้ม ฉันพูดจริง ฉันว่าฉันแก่กว่านายด้วยซ้ำนะเนี่ย แต่เอาเถอะ เรียกกันเหมือนเพื่อนนี่ละดีแล้ว อีทึกพูดพร้อมพยักหน้ายืนยันสิ่งที่ตัวเองพูดออกไปเมื่อกี้ คังอินที่เริ่มจะรวบรวมสติได้บ้างแล้ว ก็ยิ้มแห้ง ๆ ส่งไปให้ร่างเล็ก

 

แหะ ๆ...หวา ตกใจชะมัดเลยแหะ ไม่นึกว่าจะได้คุยกับคนดังนะเนี่ย ฮ่า ๆ พูดเสร็จ คังอินก็หัวเราะออกมาเสียงดัง ทำเอาอีทึกงงแทนละคราวนี้

 

...อะไรกัน....ยังมีคนที่เพี้ยนยิ่งกว่าฮีชอลอีกหรอเนี่ย?....

 

...ปกติ....ถ้าฉันแนะนำตัวเสร็จ....

 

...ไม่ว่าจะเป็นใคร....ต่างก็ทำตัวสุภาพกับฉัน....

 

...แต่คังอิน....กลับหัวเราะเหมือนกับเป็นเพื่อนกันธรรมดา ๆ....

 

...หึ....ดีใจชะมัดเลยแหะ...

 

งั้นแสดงว่าตอนอยู่ร้านหนังสือ ที่จู่ ๆ นายก็ยิ้มออกมา เพราะฉันซื้อนิยายเล่มสุดท้ายของนายอะดิ? คังอินที่กำลังเรียบเรียงเรื่องต่าง ๆ ที่ผ่านมาถามขึ้น อีทึกส่งยิ้มกว้างไปให้ พร้อมกับพยักหน้าหงึกหงักเป็นการตอบ เท่านั้นละ ทั้งสองต่างหลุดหัวเราะออกมาพร้อมกันทั้งคู่

 

ฮะ ๆ นายคิดผิดแล้วละที่มาซื้อนิยายน้ำเน่าของฉันเนี่ย อีทึกพูดทั้ง ๆ ที่ยังหัวเราะค้างอยู่ คังอินส่ายหน้าแทบจะทันทีที่อีทึกพูดจบ ก่อนจะพูดตอบกลับไปบ้าง

 

ฉันว่ามันมีข้อคิดดี ๆ เยอะออก คนเก่งจริงเค้ามักจะไม่พูดอวดหรอกว่าตัวเองเก่งนะ ^ ^” คังอินพูดพร้อมกับพยักหน้ากับความคิดที่ดูจะมีหลักการของตัวเอง ทำเอาอีทึกอมยิ้มออกมาเลยทีเดียว

 

คิก ๆ งั้นก็ขอบคุณสำหรับคำชมด้วยละกัน พูดพร้อมกับส่งยิ้มหวานไปให้ นี่คงจะเป็นครั้งหนึ่งที่ยอมเปิดใจให้กับคนอื่น หลังจากที่ไม่ได้ทำมานานเลยทีเดียว

 

 

อีทึก ฉันขอไปห้องน้ำแป๊ปนึงนะ คังอินพูดพลางลุกขึ้นยืนเต็มความสูง อีทึกพยักหน้าตอบรับ ใบหน้าก็หันไปตามทางที่คังอินเดิน สายตาจดจ้องแผ่นหลังกว้างของร่างสูงจนกว่าจะลับสายตาไป ถึงแม้ว่าร่างของคังอินจะลับสายตาไปแล้ว แต่อีทึกยังคงจดจ้องอยู่ตรงจุด ๆ เดิมโดยที่ไม่ละสายตาไปไหน

 

...ฉันจะคิดไปเองรึเปล่านะ....

 

...ว่าตอนที่ฉันส่งยิ้มไปให้คังอิน....

 

...เหมือนกับว่า......เค้าหน้าแดง??....

 

...เค้าเขินฉันอย่างนั้นเหรอ???...

 

อีทึกสะบัดหัวไปมาแรง ๆ ไล่ความคิดบ้า ๆ ของตัวเองให้หลุดออกไปจากหัว ก่อนจะเลื่อนมือมาตบที่แก้มตัวเองเบา ๆ สองสามครั้ง และถอนหายใจอย่างไม่รู้สาเหตุ

 

...เฮ้อ....เป็นอะไรไปเนี่ยเรา.....

 

...ก็แค่คิดว่า....คังอินเขินเรา.....

 

...ทำไม.....ฉันจะต้องดีใจด้วยเนี่ย?.....

 

 

+:+:+:+:+:+:+ Love is All Around +:+:+:+:+:+:+

 

 

คังอินเดินพาร่างของตัวเองมาจนถึงห้องน้ำในเวลาไม่นาน มือหนาถูกเลื่อนไปวางค้ำไว้ที่บริเวณอ่างล้างหน้า ใบหน้าคมก้มลงเล็กน้อย ก่อนจะเงยขึ้นมามองใบหน้าของตัวเองที่ถูกสะท้อนกับกระจกใสบานใหญ่ แต่พอเห็นใบหน้าของตัวเองปุ๊บ มือของเขาก็รีบเลื่อนมาปิดที่ใบหน้าของตัวเองแทบจะทันที

 

หวา....หน้าแดงเถือกเลยเรา.... ใบหน้าคมก้มลงอีกครั้งอย่างเขินอาย ก่อนจะเปิดก๊อกน้ำ และใช้มือกวักน้ำล้างหน้าตัวเองเสียยกใหญ่ พยายามใช้ความเย็นจากของเหลว ช่วยลดอุณหภูมิของใบหน้าที่ร้อนจัดในตอนนี้ลง แต่....พยายามเท่าไหร่ ก็ดูเหมือนว่ามันจะลดลงเพียงแค่นิดเดียวเท่านั้น

 

...ไม่อยากจะเชื่อเลย....

 

...ว่านักเขียนที่ฉันชื่นชม....

 

.....เป็นคนเดียวกัน......กับคนที่ฉันชอบ..... เสียงทุ้มพูดออกมาอย่างแผ่วเบา ก่อนจะเม้มริมฝีปากแน่นจนเป็นเส้นตรง มือหนาเลื่อนมาปิดที่ปากของตัวเอง ก่อนจะเลื่อนมือออก เผยให้เห็นรอยยิ้มที่อยู่ภายใต้ฝ่ามือเมื่อกี้นี้

 

...มันเป็นโชคชะตารึเปล่านะ?...

 

คังอินใช้มือลูบใบหน้าเพื่อเช็ดหยดน้ำที่ยังเกาะอยู่ออกไปอย่างลวก ๆ ก่อนจะพาร่างของตัวเองออกไปจากห้องน้ำเดินกลับไปยังโต๊ะอาหาร ที่อีทึกกำลังนั่งรออยู่ ระยะทางที่ไม่ไกลมาก ใช้เวลาไม่นานคังอินก็เดินมาถึงโต๊ะ และหย่อนตัวลงนั่งที่เก้าอี้ตำแหน่งเดิม

 

อาหารมาแล้ว กินเลยสิคังอิน อีทึกพูด ก่อนจะก้มหน้าก้มตากินอาหารที่ตัวเองสั่งไว้บ้าง ท่าทางการกินที่ดูตั้งอกตั้งใจเป็นพิเศษ จนเหมือนกับเด็ก ๆ ทำให้คังอินแอบยิ้มอยู่คนเดียว และเริ่มกินอาหารของตัวเองบ้าง

 

คังอิน รู้มั้ย เมื่อวานน่ะนะ..... และแล้วบทสนทนาก็เริ่มขึ้นอีกครั้ง อีทึกชวนคุยบ้าง กินบ้าง ทำให้มื้ออาหารมื้อนี้ค่อนข้างจะครื้นเครง ถึงแม้ว่าจะอยู่กันแค่สองคน แต่บรรยากาศที่อบอุ่นนั้นกลับแผ่กว้างออกไปจนคนอื่นรู้สึกได้

 

พูดคุย หัวเราะ หยอกเอิน และกลับมาก้มหน้าก้มตากินอีกครั้ง วนเวียนไปอยู่อย่างนี้ ทั้ง ๆ ที่เวลาเพิ่งจะผ่านไปได้เพียงไม่นาน แต่คังอินและอีทึกต่างรู้สึกว่าเวลาแห่งความสุขนี้ เหมือนกับว่าจะหยุดนิ่งอยู่กับที่ เหมือนกับเป็นเวลาที่ผ่านมายาวนานแล้วก็ว่าได้...

 

...การที่เราเปิดใจต่อกัน....

 

...มันคงจะเป็นความสุขที่ล้นเหลือ....จนเราไม่อาจจะเก็บไว้ได้เพียงคนเดียว...

 

...มันมีมาก....จนเราต้องแบ่งปันให้กันและกัน....

 

...จึงทำให้คนสองคน....มีความสุขได้มากขนาดนี้....

 

 

ฮ้า~ อิ่มชะมัดเลย ทั้งสองพูดออกมาพร้อมกัน และใช้มือลูบที่หน้าท้อง เป็นการบอกว่าอิ่มแล้วจริง ๆ แต่พอต่างฝ่ายต่างได้ยินและเห็นการกระทำที่เหมือนกับตัวเองเปี๊ยบ ทำให้ทั้งสองจ้องตากันตาไม่กระพริบ

 

นายเลียนแบบฉันทำไม?? คราวนี้ก็หลุดพูดออกมาพร้อมกันอีก สายตาของทั้งคู่จ้องกันอย่างอาฆาต ต่างฝ่ายต่างทำหน้าตาหาเรื่องกันสุด ๆ และ.....

 

...............อุ๊บ...........ฮ่า ๆ ๆ ๆ ๆ!!!!!!”

 

สุดท้าย...ทั้งสองก็หลุดขำออกมาทั้งคู่จนได้ ไม่ใช่ว่าไม่รู้ ว่าสิ่งที่ทำลงไปนี้เป็นการกระทำที่เหมือนกับเด็กหัวแข็งไม่ยอมใคร แต่ก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไร ทั้ง ๆ ที่เพิ่งคุยกับคนตรงหน้าเป็นครั้งแรก แต่กลับรู้สึกสบายใจมากอย่างที่ไม่เคยเป็น

 

หลังจากนั่งคุยกันอีกสักพัก คังอินก็อาสาเป็นคนจ่ายค่าอาหารมื้อนี้เอง ทำเอาอีทึกยิ้มแก้มปริ แถมกอดคังอินไปซะเต็มรัก แต่อีทึกจะรู้บ้างหรือเปล่านะ...ว่าการกระทำแบบนี้ ทำให้คังอินหัวใจเต้นระรัวจนเกือบจะเก็บอาการดีใจไว้ไม่ไหว

 

...วะ...หวา....นี้ฉันฝันไปรึเปล่าเนี่ย?...

 

...ฉันโดนอีทึกกอด.....แถมกอดซะแน่นแบบนี้....

 

...ทำไงดีละ...มันหุบยิ้มไม่ลงซะแล้ว....

 

...สงสัย....วันนี้ฉันคงจะกลายเป็นคนบ้าแน่ ๆ....

 

 

ร่างของชายหนุ่มสองคนเดินออกมาจากร้านอาหาร ขาสองคู่ก้าวเดินไปอย่างไม่รีบร้อน เดินไปเรื่อย ๆ โดยที่ไม่ได้กำหนดจุดหมายปลายทางไว้แน่นอน บางทีเห็นร้านที่มีของน่าสนใจก็เดินเข้าไปแวะบ้าง หาของกินเล็ก ๆ น้อย ๆ ตามร้านริมทางบ้าง

 

คังอิน ดูนี่สิ สวยมั้ย ๆ มือเรียวหยิบสร้อยคอรูปร่างแปลกตาแต่ดูสวยงามขึ้นมาหนึ่งเส้น พลางยื่นไปวางไว้ในมือของคังอิน มือหนายกสร้อยคอขึ้นสูง และใช้สายตาจ้องมองพิจารณาอย่างตั้งใจ

 

อื้ม ก็สวยดีนี่ นายชอบหรอ? คังอินตอบและถามต่อในคราวเดียวกัน อีทึกพยักหน้าหงึกหงักเป็นการตอบกลับ ก่อนจะหยิบสร้อยเส้นนั้นจากมือของคังอินกลับคืน และก้มหน้าก้มตาดูของประดับชิ้นอื่นต่อ

 

คังอินเห็นว่าคงจะอีกนานกว่าอีทึกจะเลือกเครื่องประดับเสร็จ เลยตัดสินใจบอกอีทึกว่าจะไปรอแถวแม่น้ำฮันท่าจะดีกว่า มือหนาจัดการเปิดกระเป๋าใบใหญ่ของตัวเอง ก่อนจะหยิบกล้องประจำตัวของตัวเองขึ้นมา ระหว่างที่รอคนที่อยู่ในร้าน คังอินก็ถ่ายรูปมุมนู้นมุมนี้ไปได้เยอะพอสมควรเชียวละ

 

 

ว้าว~ นายเป็นช่างภาพหรอเนี่ย~” จู่เสียงหวานก็ดังขึ้นมาด้านหลัง ทำเอาคังอินสะดุ้งเลยทีเดียว

 

อะ...ใช่ นายสนใจจะถ่ายรูปคู่กันมั้ยละ? คังอินหันหลังกลับไปมองใบหน้าของอีทึก ที่ตอนนี้ยิ้มอย่างดีใจและทำท่าตื่นเต้นสุด ๆ

 

เอาสิ ๆ ถ่ายเลย ๆ ฉันไม่ได้ถ่ายรูปตั้งนานแล้ว ไม่พูดปล่าว อีทึกจัดการใช้มือเซ็ททรงผมให้เนี๊ยบยิ่งกว่าเดิม ทำเอาคังอินหลุดหัวเราะออกมาเสียชุดใหญ๋

 

ฮ่า ๆ ๆ!! ไม่ต้องเนี๊ยบขนาดนั้นก็ได้ พูดไปหัวเราะไป อีทึกที่กำลังจัดทรงให้เรียบร้อยถึงกับชะงัก ร่างเล็กส่งค้อนไปให้คนข้าง ๆ เสียวงใหญ่ ก่อนจะเข้าไปยืนใกล้ ๆ กันเพื่อถ่ายรูป

 

แขนแกร่งเลื่อนไปโอบไหล่บอบบางให้เข้ามาใกล้กันมากขึ้น ใบหน้ามนขึ้นสีระเรื่อเล็กน้อย ไหล่ข้างหนึ่งของอีทึกซบไปกับอกกว้างของคังอิน รับรู้ได้ถึงจังหวะการเต้นของหัวใจของร่างสูง คังอินยืดแขนข้างทื่ถือกล้องไว้สูงขึ้นเล็กน้อย

 

เอ้า อยากโพสท่าอะไรก็เอาเลย คังอินพูดด้วยรอยยิ้ม อีทึกไม่คิดอะไรมากเลย ชูสองนิ้วขึ้นมาโพสท่าคลาสสิค พร้อมกับเผยรอยยิ้มโชว์ลักยิ้มสวยอีกด้วย

 

ฉันจะถ่ายแล้วนะ 3…2…1….”

 

ประโยคที่สิ้นสุดลง กล้องกำลังจะบันทึกภาพของทั้งคู่เก็บไว้เป็นความทรงจำ แต่ก่อนที่จะได้เก็บภาพนั้นไว้ แขนเรียวของอีทึกที่โพสท่าไว้ก็ลดลง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นท่าอื่น และ....

 

แชะ!’

 

 

 


...เหมือนโลกหยุดหมุน....

 

ภาพที่ตอนแรกคาดว่าน่าจะออกมาเป็นแนวพี่น้องที่น่ารัก คนเป็นพี่โอบไหล่น้องชายคล้ายกับว่าจะปกป้องคน ๆ นี้ไว้เสมอ อีกคนก็โชว์ความสดใสร่าเริงที่มีอยู่มากให้ได้เห็น ซึ่งจริง ๆ แล้วกลับเป็นน้องชายต่างหากที่ปกป้องพี่ชาย แต่ภาพที่ได้กลับกลายเป็นว่า...

 

...คนสองคนกำลังกอดกันอย่างอบอุ่น....

 

คังอินยืนแข็งทื่อจนแทบจะกลายเป็นท่อนไม้ ปกติเขาเป็นคนที่คิดอะไรได้รวดเร็ว แต่รู้สึกว่าตอนนี้สมองมันตื้อไปหมด แขนแกร่งยังคงโอบไหล่บางไว้เช่นเดิม และวงแขนเล็กกลับกอดเอวของร่างสูงไว้แน่น

 

...ทั้ง ๆ ที่เวลานั้นผ่านไปเพียงไม่นาน....

 

...แต่ทั้งสองคน....รู้สึกราวกับว่าเวลาของโลกมันหยุดลง....

 

อีทึกคลายวงแขนออก พร้อม ๆ กับที่คังอินลดแขนลงและเก็บกล้องลงกระเป๋าใบใหญ่ ใบหน้าคมหันหน้าไปอีกทาง และมองไปที่ท้องฟ้าแก้เก้อ ส่วนอีทึกก็ก้มหน้างุด หันหน้าไปอีกทางเช่นกัน นิ้วชี้เรียวเขี่ยที่แก้มเนียนใสไปมาแก้เขิน

 

...ทำไมจู่ ๆ ฉันถึงอยากจะกอดเค้านะ....

 

...แค่เผลอคิดไปนิดเดียว....

 

...ร่างกาย....ก็ทำไปก่อนล่วงหน้าซะแล้ว....

 

...อ๋า.....ไม่จริงใช่มั้ย.....รึว่า....ฉันจะ.....

 

 

คังอิน....ฉันอยากกลับบ้านแล้วอะ อีทึกพูดขึ้นทำลายความเงียบงันระหว่างเขาและคังอิน ร่างสูงหันไปมองตามทางของเจ้าของเสียง ซึ่งตอนนี้เดินนำหน้าเขาไปเล็กน้อยแล้ว คังอินจึงเดินไปเคียงข้างร่างเล็กเป็นเพื่อนเดินกลับ

 

เดี๋ยวฉันเดินไปส่ง คังอินพูดห้วน ๆ พร้อมกับเดินนำหน้าไปเล็กน้อย เหมือนกับว่ารู้เส้นทางบ้านของอีทึกเป็นอย่างดี แต่ร่างเล็กกลับไม่รู้ทันกับท่าทางแปลก ๆ ของคังอินเลยสักนิด

 

ร่างสูงใหญ่ของคังอินและร่างเล็กของอีทึกเดินไปตามเส้นทางที่คุ้นเคย ทิวทัศน์โดยรอบถึงแม้ว่าจะมีคนอยู่จำนวนมาก ที่ต่างพากันเดินขวักไขว่เสียเยอะแยะไปหมด แต่อีทึกรู้สึกราวกับว่าโดยรอบนั้นมันดูเหมือนกับว่าไม่มีอะไรเลย มีแต่เพียงสีขาวที่ปกคลุมไปโดยรอบ

 

อีทึกที่ก้มหน้าก้มตาเดินตามหลังคังอินอยู่เล็กน้อยเงยหน้าขึ้น ดวงตาสวยจดจ้องไปยังร่างของคนที่อยู่ตรงหน้าอย่างพิจารณา ไหล่กว้างที่ดูแข็งแกร่ง ท่อนแขนที่ดูมีกล้ามนิด ๆ เหมาะกับหุ่นของผู้ชาย ช่วงขาเรียวยาวที่ก้าวไปข้างหน้าเหมือนกับว่ากำลังเดินอยู่เพียงคนเดียว แต่....เขากลับรู้สึกว่าคังอินเดินไปอย่างช้า ๆ เพื่อให้เขาเดินตามได้ทัน ทำให้เขาแอบยืนอมยิ้มกับความใจดีของคังอินที่มอบมาให้เขา

 

ทั้งสองไม่ได้พูดคุยอะไรกันระหว่างทางเดิน ต่างฝ่ายต่างเดินกันไปเรื่อย ๆ ตามเส้นทาง หันไปมองดูสภาพรอบ ๆ เมืองที่คุ้นเคยอยู่แล้วอย่างไม่วางตา เช่นเดียวกับช่วงขาที่ก้าวต่อไปไม่หยุดเช่นกัน

 

หืม?

 

ร่างเล็กที่กำลังสนใจกับการมองดูบรรยากาศรอบ ๆ ของเมือง ส่งเสียงสงสัยอยู่ในลำคอ ที่จู่ ๆ มือของเขาก็มีมือของใครสักคนมาจับไว้แน่น ใบหน้ามนก้มลงมองที่มือของตัวเอง ที่บัดนี้มีมือใหญ่กำลังจับกุมไว้แน่นแต่อ่อนโยนยิ่งนัก ก่อนที่อีทึกจะใช้สายตามองไปตามแขนของคน ๆ นั้นและเงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่มอย่างไม่เข้าใจสักเท่าไหร่

 

คังอินยังคงเดินนำหน้าอีทึกอยู่เล็กน้อยเช่นเดิม แต่เปลี่ยนไปเล็กน้อย ตรงที่เขาเลื่อนมือไปจับมือกับอีทึกที่เดินอยู่ด้านหลัง ใบหน้าคมยังคงจ้องตรงไปตามทางตรงหน้า อีทึกทำหน้าตาสงสัย เหมือนจะทำให้คนตรงหน้าได้รู้ถึงอาการของเขา ทั้ง ๆ ที่คังอินไม่ได้หันมามองด้านหลัง แต่พอดวงตากลมโตเหลือบไปมองบริเวณใบหูของคังอิน ก็ต้องยิ่งสงสัยหนักเข้าไปอีก

 

...เอ๋???....นั่นมัน......

 

...นี่ฉันไม่ได้ตาฝาดไปใช่มั้ย??....

 

 

...หูของคังอิน......แดง......

 

...เค้าเขินงั้นหรอ?........

 

อีทึกที่เห็นสิ่งที่ไม่คาดฝันกระพริบตาปริบ ๆ ระหว่างที่เดินไป บางทีคังอินก็ก้มหัวลงเล็กน้อยเหมือนกับว่าจะมองแต่ทางเดินอย่างเดียว บางทีก็ใช้มืออีกข้างที่ว่างอยู่เลื่อนมาปิดบริเวณใบหน้าบ้าง พอสมองของอีทึกได้คิดประมวลผลอย่างดีแล้ว ริมฝีปากบางก็ยกยิ้มขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่

 

...คิก ๆ.....ทำตัวน่ารักจังนะ.....

 

...มือของนาย.....ที่กำลังจับมือฉัน....

 

...มันอบอุ่นมาก ๆ เลยล่ะ....คังอิน....

 

 

+:+:+:+:+:+:+ Love is All Around +:+:+:+:+:+:+

 

 

ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปช้าเร็วขนาดไหน แต่ตอนนี้ร่างของทั้งสองกำลังยืนหยุดอยู่ที่หน้าบ้านของอีทึก ทั้งสองยืนอยู่ที่ประตูรั้วเตี้ยที่หน้าบ้าน มือยังคงจับกันไว้แน่นเช่นเดิม ใบหน้าของทั้งคู่ก้ม ๆ เงย ๆ สำรวจนู่นนี่รอบ ๆ บ้าน ทั้ง ๆ ที่อีทึกเป็นเจ้าของบ้านอยู่แล้วยังหันหน้าสำรวจบ้านตัวเองเสียยังกับเป็นแขกซะอย่างนั้น

 

“ถึงบ้านนายแล้วนะ” คังอินเริ่มพูดก่อน อีทึกก้มหน้าลงเล็กน้อย ก่อนจะส่งเสียงในลำคอเป็นการตอบกลับ

 

“อื้อ...” มือเรียวผละออกมาจากมือหนาที่แสนอบอุ่นนั้น ประตูรั้วถูกเปิดและปิดด้วยฝีมือของอีทึก ร่างเพรียวหันหลังกลับมาส่งยิ้มให้กับร่างสูงอีกครั้งหนึ่ง

 

“กลับบ้านดี ๆ ละ คังอิน” เสียงหวานบวกกับรอยยิ้มสวยที่คังอินได้รับนั้น ทำให้ร่างกายของเขาถูกตรึงไว้นิ่งอย่างไม่รู้ตัว เสียงเปิดและปิดประตูที่ดังขึ้นนั้นไม่ได้เรียกสติของร่างสูงให้กลับมาเลยสักนิด

 

เวลาผ่านไปสักครู่หนึ่ง คังอินก็สะดุ้งเล็กน้อยเมื่อสมองประมวลเหตุการณ์จนเสร็จเรียบร้อยแล้ว หัวกลม ๆ สะบัดไปมาอย่างแรงสองสามที ก่อนที่มือหนาจะเลื่อนมาสอดที่กระเป๋ากางเกงของตัวเอง

 

“หืม?”

 

มือที่สัมผัสได้ถึงวัตถุบางอย่างที่อยู่ในกระเป๋า คังอินหยิบของชิ้นนั้นออกมาดู ก็พบว่าเป็นสร้อยคอเงินรูปกางเขนที่มีขายอยู่ทั่ว ๆ ไป แต่ก็ดูสวยงามยิ่งนัก ที่มีเศษกระดาษแผ่นเล็กแนบติดมาด้วย คังอินจัดการเก็บสร้อยนั้นลงในกระเป๋าเช่นเดิม ก่อนจะเปิดเศษกระดาษที่ถูกพับนั้นออก

 

 

ถึง...คังอิน

 

เป็นไงบ้าง~ สร้อยที่ฉันเลือกให้ สวยมั้ยละ?

ฉันก็มีสร้อยที่เหมือนกันอยู่อีกเส้นนึงนะ เราจะได้เอาไว้ใส่คู่กัน ^ ^

 

แล้วก็ อีกอย่างนะ เย็นนี้ นาย.........

 

 

นัยน์ตาคมค่อย ๆ อ่านข้อความที่อีทึกแอบส่งให้ตัวเองอย่างช้า ๆ จนเมื่อถึงประโยคสุดท้าย ทำให้คังอินอดที่จะยืนยิ้มกว้างไม่ได้ อีทึกขอให้เขาทำอะไรบางอย่างให้ ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาแทบจะยอมทำให้โดยที่ไม่ต้องขอด้วยซ้ำ

 

เศษกระดาษใบเล็กถูกพับเก็บและใส่ลงกระเป๋าไว้เช่นเดิม คังอินหันไปมองบ้านของอีทึกอีกครั้งเป็นเชิงบอกลา ก่อนจะเดินกลับบ้านของตัวเองไปด้วยรอยยิ้มที่เปี่ยมสุข...

 

 

+:+:+:+:+:+:+ Love is All Around +:+:+:+:+:+:+

 

 

แอ๊ด~...

 

เสียงเปิดประตูบ้านที่แผ่วเบา ก่อนจะตามมาด้วยเสียงปิดประตูที่แผ่วเบาเช่นกัน อีทึกจัดการถอดรองเท้าไว้หน้าบ้านอย่างระเกะระกะตามนิสัยของผู้ชาย ขาเรียวสมส่วนก้าวเข้ามาภายในบริเวณบ้านอย่างช้า ๆ และสบายอารมณ์เป็นที่สุด

 

หมับ~ ฟอด~!!’

 

“เฮ้ย!!!!???” ร่างเล็กสะดุ้งสุดตัว มือเรียวเลื่อนมาแนบบริเวณแก้มด้านที่ถูกใครสักคนมาหอมแก้ม แต่จะหันหน้ากลับไปมองตอนนี้ก็ไม่ไหว เพราะคน ๆ นั้นเรียกได้ว่ากระโดดมากอดเขาเสียแน่นแบบกะจะเอาให้ตายกันไปข้าง จนเขายืนตัวตรงยังไม่ไหวเลย กว่าอีทึกจะกลับมายืนตัวตรงได้ ก็ต้องรอให้เจ้าของอ้อมกอดนั้นผละออกไปเสียเอง

 

“อ๊า~~~ พี่จองซู~~~ ในที่สุดพี่ก็ออกมาจากห้องขังซะที ผมละคิดถึ๊ง~ คิดถึงพี่ชะมัด” เสียงที่อีทึกคิดว่าเป็นเสียงที่ฟังดูกวนส้นที่สุดในชีวิต จะเป็นใครไม่ได้นอกจากคยูฮยอนน้องชายตัวแสบของเขานี่เอง

 

พอรู้ว่าคนที่มาหอมแก้มและกอดเขาเสียแน่นเป็นใคร อีทึกจึงส่งยิ้มปานนางฟ้ามาจุติไปให้น้องชายสุดที่รัก ทำเอาคยูฮยอนแทบจะโผเข้าไปกอดอีกครั้ง....ถ้าไม่โดนอีทึกเขกหัวซะก่อนน่ะนะ

 

โป๊กกก~!?’

 

“โอ๊ยยยยยยยย เจ็บน่ะพี่!? นี้มือคนหรือค้อนกันแน่เนี่ย!!” คยูฮยอนเลื่อนมือข้างหนึ่งไปถูเบา ๆ บริเวณที่โดนเขกเพื่อบรรเทาอาการเจ็บ โดนเข้าไปเมื่อกี้ทำเอาน้ำตาเล็ด ท่าทางที่น่าสงสารของคยูฮยอนทำเอาอีทึกหัวเราะแห้ง ๆ ออกมาอย่างเอือม ๆ

 

“แล้วใครใช้ให้มากอดพี่เสียแน่นขนาดนั้นห๊ะ! กะจะให้พี่ตายเลยรึไง!” อีทึกพูดเสียงดุ พร้อมกับทำท่าที่คิดว่าตัวเองน่าจะทำได้น่ากลัวมาก ๆ แต่...เจ้าตัวไม่เคยรู้เลย ว่าสำหรับคยูฮยอนแล้ว ไม่ว่าอีทึกจะทำท่ายังไง เขาก็มองว่าพี่ชายตัวเองน่ารักอยู่ดีแหละ

 

“ฮู้ย~ น่ากลัวตะ....”

 

“พอ ๆ ไม่ต้องพูดแล้ว พี่จะขึ้นไปห้องก่อน เดี๋ยวลงมา คยูก็นั่งกินขนมรอไปก่อนละกัน” ไม่ปล่อยให้คยูฮยอนได้ต่อปากต่อคำ อีทึกจัดการตัดบทชิงขึ้นไปบนห้องของตัวเองเสียก่อน ปล่อยให้คยูฮยอนยืนลูบหัวตรงที่ถูกเขกอยู่ตรงนั้นคนเดียว

 

คยูฮยอนไม่รู้เลย อีทึกที่กำลังเดินขึ้นไปห้องของตัวเองที่อยู่ชั้นบนนั้น กำลังแอบหัวเราะกับอาการเอ๋อของตัวเองเลยสักนิดเดียว

 

...ได้แกล้งคยูแล้ว...อิอิ...

 

...ก็รู้ละน้า~...ว่าคิดถึงพี่มากขนาดไหน...

 

...แต่พอเห็นหน้าตาน้องชายสุดที่รักทีไร....

 

...มันก็อยากแกล้งขึ้นมาทุกทีสิน้า~....

 

 

“.........อะไรว่ะ ยังไม่ทันได้ต่อปากต่อคำเลย ชิส์” คยูฮยอนทำท่าฟึดฟัดอย่างไม่สบอารมณ์ ก่อนจะเปลี่ยนท่าเป็นยืดกอดอกอย่างเซ็ง ๆ

 

...ฮึ่ย....คิดว่าไม่มีใครเห็นรึไง...

 

...เมื่อกี้อ่ะ....มากับใครก็ไม่รู้....

 

...แต่ที่แน่ ๆ.....สงสัยคน ๆ นั้นต้องชอบพี่อีทึกแหงเลย....

 

“ฮึ่ย ๆ ๆ ก็พี่จองซูน่ารักขนาดนี้ คนเป็นน้องอย่างเราก็ต้องหวงอยู่แล้ว!!” คยูฮยอนตะโกนอย่างโมโหออกมาเสียงดัง ก่อนจะเดินกระแทกเท้าปึงปังไปที่โซฟา และเปิดทีวีเพื่อระงับอารมณ์ของตัวเอง...

 

 

 

ทางด้านอีทึกที่เดินกำลังจะถึงหน้าห้องตัวเอง พอได้ยินเสียงตะโกนของคยูฮยอน ทำให้ขาเรียวต้องชะงักกึก ก่อนจะทำท่างงกับอาการของน้องชายตัวเอง

 

...อ้าว...เป็นอะไรไปแล้วละนั่น?...

 

...แค่ไม่ได้ต่อปากต่อคำ....ถึงกับลงแดงเชียวเรอะ?...

 

อีทึกผู้ไม่รู้ถึงความหวงพี่ชายของคยูฮยอนเลยแม้แต่นิด ได้แต่ยืนส่ายหัวเอือมระอากับอาการของน้องชาย เมื่อปลงกับสภาพของคยูฮยอนได้แล้ว ขาเรียวก็ก้าวไปยังหน้าห้องของตัวเองต่อ

 

“อ๊ะ นี่มัน...”

 

ร่างเล็กที่หยุดยืนอยู่หน้าประตูห้องของตัวเอง เห็นกระดาษใบเล็ก ๆ แผ่นหนึ่งแปะอยู่ที่บานประตู ดวงตากลมโตกวาดสายตาอ่านตัวหนังสือที่ไม่สวยและไม่หยาบจนเกินไป

 

 

ไง...นางฟ้าปีกหัก

 

วันนี้ฉันไม่ว่างที่จะมานั่งคุยกับนายหรอกนะ

เอาเป็นว่า พรุ่งนี้ กรุณาจัดเวลาให้ว่างทั้งวันด้วยนะ คุณนักเขียนชื่อดัง

เพราะฉันจะคุย ๆ ๆ กับนายให้หายคิดถึงกันไปข้างนึงเลย

 

หัดใช้ชีวิตเหมือนคนปกติบ้างได้ม่ะ? วัน ๆ อยู่แต่ในห้องไม่เบื่อบ้างรึไง~

แล้วทีหลังก็ช่วยกินข้าวให้ตรงเวลากับชาวบ้านชาวช่องเค้าบ้าง

ไม่ใช่กินข้าวเย็นตอนเที่ยงคืน คอยดูเหอะ ฉันจะสาปแช่งให้นายอ้วนเป็นตุ่มเลย~!

 

จาก...ฮีชอล

 

 

อีทึกปล่อยเสียงหัวเราะออกมาเบา ๆ กับประโยคที่ฮีชอลเขียนทิ้งไว้ให้เขา มือเรียวจัดการดึงกระดาษที่แปะไว้ออกมา ก้มลงมองข้อความในกระดาษนั้นอีกครั้งด้วยรอยยิ้มที่เปี่ยมสุข ข้อความที่ดูเหมือนว่าฮีชอลจะด่าเขา แต่จริง ๆ แล้วกลับแฝงไว้ด้วยความเป็นห่วงและเอาใจใส่เขาอยู่มากเลยทีเดียว

 

...ฉัน....ลืมช่วงเวลาแบบนี้ไปตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ?...

 

...แค่ข้อความที่เพื่อนเขียนทิ้งไว้...

 

...มันทำให้เรา....ยิ้มได้มากขนาดนี้เชียวเหรอ?....

 

...ความรัก....ความห่วงใยที่ส่งผ่านมาทางตัวอักษร....

 

...มันมีค่าต่อคนที่ได้รับมากจริง ๆ....

 

แอ๊ด~’

 

ประตูบานเล็กถูกเปิดและปิดลง ขาเรียวยาวก้าวไม่กี่ก้าวก็หย่อนตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตัวโปรด ตรงนี้เป็นที่เขามักจะนั่งเขียนนิยายเรื่องใหม่ ๆ อยู่เสมอ อีทึกจัดการวางกระดาษที่ฮีชอลเขียนข้อความทิ้งไว้ลงบนโต๊ะ ก่อนจะหยิบปากกาและสมุดเขียนพล็อตเรื่องนิยายของเขาขึ้นมา

 

มือขวาจับปากกามาทาบไว้ที่แก้ม มือซ้ายเคาะบนกระดาษอย่างใช้ความคิด คิ้วเรียวที่ขมวดเข้าหากันเล็กน้อย และเปลือกตาบางที่ปิดดวงตากลมโตสินิลไว้จนมิด อีทึกทำท่าแบบนี้อยู่สักพัก เพื่อนึกพล็อตเรื่องสำหรับนิยายเรื่องใหม่ของเขา เขาพยายามคิดทบทวนสำหรับสิ่งที่เขาได้พบเจอตลอดช่วงเวลาในวันนี้...ช่วงเวลาดี ๆ ที่เขาไม่ได้พบมาแสนนาน...

 

...วันนี้....ฉันก็ได้ค้นพบบางสิ่งบางอย่างแล้วสินะ....

 

...ความรักน่ะ....ไม่เห็นจำเป็นว่า....จะต้องเป็นแบบ คู่รักซะหน่อย...

 

...ความรักมีทั้งแบบเพื่อน....แบบพี่น้อง....แบบพ่อแม่ลูก....แบบแฟน....

 

...ทั้ง ๆ ที่ความรักมันมีอยู่มากมายขนาดนี้....

 

...ทั้ง ๆ ที่ความรักมันอยู่รอบ ๆ เราเสมอมา....

 

...ทำไมฉันถึงได้มองข้ามสิ่งดี ๆ แบบนี้ไปได้นะ?....

 

ริมฝีปากบางยกยิ้มขึ้น ปากกาที่วางทาบไว้กับแก้ม ถูกเลื่อนให้ปลายปากกาจรดลงบนแผ่นกระดาษสีขาวบริสุทธิ์ และขีดเขียนออกมาเป็นตัวอักษรที่ไม่สวยและไม่หยาบจนเกินไป

 

...บางที....การที่เรามัวแต่คิดมากเกินไป....

 

...มันอาจจะทำให้เรา....ลืมมองสิ่งดี ๆ ที่อยู่ข้างกายเราก็ได้เนอะ....

 

...ทำไม....เราไม่ลองมองไปรอบ ๆ กายเราดูบ้างนะ....

 

...บางที....เราอาจจะได้รับความรักมากมายอย่างล้นเหลือ....โดยที่ไม่รู้ตัวก็ได้....

 

ปลายปากกาหยุดลง มือเรียววางปากกาทับไว้บนกระดาษแผ่นเดิม ดวงตากลมโตมองชื่อเรื่องสำหรับนิยายเรื่องใหม่ของตัวเอง ที่เกิดขึ้นได้เพราะเรื่องดี ๆ ในวันนี้ที่เขาได้เจอ... ก่อนจะยกยิ้มขึ้นอย่างพอใจอีกครั้งอย่างมีความสุข...

 

 

‘...Love is All Around…’

 

 

 

 

 

 

((rrRrrrRrrrrR))

 

 

 

ติ๊ด...

 

 

 

“ฮัลโหล.......ว่าไง คังอิน”

 

 

 

 

 

...สำหรับตอนนี้....

 

...ผมว่า....ผมเจอความรักหลายรูปแบบแล้วละ....

 

 

...ตอนนี้.....คุณเจอ ความรักรึยังครับ?....

 

 

 

 

 

 

 

THE END ^ ^