[Fic] S H A D I N G [YunJae][04]

posted on 15 Feb 2016 01:33 by daikun in Fic-SHADING directory Fiction, Asian

 

 

SHADING

Pairing: Yunho x Jaejoong | Genre: AU, POV, Romance, Smut, BDSM

Rating: NC-18 | Author: ~#DN_LoveR#~ | Note: กลับมาแล้วค่ะ

 

ตัวละคร เหตุการณ์ และสถานที่ในเรื่อง เป็นเพียงเรื่องสมมติเท่านั้น

 

 

 

 { 01 } | { 02 } | { 03 }

แนะนำให้ไปอ่านตอนก่อนหน้า หายไปนานละเกิน ฮาๆ

 

 

 

ผมเคยตั้งคำถามกับตัวเองว่า ทำไมคนเราถึงชอบมานั่งคุยงานธุรกิจที่ฟังดูน่าเวียนหัว หรือไม่ก็อาจจะมานั่งติวหนังสือกันในร้านกาแฟ ผมเองก็เป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่ชอบทำแบบนั้นเช่นกัน และผมพบว่า คำตอบของคำถามนี้มันช่างง่ายแสนง่าย มันเป็นเพราะบรรยากาศของร้านที่ทำให้ประสาทสัมผัสทั้งห้าของเรารู้สึกผ่อนคลาย เวลาที่เราได้หย่อนตัวลงนั่งบนเบาะที่นุ่มพอประมาณ สายตามองเห็นแต่สิ่งของเครื่องใช้รูปแบบทันสมัยสีสบายตา หูฟังเสียงดนตรีอะคูสติกที่ดังคลอทั่วร้านแผ่วเบา พร้อมกับลิ้มรสชาติเครื่องดื่มเคล้ากลิ่นกาแฟหอม เท่านี้ก็เพียงพอที่จะทำให้เราหลงรักช่วงเวลาแสนสุขที่ทำให้เราพร้อมจะเปิดใจและเปิดรับความคิดใหม่ๆ ได้อย่างง่ายดายแล้ว

 

ผมกับจุนซูมักจะไปนั่งทำงานที่ร้านกาแฟด้วยกันบ่อยๆ ผมหลงรักกลิ่นกาแฟหอมๆ แต่ชอบดื่มช็อกโกแลตร้อนเสียมากกว่า ผมเคยอ่านเจอว่า กลิ่นหอมของกาแฟเป็นตัวช่วยกระตุ้นสมองให้ทำงานได้เร็ว มีสมาธิ แถมยังทำให้เราทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนั้นยังมีการนำกลิ่นของกาแฟไปใช้ในการบำบัดด้วย

 

กาแฟมันมีประโยชน์มากถึงขนาดนั้น ทว่าตอนนี้กลับเป็นครั้งแรกที่ผมนึกกลัวการเข้าร้านกาแฟจนตัวเกร็งไปหมด

 

ผมกัดริมฝีปากล่างแน่น ในขณะที่สายตาจ้องมองเจ้าของแผ่นหลังกว้างสง่ากำลังเปิดประตูกระจกใสของร้านกาแฟในบริษัท Jung Group เขาดึงประตูค้างไว้ ก่อนจะหันกลับมามองผม แล้วสีหน้าเรียบนิ่งก็ถูกประดับด้วยรอยยิ้มมีเชิงโดยพลัน

 

 

 

“เชิญครับ คุณแจจุง”

 

 

 

คุณชองเอ่ยอย่างสุภาพพร้อมรอยยิ้ม เขายกมืออีกข้างขึ้นผายมือเชื้อเชิญให้ผมเดินเข้าไปในตัวร้านก่อน โอ้ พระเจ้า ให้ตายเถอะ คุณชอง คุณกำลังจะทำให้ผมเป็นบ้า ผมกลั้นใจโค้งขอบคุณในความมารยาทงามของเขา ทั้งๆ ที่ตัวผมมันเกร็งไปหมด พนันได้เลยว่าท่าทางของผมมันต้องดูน่าหัวเราะเยาะมากแน่ๆ

 

ผมกวาดสายตามองไปทั่วร้าน มีโต๊ะให้นั่งอยู่ประมาณ 5-6 โต๊ะ ซึ่งตอนนี้มีแค่พนักงานชายหญิงนั่งอยู่เพียงโต๊ะเดียว ผมเดินตรงไปหน้าเคานท์เตอร์ พนักงานร้านสองคนกล่าวทักทายผมพร้อมรอยยิ้มอย่างกระตือรือร้น มันทำให้ผมรู้สึกดีไม่น้อยเลย อย่างน้อยนั่นก็ทำให้ผมลืมอาการเกร็งๆ ไปได้สักแวบหนึ่งละนะ

 

อันที่จริงผมไม่จำเป็นต้องยืนดูเมนูเครื่องดื่มด้วยซ้ำ เพราะทุกครั้งที่ผมเข้าร้านกาแฟ ผมก็สั่งแต่ช็อกโกแลตร้อนตลอด แต่เสียงในใจกลับเอาแต่ร้องบอกว่า ไม่ ถ้านั่งคุยงานกับคุณชองที่นี่ ต้องรับมือไม่ไหวแน่ๆ ผมพยายามจะยื้อเวลาในการเผชิญหน้ากับคุณชองให้ไกลออกไป หรือถ้าให้ดี ผมหวังให้เวลานั้นไม่เกิดขึ้นจริง ทว่าคำสัญญาที่ให้ไว้กับจุนซูก็ยังค้ำคอผมอยู่ ถ้าผมไม่ทำตามข้อแลกเปลี่ยนของคุณชอง นั่นแปลว่าผมจะทำตามที่เพื่อนรักขอร้องไว้ไม่ได้ น่าหนักใจชะมัด

 

 

 

“คุณแจจุงดื่มอะไรดีครับ?”

 

 

 

เสียงทุ้มต่ำที่ดังอยู่ใกล้ๆ ทำให้ผมสะดุ้งนิดหน่อยก่อนจะหันไปมอง คุณชองยืนอยู่ข้างผม สองมือล้วงกระเป๋า แผ่นหลังตั้งตรง และไหล่กว้างผึ่งผายอย่างสง่า จากมุมนี้ ใบหน้าหันข้างนิดๆ ของเขาช่างรับกับทรงผมซอยสั้นสีดำเปิดหน้าผากกับเรียวคิ้วคมเข้มเป็นบ้า นี่ผมยังไม่ได้นับแนวสันกรามเป็นธรรมชาตินั่นด้วย ผมสบตากับเขาเพียงไม่กี่วินาทีก็จำต้องหลบสายตา ความรู้สึกแปลกๆ วิ่งวนอยู่ทั่วตัวอย่างไร้เหตุผล ความรู้สึกแบบนี้อีกแล้ว – เหมือนผีเสื้อมาบินวนอยู่ในท้อง

 

 

 

“ช็อกโกแลตร้อนแก้วหนึ่งครับ” ผมตอบด้วยน้ำเสียงไม่มั่นใจ

 

“ช็อกโกแลตร้อนกับอเมริกาโน่ร้อนอย่างละแก้ว แล้วก็เลือกแซนด์วิชอะไรก็ได้มาให้สำหรับสองที่ด้วยนะ” คุณชองหันไปสั่งพนักงานอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะหันมาหาผมที่ทำหน้าเหวอด้วยรอยยิ้มเล็กๆ ที่มุมปาก “เราไปนั่งคุยงานของเรากันเถอะครับ คุณแจจุง”

 

 

 

คุณชองก้าวตรงไปที่โต๊ะด้านในสุดของร้าน ไม่เปิดโอกาสให้ผมได้พูดคัดค้านอะไรทั้งนั้น ผมรีบก้าวเท้าไปนั่งตรงเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามคุณชอง เขาอยู่ในท่านั่งไขว่ห้าง สองมือกำประสานกันอย่างหลวมๆ อยู่บนโต๊ะ ผมมองคนที่มีมาดสง่าอยู่ตลอดเวลา ก่อนจะเริ่มพูดอย่างอึกอัก เนี้ยบเสียจนทำอะไรไม่ถูกเลย

 

 

 

“คือ เอ่อ คุณชองครับ พวกค่าเครื่องดื่มกับแซนด์วิชนั่น เดี๋ยวผมจ่ายเอง—”

 

“ผมจ่ายเองครับ ไม่ต้องเกรงใจ” เขายิ้ม แต่มันทำให้ผมยิ่งเกรงใจกว่าเก่า

 

“คุณอุตส่าห์ตกลงช่วยงานของจุนซูแล้ว ถ้าคุณยังมาเลี้ยงผมแบบนี้ ผมก็ยิ่ง...”

 

“ข้อแลกเปลี่ยนของเรา คือ คุณต้องยอมมาอธิบายงานให้ผมฟังที่นี่ แต่การที่คุณมานั่งทานมื้อเที่ยงกับผมด้วยแบบนี้ ถ้าผมไม่เลี้ยงแขก คงดูเสียมารยาทแย่” ผมหลุดสีหน้างุนงงเมื่อได้ฟังคำตอบนั่น ทานมื้อเที่ยงงั้นเหรอ?

 

“แซนด์วิชคือมื้อเที่ยงของคุณ?” ผมถาม เขายิ้ม

 

“ครับ เป็นอาหารประจำของผมเลย” โอ้โห อย่างกับพวกนักธุรกิจพันล้านในซีรีส์เป๊ะเลย

 

 

 

ผมยิ้มแหยๆ ก่อนจะก้มหน้าหลบสายตาเมื่อได้ฟังคำตอบจากอีกฝ่าย คนรวยๆ เขาทนกินของพวกนี้ทุกวันได้ยังไงกัน ไม่เห็นจะอิ่มท้องตรงไหนเลย ผมสูดหายใจลึกๆ เรียกกำลังใจให้ตัวเอง ก่อนจะเงยหน้าสบตากับดวงตาคมกล้าตรงหน้าอีกครั้ง

 

 

 

“ยังไงก็ เอ่อ ขอบคุณคุณชองมากนะครับ”

 

“ยินดีครับ” เขายิ้ม

 

 

 

‘โครก...’

 

 

 

ดูเหมือนว่าพระเจ้าจะไม่เห็นใจผมเลยจริงๆ

 

ผมงอตัว สองมือรีบยกขึ้นกุมหน้าท้องทันทีที่กระเพาะส่งเสียงร้องเรียกหาอาหาร ความมั่นใจที่มีอยู่น้อยนิดก็หายไปหมดเกลี้ยง แถมถูกซ้ำเติมด้วยความอับอายที่มีมากจนทั้งหน้าทั้งหัวมันร้อนไปหมด ผมหลับตาปี๋ ก้มหน้าจนคางแทบชิดอก ถ้าเป็นไปได้ ผมแทบจะพาตัวเองลงไปมุดอยู่ใต้โต๊ะใต้เก้าอี้เลยด้วยซ้ำ

 

ผมลืมคิดไปว่าตัวผมเองก็ยังไม่ได้ทานมื้อเที่ยง แต่ก็ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะได้มาเจอกับประสบการณ์อันน่ากระดากอายแบบนี้ด้วยตัวเอง น่าขายหน้า น่าขายหน้าที่สุด!

 

 

 

“รออีกสักครู่นะครับ อีกไม่นานแซนด์วิชก็เสร็จแล้ว” เสียงทุ้มของคนตรงข้ามเจือความขำขันอยู่ในที ปัดโธ่ อยากหายตัวไปจากตรงนี้ เดี๋ยวนี้เลย!

 

“โธ่ คุณชอง...” ผมโอดครวญทั้งที่ยังไม่ยอมเงยหน้า รู้สึกเหมือนตัวจะระเบิดเพราะความอับอายถึงขีดสุด

 

“เรามาคุยงานกันพลางๆ ไหมครับ คุณแจจุง หรือคุณอยากจะรอทานแซนด์วิชก่อน?” แค่จะเงยหน้าขึ้นสบตาคุณตอนนี้ผมไม่ยังไม่กล้าเลย คุณชอง

 

“ผม...ผม......” อยากจะร้องไห้ ทำไงดี

 

“พรุ่งนี้ตั้งแต่บ่ายโมงเป็นต้นไป ทางคุณแจจุงก็ว่างเหมือนกันใช่ไหมครับ?”

 

 

 

เสียงทุ้มเอ่ยเปลี่ยนเรื่องราวกับจะช่วยให้ผมหายอับอาย ผมอยากจะขอบคุณในน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ ของเขาที่มันยิ่งใหญ่มากสำหรับผมในตอนนี้สักร้อยครั้งพันครั้ง แต่อาการผมมันหนักหนาเกินกว่าที่ผมจะทำได้อย่างใจหวัง สุดท้ายผมก็ได้แต่กลั้นหายใจอยู่อีกอึดใจหนึ่ง แล้วทำใจกล้า เงยหน้าที่ยังร้อนผ่าวขึ้นเพื่อสบตากับอีกฝ่าย และผมรู้สึกเหมือนจะตายไปเลยเมื่อเห็นใบหน้าเรียวเล็กนั่นมีรอยยิ้มมีเชิงอันเป็นเอกลักษณ์ประดับอยู่ ให้ตายสิ คุณชอง คุณเกิดมามีรอยยิ้มและแววตาที่ชวนให้ใจสั่นแบบนั้นได้ยังไงกัน

 

 

 

“ชะ ใช่ครับ ผม— เอ๊ะ เอ่อ ไม่ ไม่สิคุณชอง คือ ผม” สีหน้า แววตา และท่าทางของคนที่นั่งอย่างสง่าทำให้ผมพูดตะกุกตะกัก น้ำเสียงฟังดูประหลาดมากเสียจนน่าหัวเราะเยาะ คิมแจจุง ใจเย็นๆ ซี่ นายกำลังจะทำทุกอย่างพังหมดแล้วนะ!

 

 

 

ในขณะที่ความอับอายยังคงวิ่งเล่นอยู่ในตัวผม ผมก็เพิ่งนึกได้ว่าความจริงแล้วคนที่จะต้องว่างตรงกันกับคุณชองต้องเป็นจุนซู ไม่ใช่ผมที่ทำหน้าที่เป็นคนมาช่วยติดต่อแทนเสียหน่อย คิมแจจุง ไอ้งี่เง่าเอ๊ย! ผมพยายามจะควบคุมสติและความกล้าของตัวเองให้มากขึ้น หวังให้กลิ่นกาแฟช่วยบรรเทาอาการบ้าๆ ให้ลดน้อยลง และเป็นอีกครั้งที่ผมรู้สึกขอบคุณที่คุณชองไม่ได้แสดงท่าทีรำคาญหรือหัวเราะเยาะให้กับความเงอะงะที่มีไม่จบไม่สิ้นของผม เขาทำเพียงเลิกคิ้วสงสัย และเอ่ยถาม

 

 

 

“อะไรเหรอครับ หรือว่าทางคุณแจจุงไม่สะดวก?” เสียงทุ้มเอ่ยอย่างสุภาพ ผมรีบส่ายหน้าปฏิเสธโดยเร็ว

 

“เปล่าครับ คือ คือ ผม—” ใจเย็นๆ คิมแจจุง นายเป็นคนเก่ง นายต้องทำได้ดีซี่

 

“ผมเข้าใจนะครับ ถ้านัดพรุ่งนี้มันอาจจะดูฉุกละหุกไปหน่อย” คุณชองเอ่ยต่อ พลางปิดท้ายคำพูดด้วยรอยยิ้มมีเชิงเหมือนเคย ผมเดาว่าเขาอาจจะติดการสร้างภาพลักษณ์ในฐานะนักธุรกิจอยู่ไม่น้อย และก็ต้องยอมรับว่าสิ่งที่เขาทำมันได้ผล

 

“เปล่าครับคุณชอง ผมเพิ่งนึกออกว่าผมต้องถามจุนซู เอ่อ เพื่อนผมที่เป็นคนติดต่อสัมภาษณ์คุณชองตั้งแต่ตอนแรกน่ะครับ ผมไม่แน่ใจว่าเขามีเวลาว่างตรงกับคุณชองหรือเปล่า” เห็นไหม คิมแจจุง นายทำได้แล้ว! เจ๋งเป้ง!

 

“อ๋อ อย่างนั้นเหรอครับ ผมก็นึกว่าจะได้เจอกันนานๆ อีกสักครั้งซะอีก

 

“เอ๋? เอ่อ...ถ้ายังไงผมขอโทรถามจุนซูสักครู่นะครับ จะได้ไม่รบกวนเวลาคุณชองบ่อยนัก”

 

 

 

ผมพยายามจะส่งยิ้มที่ดูสุภาพไปให้อีกฝ่าย แต่มุมปากที่ดูจะเกร็งอย่างยากจะควบคุมคงทำให้หน้าผมถูกประดับไว้ด้วยรอยยิ้มแหยๆ เสียมากกว่า ผมทำทีเป็นก้มหน้าหยิบโทรศัพท์มือถือจากกระเป๋ากางเกง ราวกับไม่เห็นรอยยิ้มมุมปากและแววตาส่องประกายของคนตรงหน้า โอ้ พระเจ้า คุณชองได้โปรดเถอะ มือที่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาสั่นนิดๆ จนน่าหงุดหงิด เช่นเดียวกับก้อนเนื้อในอกซ้ายที่เริ่มเต้นรุนแรงกว่าเดิม และจังหวะการหายใจก็ดูจะเริ่มปั่นป่วน รู้สึกเหมือนหายใจได้ไม่ทั่วท้อง อึดอัดที่ท้องน้อยอย่างบอกไม่ถูก แย่ชะมัด

 

นิ้วผมขยับกดโทรออกหาคนที่ผมโทรหาบ่อยที่สุดตั้งแต่เริ่มชีวิตการเป็นนักศึกษา ผมยกโทรศัพท์ขึ้นแนบหู พร้อมกับเงยหน้าขึ้นสบตากับดวงตาเม็ดแอลมอนด์ เสียงเพลงรอสายดังลอดเข้าโสตประสาท ทว่าใบหน้าผมกลับร้อนผ่าว สองตาหลุบต่ำ และเผลอเม้มริมฝีปากด้วยความประหม่า คุณชองไม่คิดจะละสายตาไปจากคู่สนทนาบ้างเลยหรือไงกันนะ

 

 

 

(ฮัลโหล ว่าไงแจจุง) คิมจุนซูเพื่อนรัก ขอบคุณจากก้นบึ้งหัวใจเลยที่ครั้งนี้นายรับโทรศัพท์เร็วมาก

 

“จุนซู ตอนนี้ฉันอยู่กับคุณชองนะ คือ—”

 

(โอ้ พระเจ้า นายทำได้จริงๆ ด้วยแจจุง เพื่อนรักฉันเจ๋งที่สุดเลย! แล้วคุณชองว่ายังไงบ้าง เขาให้เราถ่ายรูปไหม?) เสียงแหบทว่าดังกังวานนั่นฟังดูดี๊ด๊าอย่างออกนอกหน้า ถึงแม้ผมจะรู้สึกหมั่นไส้และหมั่นเขี้ยวจุนซูอยู่ลึกๆ แต่ในตอนนี้เขาทำให้ผมประหม่าน้อยลงได้ดีทีเดียว

 

“คุณชองตกลง แล้วก็—”

 

(โอ้ ว้าว คิมแจจุง ฉันรักนายที่สุดในจักรวาลนี้เลยเพื่อน! นี่มันยิ่งกว่าถูกหวยรางวัลที่หนึ่งอีกนะเนี่ย!) เสียงจุนซูดังเสียจนคุณชองคงได้ยินคำพูดของเขาไปด้วย ริมฝีปากหยักกดยิ้มลึกกว่าเดิม

 

“ใจเย็นก่อนซี่ ฉันยังพูดไม่จบเลยนะ ฮะๆ! พรุ่งนี้ช่วงบ่ายนายว่างไหม คุณชองเขาสะดวกช่วงนั้นพอดี” พนักงานชายเดินมาเสิร์ฟเครื่องดื่มและแซนด์วิชที่คุณชองสั่งไป พร้อมกล่าวอย่างสุภาพว่า เมนูที่สั่งเรียบร้อยแล้วครับท่านประธาน ส่วนคุณชองก็ทำเพียงพยักหน้ารับด้วยสีหน้าเรียบเฉย

 

(บอกคุณชองไปเลยว่าฉันสะดวกมากๆ และต่อให้พรุ่งนี้ฉันมีเรียนบ่ายฉันก็พร้อมจะทำตัวให้ว่างเพื่อเขาได้นะ ฮะฮ่า!) ถ้าจะทุ่มเทกว่าการเรียนขนาดนี้นะจุนซู น่าประทับใจเสียจริง

 

“โอเค แล้วจะนัดคุณชองไปถ่ายที่ไหน นายได้คิดไว้หรือยัง” ผมยังคงคุยกับจุนซูไปเรื่อย ขณะที่คุณชองค่อยๆ ยกแก้วอเมริกาโน่ร้อนขึ้นจิบ อา กลิ่นกาแฟของคุณชองหอมจัง

 

(อืม คิดว่าน่าจะเป็นที่สตูดิโอของคณะเราแหละ เขาอยากจะแต่งตัวลุคไหนก็แล้วแต่เขาเลย คุณชองใส่อะไรมาก็ขึ้นกล้องอยู่แล้วละนะ เอาเป็นว่าเดี๋ยวฉันรีบไปติดต่อเรื่องใช้ห้องสตูดิโอก่อนนะ พรุ่งนี้ห้องจะต้องเป็นของฉัน! โอเค แจจุง ขอบคุณมากเพื่อนรัก!)

 

 

 

จุนซูพูดยาวเหยียดเสร็จ เขาก็ตัดสายผมไปในทันที ปล่อยให้ผมได้แต่นั่งมองโทรศัพท์ในมือด้วยความงุนงง สมกับเป็นคิมจุนซูจริงๆ

 

ผมเงยหน้าขึ้น และความประหม่าก็กลับมาอีกครั้งเมื่อเห็นรอยยิ้มมีเชิงที่ยังคงไม่เลือนหายไปจากใบหน้าเรียวเล็กตรงหน้า ผมเม้มริมฝีปากแน่น ส่วนคุณชองยังคงนั่งมองผมราวกับกำลังรอฟังคำตอบ

 

 

 

“เอ่อ พรุ่งนี้จุนซูสะดวกครับ” ทำไมปลายเสียงต้องสั่นด้วยนะ บ้าชะมัด

 

“งั้นก็ดีเลยครับ แล้วไม่ทราบว่าเราจะไปถ่ายรูปกันที่ไหนหรือครับ” คุณชองยกแก้วกาแฟอเมริกาโน่ขึ้นจิบ เขาหลุบตาลงเล็กน้อย และเป็นครั้งแรกที่ผมสังเกตเห็นแพขนตาของเขา แม้แต่ขนตายังยาวแถมเรียงตัวสวย ทำไมพระเจ้าถึงบรรจงสร้างเขาขึ้นมาให้ดูดีเกินมนุษย์มนาแบบนี้กัน ไม่ยุติธรรมเลยสักนิด

 

“ที่สตูดิโอของคณะวารสารฯ มหา’ลัยชองซูฮวาน่ะครับ”

 

“อา คณะที่คุณแจจุงและเพื่อนคุณเรียนกันอยู่สินะครับ”

 

“ชะ ใช่ครับ” คุณชองวางแก้วลง เสียงแก้วกระทบโต๊ะดังแผ่วเบา น่าแปลกที่ท่าทางปกติทั่วไปนั่นกลับดูมีเสน่ห์บางอย่างโอบล้อมกายเขาไว้เสมอ หรืออาจเป็นเพราะกลิ่นกาแฟหอมที่โอบล้อมเขาไว้ ให้ตายเถอะ

 

“ยังไงผมจะให้เบอร์ติดต่อของผมเผื่อไว้ก่อนละกันนะครับ” เสียงทุ้มเอ่ยอย่างสุภาพ คุณชองหยิบการ์ดใบเล็กจากกระเป๋าเสื้อสูท แล้วยื่นมาให้ผม “นี่นามบัตรผมครับ”

 

ผมยื่นมือออกไปรับนามบัตรสีขาวสะอาดพร้อมกับเม้มริมฝีปากแน่น บนพื้นที่สีขาวนั้นมีตัวอักษรสีดำที่ดูเรียบร้อยสะอาดตา ระบุชื่อและเบอร์ติดต่อของผู้เป็นเจ้าของ ผมกวาดสายตามองตัวเลขสิบตัวที่เรียงกันเป็นแถว ฉับพลันใจก็กระตุกอย่างไร้เหตุผล และได้แต่กรนด่าตัวเองในใจที่สองตาเอาแต่กวาดมองตัวอักษรบนนามบัตรซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก็แค่ได้รับนามบัตร ทำไมต้องใจเต้นแบบนี้ด้วย

 

“ขอบคุณครับ”

 

 

 

แล้วบทสนทนาของเราก็ถูกตัดจบอยู่เพียงเท่านั้น

 

ผมก้มหน้าก้มตาเก็บนามบัตรที่ได้รับมาใส่กระเป๋าสตางค์อย่างอ้อยอิ่ง ไม่ไหว ถ้านั่งอยู่กับคุณชองต่อไป ต้องหัวใจวายตายแน่ๆ กลิ่นกาแฟหอมที่ผมหลงรักลอยอวลอยู่เต็มร้าน ทว่ามันกลับไม่ช่วยให้ผมรู้สึกผ่อนคลายได้อย่างที่มีคนเยินยอถึง

 

ผมแอบช้อนตามองอีกฝ่ายด้วยความประหม่า ก่อนจะเอื้อมมือทั้งสองไปหยิบแก้วช็อกโกแลตร้อนขึ้นจิบบ้าง รสชาติหวานอมขมกับอุณหภูมิอุ่นๆ ที่ลงตัวกันอย่างดิบดีทำให้ผมตาโต จ้องมองแก้วในมือด้วยความถูกอกถูกใจ หลงลืมความกังวลและความประหม่าที่เคยมีไปโดยไม่รู้ตัว รสชาติดีสมราคามาก ถ้ามีเงินคงต้องแวะมาดื่มช็อกโกแลตร้อนที่นี่ทุกวันแน่ๆ

 

 

 

“คุณแจจุงไม่ทานแซนด์วิชเหรอครับ?”

 

 

 

เสียงทุ้มต่ำเรียกให้ผมสะดุ้ง คุณชองหยิบแซนด์วิชขึ้นมาทานชิ้นหนึ่งด้วยท่าทีสบายๆ แต่ยังคงมีมาดสง่าสมกับตำแหน่งประธานบริษัทที่ติดตัวเขาอยู่ ผมมองใบหน้าคมสลับกับมือของเขาที่ถือแซนด์วิชชิ้นไม่เล็กไม่ใหญ่ไว้ เขาส่งแซนด์วิชคำสุดท้ายในมือเข้าปาก เคี้ยว กลืน ก่อนจะใช้นิ้วโป้งปาดริมฝีปากล่าง พร้อมกับหันมาสบตาผมอย่างตรงไปตรงมาอีกครั้ง

 

ให้ตายเถอะ คุณชอง คุณ...

 

ผมวางแก้วช็อกโกแลตร้อนในมือด้วยแรงที่ไม่เบานัก แต่ระบบความคิดที่เริ่มรวนอย่างไม่อาจควบคุมทำให้ผมไม่มีสติมากพอที่จะสนใจเสียงแก้วกระทบโต๊ะอันไร้มารยาทที่ผมก่อขึ้น ผมยื่นมือไปหยิบแซนด์วิชขนาดทานง่ายมาชิ้นหนึ่ง ส่งมันเข้าปากด้วยความรู้สึกมึนงง เพราะในหัวผมตอนนี้มันเต็มไปด้วยภาพมากมายซ้อนทับกันจนน่าปวดหัว แต่น่าแปลกที่ผมกลับแยกภาพพวกนั้นออกทั้งหมดอย่างชัดเจน

 

นิ้วเรียวเห็นข้อชัดเจน, เส้นเลือดบนหลังมือสีแทน, จมูกโด่งเป็นสัน, ริมฝีปากหยักอวบอิ่ม – ดวงตาเม็ดแอลมอนด์ที่สบมองอย่างไม่ละสายตา

 

ผมขยับขาทั้งสองเข้าแนบชิด และเผลอขยับเสียดสีเบาๆ รู้สึกวูบโหวงที่ท้องน้อยจนหายใจสะดุดไปจังหวะหนึ่ง เป็นบ้าอะไรอีกเนี่ย คิมแจจุง

 

เมื่อเวลาผ่านไปอีกอึดใจหนึ่ง สติที่หายไปก็รีบวิ่งกลับมาตั้งตัว ณ จุดเริ่มต้นได้อีกครั้ง ผมก้มหน้าก้มตาทานแซนด์วิชด้วยความพะอืดพะอม ประหม่าจนแทบจะกลืนอะไรไม่ลง แต่รสชาติกลมกล่อมลงตัวที่ได้ลิ้มลองกำลังเรียกร้องให้ผมรีบกลืนและรีบส่งแซนด์วิชคำต่อไปเข้าปากเร็วๆ ย้อนแย้งจนน่าเวียนหัว ในขณะที่คุณชองกลับนั่งทานแซนด์วิชและจิบอเมริกาโน่ร้อนด้วยท่าทางดูดีมีภูมิฐานเหมือนอย่างทุกครั้ง

 

ผมเคยคิดว่าการที่เราต้องมานั่งทานอาหารอะไรก็ตามที่ต้องใช้มือในการทานต่อหน้าคนที่เพิ่งรู้จักกัน มันเป็นการสร้างภาพลักษณ์ต่อคนอื่นที่ไม่น่าประทับใจเอาเสียเลย อย่างเช่นการทานแซนด์วิชในครั้งนี้ นิ้วผมเลอะมายองเนสไปนิดหน่อย ถ้าผมอยู่คนเดียวหรืออยู่กับเพื่อนสนิท ผมคงไม่ลังเลที่จะเลียนิ้วตัวเองเพื่อกวาดเก็บให้คุ้มค่าราคาและคุณค่าของอาหารแน่นอน แต่ในสถานการณ์ที่ผมกำลังอยู่ในตอนนี้ แค่ผมหยิบทิชชู่มาเช็ดเจ้ามายองเนสที่ติดอยู่บนนิ้ว ผมยังเกร็งจนแทบสั่น แล้วดูท่าทางของคุณชองสิ พระเจ้าไม่ยุติธรรมเลยสักนิด

 

ผมและคุณชองนั่งทานอาหารและเครื่องดื่มของตัวเองไปเงียบๆ คุณชองไม่คิดจะเปิดบทสนทนา ส่วนผมแค่คุมสติให้ทานแซนด์วิชและดื่มช็อกโกแลตร้อนได้โดยไม่หกเลอะเทอะก็นับว่าเก่งมากแล้ว ช่วงเวลาในตอนนี้มันช่างยาวนานจนเหมือนไม่มีจุดจบ ผมเหลือบมองคุณชองที่เพิ่งทานแซนด์วิชหมด เขายกแก้วกาแฟขึ้นประชิดริมฝีปาก จิบเพียงเล็กน้อย และผละแก้วออก เขาเลียริมฝีปากเล็กน้อยคล้ายจะกวาดอเมริกาโน่ที่หลงเหลือบนริมฝีปากให้หมดทุกหยาดหยด

 

ผมเม้มริมฝีปากแน่น แซนด์วิชคำหนึ่งยังจุกอยู่เต็มปาก แต่กลับไร้แรงจะเคี้ยว ได้แต่หันไปทำทีเป็นหยิบแก้วช็อกโกแลตร้อนมาจิบเพื่อคุมไม่ให้สติตัวเองหายไป ท่าทางการดื่มกาแฟของคนเรามันน่าดึงดูดขนาดนี้เลยหรือ

 

และผมอยากจะลุกขึ้นตะโกนขอบคุณและกราบไหว้ตัวเองสักร้อยครั้งในทันทีที่ผมกลืนแซนด์วิชคำสุดท้ายอย่างฝืดคอ คิมแจจุง นายมันเก่งที่สุดเลย!

 

 

 

“หวังว่าอาหารและเครื่องดื่มของร้านกาแฟเราจะถูกปากคุณนะครับ” คุณชองเอ่ย สองมือกำประสานอย่างหลวมๆ อยู่บนโต๊ะ รอยยิ้มมีเชิงถูกประดับอยู่บนใบหน้าเรียวอีกครั้ง

 

“น่ะ – แน่นอนอยู่แล้วครับคุณชอง” อร่อยแต่ก็กลืนแทบไม่ลง กระอักกระอ่วนและพะอืดพะอมจนไม่มีวันลืมแน่นอน ย้อนแย้งสิ้นดี

 

“ตอนนี้ใกล้จะหมดเวลาพักของผมแล้ว ผมคงต้องขอตัวก่อนนะครับ” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยอย่างนุ่มนวล เขาใช้มือข้างหนึ่งเลื่อนแขนเสื้อสูทและก้มมองนาฬิกาข้อมือ ผมเผลอกัดริมฝีปากแน่นทันทีที่ได้ยินคำพูดที่เฝ้ารอมานาน ในที่สุดก็จะได้ออกไปจากตรงนี้ซะที!

 

“คะ ครับ ยังไงวันนี้ก็ต้องขอบคุณคุณชองมากๆ นะครับ” ผมลุกขึ้นยืน ก่อนจะโค้งขอบคุณอีกฝ่ายอย่างเงอะงะ น่าขายหน้าเป็นบ้า แต่ถ้าไม่ทำแบบนี้คงเสียมารยาทมากไม่ใช่น้อย

 

“ไม่เป็นไรครับ” เขาส่งยิ้มเล็กๆ มาให้ ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง และนั่นทำให้ผมสะดุ้งพร้อมกับกลั้นหายใจไปวูบหนึ่ง ทำไมตกใจง่ายนักเล่า คิมแจจุง

 

 

 

ผมกัดริมฝีปากล่างด้วยความประหม่า หันไปหยิบกระเป๋ามาสะพาย ก่อนจะหันกลับมาสบตาอีกฝ่ายที่ยืนรออยู่ไม่ห่าง ให้ตายสิ ดวงตาเป็นประกายนั่นมันเกินจะรับไหวจริงๆ ได้โปรดเถอะ ผมพยายามจะปั้นยิ้มมารยาทส่งไปให้เขา แต่ผมรู้สึกได้เลยว่ามันเหมือนเป็นการกระตุกปากมากกว่า น่าขำชะมัด

 

 

 

“งั้น เอ่อ คุณชองครับ ผมคงต้องขอตัว—”

 

“เดี๋ยวผมเดินไปส่งด้านหน้า ไปเถอะครับ” โอ้ พระเจ้า คุณชอง ให้ตายเถอะ

 

 

 

หนึ่งในพนักงานร้านรีบวิ่งมาเปิดประตูให้คุณชองและผม ผมโค้งขอบคุณให้เขาเล็กน้อย ก่อนจะรีบก้าวเท้าเดินตามหลังคุณชองไป ช่วงขาเขายาวกว่าผมมาก เสียงรองเท้าหนังหัวแหลมที่กระทบพื้นอย่างมั่นคงนั่นเสริมให้คนตรงหน้าผมยิ่งดูน่าเกรงขามและทรงอำนาจ รูปร่างสูงใหญ่, สองมือล้วงกระเป๋ากางเกง, แผ่นหลังกว้างตั้งตรง, ชุดสูทสีดำเรียบกริบ และกางเกงสแลคเข้ารูป – ทุกอย่างลงตัวเสียจนน่าใจสั่น ผมนึกขอบคุณที่ร้านกาแฟนั้นอยู่ไม่ไกลจากประตูทางเข้าของบริษัทมากนัก ไม่อย่างนั้นผมอาจจะมีสิทธิเดินสะดุดขาตัวเองเพราะเดินเกร็งไปตลอดทางแน่ๆ

 

คุณชองเดินมาส่งผมถึงด้านนอกบริษัท เราหันมาสบตากันอีกครั้ง ผมเผลอกัดริมฝีปากล่างด้วยความประหม่า คุณชองมองผมด้วยสายตาเรียบนิ่ง ทว่าลุ่มลึกราวกับสามารถมองทะลุกายผมไปได้ แต่เพียงอึดใจเขาก็ส่งรอยยิ้มมีเชิงมาให้เหมือนเคย และเมื่อรวมกับแววตาของเขาในตอนนี้ ผมอดไม่ได้ที่จะต้องกัดริมฝีปากล่างแน่นขึ้นเพื่อเรียกขวัญกำลังใจให้กับตัวเอง

 

 

 

“โชคดีนะครับ คุณแจจุง”

 

 

 

คุณชองเดินกลับเข้าบริษัทไปแล้ว ส่วนผมกำลังเดินไปสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินเพื่อกลับคอนโด

 

ช่วงบ่ายของวันทำงานมักจะมีรถราไม่เยอะมาก ผมได้ยินเสียงรถขับผ่านเป็นระยะ และเดินสวนผู้คนจำนวนหนึ่ง ขาสองข้างสลับกันก้าวพาผมไปยังเป้าหมายตามสัญชาตญาณ สองตาผมจดจ้องไปด้านหน้า ทว่าผมกลับไม่มีสติมากพอที่จะจับจ้องภาพตรงหน้าเข้าสู่สมอง

 

ทรงผมซอยสั้นสีดำสนิท, คิ้วคมเข้ม, จมูกโด่งสวย, สันกรามที่เด่นชัด...

 

ผมทรุดตัวลงนั่งยองอยู่ข้างทางอย่างไม่นึกอายสายตาใคร ยกมือข้างหนึ่งขึ้นปิดหน้าที่เริ่มร้อนผ่าว ผมถอนหายใจออกมาครั้งหนึ่ง ก่อนจะกัดริมฝีปากด้วยความรู้สึกที่ตีกันมั่วจนก้อนเนื้อในอกซ้ายสั่นไหวรุนแรง

 

ขอบคุณพระเจ้าที่ยังให้ผมมีชีวิตรอดมาได้ คิมจุนซู นายจะต้องทดแทนบุญคุณฉันอย่างใหญ่หลวงเลย

 

 

 

-----------------------------------------

 

 

 

ผมกลับมาถึงคอนโดพร้อมกับถุงอาหารเต็มมือ ทั้งคิมบับเอย ทักคังจองเอย ฉับเชเอย ผมรีบวางถุงอาหารไว้บนโต๊ะทานข้าว โยนกระเป๋าทิ้งไว้ส่งๆ ที่เก้าอี้ จากนั้นจึงจัดแจงเปิดกล่องอาหาร หย่อนตัวลงนั่งบนเก้าอี้ ตะเกียบไม้ถูกแกะและถือไว้ในมือขวาอย่างมั่นคง แล้วผมก็รีบจ้วงอาหารตรงหน้าด้วยความหน้ามืดตามัวอย่างไม่กลัวว่าอาหารจะติดคอเลยสักนิด ฉับเชของคุณป้าเยจินยังสุดยอดเหมือนเดิม

 

ในระหว่างทางที่ผมกำลังเดินทางจากบริษัท Jung Group กลับมายังคอนโด พอผมกลับมาตั้งสติได้ ความประหม่าลดลง จนกระทั่งควบคุมตนเองได้อย่างสมบูรณ์ กระเพาะผมก็ส่งเสียงร้องเรียกหาอาหารเสียดังจนผมต้องนั่งกุมท้องตัวงอบนรถไฟใต้ดิน ทำไมวันนี้ถึงเจอแต่เรื่องน่าขายหน้าแบบนี้นะ! แต่นับว่าโชคดีที่ไม่มีใครใส่ใจหรือสนใจเสียงงอแงของกระเพาะผม ผมเลยไม่ได้รู้สึกอับอายมากจนอยากจะเป็นลมเหมือนตอนเจอคุณชองก่อนหน้านี้

 

พอถึงสถานีเป้าหมาย ผมก็รีบตรงไปซื้อของกินก่อนกลับคอนโดด้วยความหิวโหยอย่างถึงที่สุด แซนด์วิชแสนอร่อยที่ผมทานไปก่อนหน้านี้ไม่สามารถเยียวยาผมได้ดีพอ หรือไม่ ร่างกายผมอาจจะดึงเอาพลังงานจากแซนด์วิชนั่นไปใช้ให้ผมสามารถประคองสติให้คุยกับคุณชองได้รู้เรื่องและไม่เผลอทำอะไรน่าอายจนเป็นที่น่าเอือมระอา การเผชิญหน้ากับเขามันต้องใช้พลังมหาศาลเสมอจริงๆ พอไปถึงร้านอาหารของคุณป้าเยจินที่ผมจัดให้เป็นร้านอาหารแถวคอนโดที่อร่อยที่สุดและผมสนิทที่สุด คุณป้าที่เห็นว่าผมหิวมากก็จัดการทำฉับเชให้ผมเยอะเป็นพิเศษโดยไม่คิดเงินเพิ่ม ณ ตอนนั้นผมดีใจจนอยากจะพุ่งตัวเข้าไปกอดคุณป้าแน่นๆ สักทีหนึ่ง รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเด็กชายตัวเล็กๆ ที่ดีใจเวลาคุณแม่ซื้อขนมที่ชอบมาให้ทานเยอะๆ เลยละ

 

ผมคีบคิมบับชิ้นที่สามเข้าปาก ก่อนจะลุกขึ้นไปหยิบขวดน้ำเปล่ากับแก้วน้ำมาวางที่โต๊ะ รินน้ำใส่แก้วและดื่มน้ำเพียงสองสามอึก แล้วจัดการคีบทักคังจองเข้าปากต่อแบบไม่อยากจะเว้นจังหวะให้ปากได้เลิกเคี้ยวนานเกินห้าวินาที นี่มันเป็นมื้ออาหารที่อร่อยที่สุดในชีวิตผมเลย หิวจนไส้แทบขาด

 

เวลาผ่านไปไม่นานนัก ผมก็ได้แต่มองกล่องอาหารที่ว่างเปล่าบนโต๊ะด้วยความทึ่ง กินหมดได้ยังไงเนี่ย ผมจัดการเก็บกวาดทุกอย่างบนโต๊ะให้เรียบร้อย นาฬิกาบนผนังห้องชี้บอกเวลา 15.10 น. จุนซูน่าจะกลับมาตอนห้าโมงเย็น ผมหยิบกระเป๋าเป้ เดินตรงไปยังห้องนอน โยนมันไว้บนเตียงฝั่งของผม และตามด้วยการทิ้งตัวลงนอนตาม เหยียดแขนขาจนสุดแบบไม่ต้องพยายามรักษาภาพลักษณ์ใดๆ ผ่อนคลายเป็นบ้า

 

ผมหยิบโทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงขึ้นมา ไลน์ไปหาจุนซูว่าให้ซื้อมื้อเย็นเข้ามาเอง เพราะผมไม่อยากออกไปนอกห้องแล้ว และยังไม่ทันที่ผมจะได้กดออกจากหน้าแอปพลิเคชัน ข้อความของผมก็ขึ้น Read เสียแล้ว และรออีกเพียงไม่กี่วินาที จุนซูก็ส่งข้อความตอบกลับมาว่า เดี๋ยวเจอกันเพื่อนรัก!

 

เฮ้ คำตอบของเขาไม่ได้สอดคล้องกับเรื่องที่ผมบอกไปเลยสักนิด

 

 

 

‘ปึ้ง!’

 

 

 

“เฮ้ย!” ผมกระเด้งตัวลุกขึ้นนั่งด้วยความตกใจทันทีที่ได้ยินเสียงเปิดประตูห้องนอน ใครเปิดประตูเข้ามาน่ะ?!

 

“คิมแจจุงเพื่อนรัก! คิดถึงนายชะมัดยาก!” จุนซูยืนจังก้าอยู่หน้าประตู พร้อมตะโกนเสียงดังลั่นห้องอย่างกับกลัวว่าผมจะไม่ได้ยิน

 

“คิดถึงอะไรกันล่ะ ก็เพิ่งเจอกันเมื่อ— อุ๊บ!ถ้าจะพุ่งตัวมากอดแบบนี้ ก็น่าจะให้สัญญาณกันสักหน่อยสิ!

 

“นี่ แจจุง พอนายโทรมาบอกฉันว่าคุณชองตกลงให้เราถ่ายรูปเขาได้ ฉันดีใจจนกระโดดตัวลอยกลางห้องชมรมเลยละ! โชคดีนะเนี่ยที่หัวฉันไม่กระแทกเพดานห้องเอา ฮะฮ่า!” จุนซูยังพูดจ้อไปเรื่อยด้วยความดีอกดีใจ ขณะที่กำลังนอนทับและกอดผมเอาไว้แน่นจนผมขยับไปไหนไม่ได้

 

“นายรู้ไหมว่ากว่าฉันจะคุยกับเขาได้มันลำบากแค่ไหน” รู้สึกเหมือนจะตายในทุกวินาทีที่สบตากับดวงตาเม็ดแอลมอนด์นั่นน่ะ

 

“แต่ก็ทำได้แล้วนี่ ใช่ไหมล่ะ? เพื่อนฉันเจ๋งที่สุดอยู่แล้ว! แล้วก็นะ ตอนไปติดต่อขอใช้ห้องสตูดิโอที่คณะดันมีปัญหานิดหน่อย นึกว่าจะได้กลับห้องช้ากว่านี้ซะอีก” จุนซูผละตัวออกจากผม ก่อนจะค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้นนั่งขัดสมาธิ

 

“ทำไมเหรอ? มีคนจะใช้ห้องเหมือนกันเหรอ?” ผมถาม พลางลุกขึ้นนั่งขัดสมาธิ หันหน้าเข้าหาเพื่อนรักที่สีหน้าดูสดชื่นกว่าทุกวัน

 

“เปล่าหรอก แต่นายก็รู้กิตติศัพท์ของเจ้เจ้าหน้าที่คนใหม่ใช่ไหม เอะอะก็บอกว่าต้องขออนุญาตอาจารย์มาก่อน ทั้งๆ ที่ทางคณะเราอนุญาตให้นักศึกษาใช้ได้ ประสาทมาก! และนายก็น่าจะรู้ว่าฉันเป็นคนบอบบางแค่ไหน ฝีปากอย่างฉันมีหรือจะไปสู้ฝีปากเจ้แกได้” จุนซูบ่นกระปอดกระแปด ส่วนผมได้แต่หัวเราะให้กับคำพูดและท่าทางหงุดหงิดของเขา อยากจะพูดค้านนะ แต่คิดไปคิดมา ไม่พูดออกไปน่าจะดีกว่า

 

“แล้วนายทำไงล่ะ?” ผมถาม จุนซูกระตุกยิ้มมุมปากพร้อมหัวเราะหึในลำคอ

 

“ส่ง ชิมชางมิน ไปคุยแทน ส่วนฉันก็ยืนกอดอกมองพวกเขาคุยกันอย่างมีความสุขสุดๆ แค่นั้นแหละ” จุนซูยิ้มยิงฟัน แต่ชื่อของคนที่เขาบอกมาทำให้ผมต้องอ้าปากหวอ

 

“น้องชางมินที่เรียนเอกเดียวกับนายใช่ไหม โอ้ การพูดของเขามันค่อนข้าง...”

 

“อย่างที่เรารู้กันนั่นแหละแจจุง เจ้แกแทบจะยกกุญแจห้องถวายหัวให้เลย ฝีปากน้องน่าประทับใจเป็นบ้า” สิ้นคำพูดของจุนซู เราสองคนก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาดังๆ เจอตัวพ่อรุ่นใหม่ของคณะเข้าไปแบบนั้น พี่เจ้าหน้าที่คงผวาไปอีกครึ่งชีวิตแหง

 

“แต่จริงๆ ตอนนี้ฉันยังมีปัญหาอยู่เรื่องหนึ่ง” จุนซูพูด แล้วถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน

 

“เรื่องอะไรเหรอ?” ผมถาม สบสายตากับเพื่อนสนิท แวบหนึ่งที่ผมเห็นประกายวิบวับในดวงตาชั้นเดียวนั่น ทำไมรู้สึกเสียวสันหลังอีกแล้วล่ะ

 

“แจจุง นายถนัดและชอบงานหลังกล้องมากใช่ไหม?” จุนซูถามแล้วยิ้มกว้าง แต่ผมรู้สึกเหมือนเห็นปีกสีดำกำลังงอกออกมาจากหลังของเขา

 

“จุนซู อย่าบอกนะว่า...”

 

“พรุ่งนี้ไปเป็นตากล้องให้ฉันหน่อยเถอะนะแจจุง!”

 

“ว่าไงนะ?!” ให้ตายเถอะ คิมจุนซู!

 

 

 

จุนซูพุ่งตัวมากอดผมอีกครั้ง เขาใช้หัวกลมๆ ถูไถที่หัวไหล่ผมเป็นการออดอ้อน พร้อมกับพูดขอร้องแกมงอแงเหมือนเด็กน้อยขอคุณแม่ซื้อของเล่นชิ้นใหม่

 

 

 

น้า~ นะ แจจุง ฉันขอร้องล่ะ นายเป็นคนเดียวที่ฉันต้องการเลยนะ!” คำพูดฟังดูสองแง่สองง่ามชะมัด

 

“ฉันช่วยไปสัมภาษณ์กับไปติดต่อเรื่องขอถ่ายรูปให้แล้วนะ” ผมพยายามทำใจแข็ง ไม่สนใจท่าทีออดอ้อนที่ผมมักจะใจอ่อนให้เสมอ

 

“แต่ฝีมือถ่ายภาพของนายมันถูกใจฉันนี่!” จุนซูผละตัวออกจากผม แล้วหันมาสบตาผมตรงๆ “ขอร้องล่ะ จบงานนี้จะพาไปเลี้ยงซัมกยอบซัลที่ร้านข้างมหา’ลัยเลย กินได้ไม่อั้น!”

 

“จะเอาของกินมาล่อกันหรือไง”

 

 

 

ผมหลุดหัวเราะออกมานิดหน่อยกับคำเชิญชวนของเพื่อนรัก ผมเข้าใจดีว่าลึกๆ จุนซูก็เกรงใจที่ใช้ให้ผมไปทำงานแทนหลายอย่าง ทั้งๆ ที่ปกติจุนซูจะลุยงานเองตลอด งานถ่ายรูปฝีมือผมก็ไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหล่สักเท่าไหร่ ผมไม่ได้หยิ่งผยองหรือโอ้อวดอะไรหรอกนะ แต่ผมชอบถ่ายรูปบุคคลเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ความจริงงานนี้มันก็ไม่ใช่งานที่ดูหนักหนาสาหัสอะไรสำหรับผมมากนักหรอก แต่ติดอยู่ตรงบุคคลที่จะมาเป็นนายแบบในครั้งนี้ต่างหาก

 

แค่ลองนึกภาพตอนที่ผมสบตากับดวงตาเม็ดแอลมอนด์ผ่านเลนส์กล้อง ผมก็เผลอเม้มริมฝีปากอย่างห้ามไม่ได้ รู้สึกใจสั่นนิดๆ แหะ

 

 

 

“ซัมกยอบซัลที่ร้านข้างมหา’ลัยมันเด็ดแค่ไหน นายก็รู้นี่ ตอนได้กินครั้งแรกฉันแทบจะร้อง ยูเรก้า! ออกมาด้วยซ้ำ” ผมหลุดขำออกมาเสียงดังใส่จุนซูที่ตะโกนเสียงดังพร้อมชูแขนขึ้นจนสุดทั้งสองข้าง ประทับใจได้ยิ่งใหญ่มาก

 

“ฉันก็อยากกินนะ แต่ว่า...”

 

“แต่งานมันมีพรุ่งนี้ ถ้านายไม่ช่วย ฉันก็ไม่รู้ว่าจะมีใครว่างบ้างไหมน่ะสิ” จุนซูพูดเสียงอ่อย แล้วมองผมด้วยสีหน้าหงอยๆ ในขณะที่ผมยังลังเลอย่างหนัก

 

“......”

 

“......”

 

“......”

 

“......”

 

 

 

ความเงียบกักขังเราทั้งสองไว้อย่างแน่นหนา หนักอึ้ง จนรู้สึกอึดอัดในอก

 

ผมกับจุนซูจ้องหน้ากันอยู่แบบนั้น ต่างคนต่างกำลังตัดสินใจเรื่องของตัวเองอย่างเคร่งเครียด จุนซูกำลังรอคำตอบของผม ส่วนผมก็กำลังหาข้อสรุปให้กับตัวเอง ผมไม่เคยรู้สึกว่าจะมีงานไหนที่ทำให้ผมต้องคิดหนักขนาดนี้ว่าควรจะตอบรับหรือปฏิเสธไป

 

ผมกลัวว่าตัวเองจะไม่ไหว

 

แต่เมื่อหักลบกับเรื่องระยะเวลาในการเตรียมงาน การหาคน ตารางเวลาที่ลงตัวกันได้ยาก และอื่นๆ อีกมากมาย รวมถึงสีหน้าเพื่อนสนิทของผมตอนนี้ที่ยังนั่งหน้าหงอยไม่เลิก ทุกอย่างนั้นทำให้ผมต้องสูดหายใจเข้าลึกๆ และถอนหายใจออกมาให้กับข้อสรุปที่เกิดขึ้น

 

 

 

“ก็คงเหมือนทุกครั้ง – ถ้าไม่ใช่นาย ฉันก็คงไม่ทำให้หรอกนะ จุนซู”

 

“คิมแจจุง เพื่อนรัก ฉันรักนายที่สุดเลย!” ไม่ต้องมีการทวนคำตอบซ้ำอีกครั้งเหมือนฉากลุ้นระทึกในภาพยนตร์ จุนซูพุ่งตัวมากอดผมอย่างแรงจนเราสองคนลงไปนอนแผ่บนเตียงอีกครั้ง และจุนซูคงอยากแสดงความขอบคุณจากใจให้มากพอ เขาเลยแถมจุ๊บให้ที่แก้มขวาผมเสียหนึ่งที ฉันควรจะรู้สึกยังไงดีเนี่ย

 

“ดีใจขนาดนั้นเชียว” ผมหัวเราะ จะว่าเขาตลกก็ตลก น่าเอ็นดูก็ใช่

 

“นี่ๆ ฉันซื้อต๊อกโบกีมาฝากด้วย ไปกินกันเถอะ เดี๋ยวฉันไปตั้งโต๊ะให้เองนะ!” สิ้นคำ จุนซูก็ลุกพรวดลงจากเตียง วิ่งตึงตังออกไปที่ห้องครัวในทันทีโดยไม่รอฟังเสียงคัดค้านของผมทั้งนั้น เฮ้ เพื่อนรัก ฉันเพิ่งกินข้าวไปไม่นานเองนะ!

 

 

 

ผมยันตัวลุกขึ้นนั่ง รู้สึกมึนงงสับสนกับเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นนิดหน่อย และแอบหัวเราะให้กับท่าทางเหมือนเด็กๆ ของจุนซู แต่พอนึกถึงงานที่ผมจะต้องทำในพรุ่งนี้ รอยยิ้มของผมก็ค่อยๆ หุบลง หลงเหลือเพียงความหนักใจที่เริ่มก่อตัวเป็นก้อนใหญ่ฝังตัวอยู่ในหัวใจผม และมันคงไม่มีวันหายไปจนกว่าผมจะผ่านพ้นงานพรุ่งนี้ไปได้

 

ผมเลื่อนตัวลงจากเตียง และเดินตรงไปยังห้องครัวที่จุนซูรออยู่ หวังว่าพรุ่งนี้ทุกอย่างจะผ่านไปได้ด้วยดีนะ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

TBC.

 

 

 

-----------------------------------------

 

 

 

กลับมาแล้วค่ะ ยังจำกันได้ไหมคะ 5555555

หายไปนานจนแม้แต่คนแต่งยังต่ออารมณ์เกือบไม่ติดเลยค่ะ TvT

 

จริงๆ ตอนแรกกะว่าจะให้ตอนนี้มีประมาณสามฉากใหญ่ๆ

แต่สุดท้ายก็ได้แค่นี้แหลค่ะ จากใจเลย แต่งยากเหลือเกิน 5555

เป็นเรื่องที่ดูดลมปราณในตัวแรงมาก ยอม

 

ใครอยากกรี๊ดผ่านทวิต ติดแท็ก #shadingyj กันได้นะคะ ไว้จะตามไปส่อง อิอิ

 

รักคนอ่านทุกคนเลย จุ๊บบบ <3

 

 

 

 

Comment

Comment:

Tweet

~#DN_LoveR#~ View my profile

Recommend