[SF] +:+ ‘It’s love’, that’s all +:+ [YunJae]

posted on 05 Feb 2016 21:21 by daikun in SF-TVXQ directory Fiction, Asian

 

 

 

 

‘It’s love’, that’s all.

Paring: Yunho x Jaejoong | Genre: RPS, Romance

Author: ~#DN_LoveR#~ | Note: ด้วยรัก

 

 

 

 

 

“รักใคร อาจไม่ต้องรักจนได้คำตอบ แค่รักจนหมดคำถาม”

 

เบลล์ จิรเดช

 

 

 

 

ผมเจอเขาครั้งแรก ในตอนที่ผมเป็นเด็กฝึกในค่ายเพลงยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่ง

 

เขาเป็นคนรูปร่างเล็ก ผิวขาวจัด ริมฝีปากไม่ค่อยมีหยัก ดูกลมๆ แต่มีสีชมพูน่ารัก อย่างกับขนมมาชแมลโลว ดวงตากับผมเป็นสีดำสนิทเหมือนกับเด็กฝึกส่วนมาก เขาไม่ใช่คนหน้าตาดีที่สุด และก็ไม่ใช่คนที่หน้าตาขี้เหร่ที่สุด – แต่ผมจัดให้เขาเป็นคนที่พูดมากที่สุดในกลุ่มเด็กฝึกด้วยกัน

 

เขาแก่กว่าผม ถึงจะไม่ได้แก่กว่าเป็นปี แต่ตามวัฒนธรรมเกาหลีแล้ว เขาคือรุ่นพี่ของผม เขาเป็นรุ่นพี่ที่ทำตัวไม่ค่อยเหมือนรุ่นพี่ เขาชอบชวนคนอื่นคุยไปเรื่อย คุยเหมือนกับว่าพรุ่งนี้เขาจะไม่มีสิทธิคุยกับใครได้อีก บางทีมันก็ดูน่ารำคาญ แต่น่าแปลกที่เขากลับเป็นคนพูดมากที่ผมไม่เคยนึกเกลียดได้ลง

 

อาจเพราะเขาเป็นรุ่นพี่ – รุ่นพี่ที่ผมต้องเคารพ

 

 

“ยุนโฮ มาแล้วเหรอ สอนฉันร้องแร็พหน่อยสิ!”

 

“อะไร พี่ก็แร็พเป็นไม่ใช่รึไงกัน”

 

 

ผมชอบการแร็พและการเต้น มันน่าหลงใหล และแน่นอนว่าเวลาที่ได้ทำการแสดงอะไรแบบนี้ต่อหน้าคนอื่นน่ะ มันทำให้ผมดูเท่เป็นบ้า ส่วนเขาเป็นคนชอบร้องเพลงบัลลาด เนื้อเสียงเขาดีมาก – แหบ ทุ้ม และเจือความหวานที่แปลกใหม่ – บางครั้งเขาก็ชอบนั่งร้องเพลงลูกทุ่งสร้างเสียงหัวเราะให้คนอื่น แต่ตอนนี้เขาพบว่าตัวเองมีจุดอ่อนสำคัญ คือ เขาร้องแร็พได้ห่วยมาก

 

 

“แร็พได้กับแร็พเก่งมันเหมือนกันที่ไหนล่ะ ย่าห์ ชองยุนโฮ สอนนิดสอนหน่อยไม่ได้รึไงกัน”

 

“ครับๆ เดี๋ยวผมจะตั้งใจสอนให้พี่แจจุงอย่างดีเลยคร้าบ”

 

“มันต้องอย่างนี้สิไอ้น้อง ฮะฮ่า!”

 

 

ผมเสนอเพลงแร็พที่ผมชอบให้เขาร้อง และแน่นอนว่าการแร็พของเขามันน่าขำ เสียงแหบหวานนั่นไม่เหมาะกับการร้องสไตล์นี้เลยสักนิด แต่เขาก็พยายามที่จะแร็พให้เก่งเหมือนอย่างเด็กฝึกคนอื่น

 

ผมหัวเราะ เขาโวยวาย – วนไปวนมาอยู่อย่างนี้ตลอดการสอนร้องแร็พที่ดูจะไร้ประโยชน์สิ้นดี

 

แต่ผมกลับสนุกยิ่งกว่าตอนซ้อมเต้นเสียอีก

 

 

 

----------

 

 

 

ผมได้เดบิวต์ครั้งแรก พร้อมกับเขาและเด็กฝึกอีกสามคน

 

เราห้าคนได้เดบิวต์ในฐานะสมาชิกวงทงบังชินกิ ได้ทำงานร่วมกัน รวมถึงได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันตลอด 24 ชั่วโมง ผมได้รับตำแหน่งหัวหน้าวงแทนที่เขา ซึ่งมีอายุมากที่สุด เหตุผลเพราะเขาเป็นคนพูดทางการไม่เก่ง และพูดไร้สาระไปเรื่อย จะว่ายังไงดี อืม...เขาเหมือนผู้หญิงช่างคุย – ผมเดาว่า คงเป็นเพราะเขาโตมากับพี่สาวถึง 8 คน เขาเลยติดนิสัยแบบนั้นมา

 

ผมพยายามดูแลสมาชิกวงอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นน้องเล็กที่ยังคอยเว้นระยะห่างจากผมอยู่ เจ้าเด็กเสียงประหลาดที่ชอบมาอ้อนให้ผมเล่นด้วย น้องใหม่บินตรงจากอเมริกาที่ดูเป็นตัวของตัวเองจนบางทีก็เข้าไม่ถึง และเขาที่ปรับตัวเข้ากับทุกคนได้อย่างรวดเร็ว ราวกับรู้จักมักจี่กันมาก่อนหน้านี้เป็นสิบปี

 

เขาเป็นเหมือนคุณแม่ของวง เขารับหน้าที่ทำอาหารและทำความสะอาดบ้านบ่อยกว่าใคร (ถึงแม้ว่าบางครั้งเขาต้องทำเพราะผมและเจ้าเด็กอีกสามคนพร้อมใจกันขี้เกียจก็เถอะนะ) เขาเป็นคนที่ทำให้บ้านที่มีแต่ผู้ชายห้าคนนี้มีสีสันและอบอุ่นขึ้นได้เป็นอย่างดี

 

 

“พี่แจจุง...”

 

“ไม่ต้องมาทำเสียงอ่อย จำได้ไหมว่าใครสัญญาว่าวันนี้จะล้างจานชดเชยที่ทำแก้วใบโปรดของฉันแตก”

 

“พี่แจจุงงงง ผมผิดไปแล้ว ชองยุนโฮผิดเองเต็มๆ เลย ง้อนะ หายโกรธนะ หายโกรธเถอะนะ”

 

“เฮ้อ...นายต้องล้างจานแทนฉันสองครั้ง จำไว้เลย!”

 

“จะจำไว้อย่างดีเลยครับ!”

 

“ย่าห์! อย่าเพิ่งมากอดตอนนี้ได้ไหม เดี๋ยวฉันก็ได้หั่นมือตัวเองแทนหั่นผักหรอก!”

 

 

ผมหัวเราะ เขาโวยวาย แต่ก็ยิ้มไม่เลิก

 

และผมก็ได้พบว่า อาหารมื้อนั้นอร่อยจับใจอย่างบอกไม่ถูก

 

 

 

----------

 

 

 

ผมจัดการอารมณ์ความรู้สึกของตัวเองไม่ได้เป็นครั้งแรก ในตอนที่เขาได้รับบาดเจ็บขณะฝึกซ้อม

 

การได้รับบาดเจ็บขณะฝึกซ้อมมันมีโอกาสเกิดขึ้นได้บ้าง มันไม่ใช่เรื่องแปลก แต่อาการของเขาค่อนข้างรุนแรง เขาไม่สามารถขึ้นเวทีการแสดงพร้อมกับพวกเราได้ และแน่นอนว่าเหตุการณ์ในครั้งนี้ทำให้เราทั้งห้าคนเศร้าเสียใจยิ่งกว่าครั้งใด

 

จากการที่เราได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน ได้อยู่ใกล้ชิดกันมาหลายปี ผมปวดใจมากที่เห็นเขาต้องใช้ไม้ค้ำพาตัวเองขยับไปไหนมาไหน แค่จะขยับตัวลงนั่งก็ดูจะลำบากไม่ใช่เล่น แต่ถึงอย่างนั้น เขากลับตามพวกเราไปตลอด ไม่ว่าเราจะมีตารางงานที่ไหน แม้ว่าเขาจะไม่สามารถขึ้นเวทีได้ แต่สิ่งที่เขาจะคอยทำให้พวกเราอยู่เสมอคือการส่งยิ้มมาให้ และบอกว่า พยายามให้เต็มที่นะ

 

ผมรู้ว่าคนที่เจ็บปวดที่สุดในเหตุการณ์นี้ก็คือเขา ทั้งในด้านร่างกายและจิตใจ และความจริงข้อนั้นมันทำให้ผมหงุดหงิดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ผมไม่อยากให้เขาทรมานหรือเสียใจอยู่แบบนี้ อยากให้เขาหายไวๆ และกลับมายิ้มอย่างเป็นธรรมชาติได้เหมือนเดิม

 

 

“พี่แจจุง ยังเจ็บขาอยู่ไหม”

 

“นิดหน่อย แต่มีไม้ค้ำอยู่ก็ไม่ลำบากมากหรอก”

 

“กินข้าวกันเถอะ ผมหยิบมาเผื่อแล้ว อีกตั้งชั่วโมงกว่ากว่าจะได้แสดง”

 

“แล้วเจ้าเด็กสามคนนั้นล่ะ”

 

“ไปแก้ไซส์เสื้ออยู่ เดี๋ยวตามมา”

 

“ยุนโฮ”

 

“อืม”

 

“ฉัน...อยากขึ้นเวทีด้วยจัง”

 

“......”

 

“เป็นพี่ใหญ่ แต่กลับเป็นตัวถ่วงน้องๆ ฉันมันแย่จริงๆ นะ ว่าไหม?”

 

 

ผมไม่รู้ว่าจะทำยังไงให้สีหน้าที่เหมือนจะร้องไห้ตลอดเวลาของเขาหายไปได้ ผมไม่ใช่คนที่เอาใจใส่ในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เหมือนเขา คำว่าอ่อนโยนหรือนุ่มนวลก็ดูจะห่างไกลจากบุคลิกของผมไปไกลมาก

 

หลังจากที่ผมใช้เวลาทบทวนอยู่กับตัวเอง สุดท้ายผมก็เลือกที่จะใช้วิธีที่ผู้ชายทื่อๆ อย่างผมจะช่วยเหลือคนอื่นได้ นั่นคือการใช้การกระทำแทนคำพูดนับล้าน ผมพูดปลอบใจหรือให้กำลังใจใครไม่บ่อยนักหรอกนะ และนั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่ผมถนัดนักด้วย

 

 

“ยุนโฮ นายมานอนเตียงนี้เถอะ”

 

“ก็บอกแล้วไงว่าผมยกให้พี่นอนเตียงนี้”

 

“แต่นายคอยพยุง คอยดูแลฉันมาทั้งวัน แถมยังต้องขึ้นแสดงอีก นายต้องได้นอนพักบนเตียงกว้างๆ แบบนี้สิ”

 

“อย่ามาเกรงใจไม่เข้าเรื่องแบบนี้สิ”

 

“ไม่ ฉันไม่อยากรู้สึกเป็นตัวถ่วงนายอยู่แบบนี้...”

 

“ใครกันที่เป็นตัวถ่วง”

 

“ก็ฉั—”

 

“นายไม่เคยเป็นตัวถ่วงสำหรับฉันเลยสักนิด แจจุง”

 

 

ทำไมผมถึงใจกล้าพอที่จะยกตัวเองเทียบรุ่นพี่ได้แบบนั้นนะ

 

ความเป็นห่วงทำให้คนเราเป็นได้ถึงขนาดนี้เชียวหรือ

 

 

 

----------

 

 

 

ผมได้พบกับประสบการณ์เฉียดตายครั้งแรก ในตอนที่ได้ลิ้มรสน้ำส้มผสมกาวจากเด็กสาวคนหนึ่ง

 

ผมจำไม่ได้จริงๆ ว่าตัวเองเป็นยังไงหลังจากที่กลืนเครื่องดื่มมรณะนั่นจนหมดขวดในครั้งเดียว เหมือนอวัยวะภายในบิดเบี้ยวและบีบรัดรุนแรง แล้วหลังจากนั้นผมก็ไม่มีสติมากพอจะจดจำอะไรได้อีก นอกจากความเจ็บปวดและเสียงโวยวายกับเสียงร้องไห้ที่ดังปนกันจนแทบแยกไม่ออก

 

และตอนที่ผมได้สติ ได้รู้ว่าตนเองยังมีชีวิตรอด ผมบอกไม่ถูกจริงๆ ว่านอกจากร่างกายผมที่เจ็บปวดแล้ว ใจของผมมันแตกย่อยยับไปมากแค่ไหน มันอาจจะประสานตัวกันไม่ไหวแล้วก็ได้

 

สมาชิกทั้งสี่คนรุมกอดผมทั้งน้ำตา ไม่ต่างจากผมที่นั่งร้องไห้โดยไม่มีเสียงเมื่อได้เห็นหน้าพวกเขา เหตุการณ์เลวร้ายผ่านพ้นไป และทิ้งรอยแผลเหวอะหวะที่ไร้ร่องรอยไว้กับผมอย่างแสนสาหัส ผมเกลียดตัวเองที่หวาดกลัวผู้คน เกลียดตัวเองที่แค่เห็นขวดน้ำส้มก็กลัวจนตัวสั่น เกลียดความอ่อนแอ คนที่เป็นหัวหน้าวงอย่างผมไม่ควรที่จะอ่อนแอแบบนี้

 

สมาชิกอีกสี่คนคอยดูแลผมมาตลอด พวกเขาไม่เคยทิ้งผมไปไหน กลับกันพวกเขาดูจะเป็นห่วงผมมากจนแทบไม่ปล่อยให้ผมทำอะไรด้วยตัวเอง จนมีวันหนึ่งที่ผมนึกจะหักดิบอาการบ้าๆ นี่ซะ ผมกว้านซื้อน้ำส้มมาเป็นสิบขวด แล้วใช้มือสั่นๆ เปิดฝา ยกขึ้นดื่มทีละขวด ทีละขวด หวังให้ชองยุนโฮที่เข้มแข็งและเป็นที่พึ่งผิงของคนอื่นกลับมาอีกครั้ง

 

 

“ยุนโฮ พอเถอะนะ”

 

“ไม่ แจจุง ฉันไม่อยากอ่อนแอแบบนี้อีกแล้ว”

 

“นี่มันขวดที่สิบแล้วนะ นายจะบ้าไปแล้วเหรอ?!”

 

“หนามยอกก็ต้องเอาหนามบ่ง มันอาจจะได้ผล”

 

“ไม่...ฮึก...ยุนโฮ มันจบไปแล้ว นายรอดพ้นมาได้แล้ว พวกเราจะคอยดูแลนายเอง นายไม่ต้องฝืนตัวเองหรอกนะ”

 

 

น้ำตาของเขาที่ไม่มีใครได้เห็นบ่อยนักทำให้ผมเลิกทำอะไรบ้าบิ่นไปได้ แต่การเยียวยาจิตใจมันไม่ใช่เรื่องง่าย ผมต้องการเวลา ไม่ว่าจะเป็นเวลาในการคิดทบทวนกับตัวเอง คิดบวกให้กับตัวเอง และให้เวลาช่วยสมานจิตใจที่แตกยับเยินกลับมาเหมือนเดิม

 

หลังจากนั้นไม่กี่วัน ผมก็หาข้อสรุปให้กับตัวเองได้อย่างเด็ดขาด

 

 

“ฉันจะไม่ยอมอ่อนแอแบบนี้อีกแล้ว ฉันจะกลับไปเป็นชองยุนโฮคนเดิม”

 

“ไม่ได้ฝืนตัวเองใช่ไหม”

 

“แจจุง นายเชื่อไหมว่าฉันจะทำแบบนั้นได้”

 

“แน่นอน น้องๆ ก็รอวันที่นายจะกลับมายิ้มได้อยู่นะ”

 

“ฉันหวังว่าฉันจะทำได้”

 

“ฉันจะคอยช่วยเอง ไม่ต้องกลัว”

 

“ขอบคุณมากจริงๆ นะ แจจุง”

 

“ฉันรักนายนะ ยุนโฮ”

 

 

ความรู้สึกที่คนพูดกันว่า เหมือนตายแล้วเกิดใหม่ มันเป็นอย่างนี้เองหรอกหรือ

 

หัวใจพองโตจนแทบระเบิดเลย

 

 

 

----------

 

 

 

ผมได้สัมผัสกับความรักที่ยิ่งใหญ่เป็นครั้งแรก ในตอนที่ผมตัดสินใจสารภาพความรู้สึกกับเขา

 

ผมสับสนและตั้งคำถามกับตัวเองมาเนิ่นนาน ซึ่งผมรู้ดีว่าเขาก็มีอาการเดียวกันกับผม ตั้งแต่ที่เราได้รู้จักกัน ผ่านพ้นเรื่องราวดีๆ และเลวร้ายหาใดเปรียบมาด้วยกัน จนกระทั่งตอนนี้ เราไม่รู้ว่าความรู้สึกที่เรามีให้แก่กันนั้นมีนิยามว่าอย่างไร เราอยู่กันอย่างครอบครัว รู้ใจกันเหมือนเพื่อน ทว่ามีความลึกซึ้งแอบแฝงอยู่ในทุกห้วงความรู้สึกระหว่างเรา

 

ผมไม่เคยมีสายสัมพันธ์แบบนี้มาก่อน จนกระทั่งมาเจอเขา คล้ายกับว่าผมเจอตัวตนอีกครึ่งหนึ่งที่หายไป ทั้งๆ ที่เราสองคนต่างเป็นผู้ชาย หลงใหลในตัวผู้หญิง เคยมีแฟนกันมาบ้าง เราต่างรู้ดีว่าความรู้สึกรักในเชิงชู้สาวเป็นอย่างไร แต่ผมไม่สามารถหาคำใดมาระบุความรู้สึกที่มีให้กับเขาได้อย่างชัดเจนเลยจริงๆ

 

และความรู้สึกนั่นยิ่งเผยตัวตนมากขึ้นในช่วงที่เราเริ่มมีงานในฐานะโทโฮชินกิได้สักพัก

 

 

“อ้าว ยุนโฮ ไม่ไปเล่นวินนิ่งกับจุนซูเหรอ”

 

“เห็นจุนซูกับชางมินแข่งกันก็เหนื่อยแล้ว”

 

“แบบนี้ยูชอนคงนั่งขำตายแหงๆ”

 

“แล้วนายไม่ไปเล่นบ้างหรอ”

 

“ฉันขอนอนฟังเพลง คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยดีกว่า”

 

“เปลี่ยวใจหรือไง”

 

“ก็ไม่เชิง”

 

“เรานี่เหมือนกันเลยนะ”

 

“ย่าห์ ชองยุนโฮ แอบไปชอบใครที่ไหนน่ะ? ตั้งแต่เมื่อไหร่ บอกมา!”

 

“แล้วนายล่ะ แอบไปชอบใครถึงเปลี่ยวใจอยู่แบบนี้?”

 

“ฉันถามก่อนนะ!”

 

“ฉันคิดว่าเราเสียเวลากันมามากเกินไปแล้ว”

 

“พูดเรื่องอะไรน่ะ?”

 

“เรามาคบกันเถอะ แจจุง”

 

“......ชองยุนโฮ”

 

“เรามาคบกันเถอะนะ ตัวตนอีกครึ่งหนึ่งของฉัน”

 

 

ผมกับเขาได้ตกลงเลื่อนระดับความสัมพันธ์กันไปอีกขั้น ถึงแม้เราจะยังคงตั้งคำถามว่าทำไมเราถึงมีความรู้สึกต่อกันในรูปแบบนี้ มันแปลก แต่เราก็รักและหวงแหนความรู้สึกนี้มากกว่าความรู้สึกที่มีต่อใครๆ

 

แน่นอนว่าในทุกความสัมพันธ์จะต้องมีช่วงเวลาที่ดีและเลวร้ายปะปนกันไป และความสัมพันธ์ของเราก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น เรามีช่วงเวลาที่รักกันมาก งอนบ้าง โกรธบ้าง ระหองระแหงบ้าง แต่สุดท้ายก็ลงเอยด้วยการกลับมาหันหน้าเข้าหากัน ประคองความสัมพันธ์ที่ยังคงหาคำนิยามไม่ได้ให้คงอยู่ และแบ่งปันทุกความรู้สึกให้แก่กันด้วยรอยยิ้ม

 

เมื่อเราเสียใจ ความเศร้าจะลดลดครึ่งหนึ่ง และเมื่อเราดีใจ ความสุขจะเพิ่มเป็นสองเท่า

 

เหมือนอย่างตอนที่วงของเราได้รับรางวัลใหญ่หลังจากที่หายหน้าไปจากวงการเพลงเกาหลีราวสองปี พวกเราห้าคนกอดกันและกันด้วยความปลื้มปิติอย่างสุดซึ้ง ขอบคุณทุกแรงสนับสนุนและความอดทนของตัวพวกเรา และในตอนที่เขายื่นมือมาหาผม ผมไม่รีรอที่จะดึงตัวเขามากอดให้แน่นมากที่สุดให้เท่ากับความรู้สึกที่ผมมีให้กับเขา

 

ผมเพิ่งตระหนักได้อย่างชัดเจนในตอนนั้นว่า จากแต่ก่อนที่ผมและเขาตัวสูงพอๆ กัน ทว่าเวลานี้ผมสูงกว่าเขา ตัวใหญ่กว่าเขา และแข็งแรงกว่าเขามาก

 

แต่น่าแปลก ทั้งๆ ที่ผมแข็งแรงกว่าเขา ทั้งด้านร่างกายและจิตใจ แต่ที่ผ่านมา ผมกลับไม่เคยรู้สึกเอาชนะเขาได้จริงๆ เลยสักครั้ง

 

หรืออาจเป็นผมเอง ที่เลือกจะยอมให้เขามาตลอด และเสมอไป

 

 

 

----------

 

 

 

ผมได้ลองทำร้ายหัวใจของตัวเองอย่างสาหัสเป็นครั้งแรก เมื่อเขาเลือกที่จะออกจากวงไปพร้อมกับน้องอีกสองคน

 

พวกเราทั้งห้าคนตกอยู่ในสภาพที่เลวร้าย ความสัมพันธ์ระหว่างเราเปราะบางมาก นับตั้งแต่ตอนที่ความคิดเห็นในด้านการทำงานเริ่มไม่ตรงกัน มันไม่ได้แปลว่าเราเกลียดกัน พวกเราแค่โมโห ไม่ว่าจะเป็นการโมโหเพราะถูกทิ้ง โมโหเพราะเราไม่อยากให้ใครต้องลำบาก หรืออะไรก็ตามแต่ แถมคนรอบข้างยังพร้อมใจกันใส่สีตีไข่ สร้างข่าวลือเรื่องของพวกเรา ทำราวกับเป็นคนสนิททั้งๆ ที่แม้แต่หน้าของคนพวกนั้นพวกเรายังไม่เคยเห็นด้วยซ้ำ

 

ผมรู้ดีว่าเราทั้งห้าคนต่างเสียใจ แม้แต่ตัวผมเองยังตกอยู่ในสภาพย่ำแย่ พนันได้เลยว่าสมาชิกอีกสี่คนที่เหลือคงหนักกว่าผมอีกหลายเท่า

 

ผมดื่มเหล้าแทบทุกวันตั้งแต่ที่วงต้องพักงานจากคดีฟ้องร้อง แม้ว่าความโกรธจะเลือนหายไปตามกาลเวลาจนแทบไม่เหลือ แต่ความไม่เข้าใจกันยังหลงเหลืออยู่เต็มอก ผมไม่เคยจินตนาการถึงวันที่วงเราจะแยกแบบนี้ – และวันที่ผมกับเขาจะไม่ได้อยู่เคียงข้างกันแบบนี้อีกแล้ว

 

 

“ยุนโฮ นายจะไม่ไปกับพวกเราจริงๆ เหรอ”

 

“ฉันทิ้งทงบังชินกิไปไม่ได้หรอกนะแจจุง”

 

“ฉันเองก็ไม่ได้ทิ้งไปเหมือนกัน! ยังไม่เข้าใจกันอีกเหรอ?!”

 

“อยากจะไปไหนก็ตามใจนายเถอะ! ไปเลย ไปให้พ้น!!”

 

 

ผมไม่ได้ติดต่อกับเขามานานมาก มีคนคอยคาบข่าวมาบอกผมเกี่ยวกับสิ่งที่เขาพิมพ์ผ่านทางทวิตเตอร์ ทั้งเรื่องที่เขาเอ่ยถึงผม และข่าวคราวทั่วไปเกี่ยวกับสภาพความเป็นอยู่ของเขา แต่ผมเลือกที่จะนิ่งเฉย ไม่ใช่เพราะทะนงตน แต่เพราะผมไม่รู้ว่าผมควรจะรับมือกับสถานการณ์ตอนนี้ของตัวเองอย่างไรดี ผมกับน้องเล็กเพิ่งกลับเข้าสู่วงการอีกครั้งได้ระยะหนึ่ง มีนักข่าวจับตามองเราสองคนแทบทุกฝีก้าว จนเราแทบจะไม่ได้ออกไปไหน ดังนั้น ไม่ต้องคิดถึงเรื่องพยายามออกไปหาทางติดต่อเขาเลย มันเสี่ยงเกินไป

 

จนกระทั่งวันหนึ่ง เพื่อนสนิทผมที่สนิทกับเขาด้วย ได้มาบอกผมว่า เขาย้ายบ้าน เพิ่งย้ายไปอยู่ที่เพนท์เฮาส์แห่งหนึ่ง ซึ่งการรักษาความปลอดภัยอยู่ในระดับยอดเยี่ยมเพราะอยู่ในย่านของคนมีอันจะกิน แถมเพื่อนผมยังใจดีพอที่จะให้เบอร์ติดต่อเขากับผม และปิดท้ายด้วยการอวยพรให้ผมกลับไปคืนดีกับเขาเสียที

 

ผมนั่งมองเบอร์โทรศัพท์ของเขาอยู่เกือบชั่วโมง เอาแต่คิดว่าควรจะติดต่อไปเลยดีไหม มันมีทั้งความเขินอายและความกระอักกระอวนใจ เราไม่ได้ติดต่อกันเลยนับตั้งแต่ที่แยกวงกัน แถมจากกันไปแบบไม่สวยนัก ทุกอย่างยังคงค้างคาและไม่ชัดเจน แค่คิดว่าถ้าโทรไปหาเขาแล้วผมจะพูดคำว่าอะไรเป็นคำแรก แค่จะพูดว่า ฮัลโหล ผมยังลำบากใจที่จะพูดเลย ให้ตายสิ

 

สุดท้าย ผมจึงเลือกใช้วิธีที่ผมเกลียดที่สุดในการติดต่อเขา ผมจะส่งข้อความไปหาเขา – พิมพ์ ลบ พิมพ์ ลบ – ผมทำอยู่แบบนั้นซ้ำๆ จนนึกหงุดหงิดที่ตัวเองขี้ขลาดได้ขนาดนี้ ผมกังวลยิ่งกว่าตอนเข้าออดิชันครั้งแรกเสียอีก

 

 

[ยุนโฮเองนะ...ไปหาที่บ้านได้ไหม?]

 

 

ผมพิมพ์ไปแค่นั้น แล้วกดส่ง และหลังจากนั้นเพียงไม่กี่วินาที ผมก็ได้รับข้อความตอบกลับ เขายังตอบข้อความเร็วเหมือนเดิม

 

 

[มาสิ รอนานแล้วนะ]

 

 

หลังจากที่อ่านข้อความจบ ผมรีบบังคับให้ผู้จัดการพาผมไปที่เพนท์เฮาส์ของเขา พอขึ้นรถมา ผมก็เอาแต่เร่งผู้จัดการมาตลอดทางจนผมโดนบ่นว่า นี่เหยียบจนไม่รู้จะเหยียบยังไงแล้วนะ ขืนมากกว่านี้เดี๋ยวก็ตายกันพอดี!

 

ช่วงเวลาที่ผมอยู่บนรถนั้นยาวนานมากเหลือเกินในความรู้สึก ผมรู้ว่าปกติผมเป็นคนอารมณ์ร้อน และในครั้งนี้อารมณ์ของผมมันร้อนกว่าเดิมไปอีกหลายสิบหลายร้อยเท่า

 

กระทั่งถึงวินาทีที่ผมได้มายืนอยู่หน้าประตูเพนท์เฮาส์ที่เปิดกว้างของเขา ได้สบตากับเขาอีกครั้งหลังจากที่ไม่ได้ติดต่อกันนานนับปี ไฟร้อนรุ่มในใจผมก็ถูกน้ำเย็นสาดใส่จนเริ่มมอดลงทีละนิด

 

ผมกับเขายืนสบตากันนิ่งๆ อยู่ที่หน้าประตู และน่าแปลกที่ความอึดอัดใจที่เคยมีต่อกันกลับหายไปหมดราวกับไม่เคยเกิดขึ้น

 

 

“แจจุง...สบายดีไหม”

 

“ก็เรื่อยๆ นะ ว่าแต่ยุนโฮกินข้าวมาหรือยัง? ฉันกำลังเข้าครัวอยู่เลย จะกินด้วยกันไหม?”

 

 

เขายังคงสบายดี รอยยิ้มของเขาเป็นสิ่งยืนยัน ผมรู้สึกเหมือนตัวเองตาพร่าไปในตอนที่ได้เห็นรอยยิ้มของเขาอีกครั้งด้วยตาตัวเองหลังจากที่ไม่ได้เห็นมานาน

 

ผมดึงเขามากอดแน่น เขาสะดุ้งนิดหน่อย แต่ก็ปล่อยให้ผมกอดอยู่อย่างนั้นโดยไม่ได้คัดค้านอะไร

 

ผมทิ้งตะกอนทุกอย่างในใจทิ้งไป ลืมสิ้นทุกเหตุผล สิ่งที่หลงเหลือเด่นชัดในใจคือความโหยหาตัวตนอีกครึ่งที่ขาดหายไป ผมก็แค่ต้องการเขา – แค่อยากจะรักเขาเหมือนอย่างที่ผ่านมา

 

และเขาได้ชุบชีวิตให้ผมเป็นครั้งที่สอง

 

 

 

----------

 

 

 

ผมได้เจอกับเขาอย่างเปิดเผยอีกครั้ง ในงานทางทหารของประเทศ

 

ผมรับหน้าที่เป็นพิธีกรคู่กับพิธีกรสาวท่านหนึ่งตรงเวทีหลักของงาน ส่วนเขารับหน้าที่ทำการแสดงที่เวทีย่อย ทั้งการร้องเพลง และการเล่นมายากล แต่ก่อนที่เขาจะไปอยู่ประจำที่เวทีย่อย เขาจะต้องมาทำการแสดงเปิดที่เวทีหลักเสียก่อน

 

ขณะที่ผมกำลังกล่าวเปิดงาน ผมเห็นเขายืนอยู่ที่เต็นท์ข้างเวที จ้องผมด้วยท่าทีสบายๆ เหมือนไม่มีอะไร แต่ผมรู้ดีว่าความจริงแล้วเขากำลังต้องการกำลังใจ รวมถึงดีใจที่สามารถทำอะไรได้อย่างเปิดเผย โดยไม่ต้องกลัวว่าจะมีใครมากีดขวางเราไว้ได้อีก

 

ถึงแม้ว่าผมกับเขาจะหัวเราะเยาะใส่กันตอนที่ได้เห็นอีกฝ่ายหัวเกรียนใส่ชุดทหาร แต่การเข้ากรมมาพร้อมกันก็มีข้อดีมากกว่าที่เราคาดหวังไว้เยอะ

 

ทันทีที่พิธีกรสาวเรียกชื่อเขา เขาวิ่งออกมาหน้าเวทีด้วยรอยยิ้มสดใสที่ผมเห็นแล้วต้องยิ้มตาม รอยยิ้มที่ผมเชื่อว่าผมเข้าใจความหมายได้ดีกว่าใคร ผมปรบมือไปตามจังหวะเพลง สองตาจับจ้องไปที่ร่างขาวเนียนผิดวิสัยทหาร และผมไม่สามารถหุบยิ้มของตัวเองได้ เช่นเดียวกันกับเขา

 

เขาคงเขินที่ไม่ได้ทำการแสดงต่อหน้าผมมานาน น่ารักเสียจริง

 

เรายังได้เจอกันเวลาเข้าไปที่เต็นท์ของศูนย์บัญชาการ ผมได้เจอกับครอบครัวของเขา เช่นเดียวกับเขาที่ได้เจอกับครอบครัวของผม เราต่างทักทายครอบครัวของอีกฝ่ายด้วยความคุ้นเคย แม้ว่าต่อหน้าสื่อมากมายเราจะไม่สามารถแสดงตัวหรือร่วมงานกันได้อย่างเปิดเผยด้วยสภาวะบางอย่าง แต่ความสัมพันธ์ของผมกับเขายังคงเหมือนเดิม เรากลับมาช่วยกันประคองความสัมพันธ์กันอีกครั้ง และหวังให้ทุกๆ อย่างค่อยๆ ดีขึ้นไปตามความเหมาะสม

 

 

“แพ้แดดแล้วยังจะไปเล่นซน ใส่ชุดมาสคอตไปไหนมาไหนอีกเหรอ”

 

“สนุกจะตาย นายน่าจะลองบ้างนะยุนโฮ”

 

“ดื่มน้ำก่อนเร็ว”

 

“ทำไมดูแลฉันดีจัง”

 

“ยังต้องถามเหตุผลอีกหรือไง?”

 

“ก็อยากฟังอีกนี่นา นายยอมพูดบ่อยๆ ซะที่ไหนกันล่ะ”

 

“อยากฟังจริงๆ เหรอ?”

 

“แหงสิ!”

 

“เพราะรักไง – รักตั้งแต่ตอนที่นายยังร้องแร็พได้ห่วยจนน่าขำนั่นแหละ”

 

 

ผมยังคงไม่เข้าใจ ว่าทำไมผมถึงรักคนอย่างเขา เราต่างเป็นเพศเดียวกัน และต่างฝ่ายต่างหลงใหลในเพศหญิง นิสัยเราก็แตกต่างกัน บุคลิกก็ไม่เข้ากัน สิ่งที่เหมือนกันคงมีแค่ผมกับเขาต่างหลงรักดนตรีเพียงแค่นั้น

 

แต่จากประสบการณ์กว่าสิบปีที่ได้ผ่านพ้นมา ตอนนี้ผมไม่นึกจะตั้งคำถามใดๆ เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างผมกับเขาอีกต่อไป เพราะผมหาคำตอบของทุกคำถาม ทั้งในอดีตและในอนาคต ได้อย่างแจ่มชัดแล้ว

 

ผมรักคิมแจจุง

 

แค่รักแจจุง – นั่นแหละคือคำตอบของทุกอย่าง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

. NEVER ENDING .

 

 

 

----------

 

 

 

ฟิคเรื่องนี้คือฟิควูบค่ะ เพิ่งเริ่มพิมพ์ตอนห้าทุ่ม และแต่งเสร็จตอนเกือบตีห้า

ขอบคุณคำพูดกินใจของพี่เบลล์ จิรเดช ที่เป็นแรงบันดาลใจด้วยนะคะ ^^

 

เรายกฟิคเรื่องนี้ให้เป็นฟิคฉลองวันเกิดยุนแจไปเลยละกันเนอะ

จริงๆ ก็กลัวว่าอ่านแล้วจะงงกัน พล็อตไหลตามมือมาก และง่วงมาก

ส่วนเรื่องเหตุการณ์ที่อ้างอิง เราก็ไม่แน่ใจว่าเรียงลำดับถูกมั้ยนะ เน้นฟีลลิ่งล้วนๆ 5555

 

สุขสันต์วันเกิดยุนแจ ขอบคุณจริงๆ ที่เป็นแรงบันดาลใจมาตลอด : )

 

รักคนอ่าน จุ๊บบบ <3

 

 

ปล. ตอนแรกกะจะปั่น SHADING ให้เสร็จในเดือนมกรา แต่ไม่ทัน ฮื๊อออ

อดใจรอคุณชองกันก่อนนะคะ T T

 

 

 

 

Comment

Comment:

Tweet

~#DN_LoveR#~ View my profile

Recommend