[SF] +:+ ‘It’s love’, that’s all +:+ [YunJae]

posted on 05 Feb 2016 21:21 by daikun in SF-TVXQ directory Fiction, Asian

 

 

 

 

‘It’s love’, that’s all.

Paring: Yunho x Jaejoong | Genre: RPS, Romance

Author: ~#DN_LoveR#~ | Note: ด้วยรัก

 

 

 

 

 

“รักใคร อาจไม่ต้องรักจนได้คำตอบ แค่รักจนหมดคำถาม”

 

เบลล์ จิรเดช

 

 

 

 

ผมเจอเขาครั้งแรก ในตอนที่ผมเป็นเด็กฝึกในค่ายเพลงยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่ง

 

เขาเป็นคนรูปร่างเล็ก ผิวขาวจัด ริมฝีปากไม่ค่อยมีหยัก ดูกลมๆ แต่มีสีชมพูน่ารัก อย่างกับขนมมาชแมลโลว ดวงตากับผมเป็นสีดำสนิทเหมือนกับเด็กฝึกส่วนมาก เขาไม่ใช่คนหน้าตาดีที่สุด และก็ไม่ใช่คนที่หน้าตาขี้เหร่ที่สุด – แต่ผมจัดให้เขาเป็นคนที่พูดมากที่สุดในกลุ่มเด็กฝึกด้วยกัน

 

เขาแก่กว่าผม ถึงจะไม่ได้แก่กว่าเป็นปี แต่ตามวัฒนธรรมเกาหลีแล้ว เขาคือรุ่นพี่ของผม เขาเป็นรุ่นพี่ที่ทำตัวไม่ค่อยเหมือนรุ่นพี่ เขาชอบชวนคนอื่นคุยไปเรื่อย คุยเหมือนกับว่าพรุ่งนี้เขาจะไม่มีสิทธิคุยกับใครได้อีก บางทีมันก็ดูน่ารำคาญ แต่น่าแปลกที่เขากลับเป็นคนพูดมากที่ผมไม่เคยนึกเกลียดได้ลง

 

อาจเพราะเขาเป็นรุ่นพี่ – รุ่นพี่ที่ผมต้องเคารพ

 

 

“ยุนโฮ มาแล้วเหรอ สอนฉันร้องแร็พหน่อยสิ!”

 

“อะไร พี่ก็แร็พเป็นไม่ใช่รึไงกัน”

 

 

ผมชอบการแร็พและการเต้น มันน่าหลงใหล และแน่นอนว่าเวลาที่ได้ทำการแสดงอะไรแบบนี้ต่อหน้าคนอื่นน่ะ มันทำให้ผมดูเท่เป็นบ้า ส่วนเขาเป็นคนชอบร้องเพลงบัลลาด เนื้อเสียงเขาดีมาก – แหบ ทุ้ม และเจือความหวานที่แปลกใหม่ – บางครั้งเขาก็ชอบนั่งร้องเพลงลูกทุ่งสร้างเสียงหัวเราะให้คนอื่น แต่ตอนนี้เขาพบว่าตัวเองมีจุดอ่อนสำคัญ คือ เขาร้องแร็พได้ห่วยมาก

 

 

“แร็พได้กับแร็พเก่งมันเหมือนกันที่ไหนล่ะ ย่าห์ ชองยุนโฮ สอนนิดสอนหน่อยไม่ได้รึไงกัน”

 

“ครับๆ เดี๋ยวผมจะตั้งใจสอนให้พี่แจจุงอย่างดีเลยคร้าบ”

 

“มันต้องอย่างนี้สิไอ้น้อง ฮะฮ่า!”

 

 

ผมเสนอเพลงแร็พที่ผมชอบให้เขาร้อง และแน่นอนว่าการแร็พของเขามันน่าขำ เสียงแหบหวานนั่นไม่เหมาะกับการร้องสไตล์นี้เลยสักนิด แต่เขาก็พยายามที่จะแร็พให้เก่งเหมือนอย่างเด็กฝึกคนอื่น

 

ผมหัวเราะ เขาโวยวาย – วนไปวนมาอยู่อย่างนี้ตลอดการสอนร้องแร็พที่ดูจะไร้ประโยชน์สิ้นดี

 

แต่ผมกลับสนุกยิ่งกว่าตอนซ้อมเต้นเสียอีก

 

 

 

----------

 

 

 

ผมได้เดบิวต์ครั้งแรก พร้อมกับเขาและเด็กฝึกอีกสามคน

 

เราห้าคนได้เดบิวต์ในฐานะสมาชิกวงทงบังชินกิ ได้ทำงานร่วมกัน รวมถึงได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันตลอด 24 ชั่วโมง ผมได้รับตำแหน่งหัวหน้าวงแทนที่เขา ซึ่งมีอายุมากที่สุด เหตุผลเพราะเขาเป็นคนพูดทางการไม่เก่ง และพูดไร้สาระไปเรื่อย จะว่ายังไงดี อืม...เขาเหมือนผู้หญิงช่างคุย – ผมเดาว่า คงเป็นเพราะเขาโตมากับพี่สาวถึง 8 คน เขาเลยติดนิสัยแบบนั้นมา

 

ผมพยายามดูแลสมาชิกวงอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นน้องเล็กที่ยังคอยเว้นระยะห่างจากผมอยู่ เจ้าเด็กเสียงประหลาดที่ชอบมาอ้อนให้ผมเล่นด้วย น้องใหม่บินตรงจากอเมริกาที่ดูเป็นตัวของตัวเองจนบางทีก็เข้าไม่ถึง และเขาที่ปรับตัวเข้ากับทุกคนได้อย่างรวดเร็ว ราวกับรู้จักมักจี่กันมาก่อนหน้านี้เป็นสิบปี

 

เขาเป็นเหมือนคุณแม่ของวง เขารับหน้าที่ทำอาหารและทำความสะอาดบ้านบ่อยกว่าใคร (ถึงแม้ว่าบางครั้งเขาต้องทำเพราะผมและเจ้าเด็กอีกสามคนพร้อมใจกันขี้เกียจก็เถอะนะ) เขาเป็นคนที่ทำให้บ้านที่มีแต่ผู้ชายห้าคนนี้มีสีสันและอบอุ่นขึ้นได้เป็นอย่างดี

 

 

“พี่แจจุง...”

 

“ไม่ต้องมาทำเสียงอ่อย จำได้ไหมว่าใครสัญญาว่าวันนี้จะล้างจานชดเชยที่ทำแก้วใบโปรดของฉันแตก”

 

“พี่แจจุงงงง ผมผิดไปแล้ว ชองยุนโฮผิดเองเต็มๆ เลย ง้อนะ หายโกรธนะ หายโกรธเถอะนะ”

 

“เฮ้อ...นายต้องล้างจานแทนฉันสองครั้ง จำไว้เลย!”

 

“จะจำไว้อย่างดีเลยครับ!”

 

“ย่าห์! อย่าเพิ่งมากอดตอนนี้ได้ไหม เดี๋ยวฉันก็ได้หั่นมือตัวเองแทนหั่นผักหรอก!”

 

 

ผมหัวเราะ เขาโวยวาย แต่ก็ยิ้มไม่เลิก

 

และผมก็ได้พบว่า อาหารมื้อนั้นอร่อยจับใจอย่างบอกไม่ถูก

 

 

 

----------

 

 

 

ผมจัดการอารมณ์ความรู้สึกของตัวเองไม่ได้เป็นครั้งแรก ในตอนที่เขาได้รับบาดเจ็บขณะฝึกซ้อม

 

การได้รับบาดเจ็บขณะฝึกซ้อมมันมีโอกาสเกิดขึ้นได้บ้าง มันไม่ใช่เรื่องแปลก แต่อาการของเขาค่อนข้างรุนแรง เขาไม่สามารถขึ้นเวทีการแสดงพร้อมกับพวกเราได้ และแน่นอนว่าเหตุการณ์ในครั้งนี้ทำให้เราทั้งห้าคนเศร้าเสียใจยิ่งกว่าครั้งใด

 

จากการที่เราได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน ได้อยู่ใกล้ชิดกันมาหลายปี ผมปวดใจมากที่เห็นเขาต้องใช้ไม้ค้ำพาตัวเองขยับไปไหนมาไหน แค่จะขยับตัวลงนั่งก็ดูจะลำบากไม่ใช่เล่น แต่ถึงอย่างนั้น เขากลับตามพวกเราไปตลอด ไม่ว่าเราจะมีตารางงานที่ไหน แม้ว่าเขาจะไม่สามารถขึ้นเวทีได้ แต่สิ่งที่เขาจะคอยทำให้พวกเราอยู่เสมอคือการส่งยิ้มมาให้ และบอกว่า พยายามให้เต็มที่นะ

 

ผมรู้ว่าคนที่เจ็บปวดที่สุดในเหตุการณ์นี้ก็คือเขา ทั้งในด้านร่างกายและจิตใจ และความจริงข้อนั้นมันทำให้ผมหงุดหงิดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ผมไม่อยากให้เขาทรมานหรือเสียใจอยู่แบบนี้ อยากให้เขาหายไวๆ และกลับมายิ้มอย่างเป็นธรรมชาติได้เหมือนเดิม

 

 

“พี่แจจุง ยังเจ็บขาอยู่ไหม”

 

“นิดหน่อย แต่มีไม้ค้ำอยู่ก็ไม่ลำบากมากหรอก”

 

“กินข้าวกันเถอะ ผมหยิบมาเผื่อแล้ว อีกตั้งชั่วโมงกว่ากว่าจะได้แสดง”

 

“แล้วเจ้าเด็กสามคนนั้นล่ะ”

 

“ไปแก้ไซส์เสื้ออยู่ เดี๋ยวตามมา”

 

“ยุนโฮ”

 

“อืม”

 

“ฉัน...อยากขึ้นเวทีด้วยจัง”

 

“......”

 

“เป็นพี่ใหญ่ แต่กลับเป็นตัวถ่วงน้องๆ ฉันมันแย่จริงๆ นะ ว่าไหม?”

 

 

ผมไม่รู้ว่าจะทำยังไงให้สีหน้าที่เหมือนจะร้องไห้ตลอดเวลาของเขาหายไปได้ ผมไม่ใช่คนที่เอาใจใส่ในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เหมือนเขา คำว่าอ่อนโยนหรือนุ่มนวลก็ดูจะห่างไกลจากบุคลิกของผมไปไกลมาก

 

หลังจากที่ผมใช้เวลาทบทวนอยู่กับตัวเอง สุดท้ายผมก็เลือกที่จะใช้วิธีที่ผู้ชายทื่อๆ อย่างผมจะช่วยเหลือคนอื่นได้ นั่นคือการใช้การกระทำแทนคำพูดนับล้าน ผมพูดปลอบใจหรือให้กำลังใจใครไม่บ่อยนักหรอกนะ และนั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่ผมถนัดนักด้วย

 

 

“ยุนโฮ นายมานอนเตียงนี้เถอะ”

 

“ก็บอกแล้วไงว่าผมยกให้พี่นอนเตียงนี้”

 

“แต่นายคอยพยุง คอยดูแลฉันมาทั้งวัน แถมยังต้องขึ้นแสดงอีก นายต้องได้นอนพักบนเตียงกว้างๆ แบบนี้สิ”

 

“อย่ามาเกรงใจไม่เข้าเรื่องแบบนี้สิ”

 

“ไม่ ฉันไม่อยากรู้สึกเป็นตัวถ่วงนายอยู่แบบนี้...”

 

“ใครกันที่เป็นตัวถ่วง”

 

“ก็ฉั—”

 

“นายไม่เคยเป็นตัวถ่วงสำหรับฉันเลยสักนิด แจจุง”

 

 

ทำไมผมถึงใจกล้าพอที่จะยกตัวเองเทียบรุ่นพี่ได้แบบนั้นนะ

 

ความเป็นห่วงทำให้คนเราเป็นได้ถึงขนาดนี้เชียวหรือ

 

 

 

----------

 

 

 

ผมได้พบกับประสบการณ์เฉียดตายครั้งแรก ในตอนที่ได้ลิ้มรสน้ำส้มผสมกาวจากเด็กสาวคนหนึ่ง

 

ผมจำไม่ได้จริงๆ ว่าตัวเองเป็นยังไงหลังจากที่กลืนเครื่องดื่มมรณะนั่นจนหมดขวดในครั้งเดียว เหมือนอวัยวะภายในบิดเบี้ยวและบีบรัดรุนแรง แล้วหลังจากนั้นผมก็ไม่มีสติมากพอจะจดจำอะไรได้อีก นอกจากความเจ็บปวดและเสียงโวยวายกับเสียงร้องไห้ที่ดังปนกันจนแทบแยกไม่ออก

 

และตอนที่ผมได้สติ ได้รู้ว่าตนเองยังมีชีวิตรอด ผมบอกไม่ถูกจริงๆ ว่านอกจากร่างกายผมที่เจ็บปวดแล้ว ใจของผมมันแตกย่อยยับไปมากแค่ไหน มันอาจจะประสานตัวกันไม่ไหวแล้วก็ได้

 

สมาชิกทั้งสี่คนรุมกอดผมทั้งน้ำตา ไม่ต่างจากผมที่นั่งร้องไห้โดยไม่มีเสียงเมื่อได้เห็นหน้าพวกเขา เหตุการณ์เลวร้ายผ่านพ้นไป และทิ้งรอยแผลเหวอะหวะที่ไร้ร่องรอยไว้กับผมอย่างแสนสาหัส ผมเกลียดตัวเองที่หวาดกลัวผู้คน เกลียดตัวเองที่แค่เห็นขวดน้ำส้มก็กลัวจนตัวสั่น เกลียดความอ่อนแอ คนที่เป็นหัวหน้าวงอย่างผมไม่ควรที่จะอ่อนแอแบบนี้

 

สมาชิกอีกสี่คนคอยดูแลผมมาตลอด พวกเขาไม่เคยทิ้งผมไปไหน กลับกันพวกเขาดูจะเป็นห่วงผมมากจนแทบไม่ปล่อยให้ผมทำอะไรด้วยตัวเอง จนมีวันหนึ่งที่ผมนึกจะหักดิบอาการบ้าๆ นี่ซะ ผมกว้านซื้อน้ำส้มมาเป็นสิบขวด แล้วใช้มือสั่นๆ เปิดฝา ยกขึ้นดื่มทีละขวด ทีละขวด หวังให้ชองยุนโฮที่เข้มแข็งและเป็นที่พึ่งผิงของคนอื่นกลับมาอีกครั้ง

 

 

“ยุนโฮ พอเถอะนะ”

 

“ไม่ แจจุง ฉันไม่อยากอ่อนแอแบบนี้อีกแล้ว”