[SF] +:+ Little Punk +:+ [YunJae]
posted on 04 Jul 2009 15:50 by daikun in All-TVXQ-Short-Fic
Title: Little Punk
Paring: Yunho x Jaejoong
Author: ~#DN_LoveR#~
Author Note: ลงฟิคไปหลายเรื่อง ดันลืมเอาเรื่องนี้มาลงซะงั้นเลย -w-" สำหรับเรื่องนี้ก็เป็นฟิคเพลงนะคะ บางคนก็คงจะเคยอ่านจากบอร์ดอื่นกันมาแล้ว สนุกไม่สนุกก็ติชมกันได้ยนะคะ เชิญอ่านกันได้ตามสบายเลยนะคะ~
*แนะนำ* อ่านไป ก็เปิดเพลง Little Punk ไประหว่างอ่านด้วยนะคะ ^ ^
สำหรับคนที่ไม่มีเพลง เบลล์มีแจกค่า~ >> http://www.hulashare.com/view.php?file=1633f16a91f498505fc378bb4424cb14
+:+:+:+:+:+:+ Little Punk +:+:+:+:+:+:+
ภายในค่ำคืนที่มืดสนิท ขาเรียวยาวสองข้างก้าวย่ำลงไปบนผืนหญ้าสีเขียวอย่างช้า ๆ บรรยากาศยามค่ำคืนภายในชนบท อากาศที่เย็นสบายและสดชื่น กับเสียงภายนอกที่มีเพียงเสียงจากต้นไม้ใบหญ้า และแมลงตัวน้อยที่แข่งกันส่งเสียง เสียงไพเราะที่ธรรมชาติบรรจงสร้างสรรค์ขึ้นมานั้นชวนให้รอยยิ้มหวานบนใบหน้าเผยออกมาได้อย่างไม่ยาก
마냥 신기해 모든게 좋았던 시골 어귀엔
มันเป็นความดึงดูดใจอยู่เสมอ และทุกสิ่งทุกอย่างในชนบทนี้ดูดีไปหมด
ร่างบางหย่อนตัวลงนั่งบนผืนหญ้านุ่ม ใบหน้าหวานเงยขึ้นมองท้องฟ้าสีรัตติกาลในยามค่ำคืนที่เต็มไปด้วยหมู่ดาวนับล้าน ที่แข่งกันส่องแสงให้ท้องฟ้ายามค่ำคืนนั้นดูสวยงามยิ่งกว่าคืนไหน ๆ ภาพสวยงามของท้องฟ้ายามค่ำคืนที่หาได้ยากจากสภาพแวดล้อมภายในเมืองใหญ่ ภาพของธรรมชาตินี้ช่างสวยงามจนร่างบางอยากจะให้มันคงอยู่ไปตลอดวัน
ถึงแม้ว่าจะเป็นช่วงเวลายามค่ำคืน แต่ผู้คนส่วนใหญ่ในชนบทก็ยังไม่ได้กลับบ้านไปพักผ่อนกันหมด บ้างก็นั่งคุยกันตามประสาคนสนิทที่โต๊ะที่เปิดแสงไฟสลัว ๆ หรือเด็ก ๆ ที่ยังคงวิ่งซนไปตามวัย คงจะมีเพียงแค่ร่างบางคนเดียว ที่ปลีกตัวมานั่งอยู่ที่ห่างจากบ้านผู้คน
...อยากจะเก็บภาพความทรงจำที่สวยงามไว้ให้มากที่สุด...
...ก่อนที่เขาจะต้องกลับเข้าไปอยู่ภายในเมืองใหญ่อีกครั้งหนึ่ง...
“พี่แจจุงฮะ”
เสียงใสของเด็กน้อยคนหนึ่งดังมาจากด้านหลัง ใบหน้าหวานหันไปมองตามทางที่เสียงดังมา เด็กหนุ่มหน้าตาน่ารัก เรือนผมสีดำที่ยาวระต้นคอ ดวงตาเรียวที่แฝงไปด้วยความใสซื่อของเด็ก บวกกับรอยยิ้มน่ารักที่เผยให้เห็นเขี้ยวซี่เล็ก ภาพใบหน้าของเด็กน้อยที่แสนคุ้นเคย เรียกรอยยิ้มบนใบหน้าหวานให้เผยออกมาอีกครั้ง
“ยุนโฮ ไม่กลับบ้านหรอ? เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็ตื่นไปโรงเรียนไม่ไหวหรอก”
แจจุงพูดเตือนเด็กประถมตัวน้อยด้วยความเอ็นดู แต่ดูเหมือนคำเตือนจะไม่มีผลอะไรกับยุนโฮเลยสักนิด เด็กหนุ่มหย่อนตัวลงนั่งข้าง ๆ กับร่างบาง ก่อนจะหันขวับช้อนตามองใบหน้าของคนที่อายุมากกว่าด้วยสายตาที่ใสซื่อ
“แล้วทำไมพี่แจจุงมาอยู่ที่นี่คนเดียวล่ะฮะ?”
ยุนโฮถามขึ้นด้วยความอยากรู้อยากเห็น ใบหน้าของเด็กหนุ่มที่ดูแล้วสดใส และแฝงไปด้วยความใสซื่อตามประสาเด็ก มันทำให้แจจุงนึกย้อนถึงตัวเองในอดีตได้ทุกครั้ง ร่างบางยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย มือเรียวเลื่อนขึ้นมาลูบเรือนผมสีดำของร่างเล็กอย่างอ่อนโยน
“พี่มาดูภาพสวย ๆ จากธรรมชาติน่ะ ยุนโฮอยากดูด้วยมั้ยล่ะ?”
“อยากฮะ”
แจจุงจัดการอุ้มยุนโฮมานั่งบนตัก เพื่อที่จะให้ยุนโฮได้เห็นภาพที่สวยงามในตำแหน่งเดียวกันกับตัวเอง แขนเรียวโอบร่างเล็กของเด็กหนุ่มไว้หลวม ๆ เพราะห่วงว่าอากาศในตอนกลางคืนจะทำให้เด็กน้อยนั้นไม่สบายเอาได้
“เอ้า ดูสิ ยุนโฮ สวยมั้ยล่ะ”
맑은 시냇가의 반짝이는 작은 반딧불새로
แม้กระทั่งแสงสว่างจากหิ่งห้อยริมแม่น้ำ
“ว้าวววว!!!”
ภาพท้องฟ้ายามค่ำคืนที่เต็มไปด้วยแสงจากดวงดาวนับล้าน แต่ไม่เพียงแค่ดาวเท่านั้นที่ให้แสงที่สวยงามกับสภาพรอบ ๆ ยามค่ำคืน หิ่งห้อยหลายตัวที่พากันออกมาบินหยอกล้อกันยามค่ำคืนก็ช่วยเสริมให้สภาพรอบ ๆ นั้นดูสวยงามขึ้น แสงสีเหลืองทองที่เปล่งประกายออกมาจากแมลงตัวน้อยนั้นทำให้ดูราวกับเป็นแสงไฟเล็ก ๆ ลอยไปมาอยู่ในอากาศ เช่นเดียวกับดวงดาวที่ลอยให้แสงสว่างอยู่บนท้องฟ้าที่มืดมิด
ดวงตาเรียวของยุนโฮเปล่งประกายด้วยความตื่นเต้น ปากเล็กเผยยิ้มจนเห็นเขี้ยวซี่เล็กดูน่ารักเป็นยิ่งนัก ใบหน้ามนหันซ้ายขวาไปมามองหิ่งห้อยที่บินไปมาอย่างตื่นเต้น เสียงพูดเจี๊ยวจ๊าวดังออกมาจากปากเล็กไม่หยุด เพราะเจ้าตัวไม่เคยเห็นภาพที่สวยงามแบบนี้มาก่อน
ริมฝีปากสีชมพูคลี่ยิ้มอย่างอ่อนโยน หูเล็กตั้งใจฟังสิ่งที่เด็กน้อยพูดออกมาทุกถ้อยคำ บางทีก็หลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ กับความใสซื่อของยุนโฮอย่างนึกเอ็นดู
“เอาล่ะ ยุนโฮ กลับบ้านกันดีกว่า มันเริ่มดึกแล้ว เดี๋ยวพี่ไปส่งนะครับ”
หัวกลมขยับไปมาเนื่องจากการพยักหน้ารับรู้ ร่างเล็กลุกออกจากตักนุ่มของร่างบาง ก่อนจะตามด้วยร่างบางที่ยืนขึ้นจนเต็มความสูงบ้าง มือเรียวเลื่อนไปจับกุมมือเล็กไว้อย่างอ่อนโยน และเดินจูงมือพาเด็กน้อยไปส่งที่บ้านอย่างคุ้นเคย
ไม่นานนัก ทั้งสองก็มาหยุดอยู่ที่หน้าบ้านของยุนโฮ แจจุงก้มลงมองยุนโฮที่ตอนนี้ทำหน้ายู่เหมือนกับยังอยากจะอยู่กับเขาต่อ แจจุงยิ้มออกมาบาง ๆ และหย่อนตัวนั่งยองช้อนตามองยุนโฮด้วยสายตาที่เอ็นดูและอ่อนโยน
“วันนี้ดึกแล้ว ยุนโฮต้องไปนอนได้แล้วนะ พรุ่งนี้ยุนโฮจะได้ไปเรียนหนังสือกับพี่ไง”
ดวงตาเรียวเบิกกว้างนิด ๆ ราวกับตกใจที่อีกคนรู้ว่าตัวเองกำลังคิดอะไรอยู่ แต่ความหมายที่แฝงอยู่ในประโยคที่แจจุงบอกมานั้น ว่าพรุ่งนี้เขาจะได้เจอแจจุงอีกครั้ง ทำให้ยุนโฮยิ้มออกมาทันที เด็กหนุ่มโบกมือลาคนอายุมากกว่า ก่อนจะเดินดุ๊กดิ๊กเข้าบ้านไปนอนตามที่อีกคนบอกอย่างรวดเร็ว
“งั้นผมไปนอนก็ได้ พรุ่งนี้เจอกันนะพี่แจจุง~”
“ครับ~”
ร่างเล็กของหนุ่มน้อยหายเข้าไปอยู่ภายในบ้าน แจจุงเดินกลับไปยังห้องพักของตัวเองที่อยู่ไม่ไกลจากบ้านยุนโฮนักด้วยรอยยิ้ม ไม่ว่ากี่ครั้งต่อกี่ครั้งที่เขาเห็นยุนโฮ มันเหมือนกับทำให้เขาเห็นภาพในอดีตของตัวเองทุก ๆ ครั้ง
เขากับยุนโฮไม่ได้เป็นพี่น้องกัน แต่เขากลับรู้สึกเอ็นดูยุนโฮราวกับเป็นน้องแท้ ๆ ของตัวเอง รอยยิ้มที่ดูใสซื่อบริสุทธิ์ของเด็ก ๆ นั้นทำให้เขาอดที่จะยิ้มตามไม่ได้ เสียงใสที่เปล่งออกมาเพราะความตื่นเต้นและความอยากรู้อยากเห็นนั้นก็เหมือนกับทำให้เราได้เห็นมุมมองของเด็กในอีกทางหนึ่ง
...และนี่อาจจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่เขาอยากจะอยู่ที่นี่ต่อไป...
...แต่ก็ได้แค่คิดไว้อย่างนั้น...
...เพราะอีกเพียงไม่กี่วันเท่านั้น...
...วันที่เขาไม่อยากจะให้มาถึง...ก็ต้องผ่านเข้ามาอยู่ดี...
+:+:+:+:+:+:+ Little Punk +:+:+:+:+:+:+
เช้าวันใหม่ที่แสนสดใสก็มาถึงอีกวันหนึ่ง ร่างบางเดินออกมาจากห้องพักของตัวเองในเสื้อผ้าแบบสบาย ๆ และก้าวเดินไปยังโรงเรียนเด็กประถมที่เขากำลังเป็นครูฝึกสอนอยู่ที่นั่น แสงแดดอุ่น ๆ กับเสียงนกหลายตัวที่พากันขับขานเสียงดนตรีที่แสนไพเราะนั้นทำให้เขาต้องอมยิ้มกับสภาพแวดล้อมที่แสนอบอุ่น
ขาเรียวที่ก้าวเดินโดยใช้เวลาไม่นานนัก ก็มาหยุดยืนอยู่ที่หน้าโรงเรียนที่แสนคุ้ยเคย ดวงตากลมโตทอดมองภาพตรงหน้าด้วยรอยยิ้มบาง ๆ ที่คงจะมีน้อยคนที่ได้เห็นรอยยิ้มแบบนี้ แม้ว่าจะเป็นเวลาเช้าตรู่ แต่ที่สนามหญ้าภายในโรงเรียนนั้น เด็กนักเรียนผู้ชายต่างพร้อมใจกันวิ่งเล่นกันด้วยเสียงที่ฟังแล้วสดใสเป็นยิ่งนัก แม้จะเหนื่อยจากการวิ่งเล่น แต่รอยยิ้มกว้างก็ถูกฉาบไว้อยู่บนใบหน้าของเด็ก ๆ ทุกคน
뛰어 놀며 지칠줄도 모르는 그앤 바로 어린날 나의 모습인걸
เด็กผู้ชายวิ่งไปรอบๆโดยที่ไม่รู้จักความเหน็ดเหนื่อย คือภาพลักษณ์ของฉันตอนยังเป็นเด็ก
แจจุงเดินเข้าไปยังภายในโรงเรียนด้วยรอยยิ้มที่ยังคงตราตรึงอยู่บนใบหน้าหวาน ขาเรียวก้าวเดินพาตัวเองมายืนอยู่ที่สนามหญ้าที่อยู่ทางด้านขวาจากประตูโรงเรียน ดวงตากลมโตมองเด็กนักเรียนหน้าตาน่ารักด้วยแววตาเอ็นดู
สักพักหนึ่ง เด็กหนุ่มคนหนึ่งที่กำลังวิ่งเล่นกับเพื่อน ๆ ก็หันมาสบตากับแจจุงพอดี ทันทีที่ดวงตาใสซื่อมองเห็นใบหน้าของคนที่ได้ชื่อว่าเป็นอาจารย์และเป็นคนที่สนิทกับเขามากอยู่ทีเดียว ริมฝีปากเล็กก็คลี่ยิ้มให้เห็นเขี้ยวซี่เล็กอีกครั้ง
“พี่แจจุง~”
ยุนโฮวิ่งออกมาจากกลุ่มเพื่อน ตรงดิ่งมาหาคนหน้าหวาน โดยปล่อยให้เพื่อน ๆ นั้นเล่นกันไปก่อน ร่างเล็กวิ่งถลาเข้ามากอดร่างบาง และซุกหน้าเข้ากับอกแสนอุ่นที่คุ้นเคยเสมอมา แจจุงเซเล็กน้อยเพราะแรงกอดของเด็กหนุ่ม ก่อนจะเลื่อนมือมาลูบเรือนผมนุ่มสีดำนั้นอย่างอ่อนโยน
“ฮึ ๆ วิ่งมาหาพี่ทำไมเนี่ย ไม่ไปเล่นกับเพื่อนแล้วหรอ?”
ใบหน้ามนผละออกจากอกบาง ก่อนจะเงยหน้ามองคนตัวสูงกว่าตาปริบ ๆ ราวกับกำลังจะแปลความหมายของประโยคนั้น พอคิดไปคิดมา ยุนโฮก็ต้องเปลี่ยนมาทำเป็นหน้ายู่ ปากยื่นแทบจะทันที
꼬마야 내말 들어봐
เด็กน้อยๆฟังคำของฉันนะ
“พูดแบบนี้ แสดงว่าพี่แจจุงไม่อยากอยู่กับผมหรอ?”
ทันทีที่ประโยคแบบนั้นหลุดออกมาจากริมฝีปากเล็ก แจจุงที่ตอนแรกกำลังยิ้มก็เปลี่ยนไปกลายเป็นใบหน้าเหรอหราแทน เพราะไม่คิดว่ายุนโฮนั้นจะเป็นเด็กที่คิดมากได้ขนาดนี้ วงแขนเรียวโอบกอดร่างเด็กหนุ่มไว้หลวม ๆ ก่อนจะพูดอธิบายให้ยุนโฮฟัง
“โอ๋~ พี่ไม่ได้หมายถึงแบบนั้นซะหน่อย พี่คิดว่าพี่มาขัดเวลาสนุกของยุนโฮต่างหาก”
ยุนโฮช้อนตามองอีกคนราวกับจะยังไม่ค่อยเชื่อในสิ่งที่อีกคนบอก ดวงตากลมที่เห็นแบบนั้นก็ได้แต่ยิ้มด้วยความเอ็นดูกับความดื้อรั้นหัวแข็งไม่ยอมใครของเด็กน้อย
“พี่พูดจริง ๆ นะ อย่าทำหน้าแบบนั้นสิ ไม่น่ารักเลยรู้มั้ย ยิ้มสิ เวลายุนโฮยิ้มน่ะ อยู่น่ารักมาก ๆ เลยรู้มั้ย”
เสียงหวานพูดอย่างอ่อนโยน นิ้วเรียวเลื่อนมาแตะที่มุมปากบางของเด็กหนุ่ม และขยับนิ้วเลื่อนให้มุมปากนั้นยกขึ้น ยุนโฮหัวเราะร่วนกับการกระทำแบบนั้นของแจจุง และเผยยิ้มสดใสของเด็ก ๆ ออกมา รอยยิ้มและดวงตาที่เต็มไปด้วยความใสซื่อบริสุทธิ์นั้นทำให้ริมฝีปากสีชมพูคลี่ยิ้มออกมา
지금처럼 맑은 그 웃음을 꽃잎에 담아봐
มีภาพลักษณ์ที่กำลังยิ้มแย้มแจ่มใสอย่างนี้เสมอไปนะ
“ฮ้า~ ต้องยิ้มแบบนี้สิยุนโฮ อยู่น่ารักขึ้นตั้งเยอะเลยนะ”
แจจุงพูดด้วยรอยยิ้มที่แสนสดใส ก่อนจะเลื่อนใบหน้าเข้าไปใกล้กับเด็กหนุ่ม และใช้จมูกโด่งของตัวเองถูไปมากับจมูกของเด็กน้อยด้วยความเอ็นดูปนความหมั่นเขี้ยวเล็ก ๆ ยุนโฮปล่อยเสียงหัวเราะออกมาอย่างสนุกสนาน และใช้มือเล็ก ๆ ของตัวเองพยายามดันใบหน้าหวานให้ออกห่างจากใบหน้าตัวเอง
“ไปเล่นกับเพื่อนต่อเถอะ เดี๋ยวพี่จะได้ไปเตรียมตัวสอนยุนโฮกับเพื่อน ๆ นะ”
แจจุงปล่อยอ้อมกอดออกจากร่างของหนุ่มน้อย ยุนโฮเผยยิ้มให้เห็นเขี้ยวซี่เล็กอีกครั้งหนึ่ง ก่อนจะโบกมือลาร่างบาง และวิ่งเข้าไปหากลุ่มเพื่อนที่กำลังวิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนานอีกครั้งหนึ่ง
ดวงตากลมโตมองไปที่กลุ่มเด็กหนุ่มที่วิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนาน ก่อนจะถอนหายใจออกมาด้วยรอยยิ้ม ไม่ว่าจะทำอะไรสักกี่ครั้ง เด็กก็ยังเป็นเด็กอยู่วันยังค่ำ แต่พฤติกรรมแบบนั้น ก็ทำให้เขานั้นต้องเผยยิ้มออกมาอย่างห้ามไม่ได้ซะทุกครั้ง
ขาเรียวก้าวเดินพาตัวเองเข้าไปยังห้องรวมของเหล่าอาจารย์ภายในโรงเรียน ที่ตอนนี้คาดว่าคงจะยังมีคนอยู่ไม่เยอะมาก เนื่องจากช่วงเวลานี้ยังเช้ามากนัก
‘ครืด~’
เสียงเปิดประตูดังขึ้น ร่างบางแทรกตัวผ่านบานประตูเข้ามายังภายในตัวห้อง ก่อนจะเลื่อนประตูให้ปิดลง ดวงตากลมโตหันมามองภายในตัวห้อง ที่ไม่ผิดไว้จากที่คาดไว้ตอนแรก อาจารย์ที่อยู่ในห้องนั้นยังมีจำนวนไม่มาก แต่หนึ่งในนั้นก็มีอาจารย์คนนึงล่ะ ที่สนิทกับเขามากเป็นพิเศษ
“แจจุง วันนี้มาเช้าจังนะ”
เสียงทุ้มพูดด้วยเสียงที่ไม่ดังมากนัก ดวงตากลมโตหันไปมองใบหน้าของผู้เป็นเจ้าของเสียง ริมฝีปากยกยิ้มเมื่อเห็นใบหน้าที่คุ้นเคยของเพื่อนสนิทซึ่งมาเป็นครูฝึกสอนที่นี่ด้วยกันกับเขา
“นายก็เหมือนกันนะ ยูชอน”
ขาเรียวเดินพาตัวเองมานั่งที่โต๊ะของตัวเอง ซึ่งติดกันกับโต๊ะของยูชอน มือเรียวจัดการหยิบหนังสือที่จะใช้สำหรับการสอนในวันนี้มาเปิดดูทบทวนอีกครั้ง และหันไปหยิบปากกามาขีดเน้นตรงส่วนเนื้อหาที่สำคัญของเรื่องนั้น ๆ
ยูชอนอมยิ้มเมื่อเห็นความขยันและตั้งใจของเพื่อนรัก ก่อนจะเริ่มการสอน แจจุงมักจะมาเปิดเนื้อหาทวนทุกครั้งในยามเช้าเพื่อไม่ให้มีการผิดพลาดในการสอน ดวงตาเรียวจดจ้องเพื่อนรักอยู่สักพัก ยิ่งเห็นพฤติกรรมแบบนี้ มันก็ยิ่งชวนให้เขานึกถึงวันที่ใกล้จะถึงเข้ามาทุกที ๆ
“แจจุง...มะรืนนี้แล้วใช่มั้ย? วันที่พวกเราไม่อยากให้มาถึงน่ะ..”
มือเรียวที่กำลังขีดเน้นเนื้อหาที่สำคัญหยุดกึกเมื่อได้ยินประโยคนั้นดังออกมาจากริมฝีปากของอีกคน ริมฝีปากบางเม้มแน่นจนเป็นเส้นตรง ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นยิ้มเหมือนอย่างเคย แต่สำหรับคนที่รู้จักกับแจจุงมานานอย่างยูชอนมีหรือจะดูไม่ออก
...ว่ารอยยิ้มนั้นมันดูฝืนอยู่นิด ๆ...
“อื้ม...ฉันรู้แล้วล่ะ”
มือเรียวปิดหนังสือลงอย่างแผ่วเบา ขาเรียวยืดให้ตัวเองยืนขึ้นจนเต็มความสูง พร้อมกับหยิบหนังสือที่จะต้องใช้ในการสอนไปอีกสองสามเล่ม ใบหน้าหวานหันมามองเพื่อนรักที่นั่งอยู่โต๊ะข้าง ๆ ด้วยรอยยิ้มเช่นเดิม
“ใกล้ถึงเวลาเด็ก ๆ จะเข้าเรียนแล้ว นายก็เตรียมตัวได้แล้วนะยูชอน”
แจจุงพูดทิ้งท้ายไว้เพียงแค่นั้น และก้าวขาเดินออกไปจากห้องเพื่อเตรียมตัวไปสอนเด็กนักเรียนห้องประจำของเขา ดวงตาเรียวทอดมองไปที่ร่างของเพื่อนรักจนกระทั่งร่างนั้นเดินออกไป ร่างสูงถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยอ่อน ใบหน้าคมก้มลงเล็กน้อย ก่อนจะพูดออกมาเบา ๆ คล้ายกับจะระบายความรู้สึกที่อัดอั้นอยู่ภายในให้ออกมา
“ฉันรู้...ถึงแม้ว่าเราจะทำตัวให้เข้มแข็งยังไงก็ตาม”
มือเรียวหยิบหนังสือเล่มหนาที่อยู่บนโต๊ะมาเล่มหนึ่ง พร้อมกับหยิบแฟ้มที่เก็บงานและรายชื่อของเด็กนักเรียนไว้ติดมือมาด้วย พลางลุกขึ้นยืนจนเต็มความสูง มือเรียวถือสิ่งของที่จะใช้ในการสอนไว้ข้างลำตัว ก่อนที่ขาเรียวจะพาร่างของตัวเองไปยังห้องเรียนของเด็กนักเรียนที่เขาได้รับหน้าที่การสอนมา
“สุดท้าย... ‘การลาจาก’ มันก็ยังทำให้เราเจ็บปวดได้อยู่ดี...”
+:+:+:+:+:+:+ Little Punk +:+:+:+:+:+:+
ช่วงเวลาพักเที่ยงที่เด็ก ๆ ต่างพากันวิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนาน เสียงใสฟังดูร่าเริงของเด็กน้อยมีให้ได้ยินอยู่รอบ ๆ ตัวโรงเรียน เหล่าอาจารย์ก็พากันนั่งคุยกันถึงเรื่องทั่ว ๆ ไป บางทีก็อาจจะถามถึงพฤติกรรมของเด็กแต่ละห้องตามหน้าที่ของตนที่ต้องคอยดูแลเด็ก ๆ ทุกคนภายในโรงเรียนให้ดีที่สุด
แต่ร่างบางกลับไม่ได้นั่งคุยอยู่กับกลุ่มอาจารย์ภายในโรงเรียน ไม่รู้ว่าเพราะความรู้สึกที่กำลังต่อต้านบางสิ่งบางอย่างอยู่ลึก ๆ ล่ะมั้ง ที่ทำให้เขาเลือกที่จะเดินออกมานั่งอยู่ที่สวนหย่อมเล็ก ๆ เพียงคนเดียว แจจุงหย่อนตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้ม้ายาวใต้ต้นไม้ใหญ่ที่ให้ร่มเงาและความเย็นสบายเป็นอย่างมาก
ดวงตากลมโตที่ดูจะแฝงไว้ด้วยความเศร้าที่ปิดไว้ไม่มิด ใบหน้าหวานที่มักจะมีรอยยิ้มฉาบไว้อยู่เสมอนั้นกลับไม่มีให้เห็นเลยแม้แต่นิด ถึงแม้ว่าตอนที่เขาจะยิ้มให้กับเด็ก ๆ เวลาที่สอนก็ตาม แต่รอยยิ้มที่เขามอบให้เด็ก ๆ ในช่วงนี้...เขารับรู้มาตลอด ว่ารอยยิ้มนั้นมันช่างเป็นการฝืนเต็มที
...ผิดมั้ย?...ที่จะยอมฝืนยิ้มเพื่อคนอื่น...
...ฝืนตัวเอง...เพื่อไม่ให้คนอื่นนั้นต้องเศร้าไปกับเรา...
ร่างบางถอนหายใจยาวออกมาอย่างเหนื่อยอ่อน เรือนผมซอยสีดำสนิทที่ยาวระต้นคอนั้นเลื่อนลงเล็กน้อยเนื่องจากการก้มหน้าของเจ้าตัว ยิ่งคิดถึงสิ่งที่ใกล้จะมาถึง มันก็ยิ่งทำให้เขานั้นอยากที่จะหยุดช่วงเวลาแบบนี้ไว้ตลอดไปเสียเหลือเกิน
“พี่แจจุงฮะ~!”
เสียงใสที่ดังมาแต่ไกลนั้นทำให้ร่างบางสะดุ้งเล็กน้อย และยังไม่ทันที่ใบหน้าหวานจะหันไปมองเจ้าของเสียงนั่น เจ้าตัวก็วิ่งเข้ามานั่งแหมะอยู่ข้างร่างบางเสียแล้ว แจจุงหันไปมองใบหน้าของยุนโฮที่ตอนนี้กำลังส่งยิ้มกว้างมาให้เขาอย่างน่ารัก ยิ่งดวงตากลมโตได้เห็นภาพที่แสนสดใสจากเด็กน้อยมากเท่าไหร่...
...จิตใจก็ยิ่งสั่งร่างกายอยู่เสมอว่า ‘ต้องยิ้ม’...
...แม้ว่าจริง ๆ แล้วความเจ็บปวดข้างในจะคอยต่อต้านอยู่ก็ตามที...
“ร่าเริงเหมือนเดิมเลยนะยุนโฮ”
ริมฝีปากบางยกยิ้มขึ้นอย่างอ่อนโยน เช่นเดียวกับสัมผัสที่ฝ่ามือบางค่อย ๆ ลูบที่เรือนผมนุ่มของยุนโฮ ดวงตาใสซื่อของเด็กน้อยจดจ้องไปที่ใบหน้าหวานที่เขาคุ้นเคยและชอบเป็นอย่างมากโดยไม่ละสายตาไปไหน ก่อนที่ริมฝีปากเล็กจะเอ่ยถามออกมาด้วยความสงสัย
“พี่แจจุงฮะ”
“ครับ?”
“ทำไมพี่แจจุงถึงดูเศร้าจังเลยล่ะฮะ?”
ยุนโฮถามอย่างเป็นห่วง แจจุงที่ได้ยินคำถามแบบนั้นก็เบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย เพราะไม่คาดคิดว่าความรู้สึกของตัวเองนั้นจะเผยออกมาทางสีหน้าจนยุนโฮยังสังเกตได้ ถึงแม้ว่าคำถามที่ยุนโฮถามมานั่นจะดูเหมือนง่าย แต่แจจุงนั้นต้องคิดหนักอยู่เหมือนกัน ว่าเขาควรจะตอบเด็กน้อยไปว่ายังไงดี
“จริงหรอ? ไม่หรอกน่า~ พี่ไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย”
“...ถ้าไม่เป็นอะไร ทำไมพี่แจจุงถึงยิ้มไม่เหมือนทุกทีล่ะฮะ?”
ยุนโฮถามออกมาอีกครั้ง และนี่ก็เป็นอีกคำถามที่แจจุงนั้นไม่ค่อยอยากจะเอ่ยคำตอบออกมาเท่าไหร่นัก ใช่ว่าแจจุงจะไม่รู้ตัวว่าอาการของตัวเองนั้นเห็นได้ชัดขนาดไหน และเพราะว่าแจจุงนั้นรู้ตัวเองดี ร่างบางจึงเลือกที่จะไม่ตอบสาเหตุที่ทำให้ตัวเองเป็นแบบนี้ให้ยุนโฮได้รับรู้
ดวงตาใสซื่อจดจ้องไปที่ใบหน้าของคนที่อายุมากกว่าตน ดวงตากลมโตสวยที่มักจะสดใสอยู่เสมอ หากสังเกตดูดี ๆ จะเห็นว่ามันดูแฝงความเศร้าไว้อยู่ลึก ๆ รอยยิ้มที่ดูอ่อนโยนของริมฝีปากบางสีชมพูนั่น ในครั้งนี้มันกลับดูฝืนเต็มที ภาพใบหน้าของแจจุงที่ยุนโฮเห็นนั้นมันทำให้ยุนโฮอดที่จะเป็นห่วงไม่ได้
그 소녈 보면 씩씩했던 나도 떨리는 내 맘
แม้กระทั่งความเข้มแข็งของฉันได้่ประจบให้ฉันมองดูเด็กๆ
“ที่พี่แจจุงเศร้าแบบนี้ เพราะมีคนมาแกล้งพี่แจจุงแน่เลยใช่มั้ยฮะ?”
ดวงตากลมของเด็กน้อยแฝงไว้ด้วยความขึงขังและความโกรธคละเคล้ากันไป แจจุงที่ได้ยินแบบนั้นก็ทำเพียงแค่ยิ้มอีกเช่นเคย และส่ายหน้าเป็นการปฎิเสธในสิ่งที่ยุนโฮพูดออกมา ร่างเล็กจ้องเขม่งเข้าไปในดวงตาสวยที่ยังคงดูเศร้าหมองอย่างไม่ละสายตา
“ผมไม่เชื่อ! พี่แจจุงบอกมาเลยนะว่าใครทำร้ายพี่แจจุง ผมจะไปจัดการมัน!”
ยุนโฮพูดออกมาเสียงดัง ร่างเล็กลุกขึ้นยืนพร้อมกับยกแขนขึ้นกอดอก ใบหน้าน่ารักตอนนี้เห็นได้ชัดเลยว่าเต็มไปด้วยความโมโหปนความห่วงใยอีกฝ่ายหนึ่ง ตอนนี้ความรู้สึกเป็นห่วงอีกฝ่ายนั้นมันมีขึ้นมากกว่าเมื่อก่อนหลายเท่านัก แต่ยุนโฮนั้นกลับไม่ได้รับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงของความรู้สึกของตัวเองเลยแม้แต่นิด
“พี่แจจุงบอกมาเลยว่าใครมาทำร้ายพี่แจจุง เดี๋ยวผมจะเป็นคนปกป้องพี่แจจุงเอง!”
행여 내 맘 들킬까 수줍음에 짓궂게도 장난만 친걸
แต่กลัวว่า เขาจะไม่รู้ในความคิดของฉันฉันกลายเป็นตัวตลกของคนรอบข้าง
แจจุงมองเด็กน้อยที่กำลังส่งยิ้มที่ดูมั่นใจมาให้ตนตาปริบ ๆ เขาไม่คาดคิดว่าจะได้ยินประโยคแบบนี้ออกมาจากริมฝีปากเล็กของเด็กน้อย เขาไม่รู้ว่าสิ่งที่ยุนโฮพูดออกมานั้นมันออกมาจากใจจริง ๆ รึเปล่า แต่ท่าทางที่ยุนโฮแสดงออกมานั้น มันทำให้เขารู้สึกดีใจอยู่ลึก ๆ แต่เมื่อนึกถึงคำพูดของยุนโฮและสภาพความเป็นจริงแล้ว ร่างบางจึงเผลอหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ
“ฮะ ๆ พี่ว่า พี่ต่างหากที่ต้องเป็นฝ่ายปกป้องยุนโฮน่ะ”
ฝ่ามือเรียววางทาบทับลงบนเรือนผมนุ่ม และลูบไปมาอย่างอ่อนโยนเหมือนแต่ก่อน ยุนโฮมองใบหน้าของคนที่อายุมากกว่าครู่หนึ่ง ก่อนที่ดวงตาใสซื่อนั้นจะเปลี่ยนเป็นแฝงไว้ด้วยความรู้สึกแปลก ๆ เล็กน้อย แต่เพราะตอนนี้แจจุงกำลังยิ้มออกมาอย่างสดใส มันทำให้เขาไม่กล้าที่จะพูดถามสิ่งที่สงสัยอยู่ในใจออกมา
...ทำไมผมถึงปกป้องพี่แจจุงไม่ได้ล่ะ?...
“แต่...พี่ขอบคุณนะ ที่ยุนโฮเป็นห่วงพี่น่ะ”
แจจุงพูดขอบคุณอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้มที่เหมือนกับเมื่อก่อน...รอยยิ้มที่ดูอ่อนโยนและสดใส ยุนโฮจ้องมองรอยยิ้มที่ตัวเองคุ้นเคยตาปริบ ๆ ก่อนจะเผยยิ้มกว้างออกมาเป็นการตอบกลับอีกฝ่าย
“ไม่เป็นไรหรอกฮะ”
เขี้ยวซี่เล็กน่ารักถูกโชว์อวดให้อีกฝ่ายได้เห็น เพียงแค่เขาได้รับรู้แล้วว่าแจจุงนั้นกลับมาเป็นเหมือนเดิมแล้ว และคำพูดที่อีกฝ่ายพูดออกมาจากความรู้สึกจริง ๆ นั้น มันก็ทำให้เขาเก็บความน้อยใจนั้นไว้ข้างในได้โดยไม่ทรมานเลยแม้แต่นิด
“ยุนโฮ~”
เสียงใสของเด็กคนหนี่งดังมาจากทางด้านหลัง แจจุงและยุนโฮหันไปมองเจ้าของเสียงพร้อมกันโดยไม่ได้ตั้งใจ ร่างของเด็กชายตัวน้อยกำลังโบกมือเรียกยุนโฮให้ไปเล่นกับกลุ่มเพื่อนด้วยกันนั้น ทำให้ยุนโฮต้องยกมือโบกตอบกลับไป ก่อนที่จะหันกลับมาหาคนที่นั่งอยู่ไม่ไกลจากตนนัก
“พี่แจจุง ผมไปก่อนนะฮะ”
“อื้ม อย่าเผลอหกล้มอีกล่ะ”
แจจุงพยักหน้าเล็กน้อยเป็นการตอบรับ และไม่ลืมที่จะพูดคำที่แสดงความเป็นห่วงทิ้งท้าย ยุนโฮยกยิ้มขึ้นอีกครั้งเป็นการตอบรับ ก่อนที่ขาของเด็กน้อยจะวิ่งพาร่างของตัวเองไปยังกลุ่มเพื่อนที่กำลังยืนรออยู่
ดวงตากลมโตสวยหลุบต่ำลงเล็กน้อย ร่างบางถอนหายใจออกมาเบา ๆ อย่างเหนื่อยอ่อน ความรู้สึกต่าง ๆ ที่อยู่ภายในใจตอนนี้มันตีกันมั่วไปหมด ทั้งเศร้า ทั้งสุข ถึงแม้ว่าเขาจะเศร้าขนาดไหนก็ตาม แต่พอได้รับรู้ว่ามีใครบางคนที่กำลังเป็นห่วงตนเองอยู่...ไม่รู้ว่าทำไมต้องรู้สึกหัวใจพองโต และต้องเผลอยกยิ้มมันซะทุกครั้ง
“ขอบคุณนะยุนโฮ...ที่เป็นห่วงพี่อยู่เสมอ”
+:+:+:+:+:+:+ Little Punk +:+:+:+:+:+:+
ช่วงเวลานั้นผ่านไปเร็วราวกับจะเล่นตลกกับร่างบางเสียเหลือเกิน นับตั้งแต่วันที่ยูชอนพูดเตือนเขา ในที่สุดวันที่เขาไม่อยากให้มาถึงมันก็มาถึงจนได้ กระเป๋าใบโตที่บรรจุสัมภาระมากมายถูกวางอยู่หน้าห้อง ร่างบอบบางของแจจุงยืนสะพายเป้อยู่ในห้องพักของตัวเอง ดวงตากลมโตมองไปรอบ ๆ ห้องพักที่เขามาอยู่ชั่วคราวอีกครั้งหนึ่ง ราวกับจะจดจำทุกรายละเอียดของห้องนี้ให้อยู่ในความทรงจำให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้
...ห้องพักเล็ก ๆ ที่มีสิ่งของอยู่เพียงไม่กี่อย่าง...
...เตียงนอนขนาดกลางสีขาวบริสุทธิ์...
...โต๊ะทำงานขนาดเล็กที่มีโคมไฟวางอยู่ที่มุมโต๊ะ...
...ชั้นหนังสือที่เต็มไปด้วยตำราสอนหนังสือสำหรับเด็กมากมาย...
...นี่ฉันจะต้องออกมาจากห้องนี้แล้วหรอ?...
ริมฝีปากบางเม้มแน่นจนเป็นเส้นตรง มือเรียวกำแน่นทั้งสองข้าง ก่อนที่จะคลายออกพร้อมกับถอนหายใจออกมาเป็นการระบายสิ่งที่อัดอั้นอยู่ภายใน แจจุงหันหลังเดินออกมาจากห้องพักของตัวเอง แต่ก็ยังไม่ลืมที่จะหันไปมองภายในห้องอีกครั้งเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่ภาพห้องที่คุ้นเคยจะถูกบดบังด้วยประตูบานเล็กที่ปิดลงอย่างแผ่วเบาด้วยฝีมือของเขาเอง
“ว่าไง เรียบร้อยแล้วใช่มั้ย?”
เสียงทุ้มที่คุ้นเคยดังมาจากห้องที่อยู่ถัดไปจากห้องเขา ใบหน้าหวานหันไปมองตามทางที่เสียงดังมา ยูชอนกำลังยืนรอเขาอยู่ด้วยกระเป๋าใบโตใบหนึ่งเช่นกัน แจจุงยกยิ้มที่แฝงไว้ด้วยความเศร้า ก่อนจะตอบกลับเพื่อนรักไปด้วยเสียงที่เบาราวกับเสียงกระซิบ
“อื้ม...เรียบร้อยแล้วล่ะ”
“เดี๋ยวฉันเอากระเป๋าไปไว้ที่รถให้ ตอนนี้นายไปหาคนที่กำลังรอนายอยู่ชั้นล่างเหอะ”
ยูชอนทิ้งคำพูดไว้เป็นปริศนา แจจุงขมวดคิ้วเข้าหากันเล็กน้อย และจ้องใบหน้าของเพื่อนรักอย่างสงสัย พร้อมกับส่งแววตาเป็นเชิงถาม แต่ร่างสูงทำเพียงแค่หยิบกระเป๋าของทั้งสองคนไปเก็บที่รถเท่านั้น
ขาเรียวสวยก้าวเดินลงมาจากบันได และเดินต่อไปจนเดินออกมาจากหอพักขนาดเล็ก ด้านนอกมีรั้วที่ไม่สูงมากนักล้อมรอบหอพักนี้ไว้ พร้อมกับพุ่มไม้เตี้ยที่ปลูกอยู่ติดกับรั้วนั่น ทำให้หอพักนี้ดูร่มรื่นย์ขึ้นหลายเท่านัก แต่สิ่งนั้นมันไม่ได้ทำให้สายตาของแจจุงต้องหยุดชะงัก แต่สิ่งที่ทำให้ดวงตาสวยต้องมองนิ่งไม่ละสายตาไปไหนนั้น กลับกลายเป็นร่างของเด็กน้อยที่เขาสนิทมากที่สุด
...ทำไมยุนโฮถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ?...
“พี่แจจุง..”
ร่างเล็กรีบใช้ขาสั้น ๆ ของตัวเองวิ่งมาหาร่างของแจจุงอย่างรวดเร็ว วงแขนเล็กโอบกอดเอวบางไว้แน่น และซุกหน้าของตัวเองลงกับอกบางที่แสนอบอุ่น แจจุงเซเล็กน้อยจากแรงกอดและแรงวิ่งที่ยุนโฮโถมตัวเข้ามา ดวงตากลมโตกระพริบปริบ ๆ อย่างงุนงง
“พี่ยูชอนบอกว่า...วันนี้พี่ยูชอนจะต้องกลับไปสอนที่เมืองหลวงแล้ว”
เสียงใสพูดออกมาพร้อมกับใบหน้าน่ารักที่เงยขึ้นสบตากับดวงตาสวย แต่ทันทีที่ใบหน้าของยุนโฮถูกเผยให้แจจุงเห็น มันทำให้แจจุงนั้นรู้สึกผิดอย่างมากจนบอกไม่ถูก ดวงตาใสซื่อที่มักจะสดใสอยู่เสมอ ตอนนี้กลับมีหยาดน้ำตาที่ก่อตัวขึ้นจนแทบจะบดบังภาพตรงหน้า และถ้าฟังดูดี ๆ น้ำเสียงของยุนโฮนั้นติดจะสั่นอยู่นิด ๆ เพราะพยายามกลั้นเสียงสะอื้นของตัวเองไว้
...ยูชอน...นายบอกยุนโฮด้วยงั้นหรอ?...
“แสดงว่าพี่แจจุงก็ต้องไปด้วยใช่มั้ยฮะ?”
ยุนโฮพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ มือเล็กกำเสื้อของอีกฝ่ายไว้แน่น ริมฝีปากเล็กเม้มแน่นจนกลายเป็นเส้นตรง ประโยคคำถามที่แอบแฝงไว้ด้วยความหวังเล็ก ๆ ว่ามันจะไม่เป็นความจริงนั้น ทำให้แจจุงต้องหลุบตาลง วงแขนเรียวเลื่อนมาโอบกอดร่างเล็กไว้แน่น ก่อนจะใช้มือเรียวข้างหนึ่งลูบศีรษะของเด็กน้อยเบา ๆ
...ไม่ใช่ว่าเขาอยากจะออกไปจากที่นี่หรอกนะ...
...แต่เป็นเพราะว่ามันเป็นสิ่งที่เขาจำเป็นต้องทำเพื่อชีวิตของตัวเอง...
...ยิ่งเขามาได้ยินคำพูดที่ยุนโฮถาม...
...ความรู้สึกผิดและความรู้สึกอื่น ๆ มันก็ยิ่งมีมากขึ้นทุกที ๆ...
“........ที่พี่แจจุงไม่ตอบ...แสดงว่าพี่แจจุงต้องไปจริง ๆ ใช่มั้ย?”
หยาดน้ำตาที่ก่อตัวอยู่ที่ดวงตากลมใสซื่อกลั่นตัวรวมกันเป็นหยดจนไหลลงมาตามรูปหน้าน่ารักนั่น มือเล็กกำเสื้อของอีกฝ่ายแน่นกว่าเดิม ทำให้แจจุงได้รับรู้ว่ายุนโฮนั้นเสียใจขนาดไหน ตอนนี้เขาไม่อยากที่จะพูดอะไรออกไป...ไม่อยากจะพูดในสิ่งที่จะทำให้เด็กน้อยนั้นรู้สึกเศร้ามากกว่าเดิม
“ไม่เอา! ผมไม่อยากให้พี่แจจุงไป!”
ยุนโฮซุกหน้าลงกับอกบางอีกครั้งหนึ่ง ร่างเล็กสั่นด้วยแรงสะอื้น หยาดน้ำตานั้นไหลรินลงจากดวงตากลมอย่างไม่หยุดหย่อน แจจุงเม้มริมฝีปากบางสีชมพูแน่น และกระชับวงแขนเรียวของตัวเองกอดอีกฝ่ายไว้ให้แน่นกว่าเดิม
“ทำไมพี่แจจุงต้องไปด้วยล่ะ! ทำไมพี่แจจุงไม่อยู่ที่นี่ต่อ! ฮึก...”
มือเรียวลูบเรือนผมนุ่มของเด็กน้อยเบา ๆ เป็นการปลอบโยนครู่หนึ่ง ก่อนจะผละวงแขนของตัวเอง และวงแขนของอีกฝ่ายออก ร่างบางย่อตัวลงให้ใบหน้าของตัวเองอยู่ระดับเดียวกันกับใบหน้าของยุนโฮ ก่อนจะเผยยิ้มอ่อนโยนของตัวเองออกมาบาง ๆ
꼬마야 내말 들어봐
เด็กน้อยๆฟังคำของฉันนะ
“ยุนโฮ...ยุนโฮฟังพี่นะ”
นิ้วเรียวยาวปาดน้ำตาที่ไหลอาบแก้มนิ่มเบา ๆ ยุนโฮพยักหน้าหงึกหงัก และจ้องหน้าอีกฝ่ายตอบกลับ ร่างเล็กพยายามจะกลั้นเสียงสะอื้นของตัวเองเพื่อที่จะฟังคำพูดที่อีกฝ่ายจะพูดอธิบายให้ฟัง
“พี่ขอโทษ...ที่พี่ต้องไปจากที่นี่ เพราะพี่จำเป็นต้องไปจริง ๆ”
“ฮือ...ฮึก...ฮึก...”
ประโยคที่เป็นการตอบสิ่งที่ยุนโฮสงสัยอยู่นั้นทำให้ยุนโฮต้องหลุดเสียงสะอื้นออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ ร่างเล็กใช้หลังมือของตัวเองปาดน้ำตาที่ไหลลงมาเล็กน้อย ก่อนจะพยายามกลั้นเสียงสะอื้นเพื่อฟังสิ่งที่อีกฝ่ายจะพูดอีกครั้งหนึ่ง
“พี่จะไม่ปลอบให้ยุนโฮหยุดร้องไห้นะ”
“ฮึก...”
“แต่ยุนโฮต้องสัญญากับพี่ก่อน ว่ายุนโฮจะร้องไห้แค่วันนี้เพียงวันเดียวเท่านั้น”
ดวงตาสวยที่ดูอ่อนโยนนั่นทำให้ยุนโฮต้องมองภาพตรงหน้าอย่างละสายตาไปไหนไม่ได้ ดวงตากลมใสซื่อมองแจจุงอย่างไม่เข้าใจในสิ่งที่แจจุงพูดออกมา ใบหน้าของเด็กน้อยทำให้ริมฝีปากสีชมพูต้องยกยิ้มอ่อนโยนขึ้นอีกครั้งหนึ่ง
자 울지말고 예쁜 그 사랑을 이곳에 채워놔
อย่าร้องไห้ แต่งเติมที่ตรงนี้ด้วยความรักที่สวยงาม
“ยุนโฮเศร้าขนาดไหนก็ร้องให้เต็มที่เลย แต่อย่าเอาความเศร้าเก็บมาคิดมากแล้วร้องไห้ทุกวัน”
“......”
“เพราะไม่อย่างนั้น นอกจากพี่แล้ว คนอื่น ๆ ที่รู้จักยุนโฮก็จะพลอยเป็นห่วงยุนโฮกันหมดนะ”
“....ฮึก”
“ยุนโฮสัญญากับพี่ได้มั้ย?”
นิ้วก้อยเรียวถูกยื่นมาอยู่ตรงหน้าของเด็กน้อย ดวงตาใสซื่อบริสุทธิ์ที่ตอนนี้ไม่มีหยาดน้ำตาไหลรินออกมาอีกแล้วจ้องมองนิ้วก้อยเรียวสลับกับใบหน้าหวานที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม ก่อนที่นิ้วก้อยป้อมจะเลื่อนขึ้นมาเกี่ยวกับนิ้วก้อยเรียวของร่างบาง
“...ผมสัญญาฮะ”
แจจุงยิ้มกว้างให้กับร่างเล็กที่ตอนนี้ยังสั่นเพราะแรงสะอื้นอยู่เล็กน้อย แต่พอเห็นว่ายุนโฮนั้นหยุดร้องแล้ว มันทำให้เขาใจชื้นขึ้นเยอะเลยทีเดียว
‘ปี๊น~!’
แต่ไม่ทันที่แจจุงจะได้เปิดปากคุยอะไรกับยุนโฮต่อ เสียงบีบแตรรถที่ดังมาจากทางด้านหลังนั้นทำให้เขาต้องหันหน้าไปมอง รถตู้ประจำตัวของยูชอนนั้นกำลังจอดรอเขาอยู่แล้ว ใบหน้าหวานหันมามองเด็กน้อยอีกครั้งหนึ่ง ใบหน้าน่ารักที่แฝงไว้ด้วยความเศร้ากำลังจ้องมองมาทางเขา ภาพตรงหน้ามันทำให้เขาไม่อยากจะเดินขึ้นไปบนรถเลยสักนิด
“ยุนโฮ พี่คงต้องไปแล้วล่ะ”
“แล้วเราจะได้เจอกันอีกมั้ยฮะ?”
เมื่อยุนโฮรู้ว่ามันคงจะถึงเวลาแล้ว เด็กน้อยตัดสินใจถามคำถามสุดท้ายออกมา ริมฝีปากเล็กเม้มแน่นอย่างเฝ้ารอคำตอบจากอีกฝ่ายหนึ่ง แจจุงยกยิ้มบาง ๆ ขึ้นอีกครั้ง ก่อนจะเลื่อนริมฝีปากนุ่มประทับลงบนหน้าผากเล็กส่งผ่านความรู้สึกภายในใจไปให้เด็กน้อยได้รับรู้
“ไว้ยุนโฮโตเมื่อไหร่ เราจะได้เจอกันอีกแน่นอนครับ”
แจจุงพูดส่งท้ายด้วยรอยยิ้มที่เขามักจะมอบให้ยุนโฮอยู่เสมอ ร่างบางหมุนตัวไปทางด้านหลัง เรียวขายาวพาร่างของตัวเองเดินขึ้นรถตู้ของยูชอนอย่างเชื่องช้า แม้ว่าร่างบางจะขึ้นมาบนรถแล้วก็ตาม แต่สายตาก็ยังคงมองออกไปดูยุนโฮทางกระจกรถ
ยุนโฮกำลังยืนมองมาที่รถที่เขานั่งอยู่ตาไม่กระพริบ และทันทีที่รถเริ่มเคลื่อนตัว ร่างเล็กเหมือนกับพยายามตะโกนบอกอะไรสักอย่าง แต่เขานั้นกลับไม่ได้ยินเสียงใสนั่นเลยแม้แต่นิด ดวงตากลมยังคงทอดมองไปที่ร่างของเด็กน้อยจนกระทั่งรถนั้นเคลื่อนตัวพาให้สายตาเขาไม่อาจจะมองเห็นร่างของยุนโฮได้อีกแล้ว
...ไม่เห็นแล้ว...
...ภาพเมืองที่คุ้นเคย...
...ภาพของผู้คนที่แสนอบอุ่น...
...ภาพของเด็กน้อยที่ทำให้ฉันยิ้มได้เสมอ...
หยดน้ำรสชาติเค็มปร่าไหลจากดวงตาสวย ไม่มีเสียงและการสะอื้นดังเล็ดลอดออกมาจากร่างบาง มีเพียงแค่สายตาที่เศร้าหมองที่แสดงออกมาพร้อมกับหยาดน้ำตาที่ไหลรินออกมาอย่างช้า ๆ
...สักวัน...เราคงจะได้เจอกันอีกครั้งหนึ่ง...
ยูชอนที่กำลังนั่งขับรถอยู่เหลือบไปมองเพื่อนรักที่ยังคงหันไปมองทิวทัศน์ด้านนอกอย่างไม่ละสายตา ร่างสูงถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยอ่อน ใช่ว่าเขาจะไม่ได้รู้สึกเจ็บปวดที่ต้องเข้าไปขัดการคุยของแจจุงกับเด็กน้อยยุนโฮ แต่ที่เขาต้องลงมือทำไปแบบนั้น...เพราะรู้ว่า ‘ความสัมพันธ์’ ของคนเราที่มีให้กันนั้นมันเป็นอย่างไร
...ยิ่งสนิทกันมากเท่าไหร่...ก็ยิ่งรักอีกฝ่ายมากเท่านั้น...
...และถ้าหากรักอีกฝ่ายมากเท่าไหร่...
...เมื่อต้องแยกจากกัน...ก็ยิ่งเจ็บปวดมากกว่าเดิมหลายเท่านัก...
...เพราะเหตุนี้...ฉันจึงต้องยอมตัดสินใจทำสิ่งที่ไม่ดีลงไป...
...สิ่งที่ฉันทำลงไปมันผิดมั้ยนะ?...
+:+:+:+:+:+:+ Little Punk +:+:+:+:+:+:+
ชายหนุ่มในชุดเสื้อยืดและกางเกงยีนส์สีเข้มสบาย ๆ เดินพาร่างของตัวเองไปตามเส้นทางที่คุ้นเคยอย่างเชื่องช้า สองมือเรียวถูกซ่อนอยู่ในกระเป๋ากางเกงทั้งสองข้าง ดูแล้วก็เหมือนกับวัยรุ่นทั่วไปที่ใช้ชีวิตของตัวเองไปแบบเรื่อย ๆ สบาย ๆ
ตอนนี้ก็เป็นเวลาเกือบเย็นแล้ว ยุนโฮเดินไปตามทางที่คุ้นเคยเพื่อกลับไปยังบ้านของตัวเองอย่างเอื่อยเฉื่อย ดวงตาคมทอดมองไปที่ทิวทัศน์ของเมืองโดยรอบ ที่ไม่ว่าจะผ่านไปสักกี่ปีก็ตาม สภาพที่แวดล้อมที่ดูร่มรื่นย์และอบอุ่นนี้ก็ยังคงไม่จางหายไปแม้แต่น้อย
“ผมกลับมาแล้วฮะ”
ไม่นานนัก ร่างสูงก็เปิดประตูบ้านพร้อมกับแทรกตัวเข้าไปยังด้านในตัวบ้าน เสียงทุ้มที่ดังออกมาเมื่อครู่เพื่อบอกให้คนภายในบ้านได้รับรู้ว่าสมาชิกในครอบครัวได้กลับมาถึงบ้านแล้ว ก่อนจะตามด้วยเสียงของหญิงสาวที่แหบนิด ๆ ดังตอบกลับมา
“ยุนโฮ กลับมาแล้วหรอลูก มานั่งนี่สิ”
ขาเรียวเดินพาตัวเองมาที่ชุดโซฟานั่งเล่นภายในบ้าน ตรงกลางชุดโซฟามีโต๊ะขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่จนเกินไปตั้งอยู่ พร้อมกับจานคุ้กกี้ขนาดเล็ก ที่โซฟาด้านหนึ่งมีหญิงสาวที่มีศักดิ์เป็นแม่ของเขานั่งรออยู่ ยุนโฮจึงจัดการหย่อนตัวลงนั่งที่โซฟาอีกฝั่งซึ่งอยู่ตรงกันข้ามเพื่อให้คุยได้สะดวก
“แม่เรียกผมมานั่งคุยแบบนี้ แม่มีอะไรจะบอกผมใช่มั้ยฮะ?”
ยุนโฮเอ่ยถามดักขึ้นมาก่อนที่แม่จะเริ่มพูด พร้อมกับยื่นแขนไปหยิบคุ้กกี้ชิ้นเล็กขึ้นมากินชิ้นหนึ่ง หญิงสาวที่มีอายุมากยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยกับพฤติกรรมที่ชอบรู้ทันคนอื่นของลูกชายตัวเอง
“ใช่แล้วล่ะ แม่มีเรื่องสำคัญที่จะบอกลูก”
“เรื่องอะไรล่ะฮะ?”
“แม่จะให้ลูกย้ายไปเรียนที่โรงเรียนในเมืองหลวง”
คุ้กกี้คำสุดท้ายถูกใส่เข้าไปในปากอิ่ม พร้อมกับที่ประโยคของผู้เป็นแม่จบลง ดวงตาคมจ้องมองใบหน้าของคนตรงหน้าอย่างอึ้ง ๆ ไม่รู้ตอนนี้เขาควรจะตกใจ หรือจะคิดต่อต้านกับสิ่งที่แม่พูดออกมา เพราะเรื่องที่ค่อนข้างกระทันหันแบบนี้มันทำให้เขาตั้งตัวแทบจะไม่ทันเลยทีเดียว
...เรียนในเมืองหลวงหรอ?...
“....อ๋อ ฮะ ไม่มีปัญหาฮะแม่”
ยุนโฮยกยิ้มพร้อมกับตอบแม่อย่างร่าเริง หญิงสาวที่ได้ยินคำตอบจากลูกแบบนั้นก็ยกยิ้มขึ้นอีกครั้งกับสิ่งที่ลูกชายตัวเองตัดสินใจ
“แม่ฮะ เดี๋ยวผมขอไปเดินเล่นสักแป๊ปนะ”
“จ้ะ กลับมาให้ทันมื้อเย็นละกันนะ”
ร่างสูงพยักหน้าหงึกหงักให้ผู้เป็นแม่ ก่อนจะใช้ขาเรียวยาวของตัวเองพาร่างตัวเองย้ายออกมาอยู่ข้างนอก ไม่รู้ว่าเพราะอะไร เมื่อกี้จู่ ๆ เขาถึงตัดสินใจตอบแบบนั้นออกไปโดยที่ไม่ได้คิดไตร่ตรองอะไรเลยสักนิด เหมือนกับมีอะไรบางอย่างที่อยู่ข้างในมันร่ำร้องและผลักดันให้เขาเลือกที่จะตอบแบบนั้นออกไป
...เป็นเพราะว่าคน ๆ นั้นรึเปล่านะ?...
어느새 어른이 되면
เมื่อนายโตขึ้น
ขาเรียวยาวเดินพาร่างของตัวเองไปยังโรงเรียนที่ตัวเองนั้นศึกษาอยู่ และอีกไม่นานเขาก็คงจะต้องออกไปจากโรงเรียนแห่งนี้ไปยังที่อื่นตามคำพูดที่แม่นั้นบอกมา ช่วงเวลาที่ใช้นั้นไม่นานนัก ยุนโฮก็หยุดขาเรียวของตัวเองให้ยืนอยู่ที่สนามหญ้ากว้างที่เขามักจะเดินผ่านและคุ้นเคยกับมันเป็นอย่างมาก
แม้ว่าจะเป็นช่วงเวลาเกือบเย็นแล้วก็ตาม แต่เด็กน้อยหลายกลุ่มก็เลือกที่จะวิ่งเล่นกันอยู่ที่บริเวณนี้กันเป็นจำนวนมาก ใบหน้าน่ารักที่ดูไร้เดียงสา บริสุทธิ์ กับน้ำเสียงร่าเริงที่ดังก้องไปทั่วบริเวณนั้น ดวงตาคมที่จ้องมองภาพที่แสนสดใสตรงหน้าอดไม่ได้ที่จะต้องขยับริมฝีปากของตัวเองให้ยกยิ้มขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่
...ช่วงเวลาแบบที่ฉันเคยผ่านพ้นมาแล้ว...
...กี่ปีกันแล้วนะ?...ที่เมื่อก่อนฉันก็เคยเป็นเหมือนหนึ่งในเด็กน้อยกลุ่มนั้น...
지금처럼 순수한 마음 너무나 그리워질지도 몰라
นายคงจะคิดถึงภาพความไร้เดียงสาของตอนนี้
ยุนโฮกำลังวิ่งเล่นอยู่กับเพื่อนประมาณสี่ห้าคนที่สนามหญ้ากว้างขวาง เสียงหัวเราะและเสียงตะโกนโหวกเหวกของกลุ่มเด็กน้อยดังลั่นไปทั่ว แต่ก็ไม่ได้เป็นการสร้างความรำคาญให้แก่ผู้อื่น กลับทำให้คนที่เห็นนั้นแอบอมยิ้มกับภาพที่แสนน่ารักตรงหน้าด้วยซ้ำไป
แต่ระหว่างที่กำลังวิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนานนั้น ดวงตากลมใสซื่อของยุนโฮก็เหลือบไปเห็นร่างของใครคนหนึ่งกำลังยืนนิ่งอยู่ที่ขอบสนามหญ้า ใบหน้าน่ารักหันไปมองคน ๆ นั้นให้เห็นอย่างชัดเจน ดวงตากลมโตเรียวสวย ร่างที่บอบบางราวกับผู้หญิง รอยยิ้มบาง ๆ ที่ถูกฉาบอยู่บนริมฝีปากสีชมพู ใบหน้าของชายหนุ่มที่เขาคุ้นเคยเป็นที่สุด เมื่อเด็กน้อยรู้ว่าคน ๆ นั้นคือใคร ขาสั้นก็ไม่รีรอที่จะวิ่งพาตัวเองไปหาชายหนุ่มคนนั้นอย่างรวดเร็ว
“พี่แจจุง~”
ยุนโฮวิ่งออกมาจากกลุ่มเพื่อน ตรงดิ่งมาหาคนหน้าหวาน โดยปล่อยให้เพื่อน ๆ นั้นเล่นกันไปก่อน ร่างเล็กวิ่งถลาเข้ามากอดร่างบาง และซุกหน้าเข้ากับอกแสนอุ่นที่คุ้นเคยเสมอมา มือบางที่เลื่อนมาลูบเรือนผมนุ่มของเขา มันทำให้เขารู้สึกดีใจและอบอุ่นเป็นอย่างมาก หัวใจดวงน้อยรู้สึกพองโตขึ้นอย่างมีความสุขเป็นที่สุด
“ฮึ ๆ วิ่งมาหาพี่ทำไมเนี่ย ไม่ไปเล่นกับเพื่อนแล้วหรอ?”
...กี่ปีแล้วนะ...ที่ผมไม่ได้เจอพี่เลย...
...กี่ครั้งแล้วนะ...ที่ภาพแบบนี้มันจะทำให้ผมคิดถึงพี่เสมอ...
ร่างสูงยืนมองภาพของเด็กน้อยอีกครู่หนึ่งด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน แต่ลึก ๆ แล้วความเศร้า และโหยหาใครคนหนึ่งนั้นกลับกำลังกัดกร่อนจิตใจเขาทีละน้อย ยุนโฮตัดสินใจเดินออกมาจากตัวโรงเรียนที่เขาคุ้นเคย และพาตัวเองเดินไปยังที่ ๆ หนึ่ง ที่เขานั้นจดจำมันได้เสมอและรักที่แห่งนั้นมากที่สุด
...ที่ ๆ เขาได้นั่งอยู่กับแจจุงสองคน...
...ที่ ๆ เขาได้เห็นภาพที่สวยงามพร้อมกับคนที่เขาคิดถึงอยู่เสมอ...
ยุนโฮเดินมาจนถึงบริเวณทุ่งหญ้ากว้างที่อยู่ห่างออกมาจากบ้านผู้คนไม่ไกลมากนัก ทุ่งหญ้าสีเขียวสดที่ยังคงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ขาเรียวก้าวเดินช้า ๆ ไปยังตำแหน่งเดิมที่เขาเคยนั่งอยู่กับแจจุงสองคนเมื่อยามค่ำคืนที่ผ่านมานานหลายปี แต่เขาก็ยังจดจำมันได้เสมอ
ร่างสูงหย่อนตัวลงนั่งบนผืนหญ้านุ่ม ขาเรียวสองข้างยืดออกจนสุดความยาว แขนเรียวที่เอนไปด้านหลังเล็กน้อยเพื่อใช้ค้ำลำตัวท่อนบนไม่ให้เอนลงไปนอน ใบหน้าคมแหงนมองท้องฟ้าที่เปลี่ยนจากสีฟ้าครามกลายเป็นสีส้มเหลืองดูสวยงามยิ่งนัก พลางหันหน้าซ้ายขวามองทิวทัศน์รอบ ๆ ที่เขาไม่ได้เห็นมานานพอสมควร
...กี่ปีแล้วนะ...ที่เราสองคนไม่ได้มานั่งที่ตรงนี้ด้วยกัน...
...กี่ครั้งแล้วนะ...ที่ผมมักจะคิดถึงภาพเมื่อวันนั้น...
...วันที่เรานั่งอยู่ด้วยกันด้วยรอยยิ้มและอ้อมกอดที่แสนอบอุ่น...
“เอ้า ดูสิ ยุนโฮ สวยมั้ยล่ะ”
“ว้าวววว!!!”
ภาพท้องฟ้ายามค่ำคืนที่เต็มไปด้วยแสงจากดวงดาวนับล้าน แต่ไม่เพียงแค่ดาวเท่านั้นที่ให้แสงที่สวยงามกับสภาพรอบ ๆ ยามค่ำคืน หิ่งห้อยหลายตัวที่พากันออกมาบินหยอกล้อกันยามค่ำคืนก็ช่วยเสริมให้สภาพรอบ ๆ นั้นดูสวยงามขึ้น แสงสีเหลืองทองที่เปล่งประกายออกมาจากแมลงตัวน้อยนั้นทำให้ดูราวกับเป็นแสงไฟเล็ก ๆ ลอยไปมาอยู่ในอากาศ เช่นเดียวกับดวงดาวที่ลอยให้แสงสว่างอยู่บนท้องฟ้าที่มืดมิด
ยุนโฮส่งเสียงพูดเจี๊ยวจ๊าวแสดงถึงอาการตื่นเต้นและแปลกใจกับภาพธรรมชาติที่เกิดขึ้น ถึงแม้ว่าจะดูเหมือนว่ายุนโฮกำลังส่งใจกับภาพที่สวยงามตรงหน้า แต่ดวงตากลมนั้นก็แอบเหลือบมองใบหน้าหวานของคนที่อายุมากกว่าที่กำลังโอบกอดร่างของเขาไว้อย่างหลวม ๆ
ดวงตาสวยที่จ้องมองมาทางเขาหรี่ลงเล็กน้อย แต่ความอ่อนโยนภายในดวงตาสีนิลนั้นกลับแผ่ออกมาจนเขานั้นรับรู้ได้ ริมฝีปากบางที่ยิ้มเห็นฟันเล็กน้อยนั่นช่างดูสวยงามเหมาะกับใบหน้าหวานเสียเหลือเกิน แม้ในตอนนี้ภายนอกจะค่อนข้างมืดก็ตาม แต่ภาพที่ยุนโฮเห็นนั้นมันกลับตราตรึงอยู่ในความทรงจำของเด็กน้อยอย่างชัดเจน…
“...ตอนนี้ผมโตขึ้นเยอะแล้วนะฮะ พี่แจจุง...”
ร่างสูงพูดออกมาอย่างแผ่วเบา แต่ก็เป็นประโยคที่แฝงไว้ด้วยความรู้สึกส่วนลึกทั้งหมดที่มอบให้อีกคนหนึ่ง ราวกับต้องการจะให้คำพูดนี้ส่งไปให้อีกคนได้รับรู้ ดวงตาคมที่ยังคงมองบรรยากาศรอบ ๆ นั้น...ยิ่งมองมากเท่าไหร่ ภาพความทรงจำในวัยเยาว์ที่เขาคิดถึงอยู่เสมอก็ยิ่งเด่นชัดขึ้นทุกที ๆ
“ตอนนั้น...ตอนที่ผมและพี่นั่งอยู่ตรงนี้...”
...ตอนนั้นผมยังเด็ก...อาจจะเห็นภาพอะไรได้ไม่ทั่วเหมือนกับพี่...
...แต่ตอนนี้...ผมโตขึ้น...และนั่งอยู่ที่ตรงนี้...
...ที่ ๆ พี่เคยนั่งอยู่เสมอ...
“ภาพที่พี่เห็น...คงจะเป็นแบบนี้สินะ”
I wanna love you...just like old days
ฉันอยากจะรักนาย...เหมือนวันเก่าๆ
ริมฝีปากอิ่มยกยิ้มขึ้นบางเบา ยิ่งเขาได้สัมผัสถึงบรรยากาศในสถานที่ในอดีต ยิ่งเขามีเวลาว่างให้ตัวเองได้นั่งคิดถึงภาพในอดีตของตัวเองมากเท่าไหร่ ไม่รู้ว่าทำไม...แทนที่เขาจะคิดถึงเรื่องปัญหาต่าง ๆ ของตัวเอง กลับมีแต่ภาพใบหน้าหวานของคนที่เคยเป็นอาจารย์ของตัวเองลอยแว่บเข้ามาได้ทุกครั้งไป
...เพราะรักใช่มั้ย?...
...เพราะคิดถึงใช่รึเปล่า?...
...แต่ทำไมผมถึงรู้สึกว่าความรู้สึกที่ผมมีให้กับพี่...
...มันถึงไม่เหมือนแต่ก่อนแล้วล่ะ?...
ร่างสูงปล่อยให้ตัวเองนั่งนึกคิดถึงเรื่องต่าง ๆ ไปเรื่อยเปื่อย ไม่สนใจว่าอากาศภายนอกนั่นเริ่มจะเย็นลงเล็กน้อยเพราะเริ่มค่ำแล้ว สักพักหนึ่ง ยุนโฮก็จัดการใช้ขายาวของตัวเองดันร่างให้ลุกขึ้นยืนจนเต็มความสูง ก่อนจะก้าวขาพาตัวเองไปยังอีกสถานที่หนึ่ง
...สถานที่ที่เขาจดจำเหตุการณ์ได้ทุกอย่าง...
ภาพตรงหน้าคือตึกหอพักขนาดเล็ก แต่ก็มีห้องพักให้สำหรับผู้คนภายนอกเข้ามาพักผ่อนได้ระยะหนึ่ง มีรั้วที่ไม่สูงมากนักกั้นล้อมรอบหอพักนี้ไว้ และด้านในนั้นยังมีพื้นที่กว้างขวางที่ไว้ใช้สำหรับการจอดรถ และใช้เป็นสวนหย่อมสำหรับแขกเพื่อที่จะนั่งพักผ่อนอีกด้วย
ขาเรียวก้าวเดินพาตัวเองมาหยุดยืนอยู่ที่หน้าหอพักที่ตั้งอยู่ไม่ห่างจากบ้านเขาเท่าไหร่นัก ใบหน้าคมหันไปมองรอบ ๆ ครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายก็ต้องหยุดมองตรงบันไดที่อยู่ด้านในตัวหอพักตรงหน้า เพียงแค่ดวงตาคมหันไปเห็นตรงตำแหน่งนั้น เขาก็รู้สึกราวกับว่ามีภาพของชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังเดินลงมาจากบันไดตรงหน้านั้นอย่างเร่งรีบ
ก้อนเนื้อในอกซ้ายของเขาบีบรัดกันแน่นจนเขารู้สึกเจ็บขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ ริมฝีปากอิ่มเม้มแน่นจนเป็นเส้นตรง ภาพความทรงจำในวัยเยาว์นั่นมันยังคงทำให้เขาเจ็บปวดได้เสมอ ตอนนี้เขารู้สึกได้เลยว่าดวงตาของตัวเองนั้นเริ่มร้อนผ่าวเนื่องจากหยาดน้ำที่เริ่มจะออกมารวมตัวกันมากขึ้นเรื่อย ๆ ร่างสูงใช้หลังมือของตัวเองปาดหยาดน้ำบริเวณดวงตาออก ก่อนจะถอนหายใจยาวเพื่อระบายความอัดอั้นภายในใจให้ออกมาบางส่วน
...นับวัน...ความคิดถึงมันก็ยิ่งเพิ่มพูนมากขึ้นทุกที...
...อยากเจอ...อยากรับรู้...อยากสัมผัส...
...ว่าตอนนี้เขาคนนั้นเป็นอย่างไรบ้าง...
“แต่ยุนโฮต้องสัญญากับพี่ก่อน ว่ายุนโฮจะร้องไห้แค่วันนี้เพียงวันเดียวเท่านั้น”
“...ผมสัญญาฮะ”
ยุนโฮยังคงติดสะอื้นอยู่เล็กน้อย แต่น้ำตาจากดวงตากลมใสซื่อนั้นไม่ได้ไหลออกมาอีกแล้ว เขาไม่ค่อยเข้าใจเหมือนกันว่าตอนนี้เขาเป็นอะไร แต่คำพูดของคนตรงหน้ามันทำให้น้ำตาของเขาพาลหยุดไหลออกมาเอง และยิ่งเมื่อได้เห็นอีกฝ่ายยกยิ้มขึ้นอย่างโล่งใจนั้น มันก็ทำให้หัวใจของเขาพองโตขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่
‘ปี๊น~!’
เสียงบีบแตรรถดังมาทำให้ทั้งสองชะงัก ยุนโฮเห็นว่าแจจุงนั้นขยับริมฝีปากราวกับจะบอกอะไรบางอย่าง แต่ร่างบางก็ชะงักไป และไม่ได้พูดอะไรออกมาอีก ใบหน้าหวานของแจจุงหันไปมองรถตู้ก่อนจะหันกลับมามองใบหน้าเขาอีกครั้ง แต่แววตาที่แจจุงมองมานั้นกลับเปลี่ยนไปราวกับหน้ามือเป็นหลังมือ ซึ่งมันคงจะไม่ต่างจากเขาในตอนนี้สักเท่าไหร่นัก
“ยุนโฮ พี่คงต้องไปแล้วล่ะ”
“แล้วเราจะได้เจอกันอีกมั้ยฮะ?”
เมื่อยุนโฮรู้ว่ามันคงจะถึงเวลาแล้ว เด็กน้อยตัดสินใจถามคำถามสุดท้ายออกมา ริมฝีปากเล็กเม้มแน่นอย่างเฝ้ารอคำตอบจากอีกฝ่ายหนึ่ง แจจุงยกยิ้มบาง ๆ ขึ้นอีกครั้ง ก่อนจะเลื่อนริมฝีปากนุ่มประทับลงบนหน้าผากเล็กส่งผ่านความรู้สึกภายในใจไปให้เด็กน้อยได้รับรู้
...ทั้ง ๆ ที่พี่แจจุงมอบความรักมาให้แบบนี้...
...แต่ทำไมผมถึงรู้สึกเศร้าจังเลยล่ะฮะ?...
“ไว้ยุนโฮโตเมื่อไหร่ เราจะได้เจอกันอีกแน่นอนครับ”
ยุนโฮเงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่มตรงหน้า แจจุงกำลังส่งยิ้มมาให้เขา รอยยิ้มที่เขาคิดว่ามันอ่อนโยนที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา แต่เขารับรู้ถึงความรู้สึกอื่นที่ส่งมอบมาทางรอยยิ้มนั่น ดวงตากลมมองอีกฝ่ายเดินขึ้นรถไปโดยที่ไม่ได้ร้องขอหรือต่อต้านแม้แต่น้อย
รถตู้ของยูชอนเริ่มเคลื่อนตัวออกจากตำแหน่งเดิมช้า ๆ ภาพที่เขาเห็นมันทำให้หัวใจที่พองโตนั้นราวกับถูกของมีคมกรีดจนกลายเป็นบาดแผลลึก น้ำตาที่หายไปเมื่อครู่กลับก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วจนหน่วงคลออยู่ที่ดวงตากลมใสซื่อนั่นจนบดบังภาพตรงหน้าเสียหมด
“พี่แจจุง...”
เสียงใสที่สั่นเครือพูดออกมาเบา ๆ ในขณะที่รถนั้นก็เริ่มเคลื่อนตัวออกจากตำแหน่งเดิมมากไปทุกที สุดท้ายแล้ว...ความรู้สึกเจ็บปวดและความรู้สึกต่าง ๆ ที่อัดแน่นอยู่ภายในใจก็ผลักดันให้เด็กน้อยตะโกนสิ่งที่ใจเรียกร้องออกมาเสียงดังพร้อมกับหยาดน้ำตาที่ไหลรินอาบแก้มใสทั้งสองข้าง...แม้ว่าเสียงที่เขาตะโกนออกไปนั้น อีกฝ่ายคงจะไม่มีโอกาสที่จะได้ยินมันแม้แต่นิด
“พี่แจจุง!! อย่าไปนะ!! ผมอยากอยู่กับพี่นะฮะ!!! พี่กลับมาอยู่กับผมสิฮะ!!!...พี่แจจุง!!”
หยาดน้ำใสไหลรินออกมาจากดวงตาคม ความเจ็บปวดในแววตาของยุนโฮนั้นสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้วเขาเกลียดการร้องไห้เป็นที่สุด แต่ร่างสูงกลับไม่คิดที่จะเช็ดน้ำตาที่ไหลรินของตัวเองออกแม้แต่นิด
...สุดท้าย...ผมก็ยังคงเป็นเด็กน้อยอยู่ดีใช่มั้ย?...
...เด็กน้อยที่มักจะร้องไห้กับเรื่องในอดีตของตัวเองอยู่เสมอ...
...เด็กน้อยที่รักษาสัญญาที่ให้ไว้ไม่ได้...
ภาพความทรงจำที่เด่นชัดนั้นเรียกให้น้ำตานั้นเริ่มออกมาจากบริเวณดวงตาคมมากกว่าเดิม แต่ร่างสูงก็ฝืนตัวเอง กลั้นหยาดน้ำที่กำลังจะไหลนั้นให้หยุดลง มือเรียวจัดการเช็ดน้ำใสออกจากบริเวณใบหน้าและดวงตาให้หมดไป ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าออกลึก ๆ สองสามครั้ง และตัดสินใจเดินกลับไปยังบ้านที่แสนอบอุ่นของตัวเองอีกครั้ง...
...พรุ่งนี้ผมจะไปเรียนในเมืองหลวงแล้ว...
...ผมจะมีโอกาสได้เจอพี่อีกมั้ยนะ?...
+:+:+:+:+:+:+ Little Punk +:+:+:+:+:+:+
ร่างสูงของชายหนุ่มและร่างเล็กของหญิงสาวผู้เป็นแม่ กำลังเดินเข้าไปภายในตัวโรงเรียนที่กว้างขวางเป็นยิ่งนัก ตึกเรียนจำนวนมากต่างถูกสร้างไว้ตามตำแหน่งต่าง ๆ ภายในพื้นที่ของโรงเรียนที่มีชื่อเสียงแห่งนี้ สนามหน้าอาคารเรียนที่กว้างขวางเต็มไปด้วยเหล่านักเรียนที่รวมกลุ่มกันทำกิจกรรมต่าง ๆ ด้วยกันกับเพื่อนจำนวนหลายกลุ่ม
ระหว่างทางเดินเข้าไปยังตึกเรียน ยุนโฮมองสอดส่องไปรอบ ๆ สังเกตลักษณะของโรงเรียนใหม่ที่เขาจะต้องเข้ามาศึกษานับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ถ้าเทียบกันกับโรงเรียนเก่าของเขาแล้ว โรงเรียนของเขาคงจะเป็นได้แค่สนามหน้าตึกเรียนของโรงเรียนนี้ ความใหญ่โตของที่นี่มันทำให้ยุนโฮรู้สึกประหม่าอยู่ไม่น้อยทีเดียว
ใช้เวลาอยู่พอสมควร ร่างของทั้งสองคนก็มาหยุดอยู่ที่หน้าประตูไม้สีเข้มที่ดูค่อนข้างแพงไม่น้อย หญิงสาวยิ้มให้ลูกชายที่ค่อนข้างตื่นเต้นเล็กน้อย เพราะตอนนี้ทั้งสองคนกำลังยืนอยู่หน้าห้องของผู้อำนวยการโรงเรียนที่ใหญ่โตแห่งนี้ หลังมือบางจัดการเลื่อนไปเคาะที่ประตูไม้ตรงหน้าเบา ๆ สองสามครั้งเป็นการขออนุญาต
‘ก๊อก ๆ’
“เชิญครับ”
หญิงสาวเปิดประตูเข้าไปทันทีเมื่อมีเสียงอนุญาตของคนที่อยู่ด้านในห้องดังออกมา ยุนโฮถอนหายใจออกมาครั้งหนึ่งเพื่อลดอาการตื่นเต้นของตัวเองให้ลดน้อยลง ก่อนที่จะแทรกตัวเข้าไปด้านในห้องเหมือนผู้เป็นแม่บ้าง
ทันทีที่ยุนโฮเข้ามาอยู่ด้านในห้อง ดวงตาคมก็รีบทำการมองสำรวจสภาพรอบ ๆ ตามนิสัยของตัวเอง ห้องสีขาวสะอาดที่ค่อนกว้าง โซฟาตัวใหญ่สีเข้มตัดกับสีของห้องถูกวางไว้ด้านหนึ่งของห้องเพื่อไว้ใช้สำหรับต้อนรับแขก มีโต๊ะทำงานตัวใหญ่ถูกวางไว้บริเวณค่อนไปทางด้านหลังเล็กน้อย และมีร่างของชายหนุ่มร่างสมส่วนที่ค่อนข้างจะสูงวัยที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวใหญ่กำลังยกยิ้มมาให้เขา ยุนโฮจึงยิ้มตอบกลับไปเล็กน้อย พร้อมกับค้อมตัวลงเพื่อเป็นการแสดงความเคารพ
หญิงสาวเดินเข้าไปหาชายหนุ่มผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้อำนวยการของโรงเรียนแห่งนี้ ส่วนยุนโฮยืนนิ่งอยู่ที่ประตูห้อง ปล่อยให้แม่และผู้อำนวยการนั่นคุยอะไรกันสักอย่าง ซึ่งเขาฟังไม่ค่อยจะได้ยินสักเท่าไหร่ ตอนนี้เขาเองก็ค่อนข้างจะตื่นเต้นไม่น้อย เมื่อคิดได้ว่า เวลาที่เขาจะต้องเริ่มต้นในสิ่ง ๆ ต่างใหม่อีกครั้งนั้นใกล้เข้ามาทุกที
สักพักหนึ่ง ผู้อำนวยการและแม่ของเขาก็เดินมาหาเขาพร้อมกันทั้งสองคน ชายหนุ่มสูงวัยมองสำรวจยุนโฮตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย คนที่ถูกมองก็ได้แต่ยกยิ้มขึ้นอย่างเก้อ ๆ ปนเขินเล็กน้อย ท่าทางแบบนั้นทำให้คนที่จ้องมองอยู่หลุดหัวเราะออกมาเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยถามคนที่จะกลายเป็นนักเรียนใหม่ภายในโรงเรียนแห่งนี้
“ชื่อ ชอง ยุนโฮ ใช่มั้ย?”
“ใช่ฮะ”
“เดี๋ยวฉันจะพาแม่ของเธอไปดูรอบ ๆ โรงเรียนก่อน ตอนนี้ยุนโฮนั่งรออาจารย์ประจำชั้นที่ห้องนี้ไปก่อนนะ พออาจารย์มาถึง เค้าก็คงจะจัดการเรื่องต่าง ๆ ให้เธอเองล่ะ”
“อ่า...เข้าใจแล้วฮะ”
ยุนโฮค้อมตัวลงให้กับผู้อำนวยการและแม่ก่อนที่ทั้งสองคนจะเดินออกจากห้องไป ขาเรียวเดินพาตัวเองไปนั่งที่โซฟาสีเข้มตัวนุ่มที่ถูกตั้งไว้ด้านหนึ่งของห้อง แผ่นหลังแกร่งเอนลงพิงกับพนักนุ่ม ร่างสูงถอนหายใจพรืดออกมา เมื่อรู้สึกว่าความกดดันมันลดน้อยลง แม้ว่ามันจะลดลงไปไม่มากก็ตามที
“อาจารย์ประจำชั้นหรอ...หน้าตาจะเป็นแบบไหนกันน้า~...”
ยุนโฮพูดบ่นกับตัวเองด้วยรอยยิ้ม ในหัวสมองของเขากำลังนึกคิดจินตนาการถึงหน้าอาจารย์ประจำชั้นคนใหม่ของเขา จะเป็นผู้หญิงขี้จุกจิก หรือว่าผู้ชายสุดแสนโหดรึเปล่านะ แล้วเพื่อน ๆ ภายในห้องที่เขาจะได้เจอนั้นจะเป็นยังไงบ้าง แค่คิดถึงเรื่องพวกนั้น มันก็ทำให้ยิ่งตื่นเต้น อยากที่จะไปถึงห้องเรียนใหม่ของเขาให้เร็วที่สุด เพื่อที่จะได้รู้สักทีว่าสิ่งที่เขาจะได้เจอนั้นมันจะเป็นแบบไหนกันแน่
‘ก๊อก ๆ’
เสียงเคาะประตูทำให้ยุนโฮหลุดออกจากความคิดจินตนาการของเขา ร่างสูงกระเด้งตัวลุกขึ้นนั่งตัวตรง ดวงตาคมหันไปมองที่ประตูไม้ราคาแพง และเมื่อประตูนั้นถูกเปิดออก มันก็ยิ่งทำให้เขาต้องเพ่งสายตามอง เพราะความอยากรู้ว่าใครกำลังจะเดินเข้ามาภายในห้องนี้
사랑이 또 찾아오면 다정하게 널 안아주며
เมื่อรักค้นหานาย มันจะทำให้นายรู้สึกอบอุ่นมากๆเลยล่ะ
และทันทีที่ผู้มาใหม่แทรกตัวเข้ามาภายในห้องสีขาวสะอาดของผู้อำนวยการโรงเรียน มันแทบจะทำให้ลมหายใจของร่างสูงขาดห้วง ดวงตาคมเบิกกว้างอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง ก้อนเนื้อในอกซ้ายนั้นเต้นระรัวและพองโตขึ้นอย่างที่เขาไม่เคยเป็นมาก่อน
...ผมไม่ได้ตาฝาดไปใช่มั้ย?...
ชายหนุ่มที่ใส่เสื้อเชิ้ตสีขาวกับกางเกงสแล็คสีดำที่หุ่นบอบบางราวกับหญิงสาวหันมาตรงหน้าเขาแล้ว เรือนผมสีดำซอยยาวประบ่าล้อมกรอบให้ใบหน้าขาวของคนตรงหน้าดูเด่นชัดขึ้น ดวงตากลมที่เรียวสวย จมูกโด่งรับกับใบหน้าเนียน แก้มใสที่ดูน่าสัมผัส ริมฝีปากบางสีชมพูที่เผยอขึ้นเล็กน้อย ใบหน้าหวานที่ดูงดงามราวกับนางฟ้าที่เขาไม่เคยลืมเลือนไปแม้แต่วันเดียว...แจจุงกำลังจ้องมองมาทางเขา พร้อมกับรอยยิ้มอ่อนโยนที่เขาเคยได้รับเมื่อครั้งอดีต...
...พี่จำผมได้ใช่มั้ย?...
...แม้ว่าจะผ่านไปหลายปี...
...ที่พี่ยิ้มแบบนั้นให้ผม...เพราะพี่จำผมได้ใช่มั้ย?...
“พี่แจจุง...”
ยุนโฮลุกขึ้นยืนจนเต็มความสูงอย่างรวดเร็ว ในขณะที่แจจุงก็กำลังก้าวเข้ามาหาเขาใกล้ ๆ ดวงตาคมมองใบหน้าของอีกฝ่ายด้วยความรู้สึกที่หลากหลายจนไม่อาจจะบรรยายได้ ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปสักกี่ปี ใบหน้าที่เขาคอยคิดถึงอยู่เสมอก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปแม้แต่น้อย
“ยุนโฮ...ใช่มั้ย?”
แจจุงเอ่ยถามพร้อมกับรอยยิ้มบางที่เขามักจะมอบให้กับเด็กน้อยคนหนึ่งในอดีตอยู่เสมอ ยุนโฮที่ยังงุนงงกับเหตุการณ์แสนบังเอิญนี้เริ่มจะทำอะไรไม่ค่อยถูก ร่างสูงจึงทำเพียงแค่ตอบกลับไปเพียงคำสั้น ๆ เท่านั้น
“ฮะ”
“นายโตขึ้นเยอะเลยนะยุนโฮ ดูสิ ตอนนี้ยุนโฮสูงกว่าพี่แล้วนะเนี่ย”
แจจุงพูดพร้อมกับหลุดหัวเราะออกมาเล็กน้อย ตอนนี้เขาสูงเพียงแค่จมูกของยุนโฮเท่านั้น รอยยิ้มและเสียงหัวเราะที่แจจุงมอบให้อีกฝ่ายหนึ่งนั้น มันทำให้หัวใจของยุนโฮนั้นยิ่งเต้นแรงมากกว่าเดิม คนที่เขาคอยเฝ้าหาและคิดถึงอยู่เสมอยืนอยู่ตรงหน้าแล้ว...มันยิ่งทำให้ความรู้สึกต่าง ๆ ยิ่งปะทุขึ้นสูงจนเขาต้องยกยิ้มขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่
...ยิ่งได้เห็นกับตาตัวเอง...ว่าคนที่คิดถึงอยู่เสมออยู่ตรงหน้า...
...ยิ่งได้รับรู้...ว่าคนที่คิดถึงอยู่เสมอนั้นยังสบายดีอยู่เหมือนเดิม...
...ยิ่งได้สัมผัส...ถึงความอบอุ่นที่คน ๆ นั้นมอบมาให้...
...มันยิ่งทำให้ความรู้สึกแปลกประหลาดภายในใจของเขามันมีเพิ่มมากขึ้นทุกที...
“พี่แจจุง...”
“หืม?...”
ทันทีที่แจจุงส่งเสียงเป็นเชิงถามในลำคอ ข้อมือบางก็ถูกมือแกร่งจับและดึงร่างบอบบางเข้าสู่อ้อมกอดแกร่ง วงแขนแกร่งกอดอีกฝ่ายไว้แน่นราวกับกลัวว่าคนตรงหน้าจะหายไปอีกครั้ง ใบหน้าคมซุกลงกับบ่าของอีกฝ่าย แจจุงเบิกตากว้างเนื่องจากตกใจที่โดนอีกฝ่ายดึงเข้ามากอด แต่ความตกใจนั่นก็ต้องแปรเปลี่ยนไปเป็นรอยยิ้มอ่อนโยนแทบจะทันที...เมื่อเขาได้ยินคำพูดที่สั่นเครือจากอีกฝ่ายหนึ่งเบา ๆ
“คิดถึง...ผมคิดถึงพี่แจจุงมากเลยนะ...”
มือบางเลื่อนขึ้นมาลูบเรือนผมหยาบของอีกฝ่ายเบา ๆ คล้ายกับการปลอบประโลม ทั้งสองคนไม่ได้พูดอะไรออกมาอีก แจจุงยังคงปล่อยให้ตัวเองถูกยุนโฮกอดไว้แน่น อาจจะเพราะรู้ว่าความรู้สึกที่อีกฝ่ายมอบมาให้เขานั้นมันมีมากเพียงใด และคิดถึงเขาขนาดไหนละมั้ง...ที่ทำให้เขารู้สึกว่าอ้อมกอดแน่นนี้กลับอบอุ่นจนเขาไม่อยากจะออกจากอ้อมกอดนี้เลยแม้แต่น้อย
นานพอสมควร กว่าที่วงแขนแกร่งจะปล่อยให้ร่างบางเป็นอิสระ ดวงตาคมจ้องมองใบหน้าหวานของคนตรงหน้าอย่างไม่ละสายตา ภาพในอดีตที่ลอยซ้อนขึ้นมากับภาพใบหน้าของร่างบาง มันทำให้เขาทั้งสุขและเจ็บปวดไปพร้อมกัน ความรู้สึกที่ตีกันมั่วนั้นมันทำให้เขาไม่ค่อยจะเข้าใจตัวเองเท่าไหร่นัก แต่เขาก็เลือกที่จะจัดการความรู้สึกนั่นออกไป โดยการที่เขาจะพูดตรง ๆ กับอีกฝ่าย
“พี่แจจุง...ผมขอโทษนะ”
“ขอโทษ? ขอโทษเรื่องอะไร?”
แจจุงขมวดคิ้วเข้าหากันเล็กน้อยอย่างงุนงง เพราะอีกฝ่ายนั้นก็ไม่ได้ทำอะไรผิดกับเขาเลย แต่กลับพูดขอโทษให้กับเขา และสายตาที่ดูเจ็บปวดนั่น...มันหมายถึงอะไรกันนะ?
“ผมขอโทษ...ที่วันนั้นผมเป็นเด็กดื้อ อยากให้พี่แจจุงอยู่กับผมต่อ ทั้ง ๆ ที่สิ่งที่แจจุงจะทำนั้นเป็นสิ่งสำคัญกับชีวิตของพี่แจจุง”
“......”
“ผมขอโทษ...ที่ผมแอบร้องไห้เพราะพี่แจจุงจากผมไปอยู่หลายครั้ง...”
“.....”
“ผมขอโทษ...ที่ผมรักษาสัญญาที่ผมให้ไว้กับพี่แจจุงไม่ได้...ขอโทษนะฮะ”
ยุนโฮก้มหน้าลง ริมฝีปากอิ่มเม้มเข้าหากันจนแน่น แจจุงกระพริบตาปริบ ๆ มองอีกฝ่ายที่มีท่าทางสำนึกผิด ก่อนที่ริมฝีปากบางจะยกยิ้มขึ้นบางเบา ดวงตาสวยทอดมองคนตรงหน้าอย่างอ่อนโยน ไม่ว่าจะผ่านไปสักกี่ปี ยังไง ๆ เขาก็ยังคงรู้สึกว่ายุนโฮนั้นยังเป็นเด็กน้อยสำหรับเขาอยู่เสมอ
...แต่ก็คงจะเป็นการโกหกตัวเอง...
...ถ้าหากว่าฉันบอกว่า...
...‘ฉันไม่ได้หวั่นไหวกับคำพูดของยุนโฮ’...
...ผ่านไปตั้งหลายปี...แต่ยุนโฮกลับจำคำสัญญาของฉันได้...
...ยุนโฮ...นายทำให้ฉันดีใจมากเลยนะรู้มั้ย?...
“งั้น...พี่จะให้โอกาสยุนโฮเริ่มต้นใหม่ ดีมั้ยละ?”
ใบหน้าคมเงยขึ้นมองใบหน้าหวานของอีกฝ่าย ทันทีที่เขารู้ว่าเขามีโอกาสที่จะได้แก้ตัวในสิ่งที่เขาทำผิดพลาดไปในอดีต ริมฝีปากอิ่มยกยิ้มกว้างอย่างน่ารัก แจจุงที่เห็นแบบนั้นก็หลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ กับท่าทางที่ยังคงเหมือนในตอนเด็ก ๆ ไม่เปลี่ยนของอีกฝ่าย
“เอาล่ะ งั้นเรามาทำความรู้จักกันใหม่ ในฐานะอาจารย์ประจำชั้นกับลูกศิษย์ โอเคนะ?”
“โอเคฮะ”
ทั้งสองต่างยกยิ้มให้อีกฝ่าย เสียงหวานและเสียงทุ้มต่ำที่ผลัดกันพูดประโยคที่จะทำให้ความสัมพันธ์คล้ายพี่น้องนั้นแปรเปลี่ยนไป ก่อนที่มือของทั้งสองจะเลื่อนเข้ามากอบกุมด้วยกัน และหลังจากนี้...ความสัมพันธ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ก็คงจะทำให้ความรู้สึกของทั้งสองนั้นแปรเปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน...
다시 안 올 소중한 날
นี่คือวันที่ล้ำค่า แล้วความปกติก็กลับมาอีกครั้ง
“อาจารย์ชื่อ คิม แจจุง จะมาเป็นอาจารย์ประจำชั้นที่จะดูแลเธอตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปนะ”
“ผมชื่อ ชอง ยุนโฮ ยินดีที่ได้รู้จักนะฮะ...อาจารย์แจจุง”
THE END >///<
Paring: Yunho x Jaejoong
Author: ~#DN_LoveR#~
Author Note: ลงฟิคไปหลายเรื่อง ดันลืมเอาเรื่องนี้มาลงซะงั้นเลย -w-" สำหรับเรื่องนี้ก็เป็นฟิคเพลงนะคะ บางคนก็คงจะเคยอ่านจากบอร์ดอื่นกันมาแล้ว สนุกไม่สนุกก็ติชมกันได้ยนะคะ เชิญอ่านกันได้ตามสบายเลยนะคะ~
*แนะนำ* อ่านไป ก็เปิดเพลง Little Punk ไประหว่างอ่านด้วยนะคะ ^ ^
สำหรับคนที่ไม่มีเพลง เบลล์มีแจกค่า~ >> http://www.hulashare.com/view.php?file=1633f16a91f498505fc378bb4424cb14
+:+:+:+:+:+:+ Little Punk +:+:+:+:+:+:+
ภายในค่ำคืนที่มืดสนิท ขาเรียวยาวสองข้างก้าวย่ำลงไปบนผืนหญ้าสีเขียวอย่างช้า ๆ บรรยากาศยามค่ำคืนภายในชนบท อากาศที่เย็นสบายและสดชื่น กับเสียงภายนอกที่มีเพียงเสียงจากต้นไม้ใบหญ้า และแมลงตัวน้อยที่แข่งกันส่งเสียง เสียงไพเราะที่ธรรมชาติบรรจงสร้างสรรค์ขึ้นมานั้นชวนให้รอยยิ้มหวานบนใบหน้าเผยออกมาได้อย่างไม่ยาก
마냥 신기해 모든게 좋았던 시골 어귀엔
มันเป็นความดึงดูดใจอยู่เสมอ และทุกสิ่งทุกอย่างในชนบทนี้ดูดีไปหมด
ร่างบางหย่อนตัวลงนั่งบนผืนหญ้านุ่ม ใบหน้าหวานเงยขึ้นมองท้องฟ้าสีรัตติกาลในยามค่ำคืนที่เต็มไปด้วยหมู่ดาวนับล้าน ที่แข่งกันส่องแสงให้ท้องฟ้ายามค่ำคืนนั้นดูสวยงามยิ่งกว่าคืนไหน ๆ ภาพสวยงามของท้องฟ้ายามค่ำคืนที่หาได้ยากจากสภาพแวดล้อมภายในเมืองใหญ่ ภาพของธรรมชาตินี้ช่างสวยงามจนร่างบางอยากจะให้มันคงอยู่ไปตลอดวัน
ถึงแม้ว่าจะเป็นช่วงเวลายามค่ำคืน แต่ผู้คนส่วนใหญ่ในชนบทก็ยังไม่ได้กลับบ้านไปพักผ่อนกันหมด บ้างก็นั่งคุยกันตามประสาคนสนิทที่โต๊ะที่เปิดแสงไฟสลัว ๆ หรือเด็ก ๆ ที่ยังคงวิ่งซนไปตามวัย คงจะมีเพียงแค่ร่างบางคนเดียว ที่ปลีกตัวมานั่งอยู่ที่ห่างจากบ้านผู้คน
...อยากจะเก็บภาพความทรงจำที่สวยงามไว้ให้มากที่สุด...
...ก่อนที่เขาจะต้องกลับเข้าไปอยู่ภายในเมืองใหญ่อีกครั้งหนึ่ง...
“พี่แจจุงฮะ”
เสียงใสของเด็กน้อยคนหนึ่งดังมาจากด้านหลัง ใบหน้าหวานหันไปมองตามทางที่เสียงดังมา เด็กหนุ่มหน้าตาน่ารัก เรือนผมสีดำที่ยาวระต้นคอ ดวงตาเรียวที่แฝงไปด้วยความใสซื่อของเด็ก บวกกับรอยยิ้มน่ารักที่เผยให้เห็นเขี้ยวซี่เล็ก ภาพใบหน้าของเด็กน้อยที่แสนคุ้นเคย เรียกรอยยิ้มบนใบหน้าหวานให้เผยออกมาอีกครั้ง
“ยุนโฮ ไม่กลับบ้านหรอ? เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็ตื่นไปโรงเรียนไม่ไหวหรอก”
แจจุงพูดเตือนเด็กประถมตัวน้อยด้วยความเอ็นดู แต่ดูเหมือนคำเตือนจะไม่มีผลอะไรกับยุนโฮเลยสักนิด เด็กหนุ่มหย่อนตัวลงนั่งข้าง ๆ กับร่างบาง ก่อนจะหันขวับช้อนตามองใบหน้าของคนที่อายุมากกว่าด้วยสายตาที่ใสซื่อ
“แล้วทำไมพี่แจจุงมาอยู่ที่นี่คนเดียวล่ะฮะ?”
ยุนโฮถามขึ้นด้วยความอยากรู้อยากเห็น ใบหน้าของเด็กหนุ่มที่ดูแล้วสดใส และแฝงไปด้วยความใสซื่อตามประสาเด็ก มันทำให้แจจุงนึกย้อนถึงตัวเองในอดีตได้ทุกครั้ง ร่างบางยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย มือเรียวเลื่อนขึ้นมาลูบเรือนผมสีดำของร่างเล็กอย่างอ่อนโยน
“พี่มาดูภาพสวย ๆ จากธรรมชาติน่ะ ยุนโฮอยากดูด้วยมั้ยล่ะ?”
“อยากฮะ”
แจจุงจัดการอุ้มยุนโฮมานั่งบนตัก เพื่อที่จะให้ยุนโฮได้เห็นภาพที่สวยงามในตำแหน่งเดียวกันกับตัวเอง แขนเรียวโอบร่างเล็กของเด็กหนุ่มไว้หลวม ๆ เพราะห่วงว่าอากาศในตอนกลางคืนจะทำให้เด็กน้อยนั้นไม่สบายเอาได้
“เอ้า ดูสิ ยุนโฮ สวยมั้ยล่ะ”
맑은 시냇가의 반짝이는 작은 반딧불새로
แม้กระทั่งแสงสว่างจากหิ่งห้อยริมแม่น้ำ
“ว้าวววว!!!”
ภาพท้องฟ้ายามค่ำคืนที่เต็มไปด้วยแสงจากดวงดาวนับล้าน แต่ไม่เพียงแค่ดาวเท่านั้นที่ให้แสงที่สวยงามกับสภาพรอบ ๆ ยามค่ำคืน หิ่งห้อยหลายตัวที่พากันออกมาบินหยอกล้อกันยามค่ำคืนก็ช่วยเสริมให้สภาพรอบ ๆ นั้นดูสวยงามขึ้น แสงสีเหลืองทองที่เปล่งประกายออกมาจากแมลงตัวน้อยนั้นทำให้ดูราวกับเป็นแสงไฟเล็ก ๆ ลอยไปมาอยู่ในอากาศ เช่นเดียวกับดวงดาวที่ลอยให้แสงสว่างอยู่บนท้องฟ้าที่มืดมิด
ดวงตาเรียวของยุนโฮเปล่งประกายด้วยความตื่นเต้น ปากเล็กเผยยิ้มจนเห็นเขี้ยวซี่เล็กดูน่ารักเป็นยิ่งนัก ใบหน้ามนหันซ้ายขวาไปมามองหิ่งห้อยที่บินไปมาอย่างตื่นเต้น เสียงพูดเจี๊ยวจ๊าวดังออกมาจากปากเล็กไม่หยุด เพราะเจ้าตัวไม่เคยเห็นภาพที่สวยงามแบบนี้มาก่อน
ริมฝีปากสีชมพูคลี่ยิ้มอย่างอ่อนโยน หูเล็กตั้งใจฟังสิ่งที่เด็กน้อยพูดออกมาทุกถ้อยคำ บางทีก็หลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ กับความใสซื่อของยุนโฮอย่างนึกเอ็นดู
“เอาล่ะ ยุนโฮ กลับบ้านกันดีกว่า มันเริ่มดึกแล้ว เดี๋ยวพี่ไปส่งนะครับ”
หัวกลมขยับไปมาเนื่องจากการพยักหน้ารับรู้ ร่างเล็กลุกออกจากตักนุ่มของร่างบาง ก่อนจะตามด้วยร่างบางที่ยืนขึ้นจนเต็มความสูงบ้าง มือเรียวเลื่อนไปจับกุมมือเล็กไว้อย่างอ่อนโยน และเดินจูงมือพาเด็กน้อยไปส่งที่บ้านอย่างคุ้นเคย
ไม่นานนัก ทั้งสองก็มาหยุดอยู่ที่หน้าบ้านของยุนโฮ แจจุงก้มลงมองยุนโฮที่ตอนนี้ทำหน้ายู่เหมือนกับยังอยากจะอยู่กับเขาต่อ แจจุงยิ้มออกมาบาง ๆ และหย่อนตัวนั่งยองช้อนตามองยุนโฮด้วยสายตาที่เอ็นดูและอ่อนโยน
“วันนี้ดึกแล้ว ยุนโฮต้องไปนอนได้แล้วนะ พรุ่งนี้ยุนโฮจะได้ไปเรียนหนังสือกับพี่ไง”
ดวงตาเรียวเบิกกว้างนิด ๆ ราวกับตกใจที่อีกคนรู้ว่าตัวเองกำลังคิดอะไรอยู่ แต่ความหมายที่แฝงอยู่ในประโยคที่แจจุงบอกมานั้น ว่าพรุ่งนี้เขาจะได้เจอแจจุงอีกครั้ง ทำให้ยุนโฮยิ้มออกมาทันที เด็กหนุ่มโบกมือลาคนอายุมากกว่า ก่อนจะเดินดุ๊กดิ๊กเข้าบ้านไปนอนตามที่อีกคนบอกอย่างรวดเร็ว
“งั้นผมไปนอนก็ได้ พรุ่งนี้เจอกันนะพี่แจจุง~”
“ครับ~”
ร่างเล็กของหนุ่มน้อยหายเข้าไปอยู่ภายในบ้าน แจจุงเดินกลับไปยังห้องพักของตัวเองที่อยู่ไม่ไกลจากบ้านยุนโฮนักด้วยรอยยิ้ม ไม่ว่ากี่ครั้งต่อกี่ครั้งที่เขาเห็นยุนโฮ มันเหมือนกับทำให้เขาเห็นภาพในอดีตของตัวเองทุก ๆ ครั้ง
เขากับยุนโฮไม่ได้เป็นพี่น้องกัน แต่เขากลับรู้สึกเอ็นดูยุนโฮราวกับเป็นน้องแท้ ๆ ของตัวเอง รอยยิ้มที่ดูใสซื่อบริสุทธิ์ของเด็ก ๆ นั้นทำให้เขาอดที่จะยิ้มตามไม่ได้ เสียงใสที่เปล่งออกมาเพราะความตื่นเต้นและความอยากรู้อยากเห็นนั้นก็เหมือนกับทำให้เราได้เห็นมุมมองของเด็กในอีกทางหนึ่ง
...และนี่อาจจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่เขาอยากจะอยู่ที่นี่ต่อไป...
...แต่ก็ได้แค่คิดไว้อย่างนั้น...
...เพราะอีกเพียงไม่กี่วันเท่านั้น...
...วันที่เขาไม่อยากจะให้มาถึง...ก็ต้องผ่านเข้ามาอยู่ดี...
+:+:+:+:+:+:+ Little Punk +:+:+:+:+:+:+
เช้าวันใหม่ที่แสนสดใสก็มาถึงอีกวันหนึ่ง ร่างบางเดินออกมาจากห้องพักของตัวเองในเสื้อผ้าแบบสบาย ๆ และก้าวเดินไปยังโรงเรียนเด็กประถมที่เขากำลังเป็นครูฝึกสอนอยู่ที่นั่น แสงแดดอุ่น ๆ กับเสียงนกหลายตัวที่พากันขับขานเสียงดนตรีที่แสนไพเราะนั้นทำให้เขาต้องอมยิ้มกับสภาพแวดล้อมที่แสนอบอุ่น
ขาเรียวที่ก้าวเดินโดยใช้เวลาไม่นานนัก ก็มาหยุดยืนอยู่ที่หน้าโรงเรียนที่แสนคุ้ยเคย ดวงตากลมโตทอดมองภาพตรงหน้าด้วยรอยยิ้มบาง ๆ ที่คงจะมีน้อยคนที่ได้เห็นรอยยิ้มแบบนี้ แม้ว่าจะเป็นเวลาเช้าตรู่ แต่ที่สนามหญ้าภายในโรงเรียนนั้น เด็กนักเรียนผู้ชายต่างพร้อมใจกันวิ่งเล่นกันด้วยเสียงที่ฟังแล้วสดใสเป็นยิ่งนัก แม้จะเหนื่อยจากการวิ่งเล่น แต่รอยยิ้มกว้างก็ถูกฉาบไว้อยู่บนใบหน้าของเด็ก ๆ ทุกคน
뛰어 놀며 지칠줄도 모르는 그앤 바로 어린날 나의 모습인걸
เด็กผู้ชายวิ่งไปรอบๆโดยที่ไม่รู้จักความเหน็ดเหนื่อย คือภาพลักษณ์ของฉันตอนยังเป็นเด็ก
แจจุงเดินเข้าไปยังภายในโรงเรียนด้วยรอยยิ้มที่ยังคงตราตรึงอยู่บนใบหน้าหวาน ขาเรียวก้าวเดินพาตัวเองมายืนอยู่ที่สนามหญ้าที่อยู่ทางด้านขวาจากประตูโรงเรียน ดวงตากลมโตมองเด็กนักเรียนหน้าตาน่ารักด้วยแววตาเอ็นดู
สักพักหนึ่ง เด็กหนุ่มคนหนึ่งที่กำลังวิ่งเล่นกับเพื่อน ๆ ก็หันมาสบตากับแจจุงพอดี ทันทีที่ดวงตาใสซื่อมองเห็นใบหน้าของคนที่ได้ชื่อว่าเป็นอาจารย์และเป็นคนที่สนิทกับเขามากอยู่ทีเดียว ริมฝีปากเล็กก็คลี่ยิ้มให้เห็นเขี้ยวซี่เล็กอีกครั้ง
“พี่แจจุง~”
ยุนโฮวิ่งออกมาจากกลุ่มเพื่อน ตรงดิ่งมาหาคนหน้าหวาน โดยปล่อยให้เพื่อน ๆ นั้นเล่นกันไปก่อน ร่างเล็กวิ่งถลาเข้ามากอดร่างบาง และซุกหน้าเข้ากับอกแสนอุ่นที่คุ้นเคยเสมอมา แจจุงเซเล็กน้อยเพราะแรงกอดของเด็กหนุ่ม ก่อนจะเลื่อนมือมาลูบเรือนผมนุ่มสีดำนั้นอย่างอ่อนโยน
“ฮึ ๆ วิ่งมาหาพี่ทำไมเนี่ย ไม่ไปเล่นกับเพื่อนแล้วหรอ?”
ใบหน้ามนผละออกจากอกบาง ก่อนจะเงยหน้ามองคนตัวสูงกว่าตาปริบ ๆ ราวกับกำลังจะแปลความหมายของประโยคนั้น พอคิดไปคิดมา ยุนโฮก็ต้องเปลี่ยนมาทำเป็นหน้ายู่ ปากยื่นแทบจะทันที
꼬마야 내말 들어봐
เด็กน้อยๆฟังคำของฉันนะ
“พูดแบบนี้ แสดงว่าพี่แจจุงไม่อยากอยู่กับผมหรอ?”
ทันทีที่ประโยคแบบนั้นหลุดออกมาจากริมฝีปากเล็ก แจจุงที่ตอนแรกกำลังยิ้มก็เปลี่ยนไปกลายเป็นใบหน้าเหรอหราแทน เพราะไม่คิดว่ายุนโฮนั้นจะเป็นเด็กที่คิดมากได้ขนาดนี้ วงแขนเรียวโอบกอดร่างเด็กหนุ่มไว้หลวม ๆ ก่อนจะพูดอธิบายให้ยุนโฮฟัง
“โอ๋~ พี่ไม่ได้หมายถึงแบบนั้นซะหน่อย พี่คิดว่าพี่มาขัดเวลาสนุกของยุนโฮต่างหาก”
ยุนโฮช้อนตามองอีกคนราวกับจะยังไม่ค่อยเชื่อในสิ่งที่อีกคนบอก ดวงตากลมที่เห็นแบบนั้นก็ได้แต่ยิ้มด้วยความเอ็นดูกับความดื้อรั้นหัวแข็งไม่ยอมใครของเด็กน้อย
“พี่พูดจริง ๆ นะ อย่าทำหน้าแบบนั้นสิ ไม่น่ารักเลยรู้มั้ย ยิ้มสิ เวลายุนโฮยิ้มน่ะ อยู่น่ารักมาก ๆ เลยรู้มั้ย”
เสียงหวานพูดอย่างอ่อนโยน นิ้วเรียวเลื่อนมาแตะที่มุมปากบางของเด็กหนุ่ม และขยับนิ้วเลื่อนให้มุมปากนั้นยกขึ้น ยุนโฮหัวเราะร่วนกับการกระทำแบบนั้นของแจจุง และเผยยิ้มสดใสของเด็ก ๆ ออกมา รอยยิ้มและดวงตาที่เต็มไปด้วยความใสซื่อบริสุทธิ์นั้นทำให้ริมฝีปากสีชมพูคลี่ยิ้มออกมา
지금처럼 맑은 그 웃음을 꽃잎에 담아봐
มีภาพลักษณ์ที่กำลังยิ้มแย้มแจ่มใสอย่างนี้เสมอไปนะ
“ฮ้า~ ต้องยิ้มแบบนี้สิยุนโฮ อยู่น่ารักขึ้นตั้งเยอะเลยนะ”
แจจุงพูดด้วยรอยยิ้มที่แสนสดใส ก่อนจะเลื่อนใบหน้าเข้าไปใกล้กับเด็กหนุ่ม และใช้จมูกโด่งของตัวเองถูไปมากับจมูกของเด็กน้อยด้วยความเอ็นดูปนความหมั่นเขี้ยวเล็ก ๆ ยุนโฮปล่อยเสียงหัวเราะออกมาอย่างสนุกสนาน และใช้มือเล็ก ๆ ของตัวเองพยายามดันใบหน้าหวานให้ออกห่างจากใบหน้าตัวเอง
“ไปเล่นกับเพื่อนต่อเถอะ เดี๋ยวพี่จะได้ไปเตรียมตัวสอนยุนโฮกับเพื่อน ๆ นะ”
แจจุงปล่อยอ้อมกอดออกจากร่างของหนุ่มน้อย ยุนโฮเผยยิ้มให้เห็นเขี้ยวซี่เล็กอีกครั้งหนึ่ง ก่อนจะโบกมือลาร่างบาง และวิ่งเข้าไปหากลุ่มเพื่อนที่กำลังวิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนานอีกครั้งหนึ่ง
ดวงตากลมโตมองไปที่กลุ่มเด็กหนุ่มที่วิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนาน ก่อนจะถอนหายใจออกมาด้วยรอยยิ้ม ไม่ว่าจะทำอะไรสักกี่ครั้ง เด็กก็ยังเป็นเด็กอยู่วันยังค่ำ แต่พฤติกรรมแบบนั้น ก็ทำให้เขานั้นต้องเผยยิ้มออกมาอย่างห้ามไม่ได้ซะทุกครั้ง
ขาเรียวก้าวเดินพาตัวเองเข้าไปยังห้องรวมของเหล่าอาจารย์ภายในโรงเรียน ที่ตอนนี้คาดว่าคงจะยังมีคนอยู่ไม่เยอะมาก เนื่องจากช่วงเวลานี้ยังเช้ามากนัก
‘ครืด~’
เสียงเปิดประตูดังขึ้น ร่างบางแทรกตัวผ่านบานประตูเข้ามายังภายในตัวห้อง ก่อนจะเลื่อนประตูให้ปิดลง ดวงตากลมโตหันมามองภายในตัวห้อง ที่ไม่ผิดไว้จากที่คาดไว้ตอนแรก อาจารย์ที่อยู่ในห้องนั้นยังมีจำนวนไม่มาก แต่หนึ่งในนั้นก็มีอาจารย์คนนึงล่ะ ที่สนิทกับเขามากเป็นพิเศษ
“แจจุง วันนี้มาเช้าจังนะ”
เสียงทุ้มพูดด้วยเสียงที่ไม่ดังมากนัก ดวงตากลมโตหันไปมองใบหน้าของผู้เป็นเจ้าของเสียง ริมฝีปากยกยิ้มเมื่อเห็นใบหน้าที่คุ้นเคยของเพื่อนสนิทซึ่งมาเป็นครูฝึกสอนที่นี่ด้วยกันกับเขา
“นายก็เหมือนกันนะ ยูชอน”
ขาเรียวเดินพาตัวเองมานั่งที่โต๊ะของตัวเอง ซึ่งติดกันกับโต๊ะของยูชอน มือเรียวจัดการหยิบหนังสือที่จะใช้สำหรับการสอนในวันนี้มาเปิดดูทบทวนอีกครั้ง และหันไปหยิบปากกามาขีดเน้นตรงส่วนเนื้อหาที่สำคัญของเรื่องนั้น ๆ
ยูชอนอมยิ้มเมื่อเห็นความขยันและตั้งใจของเพื่อนรัก ก่อนจะเริ่มการสอน แจจุงมักจะมาเปิดเนื้อหาทวนทุกครั้งในยามเช้าเพื่อไม่ให้มีการผิดพลาดในการสอน ดวงตาเรียวจดจ้องเพื่อนรักอยู่สักพัก ยิ่งเห็นพฤติกรรมแบบนี้ มันก็ยิ่งชวนให้เขานึกถึงวันที่ใกล้จะถึงเข้ามาทุกที ๆ
“แจจุง...มะรืนนี้แล้วใช่มั้ย? วันที่พวกเราไม่อยากให้มาถึงน่ะ..”
มือเรียวที่กำลังขีดเน้นเนื้อหาที่สำคัญหยุดกึกเมื่อได้ยินประโยคนั้นดังออกมาจากริมฝีปากของอีกคน ริมฝีปากบางเม้มแน่นจนเป็นเส้นตรง ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นยิ้มเหมือนอย่างเคย แต่สำหรับคนที่รู้จักกับแจจุงมานานอย่างยูชอนมีหรือจะดูไม่ออก
...ว่ารอยยิ้มนั้นมันดูฝืนอยู่นิด ๆ...
“อื้ม...ฉันรู้แล้วล่ะ”
มือเรียวปิดหนังสือลงอย่างแผ่วเบา ขาเรียวยืดให้ตัวเองยืนขึ้นจนเต็มความสูง พร้อมกับหยิบหนังสือที่จะต้องใช้ในการสอนไปอีกสองสามเล่ม ใบหน้าหวานหันมามองเพื่อนรักที่นั่งอยู่โต๊ะข้าง ๆ ด้วยรอยยิ้มเช่นเดิม
“ใกล้ถึงเวลาเด็ก ๆ จะเข้าเรียนแล้ว นายก็เตรียมตัวได้แล้วนะยูชอน”
แจจุงพูดทิ้งท้ายไว้เพียงแค่นั้น และก้าวขาเดินออกไปจากห้องเพื่อเตรียมตัวไปสอนเด็กนักเรียนห้องประจำของเขา ดวงตาเรียวทอดมองไปที่ร่างของเพื่อนรักจนกระทั่งร่างนั้นเดินออกไป ร่างสูงถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยอ่อน ใบหน้าคมก้มลงเล็กน้อย ก่อนจะพูดออกมาเบา ๆ คล้ายกับจะระบายความรู้สึกที่อัดอั้นอยู่ภายในให้ออกมา
“ฉันรู้...ถึงแม้ว่าเราจะทำตัวให้เข้มแข็งยังไงก็ตาม”
มือเรียวหยิบหนังสือเล่มหนาที่อยู่บนโต๊ะมาเล่มหนึ่ง พร้อมกับหยิบแฟ้มที่เก็บงานและรายชื่อของเด็กนักเรียนไว้ติดมือมาด้วย พลางลุกขึ้นยืนจนเต็มความสูง มือเรียวถือสิ่งของที่จะใช้ในการสอนไว้ข้างลำตัว ก่อนที่ขาเรียวจะพาร่างของตัวเองไปยังห้องเรียนของเด็กนักเรียนที่เขาได้รับหน้าที่การสอนมา
“สุดท้าย... ‘การลาจาก’ มันก็ยังทำให้เราเจ็บปวดได้อยู่ดี...”
+:+:+:+:+:+:+ Little Punk +:+:+:+:+:+:+
ช่วงเวลาพักเที่ยงที่เด็ก ๆ ต่างพากันวิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนาน เสียงใสฟังดูร่าเริงของเด็กน้อยมีให้ได้ยินอยู่รอบ ๆ ตัวโรงเรียน เหล่าอาจารย์ก็พากันนั่งคุยกันถึงเรื่องทั่ว ๆ ไป บางทีก็อาจจะถามถึงพฤติกรรมของเด็กแต่ละห้องตามหน้าที่ของตนที่ต้องคอยดูแลเด็ก ๆ ทุกคนภายในโรงเรียนให้ดีที่สุด
แต่ร่างบางกลับไม่ได้นั่งคุยอยู่กับกลุ่มอาจารย์ภายในโรงเรียน ไม่รู้ว่าเพราะความรู้สึกที่กำลังต่อต้านบางสิ่งบางอย่างอยู่ลึก ๆ ล่ะมั้ง ที่ทำให้เขาเลือกที่จะเดินออกมานั่งอยู่ที่สวนหย่อมเล็ก ๆ เพียงคนเดียว แจจุงหย่อนตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้ม้ายาวใต้ต้นไม้ใหญ่ที่ให้ร่มเงาและความเย็นสบายเป็นอย่างมาก
ดวงตากลมโตที่ดูจะแฝงไว้ด้วยความเศร้าที่ปิดไว้ไม่มิด ใบหน้าหวานที่มักจะมีรอยยิ้มฉาบไว้อยู่เสมอนั้นกลับไม่มีให้เห็นเลยแม้แต่นิด ถึงแม้ว่าตอนที่เขาจะยิ้มให้กับเด็ก ๆ เวลาที่สอนก็ตาม แต่รอยยิ้มที่เขามอบให้เด็ก ๆ ในช่วงนี้...เขารับรู้มาตลอด ว่ารอยยิ้มนั้นมันช่างเป็นการฝืนเต็มที
...ผิดมั้ย?...ที่จะยอมฝืนยิ้มเพื่อคนอื่น...
...ฝืนตัวเอง...เพื่อไม่ให้คนอื่นนั้นต้องเศร้าไปกับเรา...
ร่างบางถอนหายใจยาวออกมาอย่างเหนื่อยอ่อน เรือนผมซอยสีดำสนิทที่ยาวระต้นคอนั้นเลื่อนลงเล็กน้อยเนื่องจากการก้มหน้าของเจ้าตัว ยิ่งคิดถึงสิ่งที่ใกล้จะมาถึง มันก็ยิ่งทำให้เขานั้นอยากที่จะหยุดช่วงเวลาแบบนี้ไว้ตลอดไปเสียเหลือเกิน
“พี่แจจุงฮะ~!”
เสียงใสที่ดังมาแต่ไกลนั้นทำให้ร่างบางสะดุ้งเล็กน้อย และยังไม่ทันที่ใบหน้าหวานจะหันไปมองเจ้าของเสียงนั่น เจ้าตัวก็วิ่งเข้ามานั่งแหมะอยู่ข้างร่างบางเสียแล้ว แจจุงหันไปมองใบหน้าของยุนโฮที่ตอนนี้กำลังส่งยิ้มกว้างมาให้เขาอย่างน่ารัก ยิ่งดวงตากลมโตได้เห็นภาพที่แสนสดใสจากเด็กน้อยมากเท่าไหร่...
...จิตใจก็ยิ่งสั่งร่างกายอยู่เสมอว่า ‘ต้องยิ้ม’...
...แม้ว่าจริง ๆ แล้วความเจ็บปวดข้างในจะคอยต่อต้านอยู่ก็ตามที...
“ร่าเริงเหมือนเดิมเลยนะยุนโฮ”
ริมฝีปากบางยกยิ้มขึ้นอย่างอ่อนโยน เช่นเดียวกับสัมผัสที่ฝ่ามือบางค่อย ๆ ลูบที่เรือนผมนุ่มของยุนโฮ ดวงตาใสซื่อของเด็กน้อยจดจ้องไปที่ใบหน้าหวานที่เขาคุ้นเคยและชอบเป็นอย่างมากโดยไม่ละสายตาไปไหน ก่อนที่ริมฝีปากเล็กจะเอ่ยถามออกมาด้วยความสงสัย
“พี่แจจุงฮะ”
“ครับ?”
“ทำไมพี่แจจุงถึงดูเศร้าจังเลยล่ะฮะ?”
ยุนโฮถามอย่างเป็นห่วง แจจุงที่ได้ยินคำถามแบบนั้นก็เบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย เพราะไม่คาดคิดว่าความรู้สึกของตัวเองนั้นจะเผยออกมาทางสีหน้าจนยุนโฮยังสังเกตได้ ถึงแม้ว่าคำถามที่ยุนโฮถามมานั่นจะดูเหมือนง่าย แต่แจจุงนั้นต้องคิดหนักอยู่เหมือนกัน ว่าเขาควรจะตอบเด็กน้อยไปว่ายังไงดี
“จริงหรอ? ไม่หรอกน่า~ พี่ไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย”
“...ถ้าไม่เป็นอะไร ทำไมพี่แจจุงถึงยิ้มไม่เหมือนทุกทีล่ะฮะ?”
ยุนโฮถามออกมาอีกครั้ง และนี่ก็เป็นอีกคำถามที่แจจุงนั้นไม่ค่อยอยากจะเอ่ยคำตอบออกมาเท่าไหร่นัก ใช่ว่าแจจุงจะไม่รู้ตัวว่าอาการของตัวเองนั้นเห็นได้ชัดขนาดไหน และเพราะว่าแจจุงนั้นรู้ตัวเองดี ร่างบางจึงเลือกที่จะไม่ตอบสาเหตุที่ทำให้ตัวเองเป็นแบบนี้ให้ยุนโฮได้รับรู้
ดวงตาใสซื่อจดจ้องไปที่ใบหน้าของคนที่อายุมากกว่าตน ดวงตากลมโตสวยที่มักจะสดใสอยู่เสมอ หากสังเกตดูดี ๆ จะเห็นว่ามันดูแฝงความเศร้าไว้อยู่ลึก ๆ รอยยิ้มที่ดูอ่อนโยนของริมฝีปากบางสีชมพูนั่น ในครั้งนี้มันกลับดูฝืนเต็มที ภาพใบหน้าของแจจุงที่ยุนโฮเห็นนั้นมันทำให้ยุนโฮอดที่จะเป็นห่วงไม่ได้
그 소녈 보면 씩씩했던 나도 떨리는 내 맘
แม้กระทั่งความเข้มแข็งของฉันได้่ประจบให้ฉันมองดูเด็กๆ
“ที่พี่แจจุงเศร้าแบบนี้ เพราะมีคนมาแกล้งพี่แจจุงแน่เลยใช่มั้ยฮะ?”
ดวงตากลมของเด็กน้อยแฝงไว้ด้วยความขึงขังและความโกรธคละเคล้ากันไป แจจุงที่ได้ยินแบบนั้นก็ทำเพียงแค่ยิ้มอีกเช่นเคย และส่ายหน้าเป็นการปฎิเสธในสิ่งที่ยุนโฮพูดออกมา ร่างเล็กจ้องเขม่งเข้าไปในดวงตาสวยที่ยังคงดูเศร้าหมองอย่างไม่ละสายตา
“ผมไม่เชื่อ! พี่แจจุงบอกมาเลยนะว่าใครทำร้ายพี่แจจุง ผมจะไปจัดการมัน!”
ยุนโฮพูดออกมาเสียงดัง ร่างเล็กลุกขึ้นยืนพร้อมกับยกแขนขึ้นกอดอก ใบหน้าน่ารักตอนนี้เห็นได้ชัดเลยว่าเต็มไปด้วยความโมโหปนความห่วงใยอีกฝ่ายหนึ่ง ตอนนี้ความรู้สึกเป็นห่วงอีกฝ่ายนั้นมันมีขึ้นมากกว่าเมื่อก่อนหลายเท่านัก แต่ยุนโฮนั้นกลับไม่ได้รับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงของความรู้สึกของตัวเองเลยแม้แต่นิด
“พี่แจจุงบอกมาเลยว่าใครมาทำร้ายพี่แจจุง เดี๋ยวผมจะเป็นคนปกป้องพี่แจจุงเอง!”
행여 내 맘 들킬까 수줍음에 짓궂게도 장난만 친걸
แต่กลัวว่า เขาจะไม่รู้ในความคิดของฉันฉันกลายเป็นตัวตลกของคนรอบข้าง
แจจุงมองเด็กน้อยที่กำลังส่งยิ้มที่ดูมั่นใจมาให้ตนตาปริบ ๆ เขาไม่คาดคิดว่าจะได้ยินประโยคแบบนี้ออกมาจากริมฝีปากเล็กของเด็กน้อย เขาไม่รู้ว่าสิ่งที่ยุนโฮพูดออกมานั้นมันออกมาจากใจจริง ๆ รึเปล่า แต่ท่าทางที่ยุนโฮแสดงออกมานั้น มันทำให้เขารู้สึกดีใจอยู่ลึก ๆ แต่เมื่อนึกถึงคำพูดของยุนโฮและสภาพความเป็นจริงแล้ว ร่างบางจึงเผลอหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ
“ฮะ ๆ พี่ว่า พี่ต่างหากที่ต้องเป็นฝ่ายปกป้องยุนโฮน่ะ”
ฝ่ามือเรียววางทาบทับลงบนเรือนผมนุ่ม และลูบไปมาอย่างอ่อนโยนเหมือนแต่ก่อน ยุนโฮมองใบหน้าของคนที่อายุมากกว่าครู่หนึ่ง ก่อนที่ดวงตาใสซื่อนั้นจะเปลี่ยนเป็นแฝงไว้ด้วยความรู้สึกแปลก ๆ เล็กน้อย แต่เพราะตอนนี้แจจุงกำลังยิ้มออกมาอย่างสดใส มันทำให้เขาไม่กล้าที่จะพูดถามสิ่งที่สงสัยอยู่ในใจออกมา
...ทำไมผมถึงปกป้องพี่แจจุงไม่ได้ล่ะ?...
“แต่...พี่ขอบคุณนะ ที่ยุนโฮเป็นห่วงพี่น่ะ”
แจจุงพูดขอบคุณอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้มที่เหมือนกับเมื่อก่อน...รอยยิ้มที่ดูอ่อนโยนและสดใส ยุนโฮจ้องมองรอยยิ้มที่ตัวเองคุ้นเคยตาปริบ ๆ ก่อนจะเผยยิ้มกว้างออกมาเป็นการตอบกลับอีกฝ่าย
“ไม่เป็นไรหรอกฮะ”
เขี้ยวซี่เล็กน่ารักถูกโชว์อวดให้อีกฝ่ายได้เห็น เพียงแค่เขาได้รับรู้แล้วว่าแจจุงนั้นกลับมาเป็นเหมือนเดิมแล้ว และคำพูดที่อีกฝ่ายพูดออกมาจากความรู้สึกจริง ๆ นั้น มันก็ทำให้เขาเก็บความน้อยใจนั้นไว้ข้างในได้โดยไม่ทรมานเลยแม้แต่นิด
“ยุนโฮ~”
เสียงใสของเด็กคนหนี่งดังมาจากทางด้านหลัง แจจุงและยุนโฮหันไปมองเจ้าของเสียงพร้อมกันโดยไม่ได้ตั้งใจ ร่างของเด็กชายตัวน้อยกำลังโบกมือเรียกยุนโฮให้ไปเล่นกับกลุ่มเพื่อนด้วยกันนั้น ทำให้ยุนโฮต้องยกมือโบกตอบกลับไป ก่อนที่จะหันกลับมาหาคนที่นั่งอยู่ไม่ไกลจากตนนัก
“พี่แจจุง ผมไปก่อนนะฮะ”
“อื้ม อย่าเผลอหกล้มอีกล่ะ”
แจจุงพยักหน้าเล็กน้อยเป็นการตอบรับ และไม่ลืมที่จะพูดคำที่แสดงความเป็นห่วงทิ้งท้าย ยุนโฮยกยิ้มขึ้นอีกครั้งเป็นการตอบรับ ก่อนที่ขาของเด็กน้อยจะวิ่งพาร่างของตัวเองไปยังกลุ่มเพื่อนที่กำลังยืนรออยู่
ดวงตากลมโตสวยหลุบต่ำลงเล็กน้อย ร่างบางถอนหายใจออกมาเบา ๆ อย่างเหนื่อยอ่อน ความรู้สึกต่าง ๆ ที่อยู่ภายในใจตอนนี้มันตีกันมั่วไปหมด ทั้งเศร้า ทั้งสุข ถึงแม้ว่าเขาจะเศร้าขนาดไหนก็ตาม แต่พอได้รับรู้ว่ามีใครบางคนที่กำลังเป็นห่วงตนเองอยู่...ไม่รู้ว่าทำไมต้องรู้สึกหัวใจพองโต และต้องเผลอยกยิ้มมันซะทุกครั้ง
“ขอบคุณนะยุนโฮ...ที่เป็นห่วงพี่อยู่เสมอ”
+:+:+:+:+:+:+ Little Punk +:+:+:+:+:+:+
ช่วงเวลานั้นผ่านไปเร็วราวกับจะเล่นตลกกับร่างบางเสียเหลือเกิน นับตั้งแต่วันที่ยูชอนพูดเตือนเขา ในที่สุดวันที่เขาไม่อยากให้มาถึงมันก็มาถึงจนได้ กระเป๋าใบโตที่บรรจุสัมภาระมากมายถูกวางอยู่หน้าห้อง ร่างบอบบางของแจจุงยืนสะพายเป้อยู่ในห้องพักของตัวเอง ดวงตากลมโตมองไปรอบ ๆ ห้องพักที่เขามาอยู่ชั่วคราวอีกครั้งหนึ่ง ราวกับจะจดจำทุกรายละเอียดของห้องนี้ให้อยู่ในความทรงจำให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้
...ห้องพักเล็ก ๆ ที่มีสิ่งของอยู่เพียงไม่กี่อย่าง...
...เตียงนอนขนาดกลางสีขาวบริสุทธิ์...
...โต๊ะทำงานขนาดเล็กที่มีโคมไฟวางอยู่ที่มุมโต๊ะ...
...ชั้นหนังสือที่เต็มไปด้วยตำราสอนหนังสือสำหรับเด็กมากมาย...
...นี่ฉันจะต้องออกมาจากห้องนี้แล้วหรอ?...
ริมฝีปากบางเม้มแน่นจนเป็นเส้นตรง มือเรียวกำแน่นทั้งสองข้าง ก่อนที่จะคลายออกพร้อมกับถอนหายใจออกมาเป็นการระบายสิ่งที่อัดอั้นอยู่ภายใน แจจุงหันหลังเดินออกมาจากห้องพักของตัวเอง แต่ก็ยังไม่ลืมที่จะหันไปมองภายในห้องอีกครั้งเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่ภาพห้องที่คุ้นเคยจะถูกบดบังด้วยประตูบานเล็กที่ปิดลงอย่างแผ่วเบาด้วยฝีมือของเขาเอง
“ว่าไง เรียบร้อยแล้วใช่มั้ย?”
เสียงทุ้มที่คุ้นเคยดังมาจากห้องที่อยู่ถัดไปจากห้องเขา ใบหน้าหวานหันไปมองตามทางที่เสียงดังมา ยูชอนกำลังยืนรอเขาอยู่ด้วยกระเป๋าใบโตใบหนึ่งเช่นกัน แจจุงยกยิ้มที่แฝงไว้ด้วยความเศร้า ก่อนจะตอบกลับเพื่อนรักไปด้วยเสียงที่เบาราวกับเสียงกระซิบ
“อื้ม...เรียบร้อยแล้วล่ะ”
“เดี๋ยวฉันเอากระเป๋าไปไว้ที่รถให้ ตอนนี้นายไปหาคนที่กำลังรอนายอยู่ชั้นล่างเหอะ”
ยูชอนทิ้งคำพูดไว้เป็นปริศนา แจจุงขมวดคิ้วเข้าหากันเล็กน้อย และจ้องใบหน้าของเพื่อนรักอย่างสงสัย พร้อมกับส่งแววตาเป็นเชิงถาม แต่ร่างสูงทำเพียงแค่หยิบกระเป๋าของทั้งสองคนไปเก็บที่รถเท่านั้น
ขาเรียวสวยก้าวเดินลงมาจากบันได และเดินต่อไปจนเดินออกมาจากหอพักขนาดเล็ก ด้านนอกมีรั้วที่ไม่สูงมากนักล้อมรอบหอพักนี้ไว้ พร้อมกับพุ่มไม้เตี้ยที่ปลูกอยู่ติดกับรั้วนั่น ทำให้หอพักนี้ดูร่มรื่นย์ขึ้นหลายเท่านัก แต่สิ่งนั้นมันไม่ได้ทำให้สายตาของแจจุงต้องหยุดชะงัก แต่สิ่งที่ทำให้ดวงตาสวยต้องมองนิ่งไม่ละสายตาไปไหนนั้น กลับกลายเป็นร่างของเด็กน้อยที่เขาสนิทมากที่สุด
...ทำไมยุนโฮถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ?...
“พี่แจจุง..”
ร่างเล็กรีบใช้ขาสั้น ๆ ของตัวเองวิ่งมาหาร่างของแจจุงอย่างรวดเร็ว วงแขนเล็กโอบกอดเอวบางไว้แน่น และซุกหน้าของตัวเองลงกับอกบางที่แสนอบอุ่น แจจุงเซเล็กน้อยจากแรงกอดและแรงวิ่งที่ยุนโฮโถมตัวเข้ามา ดวงตากลมโตกระพริบปริบ ๆ อย่างงุนงง
“พี่ยูชอนบอกว่า...วันนี้พี่ยูชอนจะต้องกลับไปสอนที่เมืองหลวงแล้ว”
เสียงใสพูดออกมาพร้อมกับใบหน้าน่ารักที่เงยขึ้นสบตากับดวงตาสวย แต่ทันทีที่ใบหน้าของยุนโฮถูกเผยให้แจจุงเห็น มันทำให้แจจุงนั้นรู้สึกผิดอย่างมากจนบอกไม่ถูก ดวงตาใสซื่อที่มักจะสดใสอยู่เสมอ ตอนนี้กลับมีหยาดน้ำตาที่ก่อตัวขึ้นจนแทบจะบดบังภาพตรงหน้า และถ้าฟังดูดี ๆ น้ำเสียงของยุนโฮนั้นติดจะสั่นอยู่นิด ๆ เพราะพยายามกลั้นเสียงสะอื้นของตัวเองไว้
...ยูชอน...นายบอกยุนโฮด้วยงั้นหรอ?...
“แสดงว่าพี่แจจุงก็ต้องไปด้วยใช่มั้ยฮะ?”
ยุนโฮพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ มือเล็กกำเสื้อของอีกฝ่ายไว้แน่น ริมฝีปากเล็กเม้มแน่นจนกลายเป็นเส้นตรง ประโยคคำถามที่แอบแฝงไว้ด้วยความหวังเล็ก ๆ ว่ามันจะไม่เป็นความจริงนั้น ทำให้แจจุงต้องหลุบตาลง วงแขนเรียวเลื่อนมาโอบกอดร่างเล็กไว้แน่น ก่อนจะใช้มือเรียวข้างหนึ่งลูบศีรษะของเด็กน้อยเบา ๆ
...ไม่ใช่ว่าเขาอยากจะออกไปจากที่นี่หรอกนะ...
...แต่เป็นเพราะว่ามันเป็นสิ่งที่เขาจำเป็นต้องทำเพื่อชีวิตของตัวเอง...
...ยิ่งเขามาได้ยินคำพูดที่ยุนโฮถาม...
...ความรู้สึกผิดและความรู้สึกอื่น ๆ มันก็ยิ่งมีมากขึ้นทุกที ๆ...
“........ที่พี่แจจุงไม่ตอบ...แสดงว่าพี่แจจุงต้องไปจริง ๆ ใช่มั้ย?”
หยาดน้ำตาที่ก่อตัวอยู่ที่ดวงตากลมใสซื่อกลั่นตัวรวมกันเป็นหยดจนไหลลงมาตามรูปหน้าน่ารักนั่น มือเล็กกำเสื้อของอีกฝ่ายแน่นกว่าเดิม ทำให้แจจุงได้รับรู้ว่ายุนโฮนั้นเสียใจขนาดไหน ตอนนี้เขาไม่อยากที่จะพูดอะไรออกไป...ไม่อยากจะพูดในสิ่งที่จะทำให้เด็กน้อยนั้นรู้สึกเศร้ามากกว่าเดิม
“ไม่เอา! ผมไม่อยากให้พี่แจจุงไป!”
ยุนโฮซุกหน้าลงกับอกบางอีกครั้งหนึ่ง ร่างเล็กสั่นด้วยแรงสะอื้น หยาดน้ำตานั้นไหลรินลงจากดวงตากลมอย่างไม่หยุดหย่อน แจจุงเม้มริมฝีปากบางสีชมพูแน่น และกระชับวงแขนเรียวของตัวเองกอดอีกฝ่ายไว้ให้แน่นกว่าเดิม
“ทำไมพี่แจจุงต้องไปด้วยล่ะ! ทำไมพี่แจจุงไม่อยู่ที่นี่ต่อ! ฮึก...”
มือเรียวลูบเรือนผมนุ่มของเด็กน้อยเบา ๆ เป็นการปลอบโยนครู่หนึ่ง ก่อนจะผละวงแขนของตัวเอง และวงแขนของอีกฝ่ายออก ร่างบางย่อตัวลงให้ใบหน้าของตัวเองอยู่ระดับเดียวกันกับใบหน้าของยุนโฮ ก่อนจะเผยยิ้มอ่อนโยนของตัวเองออกมาบาง ๆ
꼬마야 내말 들어봐
เด็กน้อยๆฟังคำของฉันนะ
“ยุนโฮ...ยุนโฮฟังพี่นะ”
นิ้วเรียวยาวปาดน้ำตาที่ไหลอาบแก้มนิ่มเบา ๆ ยุนโฮพยักหน้าหงึกหงัก และจ้องหน้าอีกฝ่ายตอบกลับ ร่างเล็กพยายามจะกลั้นเสียงสะอื้นของตัวเองเพื่อที่จะฟังคำพูดที่อีกฝ่ายจะพูดอธิบายให้ฟัง
“พี่ขอโทษ...ที่พี่ต้องไปจากที่นี่ เพราะพี่จำเป็นต้องไปจริง ๆ”
“ฮือ...ฮึก...ฮึก...”
ประโยคที่เป็นการตอบสิ่งที่ยุนโฮสงสัยอยู่นั้นทำให้ยุนโฮต้องหลุดเสียงสะอื้นออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ ร่างเล็กใช้หลังมือของตัวเองปาดน้ำตาที่ไหลลงมาเล็กน้อย ก่อนจะพยายามกลั้นเสียงสะอื้นเพื่อฟังสิ่งที่อีกฝ่ายจะพูดอีกครั้งหนึ่ง
“พี่จะไม่ปลอบให้ยุนโฮหยุดร้องไห้นะ”
“ฮึก...”
“แต่ยุนโฮต้องสัญญากับพี่ก่อน ว่ายุนโฮจะร้องไห้แค่วันนี้เพียงวันเดียวเท่านั้น”
ดวงตาสวยที่ดูอ่อนโยนนั่นทำให้ยุนโฮต้องมองภาพตรงหน้าอย่างละสายตาไปไหนไม่ได้ ดวงตากลมใสซื่อมองแจจุงอย่างไม่เข้าใจในสิ่งที่แจจุงพูดออกมา ใบหน้าของเด็กน้อยทำให้ริมฝีปากสีชมพูต้องยกยิ้มอ่อนโยนขึ้นอีกครั้งหนึ่ง
자 울지말고 예쁜 그 사랑을 이곳에 채워놔
อย่าร้องไห้ แต่งเติมที่ตรงนี้ด้วยความรักที่สวยงาม
“ยุนโฮเศร้าขนาดไหนก็ร้องให้เต็มที่เลย แต่อย่าเอาความเศร้าเก็บมาคิดมากแล้วร้องไห้ทุกวัน”
“......”
“เพราะไม่อย่างนั้น นอกจากพี่แล้ว คนอื่น ๆ ที่รู้จักยุนโฮก็จะพลอยเป็นห่วงยุนโฮกันหมดนะ”
“....ฮึก”
“ยุนโฮสัญญากับพี่ได้มั้ย?”
นิ้วก้อยเรียวถูกยื่นมาอยู่ตรงหน้าของเด็กน้อย ดวงตาใสซื่อบริสุทธิ์ที่ตอนนี้ไม่มีหยาดน้ำตาไหลรินออกมาอีกแล้วจ้องมองนิ้วก้อยเรียวสลับกับใบหน้าหวานที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม ก่อนที่นิ้วก้อยป้อมจะเลื่อนขึ้นมาเกี่ยวกับนิ้วก้อยเรียวของร่างบาง
“...ผมสัญญาฮะ”
แจจุงยิ้มกว้างให้กับร่างเล็กที่ตอนนี้ยังสั่นเพราะแรงสะอื้นอยู่เล็กน้อย แต่พอเห็นว่ายุนโฮนั้นหยุดร้องแล้ว มันทำให้เขาใจชื้นขึ้นเยอะเลยทีเดียว
‘ปี๊น~!’
แต่ไม่ทันที่แจจุงจะได้เปิดปากคุยอะไรกับยุนโฮต่อ เสียงบีบแตรรถที่ดังมาจากทางด้านหลังนั้นทำให้เขาต้องหันหน้าไปมอง รถตู้ประจำตัวของยูชอนนั้นกำลังจอดรอเขาอยู่แล้ว ใบหน้าหวานหันมามองเด็กน้อยอีกครั้งหนึ่ง ใบหน้าน่ารักที่แฝงไว้ด้วยความเศร้ากำลังจ้องมองมาทางเขา ภาพตรงหน้ามันทำให้เขาไม่อยากจะเดินขึ้นไปบนรถเลยสักนิด
“ยุนโฮ พี่คงต้องไปแล้วล่ะ”
“แล้วเราจะได้เจอกันอีกมั้ยฮะ?”
เมื่อยุนโฮรู้ว่ามันคงจะถึงเวลาแล้ว เด็กน้อยตัดสินใจถามคำถามสุดท้ายออกมา ริมฝีปากเล็กเม้มแน่นอย่างเฝ้ารอคำตอบจากอีกฝ่ายหนึ่ง แจจุงยกยิ้มบาง ๆ ขึ้นอีกครั้ง ก่อนจะเลื่อนริมฝีปากนุ่มประทับลงบนหน้าผากเล็กส่งผ่านความรู้สึกภายในใจไปให้เด็กน้อยได้รับรู้
“ไว้ยุนโฮโตเมื่อไหร่ เราจะได้เจอกันอีกแน่นอนครับ”
แจจุงพูดส่งท้ายด้วยรอยยิ้มที่เขามักจะมอบให้ยุนโฮอยู่เสมอ ร่างบางหมุนตัวไปทางด้านหลัง เรียวขายาวพาร่างของตัวเองเดินขึ้นรถตู้ของยูชอนอย่างเชื่องช้า แม้ว่าร่างบางจะขึ้นมาบนรถแล้วก็ตาม แต่สายตาก็ยังคงมองออกไปดูยุนโฮทางกระจกรถ
ยุนโฮกำลังยืนมองมาที่รถที่เขานั่งอยู่ตาไม่กระพริบ และทันทีที่รถเริ่มเคลื่อนตัว ร่างเล็กเหมือนกับพยายามตะโกนบอกอะไรสักอย่าง แต่เขานั้นกลับไม่ได้ยินเสียงใสนั่นเลยแม้แต่นิด ดวงตากลมยังคงทอดมองไปที่ร่างของเด็กน้อยจนกระทั่งรถนั้นเคลื่อนตัวพาให้สายตาเขาไม่อาจจะมองเห็นร่างของยุนโฮได้อีกแล้ว
...ไม่เห็นแล้ว...
...ภาพเมืองที่คุ้นเคย...
...ภาพของผู้คนที่แสนอบอุ่น...
...ภาพของเด็กน้อยที่ทำให้ฉันยิ้มได้เสมอ...
หยดน้ำรสชาติเค็มปร่าไหลจากดวงตาสวย ไม่มีเสียงและการสะอื้นดังเล็ดลอดออกมาจากร่างบาง มีเพียงแค่สายตาที่เศร้าหมองที่แสดงออกมาพร้อมกับหยาดน้ำตาที่ไหลรินออกมาอย่างช้า ๆ
...สักวัน...เราคงจะได้เจอกันอีกครั้งหนึ่ง...
ยูชอนที่กำลังนั่งขับรถอยู่เหลือบไปมองเพื่อนรักที่ยังคงหันไปมองทิวทัศน์ด้านนอกอย่างไม่ละสายตา ร่างสูงถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยอ่อน ใช่ว่าเขาจะไม่ได้รู้สึกเจ็บปวดที่ต้องเข้าไปขัดการคุยของแจจุงกับเด็กน้อยยุนโฮ แต่ที่เขาต้องลงมือทำไปแบบนั้น...เพราะรู้ว่า ‘ความสัมพันธ์’ ของคนเราที่มีให้กันนั้นมันเป็นอย่างไร
...ยิ่งสนิทกันมากเท่าไหร่...ก็ยิ่งรักอีกฝ่ายมากเท่านั้น...
...และถ้าหากรักอีกฝ่ายมากเท่าไหร่...
...เมื่อต้องแยกจากกัน...ก็ยิ่งเจ็บปวดมากกว่าเดิมหลายเท่านัก...
...เพราะเหตุนี้...ฉันจึงต้องยอมตัดสินใจทำสิ่งที่ไม่ดีลงไป...
...สิ่งที่ฉันทำลงไปมันผิดมั้ยนะ?...
+:+:+:+:+:+:+ Little Punk +:+:+:+:+:+:+
ชายหนุ่มในชุดเสื้อยืดและกางเกงยีนส์สีเข้มสบาย ๆ เดินพาร่างของตัวเองไปตามเส้นทางที่คุ้นเคยอย่างเชื่องช้า สองมือเรียวถูกซ่อนอยู่ในกระเป๋ากางเกงทั้งสองข้าง ดูแล้วก็เหมือนกับวัยรุ่นทั่วไปที่ใช้ชีวิตของตัวเองไปแบบเรื่อย ๆ สบาย ๆ
ตอนนี้ก็เป็นเวลาเกือบเย็นแล้ว ยุนโฮเดินไปตามทางที่คุ้นเคยเพื่อกลับไปยังบ้านของตัวเองอย่างเอื่อยเฉื่อย ดวงตาคมทอดมองไปที่ทิวทัศน์ของเมืองโดยรอบ ที่ไม่ว่าจะผ่านไปสักกี่ปีก็ตาม สภาพที่แวดล้อมที่ดูร่มรื่นย์และอบอุ่นนี้ก็ยังคงไม่จางหายไปแม้แต่น้อย
“ผมกลับมาแล้วฮะ”
ไม่นานนัก ร่างสูงก็เปิดประตูบ้านพร้อมกับแทรกตัวเข้าไปยังด้านในตัวบ้าน เสียงทุ้มที่ดังออกมาเมื่อครู่เพื่อบอกให้คนภายในบ้านได้รับรู้ว่าสมาชิกในครอบครัวได้กลับมาถึงบ้านแล้ว ก่อนจะตามด้วยเสียงของหญิงสาวที่แหบนิด ๆ ดังตอบกลับมา
“ยุนโฮ กลับมาแล้วหรอลูก มานั่งนี่สิ”
ขาเรียวเดินพาตัวเองมาที่ชุดโซฟานั่งเล่นภายในบ้าน ตรงกลางชุดโซฟามีโต๊ะขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่จนเกินไปตั้งอยู่ พร้อมกับจานคุ้กกี้ขนาดเล็ก ที่โซฟาด้านหนึ่งมีหญิงสาวที่มีศักดิ์เป็นแม่ของเขานั่งรออยู่ ยุนโฮจึงจัดการหย่อนตัวลงนั่งที่โซฟาอีกฝั่งซึ่งอยู่ตรงกันข้ามเพื่อให้คุยได้สะดวก
“แม่เรียกผมมานั่งคุยแบบนี้ แม่มีอะไรจะบอกผมใช่มั้ยฮะ?”
ยุนโฮเอ่ยถามดักขึ้นมาก่อนที่แม่จะเริ่มพูด พร้อมกับยื่นแขนไปหยิบคุ้กกี้ชิ้นเล็กขึ้นมากินชิ้นหนึ่ง หญิงสาวที่มีอายุมากยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยกับพฤติกรรมที่ชอบรู้ทันคนอื่นของลูกชายตัวเอง
“ใช่แล้วล่ะ แม่มีเรื่องสำคัญที่จะบอกลูก”
“เรื่องอะไรล่ะฮะ?”
“แม่จะให้ลูกย้ายไปเรียนที่โรงเรียนในเมืองหลวง”
คุ้กกี้คำสุดท้ายถูกใส่เข้าไปในปากอิ่ม พร้อมกับที่ประโยคของผู้เป็นแม่จบลง ดวงตาคมจ้องมองใบหน้าของคนตรงหน้าอย่างอึ้ง ๆ ไม่รู้ตอนนี้เขาควรจะตกใจ หรือจะคิดต่อต้านกับสิ่งที่แม่พูดออกมา เพราะเรื่องที่ค่อนข้างกระทันหันแบบนี้มันทำให้เขาตั้งตัวแทบจะไม่ทันเลยทีเดียว
...เรียนในเมืองหลวงหรอ?...
“....อ๋อ ฮะ ไม่มีปัญหาฮะแม่”
ยุนโฮยกยิ้มพร้อมกับตอบแม่อย่างร่าเริง หญิงสาวที่ได้ยินคำตอบจากลูกแบบนั้นก็ยกยิ้มขึ้นอีกครั้งกับสิ่งที่ลูกชายตัวเองตัดสินใจ
“แม่ฮะ เดี๋ยวผมขอไปเดินเล่นสักแป๊ปนะ”
“จ้ะ กลับมาให้ทันมื้อเย็นละกันนะ”
ร่างสูงพยักหน้าหงึกหงักให้ผู้เป็นแม่ ก่อนจะใช้ขาเรียวยาวของตัวเองพาร่างตัวเองย้ายออกมาอยู่ข้างนอก ไม่รู้ว่าเพราะอะไร เมื่อกี้จู่ ๆ เขาถึงตัดสินใจตอบแบบนั้นออกไปโดยที่ไม่ได้คิดไตร่ตรองอะไรเลยสักนิด เหมือนกับมีอะไรบางอย่างที่อยู่ข้างในมันร่ำร้องและผลักดันให้เขาเลือกที่จะตอบแบบนั้นออกไป
...เป็นเพราะว่าคน ๆ นั้นรึเปล่านะ?...
어느새 어른이 되면
เมื่อนายโตขึ้น
ขาเรียวยาวเดินพาร่างของตัวเองไปยังโรงเรียนที่ตัวเองนั้นศึกษาอยู่ และอีกไม่นานเขาก็คงจะต้องออกไปจากโรงเรียนแห่งนี้ไปยังที่อื่นตามคำพูดที่แม่นั้นบอกมา ช่วงเวลาที่ใช้นั้นไม่นานนัก ยุนโฮก็หยุดขาเรียวของตัวเองให้ยืนอยู่ที่สนามหญ้ากว้างที่เขามักจะเดินผ่านและคุ้นเคยกับมันเป็นอย่างมาก
แม้ว่าจะเป็นช่วงเวลาเกือบเย็นแล้วก็ตาม แต่เด็กน้อยหลายกลุ่มก็เลือกที่จะวิ่งเล่นกันอยู่ที่บริเวณนี้กันเป็นจำนวนมาก ใบหน้าน่ารักที่ดูไร้เดียงสา บริสุทธิ์ กับน้ำเสียงร่าเริงที่ดังก้องไปทั่วบริเวณนั้น ดวงตาคมที่จ้องมองภาพที่แสนสดใสตรงหน้าอดไม่ได้ที่จะต้องขยับริมฝีปากของตัวเองให้ยกยิ้มขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่
...ช่วงเวลาแบบที่ฉันเคยผ่านพ้นมาแล้ว...
...กี่ปีกันแล้วนะ?...ที่เมื่อก่อนฉันก็เคยเป็นเหมือนหนึ่งในเด็กน้อยกลุ่มนั้น...
지금처럼 순수한 마음 너무나 그리워질지도 몰라
นายคงจะคิดถึงภาพความไร้เดียงสาของตอนนี้
ยุนโฮกำลังวิ่งเล่นอยู่กับเพื่อนประมาณสี่ห้าคนที่สนามหญ้ากว้างขวาง เสียงหัวเราะและเสียงตะโกนโหวกเหวกของกลุ่มเด็กน้อยดังลั่นไปทั่ว แต่ก็ไม่ได้เป็นการสร้างความรำคาญให้แก่ผู้อื่น กลับทำให้คนที่เห็นนั้นแอบอมยิ้มกับภาพที่แสนน่ารักตรงหน้าด้วยซ้ำไป
แต่ระหว่างที่กำลังวิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนานนั้น ดวงตากลมใสซื่อของยุนโฮก็เหลือบไปเห็นร่างของใครคนหนึ่งกำลังยืนนิ่งอยู่ที่ขอบสนามหญ้า ใบหน้าน่ารักหันไปมองคน ๆ นั้นให้เห็นอย่างชัดเจน ดวงตากลมโตเรียวสวย ร่างที่บอบบางราวกับผู้หญิง รอยยิ้มบาง ๆ ที่ถูกฉาบอยู่บนริมฝีปากสีชมพู ใบหน้าของชายหนุ่มที่เขาคุ้นเคยเป็นที่สุด เมื่อเด็กน้อยรู้ว่าคน ๆ นั้นคือใคร ขาสั้นก็ไม่รีรอที่จะวิ่งพาตัวเองไปหาชายหนุ่มคนนั้นอย่างรวดเร็ว
“พี่แจจุง~”
ยุนโฮวิ่งออกมาจากกลุ่มเพื่อน ตรงดิ่งมาหาคนหน้าหวาน โดยปล่อยให้เพื่อน ๆ นั้นเล่นกันไปก่อน ร่างเล็กวิ่งถลาเข้ามากอดร่างบาง และซุกหน้าเข้ากับอกแสนอุ่นที่คุ้นเคยเสมอมา มือบางที่เลื่อนมาลูบเรือนผมนุ่มของเขา มันทำให้เขารู้สึกดีใจและอบอุ่นเป็นอย่างมาก หัวใจดวงน้อยรู้สึกพองโตขึ้นอย่างมีความสุขเป็นที่สุด
“ฮึ ๆ วิ่งมาหาพี่ทำไมเนี่ย ไม่ไปเล่นกับเพื่อนแล้วหรอ?”
...กี่ปีแล้วนะ...ที่ผมไม่ได้เจอพี่เลย...
...กี่ครั้งแล้วนะ...ที่ภาพแบบนี้มันจะทำให้ผมคิดถึงพี่เสมอ...
ร่างสูงยืนมองภาพของเด็กน้อยอีกครู่หนึ่งด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน แต่ลึก ๆ แล้วความเศร้า และโหยหาใครคนหนึ่งนั้นกลับกำลังกัดกร่อนจิตใจเขาทีละน้อย ยุนโฮตัดสินใจเดินออกมาจากตัวโรงเรียนที่เขาคุ้นเคย และพาตัวเองเดินไปยังที่ ๆ หนึ่ง ที่เขานั้นจดจำมันได้เสมอและรักที่แห่งนั้นมากที่สุด
...ที่ ๆ เขาได้นั่งอยู่กับแจจุงสองคน...
...ที่ ๆ เขาได้เห็นภาพที่สวยงามพร้อมกับคนที่เขาคิดถึงอยู่เสมอ...
ยุนโฮเดินมาจนถึงบริเวณทุ่งหญ้ากว้างที่อยู่ห่างออกมาจากบ้านผู้คนไม่ไกลมากนัก ทุ่งหญ้าสีเขียวสดที่ยังคงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ขาเรียวก้าวเดินช้า ๆ ไปยังตำแหน่งเดิมที่เขาเคยนั่งอยู่กับแจจุงสองคนเมื่อยามค่ำคืนที่ผ่านมานานหลายปี แต่เขาก็ยังจดจำมันได้เสมอ
ร่างสูงหย่อนตัวลงนั่งบนผืนหญ้านุ่ม ขาเรียวสองข้างยืดออกจนสุดความยาว แขนเรียวที่เอนไปด้านหลังเล็กน้อยเพื่อใช้ค้ำลำตัวท่อนบนไม่ให้เอนลงไปนอน ใบหน้าคมแหงนมองท้องฟ้าที่เปลี่ยนจากสีฟ้าครามกลายเป็นสีส้มเหลืองดูสวยงามยิ่งนัก พลางหันหน้าซ้ายขวามองทิวทัศน์รอบ ๆ ที่เขาไม่ได้เห็นมานานพอสมควร
...กี่ปีแล้วนะ...ที่เราสองคนไม่ได้มานั่งที่ตรงนี้ด้วยกัน...
...กี่ครั้งแล้วนะ...ที่ผมมักจะคิดถึงภาพเมื่อวันนั้น...
...วันที่เรานั่งอยู่ด้วยกันด้วยรอยยิ้มและอ้อมกอดที่แสนอบอุ่น...
“เอ้า ดูสิ ยุนโฮ สวยมั้ยล่ะ”
“ว้าวววว!!!”
ภาพท้องฟ้ายามค่ำคืนที่เต็มไปด้วยแสงจากดวงดาวนับล้าน แต่ไม่เพียงแค่ดาวเท่านั้นที่ให้แสงที่สวยงามกับสภาพรอบ ๆ ยามค่ำคืน หิ่งห้อยหลายตัวที่พากันออกมาบินหยอกล้อกันยามค่ำคืนก็ช่วยเสริมให้สภาพรอบ ๆ นั้นดูสวยงามขึ้น แสงสีเหลืองทองที่เปล่งประกายออกมาจากแมลงตัวน้อยนั้นทำให้ดูราวกับเป็นแสงไฟเล็ก ๆ ลอยไปมาอยู่ในอากาศ เช่นเดียวกับดวงดาวที่ลอยให้แสงสว่างอยู่บนท้องฟ้าที่มืดมิด
ยุนโฮส่งเสียงพูดเจี๊ยวจ๊าวแสดงถึงอาการตื่นเต้นและแปลกใจกับภาพธรรมชาติที่เกิดขึ้น ถึงแม้ว่าจะดูเหมือนว่ายุนโฮกำลังส่งใจกับภาพที่สวยงามตรงหน้า แต่ดวงตากลมนั้นก็แอบเหลือบมองใบหน้าหวานของคนที่อายุมากกว่าที่กำลังโอบกอดร่างของเขาไว้อย่างหลวม ๆ
ดวงตาสวยที่จ้องมองมาทางเขาหรี่ลงเล็กน้อย แต่ความอ่อนโยนภายในดวงตาสีนิลนั้นกลับแผ่ออกมาจนเขานั้นรับรู้ได้ ริมฝีปากบางที่ยิ้มเห็นฟันเล็กน้อยนั่นช่างดูสวยงามเหมาะกับใบหน้าหวานเสียเหลือเกิน แม้ในตอนนี้ภายนอกจะค่อนข้างมืดก็ตาม แต่ภาพที่ยุนโฮเห็นนั้นมันกลับตราตรึงอยู่ในความทรงจำของเด็กน้อยอย่างชัดเจน…
“...ตอนนี้ผมโตขึ้นเยอะแล้วนะฮะ พี่แจจุง...”
ร่างสูงพูดออกมาอย่างแผ่วเบา แต่ก็เป็นประโยคที่แฝงไว้ด้วยความรู้สึกส่วนลึกทั้งหมดที่มอบให้อีกคนหนึ่ง ราวกับต้องการจะให้คำพูดนี้ส่งไปให้อีกคนได้รับรู้ ดวงตาคมที่ยังคงมองบรรยากาศรอบ ๆ นั้น...ยิ่งมองมากเท่าไหร่ ภาพความทรงจำในวัยเยาว์ที่เขาคิดถึงอยู่เสมอก็ยิ่งเด่นชัดขึ้นทุกที ๆ
“ตอนนั้น...ตอนที่ผมและพี่นั่งอยู่ตรงนี้...”
...ตอนนั้นผมยังเด็ก...อาจจะเห็นภาพอะไรได้ไม่ทั่วเหมือนกับพี่...
...แต่ตอนนี้...ผมโตขึ้น...และนั่งอยู่ที่ตรงนี้...
...ที่ ๆ พี่เคยนั่งอยู่เสมอ...
“ภาพที่พี่เห็น...คงจะเป็นแบบนี้สินะ”
I wanna love you...just like old days
ฉันอยากจะรักนาย...เหมือนวันเก่าๆ
ริมฝีปากอิ่มยกยิ้มขึ้นบางเบา ยิ่งเขาได้สัมผัสถึงบรรยากาศในสถานที่ในอดีต ยิ่งเขามีเวลาว่างให้ตัวเองได้นั่งคิดถึงภาพในอดีตของตัวเองมากเท่าไหร่ ไม่รู้ว่าทำไม...แทนที่เขาจะคิดถึงเรื่องปัญหาต่าง ๆ ของตัวเอง กลับมีแต่ภาพใบหน้าหวานของคนที่เคยเป็นอาจารย์ของตัวเองลอยแว่บเข้ามาได้ทุกครั้งไป
...เพราะรักใช่มั้ย?...
...เพราะคิดถึงใช่รึเปล่า?...
...แต่ทำไมผมถึงรู้สึกว่าความรู้สึกที่ผมมีให้กับพี่...
...มันถึงไม่เหมือนแต่ก่อนแล้วล่ะ?...
ร่างสูงปล่อยให้ตัวเองนั่งนึกคิดถึงเรื่องต่าง ๆ ไปเรื่อยเปื่อย ไม่สนใจว่าอากาศภายนอกนั่นเริ่มจะเย็นลงเล็กน้อยเพราะเริ่มค่ำแล้ว สักพักหนึ่ง ยุนโฮก็จัดการใช้ขายาวของตัวเองดันร่างให้ลุกขึ้นยืนจนเต็มความสูง ก่อนจะก้าวขาพาตัวเองไปยังอีกสถานที่หนึ่ง
...สถานที่ที่เขาจดจำเหตุการณ์ได้ทุกอย่าง...
ภาพตรงหน้าคือตึกหอพักขนาดเล็ก แต่ก็มีห้องพักให้สำหรับผู้คนภายนอกเข้ามาพักผ่อนได้ระยะหนึ่ง มีรั้วที่ไม่สูงมากนักกั้นล้อมรอบหอพักนี้ไว้ และด้านในนั้นยังมีพื้นที่กว้างขวางที่ไว้ใช้สำหรับการจอดรถ และใช้เป็นสวนหย่อมสำหรับแขกเพื่อที่จะนั่งพักผ่อนอีกด้วย
ขาเรียวก้าวเดินพาตัวเองมาหยุดยืนอยู่ที่หน้าหอพักที่ตั้งอยู่ไม่ห่างจากบ้านเขาเท่าไหร่นัก ใบหน้าคมหันไปมองรอบ ๆ ครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายก็ต้องหยุดมองตรงบันไดที่อยู่ด้านในตัวหอพักตรงหน้า เพียงแค่ดวงตาคมหันไปเห็นตรงตำแหน่งนั้น เขาก็รู้สึกราวกับว่ามีภาพของชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังเดินลงมาจากบันไดตรงหน้านั้นอย่างเร่งรีบ
ก้อนเนื้อในอกซ้ายของเขาบีบรัดกันแน่นจนเขารู้สึกเจ็บขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ ริมฝีปากอิ่มเม้มแน่นจนเป็นเส้นตรง ภาพความทรงจำในวัยเยาว์นั่นมันยังคงทำให้เขาเจ็บปวดได้เสมอ ตอนนี้เขารู้สึกได้เลยว่าดวงตาของตัวเองนั้นเริ่มร้อนผ่าวเนื่องจากหยาดน้ำที่เริ่มจะออกมารวมตัวกันมากขึ้นเรื่อย ๆ ร่างสูงใช้หลังมือของตัวเองปาดหยาดน้ำบริเวณดวงตาออก ก่อนจะถอนหายใจยาวเพื่อระบายความอัดอั้นภายในใจให้ออกมาบางส่วน
...นับวัน...ความคิดถึงมันก็ยิ่งเพิ่มพูนมากขึ้นทุกที...
...อยากเจอ...อยากรับรู้...อยากสัมผัส...
...ว่าตอนนี้เขาคนนั้นเป็นอย่างไรบ้าง...
“แต่ยุนโฮต้องสัญญากับพี่ก่อน ว่ายุนโฮจะร้องไห้แค่วันนี้เพียงวันเดียวเท่านั้น”
“...ผมสัญญาฮะ”
ยุนโฮยังคงติดสะอื้นอยู่เล็กน้อย แต่น้ำตาจากดวงตากลมใสซื่อนั้นไม่ได้ไหลออกมาอีกแล้ว เขาไม่ค่อยเข้าใจเหมือนกันว่าตอนนี้เขาเป็นอะไร แต่คำพูดของคนตรงหน้ามันทำให้น้ำตาของเขาพาลหยุดไหลออกมาเอง และยิ่งเมื่อได้เห็นอีกฝ่ายยกยิ้มขึ้นอย่างโล่งใจนั้น มันก็ทำให้หัวใจของเขาพองโตขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่
‘ปี๊น~!’
เสียงบีบแตรรถดังมาทำให้ทั้งสองชะงัก ยุนโฮเห็นว่าแจจุงนั้นขยับริมฝีปากราวกับจะบอกอะไรบางอย่าง แต่ร่างบางก็ชะงักไป และไม่ได้พูดอะไรออกมาอีก ใบหน้าหวานของแจจุงหันไปมองรถตู้ก่อนจะหันกลับมามองใบหน้าเขาอีกครั้ง แต่แววตาที่แจจุงมองมานั้นกลับเปลี่ยนไปราวกับหน้ามือเป็นหลังมือ ซึ่งมันคงจะไม่ต่างจากเขาในตอนนี้สักเท่าไหร่นัก
“ยุนโฮ พี่คงต้องไปแล้วล่ะ”
“แล้วเราจะได้เจอกันอีกมั้ยฮะ?”
เมื่อยุนโฮรู้ว่ามันคงจะถึงเวลาแล้ว เด็กน้อยตัดสินใจถามคำถามสุดท้ายออกมา ริมฝีปากเล็กเม้มแน่นอย่างเฝ้ารอคำตอบจากอีกฝ่ายหนึ่ง แจจุงยกยิ้มบาง ๆ ขึ้นอีกครั้ง ก่อนจะเลื่อนริมฝีปากนุ่มประทับลงบนหน้าผากเล็กส่งผ่านความรู้สึกภายในใจไปให้เด็กน้อยได้รับรู้
...ทั้ง ๆ ที่พี่แจจุงมอบความรักมาให้แบบนี้...
...แต่ทำไมผมถึงรู้สึกเศร้าจังเลยล่ะฮะ?...
“ไว้ยุนโฮโตเมื่อไหร่ เราจะได้เจอกันอีกแน่นอนครับ”
ยุนโฮเงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่มตรงหน้า แจจุงกำลังส่งยิ้มมาให้เขา รอยยิ้มที่เขาคิดว่ามันอ่อนโยนที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา แต่เขารับรู้ถึงความรู้สึกอื่นที่ส่งมอบมาทางรอยยิ้มนั่น ดวงตากลมมองอีกฝ่ายเดินขึ้นรถไปโดยที่ไม่ได้ร้องขอหรือต่อต้านแม้แต่น้อย
รถตู้ของยูชอนเริ่มเคลื่อนตัวออกจากตำแหน่งเดิมช้า ๆ ภาพที่เขาเห็นมันทำให้หัวใจที่พองโตนั้นราวกับถูกของมีคมกรีดจนกลายเป็นบาดแผลลึก น้ำตาที่หายไปเมื่อครู่กลับก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วจนหน่วงคลออยู่ที่ดวงตากลมใสซื่อนั่นจนบดบังภาพตรงหน้าเสียหมด
“พี่แจจุง...”
เสียงใสที่สั่นเครือพูดออกมาเบา ๆ ในขณะที่รถนั้นก็เริ่มเคลื่อนตัวออกจากตำแหน่งเดิมมากไปทุกที สุดท้ายแล้ว...ความรู้สึกเจ็บปวดและความรู้สึกต่าง ๆ ที่อัดแน่นอยู่ภายในใจก็ผลักดันให้เด็กน้อยตะโกนสิ่งที่ใจเรียกร้องออกมาเสียงดังพร้อมกับหยาดน้ำตาที่ไหลรินอาบแก้มใสทั้งสองข้าง...แม้ว่าเสียงที่เขาตะโกนออกไปนั้น อีกฝ่ายคงจะไม่มีโอกาสที่จะได้ยินมันแม้แต่นิด
“พี่แจจุง!! อย่าไปนะ!! ผมอยากอยู่กับพี่นะฮะ!!! พี่กลับมาอยู่กับผมสิฮะ!!!...พี่แจจุง!!”
หยาดน้ำใสไหลรินออกมาจากดวงตาคม ความเจ็บปวดในแววตาของยุนโฮนั้นสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้วเขาเกลียดการร้องไห้เป็นที่สุด แต่ร่างสูงกลับไม่คิดที่จะเช็ดน้ำตาที่ไหลรินของตัวเองออกแม้แต่นิด
...สุดท้าย...ผมก็ยังคงเป็นเด็กน้อยอยู่ดีใช่มั้ย?...
...เด็กน้อยที่มักจะร้องไห้กับเรื่องในอดีตของตัวเองอยู่เสมอ...
...เด็กน้อยที่รักษาสัญญาที่ให้ไว้ไม่ได้...
ภาพความทรงจำที่เด่นชัดนั้นเรียกให้น้ำตานั้นเริ่มออกมาจากบริเวณดวงตาคมมากกว่าเดิม แต่ร่างสูงก็ฝืนตัวเอง กลั้นหยาดน้ำที่กำลังจะไหลนั้นให้หยุดลง มือเรียวจัดการเช็ดน้ำใสออกจากบริเวณใบหน้าและดวงตาให้หมดไป ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าออกลึก ๆ สองสามครั้ง และตัดสินใจเดินกลับไปยังบ้านที่แสนอบอุ่นของตัวเองอีกครั้ง...
...พรุ่งนี้ผมจะไปเรียนในเมืองหลวงแล้ว...
...ผมจะมีโอกาสได้เจอพี่อีกมั้ยนะ?...
+:+:+:+:+:+:+ Little Punk +:+:+:+:+:+:+
ร่างสูงของชายหนุ่มและร่างเล็กของหญิงสาวผู้เป็นแม่ กำลังเดินเข้าไปภายในตัวโรงเรียนที่กว้างขวางเป็นยิ่งนัก ตึกเรียนจำนวนมากต่างถูกสร้างไว้ตามตำแหน่งต่าง ๆ ภายในพื้นที่ของโรงเรียนที่มีชื่อเสียงแห่งนี้ สนามหน้าอาคารเรียนที่กว้างขวางเต็มไปด้วยเหล่านักเรียนที่รวมกลุ่มกันทำกิจกรรมต่าง ๆ ด้วยกันกับเพื่อนจำนวนหลายกลุ่ม
ระหว่างทางเดินเข้าไปยังตึกเรียน ยุนโฮมองสอดส่องไปรอบ ๆ สังเกตลักษณะของโรงเรียนใหม่ที่เขาจะต้องเข้ามาศึกษานับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ถ้าเทียบกันกับโรงเรียนเก่าของเขาแล้ว โรงเรียนของเขาคงจะเป็นได้แค่สนามหน้าตึกเรียนของโรงเรียนนี้ ความใหญ่โตของที่นี่มันทำให้ยุนโฮรู้สึกประหม่าอยู่ไม่น้อยทีเดียว
ใช้เวลาอยู่พอสมควร ร่างของทั้งสองคนก็มาหยุดอยู่ที่หน้าประตูไม้สีเข้มที่ดูค่อนข้างแพงไม่น้อย หญิงสาวยิ้มให้ลูกชายที่ค่อนข้างตื่นเต้นเล็กน้อย เพราะตอนนี้ทั้งสองคนกำลังยืนอยู่หน้าห้องของผู้อำนวยการโรงเรียนที่ใหญ่โตแห่งนี้ หลังมือบางจัดการเลื่อนไปเคาะที่ประตูไม้ตรงหน้าเบา ๆ สองสามครั้งเป็นการขออนุญาต
‘ก๊อก ๆ’
“เชิญครับ”
หญิงสาวเปิดประตูเข้าไปทันทีเมื่อมีเสียงอนุญาตของคนที่อยู่ด้านในห้องดังออกมา ยุนโฮถอนหายใจออกมาครั้งหนึ่งเพื่อลดอาการตื่นเต้นของตัวเองให้ลดน้อยลง ก่อนที่จะแทรกตัวเข้าไปด้านในห้องเหมือนผู้เป็นแม่บ้าง
ทันทีที่ยุนโฮเข้ามาอยู่ด้านในห้อง ดวงตาคมก็รีบทำการมองสำรวจสภาพรอบ ๆ ตามนิสัยของตัวเอง ห้องสีขาวสะอาดที่ค่อนกว้าง โซฟาตัวใหญ่สีเข้มตัดกับสีของห้องถูกวางไว้ด้านหนึ่งของห้องเพื่อไว้ใช้สำหรับต้อนรับแขก มีโต๊ะทำงานตัวใหญ่ถูกวางไว้บริเวณค่อนไปทางด้านหลังเล็กน้อย และมีร่างของชายหนุ่มร่างสมส่วนที่ค่อนข้างจะสูงวัยที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวใหญ่กำลังยกยิ้มมาให้เขา ยุนโฮจึงยิ้มตอบกลับไปเล็กน้อย พร้อมกับค้อมตัวลงเพื่อเป็นการแสดงความเคารพ
หญิงสาวเดินเข้าไปหาชายหนุ่มผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้อำนวยการของโรงเรียนแห่งนี้ ส่วนยุนโฮยืนนิ่งอยู่ที่ประตูห้อง ปล่อยให้แม่และผู้อำนวยการนั่นคุยอะไรกันสักอย่าง ซึ่งเขาฟังไม่ค่อยจะได้ยินสักเท่าไหร่ ตอนนี้เขาเองก็ค่อนข้างจะตื่นเต้นไม่น้อย เมื่อคิดได้ว่า เวลาที่เขาจะต้องเริ่มต้นในสิ่ง ๆ ต่างใหม่อีกครั้งนั้นใกล้เข้ามาทุกที
สักพักหนึ่ง ผู้อำนวยการและแม่ของเขาก็เดินมาหาเขาพร้อมกันทั้งสองคน ชายหนุ่มสูงวัยมองสำรวจยุนโฮตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย คนที่ถูกมองก็ได้แต่ยกยิ้มขึ้นอย่างเก้อ ๆ ปนเขินเล็กน้อย ท่าทางแบบนั้นทำให้คนที่จ้องมองอยู่หลุดหัวเราะออกมาเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยถามคนที่จะกลายเป็นนักเรียนใหม่ภายในโรงเรียนแห่งนี้
“ชื่อ ชอง ยุนโฮ ใช่มั้ย?”
“ใช่ฮะ”
“เดี๋ยวฉันจะพาแม่ของเธอไปดูรอบ ๆ โรงเรียนก่อน ตอนนี้ยุนโฮนั่งรออาจารย์ประจำชั้นที่ห้องนี้ไปก่อนนะ พออาจารย์มาถึง เค้าก็คงจะจัดการเรื่องต่าง ๆ ให้เธอเองล่ะ”
“อ่า...เข้าใจแล้วฮะ”
ยุนโฮค้อมตัวลงให้กับผู้อำนวยการและแม่ก่อนที่ทั้งสองคนจะเดินออกจากห้องไป ขาเรียวเดินพาตัวเองไปนั่งที่โซฟาสีเข้มตัวนุ่มที่ถูกตั้งไว้ด้านหนึ่งของห้อง แผ่นหลังแกร่งเอนลงพิงกับพนักนุ่ม ร่างสูงถอนหายใจพรืดออกมา เมื่อรู้สึกว่าความกดดันมันลดน้อยลง แม้ว่ามันจะลดลงไปไม่มากก็ตามที
“อาจารย์ประจำชั้นหรอ...หน้าตาจะเป็นแบบไหนกันน้า~...”
ยุนโฮพูดบ่นกับตัวเองด้วยรอยยิ้ม ในหัวสมองของเขากำลังนึกคิดจินตนาการถึงหน้าอาจารย์ประจำชั้นคนใหม่ของเขา จะเป็นผู้หญิงขี้จุกจิก หรือว่าผู้ชายสุดแสนโหดรึเปล่านะ แล้วเพื่อน ๆ ภายในห้องที่เขาจะได้เจอนั้นจะเป็นยังไงบ้าง แค่คิดถึงเรื่องพวกนั้น มันก็ทำให้ยิ่งตื่นเต้น อยากที่จะไปถึงห้องเรียนใหม่ของเขาให้เร็วที่สุด เพื่อที่จะได้รู้สักทีว่าสิ่งที่เขาจะได้เจอนั้นมันจะเป็นแบบไหนกันแน่
‘ก๊อก ๆ’
เสียงเคาะประตูทำให้ยุนโฮหลุดออกจากความคิดจินตนาการของเขา ร่างสูงกระเด้งตัวลุกขึ้นนั่งตัวตรง ดวงตาคมหันไปมองที่ประตูไม้ราคาแพง และเมื่อประตูนั้นถูกเปิดออก มันก็ยิ่งทำให้เขาต้องเพ่งสายตามอง เพราะความอยากรู้ว่าใครกำลังจะเดินเข้ามาภายในห้องนี้
사랑이 또 찾아오면 다정하게 널 안아주며
เมื่อรักค้นหานาย มันจะทำให้นายรู้สึกอบอุ่นมากๆเลยล่ะ
และทันทีที่ผู้มาใหม่แทรกตัวเข้ามาภายในห้องสีขาวสะอาดของผู้อำนวยการโรงเรียน มันแทบจะทำให้ลมหายใจของร่างสูงขาดห้วง ดวงตาคมเบิกกว้างอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง ก้อนเนื้อในอกซ้ายนั้นเต้นระรัวและพองโตขึ้นอย่างที่เขาไม่เคยเป็นมาก่อน
...ผมไม่ได้ตาฝาดไปใช่มั้ย?...
ชายหนุ่มที่ใส่เสื้อเชิ้ตสีขาวกับกางเกงสแล็คสีดำที่หุ่นบอบบางราวกับหญิงสาวหันมาตรงหน้าเขาแล้ว เรือนผมสีดำซอยยาวประบ่าล้อมกรอบให้ใบหน้าขาวของคนตรงหน้าดูเด่นชัดขึ้น ดวงตากลมที่เรียวสวย จมูกโด่งรับกับใบหน้าเนียน แก้มใสที่ดูน่าสัมผัส ริมฝีปากบางสีชมพูที่เผยอขึ้นเล็กน้อย ใบหน้าหวานที่ดูงดงามราวกับนางฟ้าที่เขาไม่เคยลืมเลือนไปแม้แต่วันเดียว...แจจุงกำลังจ้องมองมาทางเขา พร้อมกับรอยยิ้มอ่อนโยนที่เขาเคยได้รับเมื่อครั้งอดีต...
...พี่จำผมได้ใช่มั้ย?...
...แม้ว่าจะผ่านไปหลายปี...
...ที่พี่ยิ้มแบบนั้นให้ผม...เพราะพี่จำผมได้ใช่มั้ย?...
“พี่แจจุง...”
ยุนโฮลุกขึ้นยืนจนเต็มความสูงอย่างรวดเร็ว ในขณะที่แจจุงก็กำลังก้าวเข้ามาหาเขาใกล้ ๆ ดวงตาคมมองใบหน้าของอีกฝ่ายด้วยความรู้สึกที่หลากหลายจนไม่อาจจะบรรยายได้ ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปสักกี่ปี ใบหน้าที่เขาคอยคิดถึงอยู่เสมอก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปแม้แต่น้อย
“ยุนโฮ...ใช่มั้ย?”
แจจุงเอ่ยถามพร้อมกับรอยยิ้มบางที่เขามักจะมอบให้กับเด็กน้อยคนหนึ่งในอดีตอยู่เสมอ ยุนโฮที่ยังงุนงงกับเหตุการณ์แสนบังเอิญนี้เริ่มจะทำอะไรไม่ค่อยถูก ร่างสูงจึงทำเพียงแค่ตอบกลับไปเพียงคำสั้น ๆ เท่านั้น
“ฮะ”
“นายโตขึ้นเยอะเลยนะยุนโฮ ดูสิ ตอนนี้ยุนโฮสูงกว่าพี่แล้วนะเนี่ย”
แจจุงพูดพร้อมกับหลุดหัวเราะออกมาเล็กน้อย ตอนนี้เขาสูงเพียงแค่จมูกของยุนโฮเท่านั้น รอยยิ้มและเสียงหัวเราะที่แจจุงมอบให้อีกฝ่ายหนึ่งนั้น มันทำให้หัวใจของยุนโฮนั้นยิ่งเต้นแรงมากกว่าเดิม คนที่เขาคอยเฝ้าหาและคิดถึงอยู่เสมอยืนอยู่ตรงหน้าแล้ว...มันยิ่งทำให้ความรู้สึกต่าง ๆ ยิ่งปะทุขึ้นสูงจนเขาต้องยกยิ้มขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่
...ยิ่งได้เห็นกับตาตัวเอง...ว่าคนที่คิดถึงอยู่เสมออยู่ตรงหน้า...
...ยิ่งได้รับรู้...ว่าคนที่คิดถึงอยู่เสมอนั้นยังสบายดีอยู่เหมือนเดิม...
...ยิ่งได้สัมผัส...ถึงความอบอุ่นที่คน ๆ นั้นมอบมาให้...
...มันยิ่งทำให้ความรู้สึกแปลกประหลาดภายในใจของเขามันมีเพิ่มมากขึ้นทุกที...
“พี่แจจุง...”
“หืม?...”
ทันทีที่แจจุงส่งเสียงเป็นเชิงถามในลำคอ ข้อมือบางก็ถูกมือแกร่งจับและดึงร่างบอบบางเข้าสู่อ้อมกอดแกร่ง วงแขนแกร่งกอดอีกฝ่ายไว้แน่นราวกับกลัวว่าคนตรงหน้าจะหายไปอีกครั้ง ใบหน้าคมซุกลงกับบ่าของอีกฝ่าย แจจุงเบิกตากว้างเนื่องจากตกใจที่โดนอีกฝ่ายดึงเข้ามากอด แต่ความตกใจนั่นก็ต้องแปรเปลี่ยนไปเป็นรอยยิ้มอ่อนโยนแทบจะทันที...เมื่อเขาได้ยินคำพูดที่สั่นเครือจากอีกฝ่ายหนึ่งเบา ๆ
“คิดถึง...ผมคิดถึงพี่แจจุงมากเลยนะ...”
มือบางเลื่อนขึ้นมาลูบเรือนผมหยาบของอีกฝ่ายเบา ๆ คล้ายกับการปลอบประโลม ทั้งสองคนไม่ได้พูดอะไรออกมาอีก แจจุงยังคงปล่อยให้ตัวเองถูกยุนโฮกอดไว้แน่น อาจจะเพราะรู้ว่าความรู้สึกที่อีกฝ่ายมอบมาให้เขานั้นมันมีมากเพียงใด และคิดถึงเขาขนาดไหนละมั้ง...ที่ทำให้เขารู้สึกว่าอ้อมกอดแน่นนี้กลับอบอุ่นจนเขาไม่อยากจะออกจากอ้อมกอดนี้เลยแม้แต่น้อย
นานพอสมควร กว่าที่วงแขนแกร่งจะปล่อยให้ร่างบางเป็นอิสระ ดวงตาคมจ้องมองใบหน้าหวานของคนตรงหน้าอย่างไม่ละสายตา ภาพในอดีตที่ลอยซ้อนขึ้นมากับภาพใบหน้าของร่างบาง มันทำให้เขาทั้งสุขและเจ็บปวดไปพร้อมกัน ความรู้สึกที่ตีกันมั่วนั้นมันทำให้เขาไม่ค่อยจะเข้าใจตัวเองเท่าไหร่นัก แต่เขาก็เลือกที่จะจัดการความรู้สึกนั่นออกไป โดยการที่เขาจะพูดตรง ๆ กับอีกฝ่าย
“พี่แจจุง...ผมขอโทษนะ”
“ขอโทษ? ขอโทษเรื่องอะไร?”
แจจุงขมวดคิ้วเข้าหากันเล็กน้อยอย่างงุนงง เพราะอีกฝ่ายนั้นก็ไม่ได้ทำอะไรผิดกับเขาเลย แต่กลับพูดขอโทษให้กับเขา และสายตาที่ดูเจ็บปวดนั่น...มันหมายถึงอะไรกันนะ?
“ผมขอโทษ...ที่วันนั้นผมเป็นเด็กดื้อ อยากให้พี่แจจุงอยู่กับผมต่อ ทั้ง ๆ ที่สิ่งที่แจจุงจะทำนั้นเป็นสิ่งสำคัญกับชีวิตของพี่แจจุง”
“......”
“ผมขอโทษ...ที่ผมแอบร้องไห้เพราะพี่แจจุงจากผมไปอยู่หลายครั้ง...”
“.....”
“ผมขอโทษ...ที่ผมรักษาสัญญาที่ผมให้ไว้กับพี่แจจุงไม่ได้...ขอโทษนะฮะ”
ยุนโฮก้มหน้าลง ริมฝีปากอิ่มเม้มเข้าหากันจนแน่น แจจุงกระพริบตาปริบ ๆ มองอีกฝ่ายที่มีท่าทางสำนึกผิด ก่อนที่ริมฝีปากบางจะยกยิ้มขึ้นบางเบา ดวงตาสวยทอดมองคนตรงหน้าอย่างอ่อนโยน ไม่ว่าจะผ่านไปสักกี่ปี ยังไง ๆ เขาก็ยังคงรู้สึกว่ายุนโฮนั้นยังเป็นเด็กน้อยสำหรับเขาอยู่เสมอ
...แต่ก็คงจะเป็นการโกหกตัวเอง...
...ถ้าหากว่าฉันบอกว่า...
...‘ฉันไม่ได้หวั่นไหวกับคำพูดของยุนโฮ’...
...ผ่านไปตั้งหลายปี...แต่ยุนโฮกลับจำคำสัญญาของฉันได้...
...ยุนโฮ...นายทำให้ฉันดีใจมากเลยนะรู้มั้ย?...
“งั้น...พี่จะให้โอกาสยุนโฮเริ่มต้นใหม่ ดีมั้ยละ?”
ใบหน้าคมเงยขึ้นมองใบหน้าหวานของอีกฝ่าย ทันทีที่เขารู้ว่าเขามีโอกาสที่จะได้แก้ตัวในสิ่งที่เขาทำผิดพลาดไปในอดีต ริมฝีปากอิ่มยกยิ้มกว้างอย่างน่ารัก แจจุงที่เห็นแบบนั้นก็หลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ กับท่าทางที่ยังคงเหมือนในตอนเด็ก ๆ ไม่เปลี่ยนของอีกฝ่าย
“เอาล่ะ งั้นเรามาทำความรู้จักกันใหม่ ในฐานะอาจารย์ประจำชั้นกับลูกศิษย์ โอเคนะ?”
“โอเคฮะ”
ทั้งสองต่างยกยิ้มให้อีกฝ่าย เสียงหวานและเสียงทุ้มต่ำที่ผลัดกันพูดประโยคที่จะทำให้ความสัมพันธ์คล้ายพี่น้องนั้นแปรเปลี่ยนไป ก่อนที่มือของทั้งสองจะเลื่อนเข้ามากอบกุมด้วยกัน และหลังจากนี้...ความสัมพันธ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ก็คงจะทำให้ความรู้สึกของทั้งสองนั้นแปรเปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน...
다시 안 올 소중한 날
นี่คือวันที่ล้ำค่า แล้วความปกติก็กลับมาอีกครั้ง
“อาจารย์ชื่อ คิม แจจุง จะมาเป็นอาจารย์ประจำชั้นที่จะดูแลเธอตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปนะ”
“ผมชื่อ ชอง ยุนโฮ ยินดีที่ได้รู้จักนะฮะ...อาจารย์แจจุง”
THE END >///<

555+
จะบอกว่าปลื้มเรื่องนี้อย่างแรงนิ น่าร้ากก
ใสกิ๊งไม่มีขุ่นเลยแฮะ --
ชอบพล็อตเรื่องอ่า ((อ่าน 2 รอบแล้ว ก๊ากๆ))
แอบเศร้าตอนที่แจต้องจากยุนไป TT
จะบอกอยู่อย่างอ่า
ตอนที่แจจ๋าน้ำตาไหล น้ำตามันไม่เค็มไม่ใช่หรอ
หรือน้ำตาเราจืดอยู่คนเดียวหว่า??
ดูหน่อยน้า ไม่แน่ใจเหมือนกัน 555
เน่ อย่าว่าเราตามรังควานเลยนะ
แต่เรายังอยากอ่านกระจกอยู่เล็กๆ --
คริๆ หึๆ เอาเถอะๆ
ไปละ การบ้านยังไม่ทำ วันนี้อ่านฟิคมา 3 ชั่วโมงละ
คนเรามันหื่นได้โล่อ่านะ ต้องเข้าใจ
ไปจริงๆล้า~
บะบายจ้า ตอบเม้นด้วย 55
#1 By GaD (118.173.2.23) on 2009-07-04 19:49