[SF] +:+ Smile +:+ [YooSu]

posted on 26 May 2009 17:08 by daikun  in All-TVXQ-Short-Fic

Title: Smile
Paring: Yuchun x Junsu
Author: ~#DN_LoveR#~
Author Note: ตอนนี้อยู่ในอาการเพ้อมิกขั้นหนัก เนื่องจากฝันถึงดงบัง และรอยยิ้มของมิกในฝันนั้นมันกระชากใจสุด ๆ ตั้งแต่ชอบดงบังมาไม่เคยเห็นมิกยิ้มได้อ่อนโยนขนาดนั้นมาก่อนอ่ะ พอตื่นมายังนั่งเขินได้อีกเป็นวัน T///T (โรคจิตป่าวเนี่ยเรา _ _”) เอาล่ะ ไม่พูดมากดีกว่า เดี๋ยวเบลล์จะพูดเพ้อไม่หยุด เอิ๊ก เชิญอ่านกันตามสบายเลยค่า~

ปล. ขุดกรุฟิคเก่า กร๊ากกกกก~* : p


+:+:+:+:+:+:+ Smile +:+:+:+:+:+:+


...ทุกครั้งที่รอยยิ้มแสนอ่อนโยนนั้นถูกฉาบอยู่บนใบหน้าของเค้านั่น...

...ผมรู้สึกได้เลยว่า...ใจของผมมันเต้นระรัว...

...ผมไม่รู้เหมือนกัน...ว่าความรู้สึกแบบนี้มันเรียกว่าอะไร...

...ผมรู้สึกเพียงแค่ว่า...


...ผมชอบที่จะเห็นรอยยิ้มที่แสนอ่อนโยนของเค้า...


...ทำไมผมถึงต้องรู้สึกแบบนั้นด้วยนะ?...


+:+:+:+:+:+:+ Smile +:+:+:+:+:+:+


ขาเรียวก้าวเดินพาร่างของตัวเองมาที่โต๊ะม้าหินอ่อนตัวประจำภายในสวนของมหาลัย ที่อยู่ใกล้ ๆ กับหอพักของเขา ร่างเล็กหย่อนตัวลงนั่งที่ตำแหน่งประจำ ก่อนจะวางแฟ้มงานภายในมือลงบนโต๊ะ มือบางเปิดงานภายในแฟ้มดูทวนอีกครั้งหนึ่ง ก่อนที่จะหยิบงานที่ยังคั่งค้างอยู่มาทำต่อให้เสร็จ

“อืม...จะเขียนยังไงดีน้า~

ริมฝีปากบางเชิดขึ้นเล็กน้อย มือบางเคาะปากกาภายในมือกับโต๊ะไปมาอย่างใช้ความคิด เขาต้องเขียนเรื่องสั้นขึ้นมาหนึ่งเรื่องเพื่อนำไปส่งอาจารย์ เขาเลือกที่จะเรียนอักษรศาสตร์เพราะความชอบทางด้านนี้ของเขา แต่พอเอาเข้าจริง การเรียนของสายนี้กลับไม่ง่ายอย่างที่เขาคิด หัวกลม ๆ พยายามจะนึกคำที่เขียนแล้วให้มันดูสวยงามมากที่สุด เพราะมันอาจจะส่งผลต่อการได้คะแนนของเขาก็ได้

เปลือกตาบางเลื่อนลงมาบดบังภาพตรงหน้าอย่างช้า ๆ สายล่มอ่อน ๆ ในยามเช้าที่พัดผ่านร่างเล็กอยู่ตลอดเวลา กับร่มไม้ที่ทำให้อากาศค่อนข้างเย็นสบายมากยิ่งขึ้น บรรยากาศที่มีเพียงเสียงของใบไม้ไหวจากต้นไม้ใหญ่กับเสียงนกร้องเบา ๆ ทำให้หัวสมองของเขาปรอดโปร่งเป็นอย่างมาก

เมื่อเรียบเรียงคำพูดต่าง ๆ ได้แล้ว เปลือกตาบางก็เปิดขึ้นอีกครั้ง ร่างเล็กเริ่มลงมือเขียนสิ่งที่คิดไว้ลงไป ปลายปากกาที่ถูกร่างเล็กบรรจงขีดเขียนจนออกมาเป็นคำบรรยายที่สละสลวย เสียงขีดเขียนที่ดังออกมาเล็กน้อยนั่นร่างเล็กกลับคิดว่าช่างเป็นเสียงที่น่าฟังสำหรับเขาเป็นอย่างมาก

“อ้าว นายก็มาทำงานเหมือนกันหรอจุนซู”

เสียงทุ้มต่ำที่ดังมาจากด้านหลัง ทำให้ร่างเล็กที่กำลังตั้งใจเขียนอยู่นั้นสะดุ้ง ใบหน้าน่ารักหันไปตามทางที่ต้นเสียงดังมา ทำให้ดวงตากลมโตเห็นใบหน้าของร่างสูงที่เขาคุ้นเคย เมื่อรู้ว่าคนที่ทักเขาเป็นใคร ริมฝีปากบางก็ส่งยิ้มน่ารักไปให้เหมือนอย่างเคย

“หวัดดี ยูชอน ^ ^

เสียงใสเอ่ยทักอีกคนอย่างร่าเริง ยูชอนยกยิ้มตอบกลับ ก่อนจะเดินมานั่งที่โต๊ะเดียวกันกับร่างเล็ก พร้อมกับวางงานภายในมือของตัวเองลงบนโต๊ะบ้างเช่นกัน

“จุนซู นายเขียนเรื่องอะไรอ่ะ ขอฉันอ่านหน่อยได้มั้ย?”

ยูชอนถามพร้อมกับหันไปสบตากับร่างเล็ก จุนซูที่ได้ยินแบบนั้นก็แสดงอาการลนลานออกมาอย่างเห็นได้ชัด มือบางจัดการรวบงานของตัวเองใส่แฟ้ม พร้อมกับยกมันขึ้นมากอดไว้ทาบที่อก ซึ่งเจ้าตัวคงจะไม่รู้เลยว่า ใบหน้าของตัวเองนั้นแอบขึ้นสีระเรื่ออยู่นิด ๆ

“มะ...มะ...ไม่เอา! ฉันเขียนไม่ดีหรอก!

น้ำเสียงที่เปล่งออกมาอย่างตะกุกตะกักนั้นทำเอายูชอนทำหน้ามุ่ยใส่ มือหยาบเลื่อนมาจับที่แขนเรียวของอีกคน ก่อนจะดึงแขนของร่างเล็ก เพื่อที่จะแย่งงานในแฟ้มนั้นมาอ่าน เพราะความอยากรู้อยากเห็นส่วนตัวของเขา

“เอามาให้ฉันอ่านหน่อยสิ~ นายต้องเขียนสนุกแน่เลยอ่ะ”

“ไม่เอา~! ฉันเขียนไม่สนุกหรอก ฉันไม่ได้เก่งเหมือนกับนายซะหน่อย~” จุนซูพูดประชดใส่ ระหว่างที่พยายามจะแย่งแฟ้มของตัวเองคืนจากร่างสูง

ที่เขาพูดออกไปอย่างนั้นก็ไม่ได้เป็นเชิงประชดอะไรหรอก มันออกจะเป็นเรื่องจริงด้วยซ้ำ เพราะยูชอนนั้นได้คะแนนสูงสุดของสายวิชานี้ แถมยังเคยส่งผลงานเขียนของตัวเองได้รับรางวัลมาเกือบจะทุกงานเลยด้วยซ้ำไป แต่ทั้ง ๆ ที่ร่างสูงมีความสามารถสูงขนาดนั้น เจ้าตัวกลับชอบที่จะอ่านงานของคนอื่นมากกว่าที่จะมานั่งเขียนเองเสียอีก

...และที่สำคัญ...
 

...เขาไม่อยากให้ยูชอนรู้...ว่าเขาเขียนเรื่องเกี่ยวกับอะไร...

...เพราะเขากลัว...ว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันอาจจะเปลี่ยนไป...

...เขายังไม่เข้าใจตัวเองด้วยซ้ำ...ว่าทำไมใจถึงอยากจะเขียนเรื่องแบบนี้นัก...

เมื่อเห็นว่าพยายามยังไงเขาก็คงจะไม่ได้อ่านงานของจุนซูแน่นอน ยูชอนจึงยอมละมือจากการแย่งแฟ้มนั้นแต่โดยดี และนั่นทำให้จุนซูถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก

“...ก็ขืนนายเอาไปอ่าน...ฉันก็ขายหน้าแย่เลยนะสิ...ฉันเขียนเก่งซะที่ไหนกันเล่า...”

จุนซูก้มหน้างุดพูดบ่นเสียงเบา แต่ยูชอนที่นั่งอยู่ใกล้ ๆ นั้นกลับได้ยินชัดเจนทุกประโยค ริมฝีปากอวบอิ่มยกยิ้มขึ้น มือหยาบเลื่อนไปลูบหัวกลมที่เต็มไปด้วยเรือนผมนุ่มของอีกฝ่ายเบา ๆ ใบหน้าน่ารักเงยขึ้นเนื่องจากสงสัยกับสัมผัสอันอ่อนโยนที่ตัวเองได้รับ

เงยหน้าขึ้นมาเพียงแค่นิดเดียว ดวงตากลมโตก็เห็นใบหน้าคมที่ถูกฉาบไว้ด้วยรอยยิ้ม รอยยิ้มที่เขาก็ไม่อาจจะบอกได้เหมือนกันว่ามันหมายถึงอะไร แต่เพียงแค่เขาได้เห็นรอยยิ้มนั่น เขาก็รู้สึกว่าใบหน้าของตัวเองนั้นร้อนผ่าว ก้อนเนื้อภายในอกซ้ายของเขานั้นเต้นแรงเสียเหลือเกิน

...รอยยิ้มแบบนี้อีกแล้วหรอ...

...ทั้ง ๆ ที่ฉันเห็นรอยยิ้มของนายอยู่ทุกวัน...

...ทำไมถึงต้องรู้สึกเขินทุกครั้งที่เห็นรอยยิ้มนี้ด้วยนะ?...

ดวงตาคมที่สบตาเข้ากับดวงตากลมโตใสซื่อ ทำให้จุนซูที่เริ่มรู้สึกตัวชะงัก ใจมันกระตุกอย่างที่ไม่เคยเป็น ใบหน้ามนหันหลบจากสายตาของอีกคน และก้มหน้าลง ยูชอนที่เห็นอาการแบบนั้นก็กระพริบตาปริบ ๆ เขากำลังงงว่าเพื่อนของเขาในตอนนี้เป็นอะไร

“เฮ้ จุนซู นายเ....”

“พี่ยูชอนคะ~

เสียงของรุ่นน้องหญิงดังมาแต่ไกล ทำให้ยูชอนที่กำลังจะถามอาการอีกฝ่ายต้องชะงัก คำพูดหยุดอยู่แค่นั้น ก่อนที่ใบหน้าคมจะหันไปมองตามทางที่เสียงดังมา ร่างของรุ่นน้องหญิงที่โบกมือเรียกอยู่ทำให้เขาต้องยกยิ้มและโบกมือไปเป็นการตอบกลับ เห็นถืองานมาด้วย สงสัยจะมาปรึกษาเรื่องงานเป็นแน่

“จุนซู เดี๋ยวฉันมานะ ฉันฝากงานไว้กับนายแป๊ปนึง”

ยูชอนหันมาบอกก่อนจะยกยิ้มให้อีกฝ่าย ร่างสูงลุกขึ้นยืนจนเต็มความสูง ก่อนจะเดินไปหารุ่นน้องที่เรียกเขาที่นั่งอยู่อีกโต๊ะหนึ่ง ที่มีคนนั่งอยู่ด้วยอีกสองสามคน เสียงพูดคุยที่ดังไม่มากนัก แต่ก็ดังพอที่จะให้จุนซูได้ยินเสียงมาแผ่ว ๆ นั้นฟังดูสดใสเสียเหลือเกิน

จุนซูหยิบแฟ้มงานของยูชอนมาวางทับไว้บนแฟ้มของตัวเอง แฟ้มสีดำเรียบ ๆ ที่ดูเข้ากับร่างสูงเป็นอย่างดี ดวงตากลมโตจดจ้องมันอยู่พักหนึ่ง ก่อนที่มือบางจะเลื่อนมาลูบแฟ้มสีดำนั่นอย่างเชื่องช้า ราวกับว่าอยากจะรับรู้อะไรสักอย่าง...ความรู้สึกข้างในลึก ๆ ที่เขาไม่ค่อยจะเข้าใจนักมันชักจะมีมากขึ้นทุก ๆ วันจนเขาไม่อาจจะห้ามมันได้จริง ๆ

ภาพรอยยิ้มของร่างสูงที่มักจะแว่บเข้ามาในสมองทุกครั้งยามที่เขาอยู่คนเดียว รอยยิ้มที่เขาเห็นมานานหลายปี ยิ่งเห็นภาพนั้นมากเท่าไหร่ ความรู้สึกแปลก ๆ นี่ก็จะเพิ่มขึ้นมากทุกที ๆ ใบหน้ามนหันไปมองยูชอนที่กำลังนั่งอยู่กับกลุ่มของรุ่นน้องด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม พร้อมกับเสียงหัวเราะที่สดใส รอยยิ้มที่ยูชอนมักจะยิ้มให้เขาเสมอ...รอยยิ้มที่ยูชอนมักจะยิ้มให้กับทุก ๆ คน

...มันอาจจะเป็นความเห็นแก่ตัวของฉันเอง...

...ที่เริ่มจะมีความคิดบ้า ๆ มากขึ้นทุกที...

...ฉันไม่อยากให้นายยิ้มแบบนั้นกับใครเลย...

...ฉันอยากจะให้นายยิ้มแบบนั้นให้กับฉันเพียงคนเดียว...

...ที่ฉันเริ่มจะมีความคิดแบบนี้...

...ฉันมันเป็นเพื่อนที่แย่มากเลยใช่มั้ย?...

รอยยิ้มบางที่เผยออกมาเพียงเล็กน้อยนั่นดูฝืนกว่าทุกครั้ง แต่คนที่รับรู้ความรู้สึกแบบนั้นก็คงจะมีแต่เจ้าตัวเพียงคนเดียวเท่านั้น ถ้าหากเมื่อกี้นี้ยูชอนแย่งงานของเขาไปอ่านได้...เพียงแค่นึกถึงเหตุการณ์นั้น มันก็ทำให้เขารู้สึกเจ็บจี๊ดขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ

“ถ้าหากว่านายได้อ่านจริง ๆ...”

มือบางเลื่อนมากุมไว้ที่ข้างซ้ายของตัวเอง เสียงที่แฝงไปด้วยความเศร้าลึก ๆ เปล่งออกมาอย่างแผ่วเบา เสียงของคน ๆ นั้นที่ดังมาจากอีกโต๊ะหนึ่งมันทำให้เขารู้สึกอิจฉารุ่นน้องเสียเหลือเกิน

“คนอย่างนายอ่านแค่ครั้งเดียวก็คงจะรู้...ว่าเพื่อนของนายคนนี้มันแย่มากขนาดไหน...”

...คนที่โกหกใครไม่ค่อยเป็นอย่างเขา...

...หากว่ายูชอนมาอ่านเรื่องที่เขาแต่งเข้า...

...ยูชอนก็คงจะรู้อย่างแน่นอน...


...ว่าเรื่องนี้...

...เขาเขียนแทนความรู้สึกทั้งหมดที่เขามีต่อยูชอน...

...ความรู้สึกที่เพื่อนทั่วไปไม่ได้มีต่อกัน...

...แต่เขาก็ไม่เข้าใจ...ว่าความรู้สึกนั้นเรียกว่าอะไร...

...แต่เขามั่นใจ...ว่ายูชอนจะต้องเข้าใจมันแน่นอน...


ริมฝีปากบางเม้มแน่นจนเป็นเส้นตรง หัวกลม ๆ สะบัดไปมาเพื่อไล่ความรู้สึกและความคิดประหลาดของตัวเองออกไปจากหัว ร่างเล็กสูดลมหายใจเข้าออกลึก ๆ สองสามครั้ง ก่อนจะเริ่มลงมือทำงานของเขาอีกครั้งหนึ่ง เพราะวิธีนี้คงจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด ที่ไม่ทำให้เขาจมปลักอยู่กับความคิดบ้า ๆ ของตัวเอง...


+:+:+:+:+:+:+ Smile +:+:+:+:+:+:+


ยูชอนที่นั่งอยู่กับรุ่นน้องสาวสองสามคน เสียงทุ้มต่ำพูดแนะนำเกี่ยวกับการใช้ภาษาในการเขียนบรรยายบางส่วน บางทีก็ชวนคุยเรื่องอื่นคละเคล้ากันไปเพื่อไม่ให้บรรยากาศตึงเครียดจนเกินไปนัก

“อืม...ถ้าจะบรรยายฉากแบบนี้ ก็น่าจะเขียนว่า...”

ดินสอแท่งถนัดมือของยูชอนถูกใช้ขีดเขียนเป็นถ้อยคำที่สวยงามลงในกระดาษของรุ่นน้อง ที่ตอนนี้กำลังตั้งใจฟังคำแนะนำของรุ่นพี่ พร้อมพยักหน้าหงึกหงักเป็นเชิงเข้าใจ บางทีก็เสนอคำแบบนู้นแบบนี้ขึ้นมาบ้าง เพื่อฝึกในการใช้ภาษาให้ดีขึ้น

ยูชอนให้รุ่นน้องลองหัดแต่งกันอีกครั้งหนึ่ง แผ่นหลังหนาเอนพิงไปกับพนักเก้าอี้ พร้อมกับถอนหายใจออกมา หลังมือเรียวถูกยกขึ้นมาใช้ปาดเหงื่อที่บริเวณหน้าผาก ใบหน้าคมหันกลับไปมองที่โต๊ะของจุนซู ที่ตอนนี้เขาจากมาได้เกือบจะชั่วโมงแล้ว

และทันทีที่ดวงตาคมของร่างสูงหันไปเห็นภาพของร่างเล็ก ริมฝีปากหน้าก็ต้องยกยิ้มขึ้นอย่างห้ามไม่ได้ เขาเพิ่งจะเดินออกจากโต๊ะนั้นมาไม่ถึงชั่วโมง ร่างเล็กของจุนซูที่ตอนแรกกำลังตั้งใจทำงานอยู่นั้น ตอนนี้ฟุบลงนอนอยู่บนโต๊ะหินอ่อนไปเสียแล้ว

...สงสัยจุนซูคงจะรอจนง่วงซะแล้วล่ะมั้ง...

“พี่ยูชอน พี่ไม่ไปอยู่กับเพื่อนหรอ?” เสียงใสของรุ่นน้องสาวคนหนึ่งพูดขึ้น ในใจลึก ๆ เธอก็ค่อนข้างจะเกรงใจอยู่เหมือนกันที่เรียกให้ยูชอนมาช่วยสอน ทั้ง ๆ ที่เธอก็เห็นว่ายูชอนกำลังนั่งอยู่กับเพื่อน

ยูชอนหันมามองใบหน้าของรุ่นน้อง สลับไปมากับจุนซูที่ฟุบหลับอยู่บนโต๊ะ ก่อนที่ดวงตาคมจะหยุดสายตาอยู่ที่เพื่อนสนิทร่างเล็กครู่หนึ่ง ร่างสูงก็ยกยิ้มขึ้นอีกครั้ง และลุกขึ้นยืนจนเต็มความสูงของตัวเอง

“งั้นพี่ไปหาเพื่อนก่อนละกัน พยายามเข้าล่ะ”

ร่างสูงและรุ่นน้องบอกลากันอยู่ครู่หนึ่ง ขาเรียวยาวเดินพาร่างของตัวเองมาที่โต๊ะประจำของเขากับจุนซูอีกครั้ง ร่างสูงหย่อนตัวลงนั่งที่ตำแหน่งเดิมของตัวเอง สายตาจดจ้องอยู่ที่ใบหน้าของเพื่อนสนิทที่กำลังนอนหลับปุ๋ยอย่างสบายใจ

ดวงตากลมโตใสซื่อที่มักจะแสดงความสดใสอยู่เสมอ ตอนนี้ถูกเปลือกตาบางเลื่อนลงมาบดบังไว้เสียจนมิด แก้มใสน่าสัมผัสถูกผมซอยสั้นสีน้ำตาลลงปิดไว้บางส่วน จมูกโด่งรับกับใบหน้าน่ารัก ริมฝีปากบางที่เผยอเล็กน้อยโดยที่เจ้าตัวไม่ตั้งใจนั้นทำให้ใบหน้าดูน่ารักมากขึ้นอีกเท่าตัว

ยูชอนจ้องมองใบหน้าของคนที่กำลังหลับอยู่เช่นเดิม ตั้งแต่พวกเขาเริ่มเข้าเรียนมหาวิทยาลัย เขาก็แทบจะไม่มีโอกาสเห็นใบหน้ายามหลับของจุนซูบ่อยนัก อาจจะเพราะงานของพวกเขาทั้งคู่ที่มีมาก จนเรียกได้ว่า นอนกันแบบไม่เคยตรงกันเลยสักครั้งล่ะมั้ง ภาพแบบนี้เลยเรียกว่าเป็นภาพหายากสำหรับยูชอนเลยก็ว่าได้

นิ้วเรียวสวยของยูชอนเลื่อนไปจับผมที่ลงมาคลอเคลียแก้มใสนั้นให้ขึ้นไปทัดหู เพราะกลัวว่าคนที่นอนอยู่อาจจะเกิดอาการรำคาญได้ การกระทำแบบนั้น ทำให้ดวงตาคมเห็นใบหน้าน่ารักได้ชัดเจนขึ้น นิ้วเรียวผละออกจากปลายผมนุ่มแล้ว แต่กลับเลื่อนมาสัมผัสแผ่วเบาที่แก้มใสนั่นแทน

“เวลาที่นายหลับ...ก็อยู่น่ารักดีนี่...”

...นานขนาดไหนแล้วนะ...

...ที่ฉันไม่ได้เห็นใบหน้าแบบนี้ของนาย...

ริมฝีปากอวบอิ่มยกยิ้มบาง ๆ นิ้วโป้งเรียวเลื่อนมาลูบแผ่วเบาที่ริมฝีปากบางสีชมพูของร่างเล็ก เสียงครางเบา ๆ ที่ดังออกมาทำให้ยูชอนต้องยกยิ้มขึ้นอีกครั้ง ดวงตาคมที่จดจ้องอยู่ที่ใบหน้าน่ารักของเพื่อนสนิท ยิ่งจ้องนานเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งรู้สึกราวกับว่าถูกมนต์สะกดไว้ไม่ให้ละดวงตาออกจากภาพตรงหน้า

ใบหน้าคมเลื่อนใบหน้าเข้าไปใกล้คนที่กำลังนอนอยู่ทีละนิด ๆ ริมฝีปากบางที่เผยออยู่นั้นราวกับจะเชิญชวนให้เขาสัมผัสและลิ้มรสชาติมันเสียเหลือเกิน มันอาจจะเป็นความคิดที่แย่ในฐานะที่เขาเป็นเพื่อนสนิท แต่ตอนนี้เขารู้สึกว่าเขาไม่อาจจะบังคับร่างกายของตัวเองได้เลย


“อือ....”


เสียงที่ดังลอดออกมาจากริมฝีปากบาง พร้อมกับการขยับตัวไปมาของร่างเล็กทำให้ยูชอนชะงัก มือเรียวผละออกจากแก้มใสอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเลื่อนตัวกลับมานั่งตัวตรงเหมือนอย่างปกติ และพยายามปั้นใบหน้าของตัวเองให้เหมือนอย่างเดิม

...ฮู้ว~...เกือบไปแล้วมั้ยล่ะ...

ใบหน้ามนซุกลงกับแขนตัวเองแป๊ปนึง ก่อนที่จะเอนตัวลุกขึ้นนั่งตัวตรงเหมือนอย่างเดิม ริมฝีปากบางเชิดขึ้นนิด ๆ หลังมือบางถูกเลื่อนขึ้นมาขยี้ตาตัวเองป้อย ๆ เพื่อไล่ความง่วงและปรับสภาพการมองของตัวเองให้เป็นปกติ

จุนซูหันหน้าซ้ายขวาเพื่อมองไปรอบ ๆ แต่เมื่อหันไปเห็นใบหน้าที่ฉาบไว้ด้วยรอยยิ้มของร่างสูง จุนซูก็สะดุ้งเล็กน้อย อาการงัวเงียเมื่อกี้ปลิวหายไปอย่างรวดเร็ว กลับกลายเป็นความรู้สึกประหลาด ๆ ที่เริ่มปะทุขึ้นอีกครั้งเมื่อรับรู้ได้ว่า รอยยิ้มที่อยู่บนใบหน้าคมนั้นกำลังมอบมาให้เขา

...ยิ้มแบบนั้นให้ฉันอีกแล้ว...

“ตื่นแล้วหรอ? ไปหาอะไรกินกันมั้ย?”

เสียงทุ้มนุ่มของยูชอนถามออกมา จุนซูกระพริบตาปริบ ๆ เพราะยังอึ้งกับรอยยิ้มเมื่อตะกี้ของยูชอนอยู่ แต่เมื่อเริ่มตั้งสติได้ หัวกลม ๆ ก็สะบัดไปมาจนเส้นผมนุ่มสีน้ำตาลกระจายออก เพื่อไล่ความรู้สึกบ้า ๆ ออกไป

“อ้าว ไม่อยากไปหรอ”

ยูชอนที่เข้าใจว่าท่าทางตะกี้คือคำตอบพูดออกมาอย่างเสียดาย จุนซูที่ได้ยินอย่างนั้นก็รีบส่ายหัวเป็นพัลวัน มือเล็กยกขึ้นมาเป็นการปฎิเสธ ริมฝีปากบางขยับปากจะพูด แต่เหมือนคำพูดมันจะจุกอยู่ที่คอเพราะอาการลนลาน จุนซูเลยพูดออกมาค่อนข้างจะตะกุกตะกัก

“มะ...ไม่ใช่...คะ...คือ...”

ริมฝีปากบางที่เริ่มจะพูดไม่ออก พูดคำออกมาแต่ละคำก็ดูจะติดขัดไปเสียหมด ใบหน้ามนเริ่มจะซับสีจาง ๆ ไม่รู้ว่าเพราะความประหม่าหรือความเขินหรืออะไรกันแน่ แต่ท่าทางแบบนั้นก็ทำให้ยูชอนต้องยกยิ้มอ่อนโยนให้อีกครั้ง

“ฉันหยอกเล่นหรอกน่า อยากไปหาอะไรกินใช่มั้ยล่ะ”

ยูชอนพูดด้วยน้ำเสียงขบขัน จุนซูที่เพิ่งจะรู้ตัวว่าโดนแกล้งก็ทำหน้ามุ่ยใส่เพื่อนรักอย่างเคย และท่าทางแบบนั้นก็ทำให้ร่างสูงหลุดหัวเราะออกมาอีกครั้ง ยูชอนจัดการเก็บแฟ้มงานของทั้งคู่มาถือไว้ และลุกขึ้นยืนจนเต็มความสูง แต่จุนซูกลับสะบัดหน้าไปอีกทาง แสดงอาการให้อีกคนเห็นว่าตัวเองกำลังงอน เวลาที่เขาพูดตะกุกตะกักแบบนี้ทีไร ยูชอนก็มักจะหาทางแกล้งเขาให้ได้ทุกทีสิน่า

ริมฝีปากบางงอนเชิดขึ้นเล็กน้อย เมื่อหูของเขายังคงได้ยินเสียงหัวเราะจากเพื่อนรัก แต่ก็ต้องหันกลับไปที่ตำแหน่งเดิม เมื่อดวงตากลมเหลือบไปเห็นอะไรบางอย่างแว่บ ๆ อยู่บริเวณหางตา และด้วยความสงสัย ใบหน้ามนจึงหันกลับมาทางเดิมตามนิสัยของตัวเอง

มือเรียวของอีกคนกำลังยื่นมาที่ตรงหน้าเขา ดวงตากลมโตจ้องอยู่ที่มือนั่นพักหนึ่ง และมองไล่ไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงใบหน้าของผู้เป็นเจ้าของมือ ริมฝีปากหนาที่ยกยิ้ม และดวงตาที่ดูอ่อนโยนนั่น ทำให้จุนซูรู้สึกว่าใจของตัวเองเริ่มจะเต้นไม่เป็นระส่ำ

“หิวแล้วไม่ใช่หรอ งั้นก็ไปหาอะไรกินกันสิ”

เสียงทุ้มที่ดังออกมากระทบหูเล็ก บวกกับท่าทางของร่างสูง ส่งผลให้ใบหน้าน่ารักซับสีระเรื่อ ทั้ง ๆ ที่อีกคนเป็นแค่เพื่อนสนิท เดินจับมือด้วยกันก็ออกจะบ่อย แต่ไม่รู้ว่าทำไมครั้งนี้การจับมือมันถึงเป็นเรื่องยากนักก็ไม่รู้

ฝ่ามือบางวางทาบทับลงบนฝ่ามือของร่างสูง ยูชอนจับมือบางของเพื่อนตัวเองไว้ ก่อนจะกระชับให้แน่นขึ้น จุนซูลุกขึ้นยืนจนเต็มความสูง แต่ใบหน้ามนนั้นกลับก้มงุด เขาไม่กล้าที่จะสบตากับยูชอน แถมจะเก็บอาการไว้ก็เก็บไม่อยู่ซะด้วย

...แบบนี้...ยูชอนคงจะสงสัยเราแน่เลยแหะ...

นัยน์ตาคมที่จับจ้องทุกอิริยาบถของเพื่อนรักยกยิ้มขึ้นโดยที่ร่างเล็กไม่ทันมีโอกาสได้เห็น ร่างสูงเดินนำหน้าจับมือพาจุนซูเดินไปพร้อม ๆ กับตน ขาเรียวของทั้งสองก้าวเดินไปด้วยกัน แต่ร่างเล็กกลับก้มหน้างุด เรียกได้ว่าแทบจะไม่ได้มองทางระหว่างการเดินเลยด้วยซ้ำ เพราะตอนนี้เขารู้สึกได้เลยว่าหน้าของตัวเองมันร้อนมากขนาดไหน

ถึงแม้ว่าระหว่างที่เดินไปนั้น ทั้งสองคนจะไม่ได้คุยอะไรกันเลยก็ตาม แต่บรรยากาศที่เงียบสงัดระหว่างทั้งสองนั้นกลับไม่ได้ดูอึดอัดแม้แต่น้อย ดวงตากลมโตเหลือบมามองมือของตัวเอง ที่กำลังถูกร่างสูงกุมไว้อย่างแน่นหนา เพียงแค่ได้เห็นแบบนั้น ริมฝีปากบางก็ยกยิ้มขึ้นโดยที่เขาไม่อาจจะห้ามไว้ได้

...ฉันเคยจับมือกับนายมาก็บ่อย...

...แต่ในครั้งนี้...ฉันกลับรู้สึกมีความสุขมากกว่าทุกครั้งหลายเท่าเลยล่ะ...

...มันเป็นเพราะอะไรกันนะ?...ยูชอน...


+:+:+:+:+:+:+ Smile +:+:+:+:+:+:+


ร่างของชายหนุ่มสองคนนั่งอยู่บนผืนหญ้านุ่มสีเขียวที่อยู่ติดกับริมทะเลสาบ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากหอพักของพวกเขานัก ข้าวกล่องและแฟ้มงานภายในมือถูกวางลงข้างตัวของแต่ละฝ่าย

“เดี๋ยวฉันไปซื้อน้ำมาให้นะ”

ยูชอนพูดให้เพื่อนรักรับรู้ ก่อนที่จะลุกขึ้นและเดินไปซื้อน้ำตาที่บอกไว้ จุนซูหันไปมองร่างสูงที่เดินออกไปจนกระทั่งแผ่นหลังที่คุ้นเคยนั้นลับสายตาไป ใบหน้าน่ารักจึงหันกลับมายังตำแหน่งเดิม และเริ่มหันซ้ายหันขวา เพื่อหาอะไรทำระหว่างที่รอยูชอน

แต่เมื่อดวงตากลมโตสังเกตดี ๆ ภาพทะเลสาบตรงหน้าที่เขามักจะเห็นจนคุ้นตานั้นกลับสวยมากกว่าที่เขาคิดไว้เยอะ ดวงตาสีนิลนั้นเริ่มมีประกายเล็ก ๆ ที่ดูใสซื่อฉายออกมา เหมือนกับเวลาที่เด็ก ๆ ได้รับของเล่นจากผู้ใหญ่ ริมฝีปากบางฉีกยิ้มน่ารักชวนมองออกมาตามนิสัยของตัวเองเหมือนอย่างปกติ
 

“อ๊า~ สวยจังเลยแหะ~ ^ ^
 

เสียงที่แหลมขึ้นเล็กน้อยในช่วงแรกแสดงถึงอาการดีใจและพอใจกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ภาพของธรรมชาติที่สวยงามตรงหน้านี้ทำให้เขาอารมณ์ดีได้ไม่ยาก หัวกลมโยกซ้ายขวาไปมา พร้อมกับฮัมเพลงไปด้วยรอยยิ้มที่สดใส
 

“อ๊ะ!
 

เสียงฮัมเพลงเปลี่ยนไปกลายเป็นเสียงอุทาน พร้อม ๆ กับร่างเล็กที่สะดุ้งเล็กน้อยเนื่องจากได้รับความเย็นจากบริเวณแก้มใส ใบหน้ามนผละออกจากความเย็นนั่น มือบางเลื่อนมาลูบแก้มข้างที่โดนอะไรบางอย่างแนบไว้เมื่อตะกี้นี้ และเมื่อร่างเล็กหันไปมอง ก็เห็นกระป๋องน้ำอัดลมที่มีหยดน้ำเกาะอยู่เป็นจำนวนมากอยู่ข้าง ๆ กับใบหน้าของตน

“ฮึ ๆ ฮัมเพลงสบายใจเชียวนะ”

ตัวการที่ทำให้เขาสะดุ้งไม่ใช่ใครที่ไหน เป็นยูชอนอีกเช่นเคยที่แกล้งเขาอยู่เป็นประจำ ร่างสูงยิ้มพร้อมกับหัวเราะออกมาเล็กน้อยเมื่อเห็นท่าทางของร่างเล็ก จุนซูหน้ามุ่ยลงอีกเช่นเคย เมื่อรู้ว่าเพื่อนรักนั้นแกล้งตัวเองอีกครั้งจนได้

“ชิส์ ชอบทำให้ฉันตกใจเรื่อยเลยนะนายน่ะ”

จุนซูพูดด้วยน้ำเสียงที่แสดงอาการงอนอย่างเห็นได้ชัด ยูชอนหัวเราะออกมาเล็กน้อย พลางหย่อนตัวลงนั่งบนพื้นหญ้านุ่มข้าง ๆ กับร่างเล็ก กระป๋องน้ำอัดลมถูกร่างสูงยื่นมาอยู่ตรงใบหน้าน่ารัก มือบางจัดการรับมันมา ก่อนจะพูดขอบคุณคนที่นั่งอยู่ข้างตน

“ขอบใจ”

“งั้นเรากินข้าวกันดีกว่า...กระเพาะฉันมันเริ่มส่งเสียงประท้วงแล้วล่ะ”

จุนซูหลุดหัวเราะออกมากับคำพูดของอีกคน ก่อนจะพยักหน้าหงึกหงักเป็นการบอกว่าเห็นด้วย ทั้งสองต่างหยิบข้าวกล่องที่ซื้อมาของตัวเอง จัดการเปิดฝากล่อง และตักอาหารเข้าปากเพื่อบรรเทาความหิว

บรรยากาศที่ค่อนข้างเงียบสงัด เพราะบริเวณนี้อยู่ทางด้านหลังหอพัก และวันนี้เป็นวันหยุด ทำให้นักศึกษาแต่ละคนต่างพากันออกไปเที่ยวกันเป็นส่วนใหญ่ มีเพียงเสียงพูดคุยของยูชอนและจุนซูเท่านั้น ที่ทำให้บรรยากาศบริเวณนั้นดูจะไม่เงียบจนเกินไป แถมยังเป็นภาพที่ดูสดใสเสียด้วยซ้ำ

ถึงแม้ว่าจะมีเสียงพูดคุยกัน แต่ดูเหมือนว่าจะเป็นการพูดเพียงคนเดียวเสียมากกว่า เสียงใสที่ดังออกมาจากริมฝีปากบางสีชมพูเกือบตลอดเวลา ส่วนคนที่รับฟังสิ่งที่ร่างเล็กพูดก็คือร่างสูงที่นั่งอยู่ใกล้ ๆ กัน ใบหน้าคมจ้องมองใบหน้าของคนที่พูดไม่หยุดด้วยรอยยิ้ม

เรือนผมนุ่มสีน้ำตาลซอยสั้นระต้นคอที่เส้นผมบางส่วนคลอเคลียอยู่บริเวณแก้มใส ดวงตากลมโตที่ดูใสซื่อ ริมฝีปากบางที่พูดออกมาอย่างร่าเริงด้วยรอยยิ้มที่แสนบริสุทธิ์ นั่นยิ่งทำให้ใบหน้าน่ารักนั่นดูน่ารักมากยิ่งขึ้นอีกเป็นเท่าตัว นัยน์ตาคมจดจ้องใบหน้าของเพื่อนรักโดยไม่ยอมละสายตาไปไหนด้วยรอยยิ้ม แต่พอจ้องนาน ๆ เข้า จุนซูผู้ที่เริ่มรู้ตัวว่ากำลังถูกอีกคนจ้องอยู่ก็ชักจะทำตัวไม่ถูก

“ยูชอน หน้าฉันมีอะไรหรอ? เห็นจ้องตาไม่กระพริบเลยเนี่ย”

“....จุนซู”

เสียงทุ้มนุ่มเรียกชื่อเพื่อนออกมาแผ่วเบา น้ำเสียงที่ฟังดูเปลี่ยนไปนั้นทำเอาจุนซูใจกระตุก ใบหน้ามนนั้นเริ่มขึ้นสีระเรื่อเมื่อได้ยินเสียงนั่น จะบอกว่าน้ำเสียงนั้นฟังดูยั่วยวนก็คงไม่ใช่ แต่มันกลับมีเสน่ห์อะไรบางอย่างที่ทำให้ใจของเขาเริ่มเต้นระรัวอย่างห้ามไม่อยู่

“อะ...อะไร”

“ฉันรู้สึกว่า....ฉัน...”

นัยน์ตาคมที่แฝงไปด้วยความรู้สึกมากมายนั้นจดจ้องมาที่ดวงตากลมราวกับจะค้นหาบางสิ่งที่อยู่ภายในนั้น จุนซูหลบสายตาจากเพื่อนรักของตัวเองด้วยความรู้สึกเขินหรืออะไรเขาก็ไม่ค่อยแน่ใจ แต่แค่เขาเห็นสายตาแบบนั้นจากยูชอน ใบหน้ามนก็รู้สึกร้อนผ่าว ก้อนเนื้อในอกซ้ายก็ยิ่งเต้นแรงมากขึ้นทุกที ๆ

“ฉันรู้สึกว่า....”

“......”


“....นายอยู่เหมือนโลมาเลยอ่ะ”


ทันทีที่ร่างสูงพูดจบประโยค จุนซูที่กำลังก้มหน้างุดด้วยความเขินอายก็แทบจะเปลี่ยนอารมณ์ไม่ทัน ใบหน้ามนเงยหน้าขึ้นมองเพื่อนรักของตัวเอง ที่ตอนนี้กำลังยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ แถมยังหัวเราะใส่เขาอีกต่างหาก

“ยูชอน!!! ไอ้เพื่อนบ้า!!

...มาทำสายตาแบบนั้นกับฉัน...

...แล้วพูดเรื่องแบบนี้ออกมาเนี่ยนะ!...


จุนซูตะโกนด่าใส่เพื่อนรักเสียงดัง ใบหน้ามนยังคงขึ้นสีระเรื่ออยู่เช่นเดิม แต่ตอนนี้อาจจะไม่ใช่เพราะความเขินอายอย่างเดียว ความโกรธที่พุ่งขึ้นมาทำให้เขาสะบัดหน้าไปอีกทาง แก้มใสพองขึ้นเล็กน้อย ยูชอนที่เห็นว่าเพื่อนรักท่าทางจะโกรธจริง ๆ ก็รีบเข้าไปกอดปลอบขอโทษเป็นการด่วน

“โอ๋~ จุนซู ฉันขอโทษ ฉันกะจะล้อนายเล่น ๆ เท่านั้นเอง”

“....ชิส์”

“อย่าโกรธฉันเลยน้า~

“....อื้ม ไม่โกรธหรอก ^ ^

ทันทีที่เสียงใสกล่าวให้อภัย ร่างสูงที่กอดร่างเล็กโยกไปโยกก็ยิ้มระรื่นทันที วงแขนแกร่งผละออกจากร่างเล็กของเพื่อนรัก และส่งยิ้มไปให้คล้ายกับการขอบคุณสำหรับคำพูดคำนั้น ก่อนจะหันหน้าไปอีกทาง โดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่า รอยยิ้มของตัวเองนั้นทำให้อีกคนนั้นต้องเผลอยิ้มตามออกมาอย่างห้ามไม่ได้

...คิก ๆ...ก็นายเล่นมาง้อฉันแบบนี้...

...ฉันว่า...นายไปง้อใคร...เค้าก็ให้อภัยนายกันทั้งนั้นแหละ...

...อ้อนฉันอย่างกับตัวเองเป็นเด็กเชียว...

ยูชอนทอดสายตามองไปยังทะเลสาบเล็ก ๆ ที่สวยงามตรงหน้า เขาคิดถึงคำพูดที่ตัวเองพูดออกไปเมื่อตะกี้นี้ ในใจลึก ๆ เขาก็แอบเสียใจไม่น้อย ที่ดูแล้วจุนซูจะไม่พอใจกับคำเปรียบเทียบของเขา ริมฝีปากอวบอิ่มยื่นออกมาเล็กน้อย ก่อนจะพูดอะไรบางอย่างออกมาเบาราวกับเสียงกระซิบ

“โลมามันอยู่น่ารัก...เหมาะกับนายจะตายไป”

จุนซูหันไปมองร่างสูงที่กำลังนั่งมองภาพธรรมชาติที่สวยงามตรงหน้า ดวงตากลมโตกระพริบปริบ ๆ รู้สึกเหมือนเมื่อกี้ยูชอนพูดอะไรสักอย่าง แต่มันเบามากเสียจนเขาจับใจความแทบไม่ได้ ได้ยินเพียงแค่คำบางคำที่เล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากอวบอิ่มนั่น

...เมื่อกี้...ยูชอนพูดอะไรน่ะ?...

...อะไรน่ารัก?...

“ยูชอน เมื่อกี้นายพูดอะไรน่ะ?”

ร่างเล็กถามเสียงใส ยูชอนที่ไม่คาดคิดว่าจุนซูจะดันได้ยินคำพูดเขาก็สะดุ้งสุดตัว ดวงตาคมเบิกกว้าง หันหน้าซ้ายขวาเลิกลั่ก มือไม้เริ่มอยู่ไม่สุข โบกมือไปมาเป็นการบอกว่าเมื่อตะกี้เขาไม่ได้พูดอะไร พร้อมกับส่งรอยยิ้มแห้ง ๆ ที่ไม่ค่อยน่าเชื่อถือไปให้เพื่อนรัก

“อะ...เอ่อ...เมื่อกี้นี้ฉันไม่ได้พูดอะไรหรอก”

“จริงหรอ?”

“อื้ม จริง ๆ~ ฉันไม่ได้พูดอะไรเลย”

“ฉันไม่เชื่อ”

“อ๊า~ จุนซู ฉันไม่ได้พู....”

“พี่ยูชอน~

การสนทนาของทั้งสองชะงักลง เมื่อมีเสียงแหลมของใครคนหนึ่งเรียกทักร่างสูงมาจากทางด้านหลัง จุนซูและยูชอนพร้อมใจกันหันไปมองหน้าเจ้าของเสียงกันโดยที่ไม่ได้นัดกันแม้แต่น้อย ร่างบางของรุ่นน้องสาวกำลังเดินเข้ามาหายูชอนที่กำลังนั่งอยู่ข้าง ๆ ร่างเล็กใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ

“ทิฟฟานี่ มีอะไรหรอ?” เสียงทุ้มต่ำทักเมื่อรุ่นน้องของตัวเองเดินมาอยู่ใกล้ ๆ ตน ใบหน้าหวานของหญิงสาวยกยิ้มอย่างเขินอายเล็กน้อยให้กับร่างสูง

“พี่ยูชอน...ไปกับทิฟฟานี่แป๊ปนึงได้มั้ย?”

ดวงตาสวยจ้องมองใบหน้าของยูชอน สลับกับจุนซูคล้าย ๆ กับจะขออนุญาตจุนซูอยู่กลาย ๆ ยูชอนจ้องมองใบหน้าของรุ่นน้อง ก่อนจะหันมาสบตากับจุนซูครู่หนึ่ง ร่างเล็กที่เห็นสายตานั้นก็เริ่มจะงงและสงสัย เหมือนยูชอนอยากจะบอกอะไรสักอย่าง แต่เขาไม่ค่อยจะเข้าใจในสิ่งที่ยูชอนบอกสักเท่าไหร่

“งั้น...จุนซู นายอยู่ตรงนี้ก่อนละกัน เดี๋ยวฉันมา”

“อ่ะ...อื้อ...”

ร่างสูงลุกขึ้นยืนจนเต็มความสูงของตัวเอง ใช้มือปัดเศษหญ้าเล็ก ๆ ที่ติดอยู่ตามกางเกงออกเล็กน้อย ก่อนที่ขาเรียวจะออกเดินตามรุ่นน้องหญิงไป โดยที่ไม่รู้ตัวเลยแม้แต่นิด ว่ามีสายตาของเพื่อนรักจ้องมองอยู่ด้านหลังจนกระทั่งเขาเดินไปจนลับสายตาคู่นั้น

ร่างเล็กทิ้งตัวลงนอนบนผืนหญ้านุ่ม ใช้แขนเรียวของตัวเองหนุนต่างหมอน จุนซูถอนหายใจยาวออกมาคล้ายกับจะระบายอะไรสักอย่าง ดวงตากลมโตจ้องมองไปยังท้องฟ้าสีครามสดใสที่อยู่เบื้องบนด้วยสายตาเลื่อนลอย ปล่อยให้ตัวเองใช้ความคิดนึกทบทวนถึงเรื่องต่าง ๆ ตามนิสัย

ภาพเหตุการณ์เมื่อกี้ยังคงติดตาเขาอยู่ ใบหน้าเนียนใส ดวงตากลมโตสวย ริมฝีปากบางได้รูป กับจมูกที่โด่งรับกับใบหน้าของรุ่นน้องที่ชื่อทิฟฟานี่ เขายอมรับเลยว่าเธอเป็นผู้หญิงที่น่ารักมากทีเดียว แต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร เพียงแค่เขาเห็นสายตาที่ทิฟฟานี่จ้องมองมาที่ยูชอน เขากลับรู้สึกแปลก ๆ เหมือนความรู้สึกข้างในกำลังต่อต้านรุ่นน้องคนนี้อยู่ลึก ๆ

แต่ยิ่งเขาเห็นว่ายูชอนลุกขึ้นและเดินไปกับรุ่นน้องสาว เขาอยากที่จะเอ่ยห้าม อยากที่จะรั้งไว้ไม่ให้ยูชอนไปไหน แต่ความรู้สึกข้างในมันตีกันมั่วไปหมด ทั้ง ๆ ที่ตัวเองนั้นเป็นเพียงแค่เพื่อนสนิท ถ้าเกิดเขารั้งไว้ก็ดูเหมือนจะเป็นการกักขังเพื่อนมากเกินไป เขาก็เลยไม่คิดที่จะพูดอะไรออกไป

สายตาที่ยูชอนจ้องมองมาทางเขาก่อนที่จะลุกออกไปมันทำให้ใจของเขาเต้นระรัว ดวงตาคมที่แฝงไว้ด้วยความรู้สึกมากมาย เขาไม่ค่อยจะเข้าใจนักว่าสายตาคู่นั้นกำลังจะบอกอะไรกับเขา แต่เขารู้สึกดีใจเล็ก ๆ ที่เห็นสายตาคู่นั้น

มือบางเลื่อนมากุมไว้ที่หน้าอกข้างซ้ายของตัวเอง ที่ตอนนี้ก้อนเนื้อภายในอกนั้นยังคงเต้นระรัวจนเขาไม่อาจจะควบคุมมันไว้ได้เลย ริมฝีปากบางเม้มแน่นจนเป็นเส้นตรง ก่อนที่จะเลื่อนเปลือกตาบางลงมาปิดบังภาพตรงหน้าจนมืดมิด

...นี่ฉันกำลังเป็นอะไร?...

...ก็แค่...นายไปกับรุ่นน้อง...แค่นั้น...

...ทำไมฉันถึงอยากจะรั้งนายไว้?...

...แล้วสายตาที่นายมองมา...มันหมายถึงอะไรกัน?...

...ฉันไม่เข้าใจอะไรสักอย่างเลยแหะ...


+:+:+:+:+:+:+ Smile +:+:+:+:+:+:+


“งืม...”

เปลือกตาบางเริ่มกระพริบถี่เพื่อปรับสายตาให้เห็นภาพภายนอกให้ชัดขึ้น แต่ความเหนื่อยที่ไม่รู้ว่าเหนื่อยกายหรือเหนื่อยใจนั้นทำให้เขารู้สึกอยากจะนอนลงไปอีกครั้งหนึ่ง เปลือกตาบางจึงเลื่อนลงปิดดวงตากลมอีกครั้งหนึ่ง ก่อนที่ร่างเล็กจะซุกใบหน้าลงกับอกอุ่นของอีกคนหนึ่ง

...หน้าอก?...

...ใครล่ะเนี่ย?...

เปลือกตาบางถูกเปิดขึ้นอีกครั้ง ดวงตากลมโตที่ค่อย ๆ เห็นภาพชัดขึ้นทีละนิด ๆ ตอนนี้เขากำลังนอนซุกอยู่ที่อกอันแสนอุ่นของใครสักคนหนึ่ง ใบหน้าเนียน เปลือกตาเลื่อนมาบดบังดวงตาของคนตรงหน้าไว้ ริมฝีปากอวบอิ่มสีสดที่เผยอขึ้นเล็กน้อยโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ เมื่อสายตาของเขาเห็นภาพตรงหน้าชัดเจน จุนซูก็ต้องสะดุ้งสุดตัว

“ยะ...ยูชอน”

ร่างเล็กเลื่อนแขนข้างหนึ่งออกเพื่อที่จะยันตัวขึ้น แต่ก็ต้องชะงัก เมื่อรับรู้ได้ว่าตอนนี้ร่างของเขาถูกวงแขนแกร่งของอีกคนโอบกอดอยู่ ทำให้ไม่สามารถจะขยับแขนได้เลย ร่างเล็กพยายามจะดิ้นไปมาเพื่อให้ออกมาจากวงแขนแกร่ง แต่ดูเหมือนว่ายิ่งพยายามมากเท่าไหร่ ก็รู้สึกเหมือนกับว่าแรงกอดรัดมันจะเพิ่มมากขึ้นเสียยังไงยังงั้น

เมื่อเห็นว่าพยายามยังไงก็ไร้ผล ใบหน้าน่ารักเลยซุกลงกับอกแกร่งอีกครั้ง ริมฝีปากบางงอนเชิดขึ้น คิ้วเรียวขวมดเข้าหากันเล็กน้อย แก้มใสพองขึ้นด้วยความไม่พอใจ หากแต่ในใจนั้นกลับเต้นระรัวที่ได้รู้ว่าตัวเองกำลังถูกเพื่อนรักกอด

จุนซูสอดส่องสายตาไปรอบ ๆ ก่อนจะมาสะดุดอยู่ที่แฟ้มงานของเขาทั้งสองคน ที่วางอยู่ใกล้ ๆ กับร่างสูง ดวงตากลมโตช้อนขึ้นมองใบหน้าของร่างสูง ที่ตอนนี้ดวงตาคมนั้นก็ยังคงปิดสนิทอยู่เช่นเดิม เมื่อเห็นดังนั้น ร่างเล็กจึงพยายามที่จะเอื้อมมือบางของตนเพื่อจะหยิบแฟ้มของยูชอน

...แค่อยากจะอ่านเรื่องสั้นของนายนิดหน่อย...

...ฉันคงไม่ผิดหรอกนะ...

...อ๊า...แต่ทำไมมันหยิบยากจังอ่ะ...

...แค่จะสะบัดแขนให้หลุดข้างนึงก็ยังทำไม่ค่อยได้เลย...


“อ๊ะ!!!

จุนซูร้องอุทานออกมาด้วยความตกใจ จู่ ๆ ร่างของเขาก็ถูกจับพลิกให้นอนหงาย ตามด้วยร่างสูงที่ลุกขึ้นคร่อมร่างของเขาไว้ ข้อมือทั้งสองข้างของเขาถูกร่างสูงรวบไว้เหนือหัวด้วยมือเพียงข้างเดียว

“อะ...เอ่อ...คือ...”

ดวงตากลมโตที่เห็นสภาพที่น่าอายของตัวเองตอนนี้ ทำให้ใบหน้าน่ารักขึ้นสีระเรื่อ โดนยูชอนจับล็อกแบบนี้ แถมยังเห็นดวงตาคมที่เขาเดาความรู้สึกไม่ออกนั่น ยิ่งทำให้ก้อนเนื้อภายในอกซ้ายของเขาเต้นแรงยิ่งกว่าเดิมหลายเท่า

“เมื่อกี้นายจะทำอะไรน่ะ?”

เสียงทุ้มต่ำเอ่ยถาม พร้อมกับเลื่อนใบหน้าคมให้เข้าไปใกล้ใบหน้าน่ารักมากกว่าเดิม จุนซูหันหน้าหลบสายตาไปอีกทางด้วยใบหน้าที่ขึ้นสีระเรื่อ เสียงใสเอ่ยตอบคนที่อยู่ด้านบนด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูตะกุกตะกักจนผิดปกติ

“อะ...เอ่อ...เปล่า
~ ฉัน...ม่ะ...ไม่ได้ทำอะไร...”

น้ำเสียงที่ฟังดูก็รู้ว่าอีกคนนั้นต้องโกหกแน่นอน ยูชอนไม่ได้พูดท้วงอะไร แต่กลับเลื่อนใบหน้าเข้าไปใกล้เรื่อย ๆ จนจมูกโด่งแทบจะโดนแก้มใสของร่างเล็กเป็นการขอคำตอบจริงแทน นั่นยิ่งทำให้ใบหน้าน่ารักขึ้นสีมากกว่าเดิม จุนซูหลับตาปี๋ไม่กล้าหันไปมองใบหน้าของอีกคนเต็ม ๆ ตา ก่อนจะยอมพูดสารภาพความจริงออกมา

“ฉันอยากอ่านเรื่องสั้นที่นายแต่งอ่ะ ก็เลย...”

เสียงใสที่กลั้นใจพูดรวดเดียวจบประโยคนั้นเร็วจนเกือบจะจับใจความไม่ทัน ยูชอนจ้องมองคนที่กำลังนอนหลับตาปี๋ด้วยรอยยิ้มขัน ที่จริงเขาไม่ได้หลับไปหรอก แต่ความคิดที่อยากจะแกล้งอีกคนมันแว่บเข้ามาในสมอง ก็เลยแกล้งทำเป็นหลับ แล้วแอบมองพฤติกรรมของอีกคนที่ดูใสซื่อบริสุทธิ์เสียจนเขาแทบจะกลั้นยิ้มไว้ไม่ไว้

มือใหญ่ผละจากข้อมือบางให้ร่างเล็กมีอิสระ ร่างสูงเคลื่อนตัวออกมานั่งอยู่ด้านข้างคนตัวเล็ก ที่ตอนนี้นั่งชันเข่าแล้วก้มหน้างุด ใบหน้ามนที่ซับสีเลือดนั้นทำให้ดูน่ารักขึ้นอีกเท่าตัว ริมฝีปากบางขยับงุบงิบบ่นพึมพำเบา ๆ อยู่คนเดียว

ทั้งสองคนไม่ได้หลุดคำพูดใด ๆ ออกมาอีกแม้แต่คำเดียว มีเพียงแค่เสียงของธรรมชาติที่ดังมาแผ่วเบา กับสายลมอ่อน ๆ ที่พัดผ่านทำให้อากาศเย็นสบายขึ้น มันอาจจะเป็นภาพที่คนอื่นคิดว่าค่อนข้างที่จะอึดอัด แต่ภายในใจของทั้งสองนั้นกลับมีรอยยิ้มที่แสนสุขอยู่เปี่ยมล้น อาจจะเป็นเพราะว่าต่างฝ่ายต่างก็รู้ว่าเหตุการณ์เมื่อกี้นี้มันเป็นเพียงแค่การล้อเล่นกัน ร่างเล็กจึงไม่โกรธร่างสูงที่ดันทำอะไรพิเรน ๆ กับตน

...หรือเป็นเพราะต่างฝ่ายต่างดีใจที่ได้ใกล้ชิดกับอีกฝ่ายมากขึ้นกันแน่นะ?...



จุนซูเริ่มได้กลิ่นฉุนแปลก ๆ ลอยมา จะบอกว่าหอมมันก็คงจะไม่ใช่ในความรู้สึกของเขา ใบหน้ามนหันขวับไปทางเพื่อนรักที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ตัวเองจนตัวแทบจะติดกันอยู่แล้ว พร้อมกับเลื่อนใบหน้าเข้าไปใกล้ ๆ กับเสื้อเชิ้ตตัวเก่งของยูชอนเพื่อพิสูจน์กลิ่น

“งื้อ~ ยูชอน นายฉีดน้ำหอมมาหรอ ฉุนชะมัดเลยอ่ะ”

จุนซูทำหน้ายู่แสดงให้อีกฝ่ายเห็นว่าไม่ชอบกลิ่นนั่น ยูชอนที่เห็นแบบนั้นก็ได้แต่ยิ้มแหยไปให้อีกคน มือใหญ่เลื่อนมาเกาหัวทุยของตัวเองไปมา ดูไปดูมาก็คล้าย ๆ กับคนที่กำลังจะสารภาพผิดยังไงยังงั้น

ฉันไม่ได้ฉีดน้ำหอมมาหรอก

อ้าว? แล้วกลิ่นนี้มัน...

กลิ่นน้ำหอมของทิฟฟานี่น่ะ เธอกอดฉันน่ะ กลิ่นน้ำหอมเลยติดมา

ประโยคที่ยูชอนตอบมามันทำให้ก้อนเนื้อภายในอกซ้ายของจุนซูเจ็บจี๊ดอย่างไม่มีสาเหตุ ราวกับถูกเข็มนับพันนับหมื่นเล่มแทงเข้ามาจนเจ็บไปหมด ริมฝีปากบางที่เคยยิ้มอยู่เสมอกลับยิ้มไม่ออก เหมือนกับมีอะไรมาตรึงไว้ แต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร ร่างกายกลับสั่งให้พยายามยิ้มตอบกลับอีกคนไปทั้ง ๆ ที่เป็นการฝืนเต็มที

...กอดหรอ?...

...ว่าแต่...ทำไมฉันถึงต้องรู้สึกแปลก ๆ ที่ได้ยินแบบนั้นด้วยนะ?...

...ก็รุ่นพี่กับรุ่นน้องเค้าจะกอดกัน...มันก็คงไม่แปลกหรอก...


“เออ แล้วเมื่อกี้ทิฟฟานี่เรียกนายไปทำไมหรอ?”

ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าไม่สมควรที่จะไปก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวของเพื่อนมากนัก แต่จุนซูก็เลือกที่จะถามออกไป ตอนนี้เขาไม่ค่อยจะเข้าใจความรู้สึกตัวเองนักหรอก ที่ทำไปนี้เขายังไม่รู้เลยว่าเพราะความอยากรู้อยากเห็นหรือเพราะอะไรกันแน่

“เธอ...ขอคบกับฉันน่ะ”

ยูชอนพูดด้วยน้ำเสียงค่อนข้างเครียด ดวงตาคมหลุบต่ำเหมือนกับกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง แต่คนที่นั่งฟังอยู่นั้นกลับรู้สึกอึดอัดมากกว่าหลายเท่า ราวกับทุกสิ่งทุกอย่างมันหยุดนิ่งเมื่อได้ยินสิ่งที่เพื่อนรักบอกออกมา ริมฝีปากบางเม้มแน่นจนเป็นเส้นตรง ก่อนจะถามต่อด้วยความรู้สึกที่แอบคาดหวังไว้เล็ก ๆ ว่าอยากจะให้ตอบออกมาตามที่ตนหวังไว้

“แล้วนายตอบตกลงมั้ยล่ะ?”

“......ฉันไม่ได้ตอบตกลง”

ร่างสูงพูดพร้อมกับยกยิ้มให้กับอีกฝ่าย จุนซูที่ได้ยินคำตอบแบบนั้นก็เผยยิ้มกว้างออกมาโดยที่เจ้าตัวแทบจะไม่รู้สึกตัวเลยด้วยซ้ำ

“พอดีว่าฉันมีคนที่อยากจะอยู่เคียงข้างเค้าแล้วน่ะ”

“......”

“ฉันอยากจะยิ้มต่อหน้าเค้าบ่อย ๆ ยิ้มแบบที่ฉันยิ้มให้เค้าได้เพียงคนเดียวเท่านั้น”

สายตาและน้ำเสียงที่ฟังดูอบอุ่นและอ่อนโยนของยูชอน มันทำให้รอยยิ้มของจุนซูแทบจะหายไปจากใบหน้าน่ารักอย่างรวดเร็ว เขาไม่เคยเห็นยูชอนพูดถึงใครด้วยลักษณะที่ดูอ่อนโยนขนาดนี้มาก่อน จะบอกว่าเขารู้สึกอิจฉาคน ๆ นั้นก็ว่าได้ แต่ตอนนี้เขารู้สึกเจ็บภายในอกจนทนแทบจะไม่ไหว

...คน ๆ นั้นคือใครกันหรอยูชอน?...

...ฉันจะมีโอกาสได้รับรอยยิ้มแบบที่นายบอกบ้างมั้ยนะ?...


ทั้งสองคนไม่ได้พูดอะไรออกมาอีก ต่างฝ่ายต่างนั่งเงียบคล้ายกับจะจมปลักอยู่กับความคิดของตนเพียงฝ่ายเดียว ร่างสูงนั่งแหงนหน้ามองท้องฟ้าสีครามที่เต็มไปด้วยกลุ่มก้อนเมฆสีขาวดูแล้วสดใส ร่างเล็กก็นั่งชันเข่า มองผืนหญ้าสีเขียวอย่างเหม่อลอย

“ยูชอน...”

เสียงใสเรียกอีกคนด้วยเสียงที่แผ่วเบา แต่เพราะบรรยากาศที่เงียบมากนั้นทำให้ยูชอนได้ยินเสียงนั้นอย่างชัดเจน ใบหน้าคมหันมามองตามเสียงที่ดังมา พร้อมกับทำเสียงอือในลำคอเป็นการตอบรับร่างเล็กที่กำลังหันหน้ามาสบตากับเขา

“ฉันขออะไรจากนายสักอย่างได้มั้ย?”

“อะไรล่ะ?”

คิ้วหนาเริ่มขมวดเข้าหากันนิด ๆ เมื่อได้ฟังน้ำเสียงที่ค่อนข้างสั่นเครือจากเพื่อนรัก น้ำเสียงที่ฟังดูสดใสอยู่เสมอกลับแฝงไว้ด้วยความกลัวและหวั่นไหวจนเขารู้สึกได้ ดวงตากลมโตหลุบต่ำไม่กล้าสบตากันกับดวงตาคม แต่สักพักหนึ่ง ดวงตาคู่นั้นก็เลื่อนมาสบตากับร่างสูงอีกครั้ง

“รอยยิ้มที่นายบอกเมื่อกี้นี้....”

“......?”

“นายจะยิ้มแบบนั้นให้ฉันได้มั้ย?”

จุนซูพูดด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ รู้สึกเหมือนมีอะไรมาจุกอยู่ที่ลำคอ แค่จะปล่อยคำพูดแต่ละคำออกมานั้นมันช่างยากเสียเหลือเกิน ยิ่งเห็นใบหน้าที่ค่อนข้างตกใจของยูชอน ก้อนเนื้อภายในอกซ้ายก็ยิ่งรู้สึกเหมือนกับถูกบีบรัดจนเจ็บไปเสียหมด รู้ทั้งรู้ว่าไม่สมควรที่จะพูดคำแบบนี้ออกไป แต่ความรู้สึกข้างในมันอัดอั้นไว้จนเขาไม่อาจจะเก็บมันไว้ดีอีกแล้ว...

“ฉัน...ฉันไม่รู้เหมือนกันว่าตอนนี้ฉันกำลังรู้สึกอะไรกันแน่...”

“......”

“แต่...ฉันอยากจะเก็บรอยยิ้มของนายไว้เพียงคนเดียว”

“......”

“ฉะ...ฉัน....”

ร่างเล็กหันหน้าหนีไปอีกทาง ใบหน้ามนก้มหน้างุดไม่ให้อีกคนได้เห็นใบหน้าของตนในตอนนี้ ริมฝีปากบางเม้มแน่นจนเป็นเส้นตรง ดวงตากลมโตนั้นมีหยาดน้ำที่เริ่มคลอโดยที่เจ้าตัวไม่รู้สึกตัวเลยสักนิด ใบหน้าที่แสดงถึงอาการตกใจของยูชอนนั้นทำให้เขาไม่กล้าที่จะหันกลับไปมองอีก ยิ่งเห็นก็รู้สึกเจ็บในอกจนทนไม่ไหว

“ยูชอน...ฉันขอโทษ....นายลืมมันไปเถอะนะ”

จุนซูฝืนใจพูดประโยคที่ตรงข้ามกับความรู้สึกส่วนลึกของตัวเอง ฟันซี่เล็กกัดริมฝีปากล่างไว้แน่น ม่านน้ำตาเริ่มก่อตัวขึ้นที่ดวงตากลมโตใสมากขึ้นทีละนิด ๆ แต่ร่างเล็กก็ต้องสะดุ้ง เมื่อมือของอีกคนหนึ่งเลื่อนมากอบกุมมือของเขาไว้ ใบหน้าน่ารักหันไปมองอีกคนด้วยความสงสัย แต่ทันทีที่เห็นใบหน้าของคนตรงหน้าที่หันมาสบตากับตน...หัวใจที่เจ็บปวดราวกับถูกเข็มหลายหมื่นเล่มทิ่มแทง กลับกลายเป็นเต้นระรัวเสียจนเจ็บไปทั้งอก

...รอยยิ้มที่เขาไม่เคยเห็น...

...รอยยิ้มที่ดูอ่อนโยน...และอบอุ่นกว่าครั้งไหน ๆ...


“นายอยากรู้ใช่มั้ย ว่าฉันเขียนเรื่องสั้นเรื่องอะไร?”

เสียงทุ้มนุ่มถามด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความอบอุ่น น้ำเสียงที่ทำให้ใบหน้าน่ารักขึ้นสีระเรื่อได้ไม่ยาก จุนซูพยักหน้าหงึกหงัก ถึงแม้ว่าเรื่องที่ยูชอนกำลังพูดจะไม่ได้สอดคล้องอะไรกับเรื่องที่เขาพูดเมื่อตะกี้ก็เถอะ ร่างเล็กช้อนตากลมโตของตัวเองมองใบหน้าของอีกคนด้วยแววตาใสซื่อที่แฝงไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นเหมือนเด็ก ๆ

“เรื่องสั้นของฉันมีชื่อเรื่องว่า
‘Smile’ น่ะ”

ร่างสูงพูดด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม พร้อมกับเลื่อนนิ้วเรียวของตัวเองไปแตะริมฝีปากบางของร่างเล็กให้ยกขึ้นเหมือนกับกำลังยิ้ม จุนซูหลุดหัวเราะออกมาเล็กน้อยกับท่าทางที่ดูเด็ก ๆ ของเพื่อนรักที่ไม่ค่อยจะต่างอะไรจากตนเท่าไรนัก

“เรื่องนี้ฉันเขียนตามความรู้สึกของฉัน ตามที่ฉันบอกนายไปนั่นแหละ ว่าฉันอยากจะมอบรอยยิ้มพิเศษให้กับคนที่ฉันอยากจะอยู่เคียงข้างด้วย โดยที่ให้ฉันเป็นตัวเอกของเรื่อง”

จุนซูยังคงตั้งใจฟังในสิ่งที่ยูชอนเล่า แม้ว่ามันจะทำให้ในใจเขารู้สึกเจ็บจี๊ดอยู่ลึก ๆ ก็ตาม เพราะใบหน้าของยูชอนตอนนี้ดูมีความสุขที่ได้เล่าเรื่องที่แทนความรู้สึกของตัวเอง ถ้าจะให้เขาทำหน้าเบื่อหรือไม่ชอบมันก็คงจะไม่ดี

“เรื่องมีอยู่ว่า ฉันกำลังแอบหลงรักรอยยิ้มของใครคนหนึ่งมาตลอด”

“......”

“แต่ฉันก็ไม่กล้าที่จะสารภาพออกไป...เพียงเพราะความสัมพันธ์ที่ถูกเรียกว่า เพื่อนสนิทมากั้นไว้”

ยูชอนพูดพร้อมกับหลุบตาลง จุนซูรับรู้ได้ถึงน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความรู้สึกอะไรบางอย่างที่ค่อนข้างจะเครียดซะมากกว่า แต่ที่เขาไม่ค่อยเข้าใจตัวเองสักเท่าไหร่...ทั้ง ๆ ที่ยูชอนก็มีเพื่อนสนิทชายหญิงตั้งมากมายหลายคน และแต่ละคนก็มีเสน่ห์ที่เป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่น รอยยิ้มแต่ละคนนั้นก็เรียกได้ว่ามีรอยยิ้มที่สดใสอยู่เสมอ ไม่เหมือนกับเขาที่ไม่ค่อยจะมีอะไรที่โดดเด่นนัก และรอยยิ้มก็ดูจะธรรมดา ๆ เสียด้วยซ้ำไป...

...แต่ทำไมเขาถึงรู้สึกดีใจที่ได้ยินสิ่งที่ยูชอนกำลังพูดอยู่นะ?...


“รอยยิ้มของคน ๆ นั้นมันทำให้ฉันมีความสุขทุกครั้งที่ได้เห็น...”

“......”

“รอยยิ้มที่ดูสดใส บริสุทธิ์ จนบางที...ฉันไม่อยากจะให้เขายิ้มแบบนั้นให้ใครเลยนอกจากฉันเพียงคนเดียว”

ริมฝีปากอวบอิ่มของร่างสูงยกยิ้มขึ้นบาง ๆ ให้คนที่นั่งอยู่เคียงข้าง จุนซูที่นั่งฟังอย่างตั้งใจ จดจ้องไปที่ใบหน้าที่ดูเปี่ยมสุขของร่างสูงอย่างไม่ละสายตา มันอาจจะเป็นเรื่องที่ค่อนข้างประหลาด แต่เสียงทุ้มต่ำที่ฟังดูอบอุ่นนั้นทำให้ดวงตากลมโตนั้นรื่นไปด้วยหยาดน้ำใสที่เริ่มก่อตัวมากขึ้น ๆ จนแทบจะบดบังภาพตรงหน้าไว้เสียหมด

...ทำไมฉันถึงรู้สึกว่านายกำลังพูดคำ ๆ นี้ออกมาเพื่อฉันกันนะ?...


“ฉันอยากจะปกป้องรอยยิ้มนั้นไว้”

“......”

“อยากจะเป็นคนสำคัญ ที่จะสามารถรักษารอยยิ้มที่สดใสนั้นให้อยู่กับคน ๆ นั้นไปตลอด”

ใบหน้าคมหันมาสบตากับใบหน้าน่ารักอีกครั้ง รอยยิ้มที่จุนซูไม่เคยได้เห็นจากยูชอนนั้นกำลังถูกฉายอยู่บนใบหน้าคมตรงหน้าเขา ทันทีที่ดวงตาใสซื่อสบตากับดวงตาคมคู่นั้น เวลารอบ ๆ ก็เหมือนกับหยุดนิ่ง ร่างเล็กรู้สึกเหมือนร่างกายถูกตรึงไว้เสียจนขยับไปไหนไม่ได้ ดวงตาคมที่แฝงไว้ด้วยความรู้สึกมากมายจนเขารับรู้ได้

ริมฝีปากอวบอิ่มขยับเอื้อนเอ่ยคำสั้น ๆ ที่แฝงไปด้วยความรู้สึกที่เปี่ยมล้น และประโยคนั้นก็ทำให้หยาดน้ำตาที่เอ่อคลอเต็มดวงตากลมโตต้องไหลริน พร้อมกับที่ร่างเล็กโผเข้ากอดอีกคนด้วยรอยยิ้มและหัวใจที่พองโต...




“จุนซู...นายจะให้ฉันเป็นคนปกป้องรอยยิ้มของนายไว้ได้มั้ย?”






THE END >///<

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

อ่านตรง Author Note แล้วโดนมากๆค่ะ
เคยฝันถึงมิคเหมือนกัน ตื่นมาแล้วแบบ
ยังนั่งยิ้มคนเดียวไม่เลิก
ดีที่ไม่มีใครเห็น เดี๋ยวเค้าจะหาว่าอีบ้า555

#1 By d o O * * on 2009-05-26 22:26

สรุป.....หนูยิ้มสวยทั้งคู่เลยลูก
ว๊าก.....น่ารักจิงวุ้ย!

#2 By คุณนายปาร์ค (222.123.178.97) on 2009-05-27 01:38

ฟิคน่ารักเกินไปแล้วค่ะ
อ่านไปนึกถึงหน้ามิคตอนยิ้ม
ใจอ่อนเลยอ่ะ
เวลาเห็นมิคยิ้มทีไร
ทำไมผู้ชายคนนี้ยิ้มได้สวยจริงๆ
จุนจังก็น่ารักน่ากอด
ก็เพราะยูซูยิ้มให้กันแบบนี้
เราถึงรักยูซู

#3 By chebi (124.120.122.71) on 2009-05-30 08:41

เขียนได้น่ารักมากเลยค่ะ.....ยิ้มตามเลย
ไม่เคยรู้สึกชอบมิคกี้เหมือนกัน...

แต่หลังจากคอน Mirotic ทำให้เห็นรอยยิ้มแบบนั้นจริง ๆ ค่ะ

#4 By Ton Redwood on 2009-07-04 13:18

น่ารักดีนะ

ชอบทั้งมิคกี้

และ

จุนซูเลยอ่ะ

#5 By ♫KARNi'3 on 2009-08-22 12:52

กรี๊ดๆๆ

ซึ้งแหลกลาน

ทิฟฟานี่ของฉันมากจากไหนเนี่ย???

sad smile question embarrassed wink double wink
แหมหลงรักรอยยิ้ม
เหมือนกันทั้งคู่เลยนะ
อิอิ

#7 By (110.49.105.189) on 2009-09-14 03:05

รัก ยูซู เพราะ ยูซู รักกัน
มีความสุขทุกครั้ง ที่เห็น ยูซู ยิ้มมมม..
และมีความสุขมาก เมื่อ ยูซู ยิ้มให้กัน

รัก ยูซู

ขอบคุณ สำหรับ ฟิก น่ารักๆ นะคะ

#8 By VeeXiah (161.200.255.162) on 2009-10-04 23:10

>//< หวานมากเลย ~

#9 By myjunsu=D (125.25.79.104) on 2009-11-15 04:05

สนุกมากๆค่ะยูซูน่ารักจังปาร์คปกป้องรอยยิ้มของน้องจุนไว้ให้คงอยู่ตลอดไปเลยนะ

#10 By poonim (124.122.77.201) on 2009-12-18 05:09