[SF] +:+ Love is All Around +:+ [??? x Leeteuk]

posted on 06 Jan 2009 21:37 by daikun  in All-SuJu-Short-Fic

Title: Love is All Around
Paring: ??? x Leeteuk
Author: ~#DN_LoveR#~
Author Note: นี้เป็นฟิคเรื่องสุดท้ายในสต็อกที่เหลือให้แปะ (เหมือนเป็นสัญญาณบอกว่า...อินี่กำลังจะดองเค็มละ 555+) ฟิคนี้ได้พล็อตเรื่องมาเพราะอยากแต่งอะไรที่มันหวาน ๆ อบอุ่น ๆ แล้วก็สอนอะไรนิด ๆ หน่อย ๆ ก็เลยได้ออกมาเป็นแบบนี้แหละ -_- (อธิบายไม่ค่อยถูก แหะๆ) เอาละ ไม่อยากพูดมากแล้ว ไปอ่านกันเล้ย~~


+:+:+:+:+:+:+ Love is All Around +:+:+:+:+:+:+



ติ๊ก...ติ๊ก...ติ๊ก...

ช่วงเวลาในยามค่ำคืน ที่ผู้คนต่างพากันหลับใหลเพราะเหนื่อยล้ากับการเผชิญกิจกรรมต่าง ๆ ในยามเช้ามามากมาย แต่ในห้องสี่เหลี่ยมเล็กห้องหนึ่ง กลับมีชายหนุ่มหน้าหวานคนหนึ่งกำลังลงมือเขียนเรื่องราวต่าง ๆ ลงบนกระดาษด้วยลายมือที่เป็นระเบียบเรียบร้อย ในห้องนั้นเงียบสงัด มีเพียงแค่เสียงของนาฬิกาเท่านั้นที่ทำให้ห้องนั้นไม่เงียบจนเกินไป

มือเรียวที่ขยับไหวไปมาเพราะการเขียนหนังสือ เขียนสักพัก มือนั้นก็หยุดนิ่ง ก่อนจะเลื่อนปากกามาทาบไว้ที่แก้มอย่างใช้ความคิด มืออีกข้างที่ว่างอยู่เลื่อนแว่นสายตาให้เข้าที่ ก่อนจะลงมือเขียนอีกครั้ง ไม่นานนัก มือเรียวก็วางปากกาแท่งนั้นลงบนกองกระดาษหนาปึกนั่น แว่นสายตาถูกถอดออก และถูกนำไปวางไว้บนกองกระดาษนั่นเช่นกัน แผ่นหลังบางเอนไปกับพนักพิงของเก้าอี้เพื่อคลายความอ่อนล้า

เฮ้อ~...ในที่สุดก็เขียนจบซะที... อีทึกยืนขึ้นเต็มความสูง พลางเหยียดแขนและบิดตัวไปมาเพื่อยืดเส้นยืดสาย ก่อนจะเดินไปไม่กี่ก้าว แล้วทิ้งตัวลงนอนบนเตียงนุ่มนั้นอย่างอ่อนล้า ดวงตากลมโตเหลือบไปมองนาฬิกาที่บ่งบอกเวลาในตอนนี้

ตี 2 ?....นี่เรานั่งเขียนจนถึงป่านนี้เชียว อีทึกถอนหายใจยาว มือเรียวเกาหัวตัวเองอย่างเซ็ง ๆ ร่างบางพลิกตัวไปมาอยู่บนเตียง เหนื่อยก็เหนื่อย อยากจะพักผ่อนให้หายเหนื่อยเต็มที...แต่ทำไมกลับนอนไม่หลับซะทีนะ?

...เหมือนกับว่าเขากำลังโหยหาบางสิ่งบางอย่างอยู่...

ความฝันที่อยากจะเป็นนักเขียนชื่อดังในตอนวัยรุ่น ตอนนี้เขาได้ทำให้มันเป็นจริงแล้ว ไม่ว่าเขาจะเขียนนิยายเรื่องใดออกขาย ยอดขายมักจะดีเกินคาดเสมอ เรียกได้ว่าวางขายปุ๊บก็หมดภายในวันเดียวเลยก็ว่าได้ แต่...พอเขาเริ่มดังในฐานะนักเขียนแล้ว เขาก็ต้องขังตัวเองอยู่ในห้องแทบจะทุกวัน บังคับให้ตัวเองนั่งอยู่ที่โต๊ะ เขียนนิยายเรื่องใหม่ ๆ ออกมาขายเรื่อย ๆ ช่วงเวลาเกือบทั้งวันเขาแทบจะไม่ได้พบหน้าคนสนิทเลยแม้แต่คนเดียว

ร่างบางถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อนออกมาอีกหนึ่งครั้ง ก่อนที่เปลือกตาบางจะค่อย ๆ เลื่อนลงมาบดบังภาพตรงหน้าเสียจนมืดมิด ต้องทนเหนื่อยมาเป็นเวลานาน....แต่พอได้พัก กลับหลับไม่ลงซะอย่างนี้ ทำให้อีทึกต้องพยายามข่มตาเพื่อที่จะพักผ่อนให้ได้

...ฉันจะย้อนเวลากลับไปได้มั้ยนะ...

...เวลา....ที่ฉันยังมีอิสระ....

...เวลา....ที่ฉันยังได้รับสิ่งที่เรียกว่า รัก...


+:+:+:+:+:+:+ Love is All Around +:+:+:+:+:+:+


ร่างบางที่กำลังซุกตัวอยู่ในผ้านวมผืนใหญ่ ค่อย ๆ ลุกขึ้นนั่งอย่างช้า ๆ ช่วงเวลาก่อนรุ่งสางที่เขามักจะไม่ค่อยได้เห็นสักเท่าไหร่ เพราะมักจะนอนหลับอยู่เสมอ แต่คืนนี้เขากลับนอนไม่หลับ อีทึกเลื่อนตัวลงจากเตียง ก่อนจะก้าวขาไปยังห้องอาบน้ำ ชำระล้างร่างกายให้เรียบร้อย

 

ไม่นานนัก อีทึกก็อยู่ในชุดไปรเวทสบาย ๆ เสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนแขนสั้น กับกางเกงยีนส์สีเข้มที่เขามักจะใส่อยู่ประจำ ขาเรียวเดินลงมาจากชั้นสอง ระหว่างทางเดินก็ผ่านโต๊ะอาหารที่ตอนนี้มีพ่อ แม่ และคยูฮยอนน้องชายของเขากำลังร่วมกันรับประทานอาหารมื้อเช้ากันอยู่


อรุณสวัสดิ์ฮะ ผมขอออกไปเดินเล่นสักหน่อยนะ อีทึกพูดขึ้นมาลอย ๆ แต่คนสามคนที่กำลังจะรับประทานอาหารกลับหันขวับมาจ้องเจ้าของเสียงกันอย่างรวดเร็ว อีทึกหยิบรองเท้าผ้าใบคู่ประจำมาใส่ ก่อนจะเปิดประตูบ้านเดินออกไป

 

ปัง



ถึงแม้ว่าประตูจะปิดไปแล้ว แต่สมาชิกในครอบครัวที่เหลือก็ยังคงจ้องที่อยู่ประตูบ้านกันตาค้าง พอเริ่มได้สติ ก็หันมามองหน้ากันอยู่สามคนด้วยความงุนงง ก่อนที่ลูกชายคนสุดท้องจะโผล่งคำพูดออกมาเสียดังลั่น


พี่จองซูตื่นตอนเช้า....แถมยังออกมาจากห้องให้เห็นหน้าอีก...เหลือเชื่อ!?”

 

คยูฮยอนพูดอย่างตกใจและทึ่งสุด ๆ ผู้เป็นพ่อแม่พยักหน้าเห็นด้วยกันสุด ๆ ก่อนจะร่วมกันรับประทานอาหารมื้อเช้ากันตามปกติ และมีหัวข้อสนทนาประจำวันนี้ก็คือ อีทึกนั่นเอง...

 

 

+:+:+:+:+:+:+ Love is All Around +:+:+:+:+:+:+

 


บรรยากาศช่วงเช้าตรู่แบบนี้ ผู้คนส่วนใหญ่ก็พากันมาเดินเล่น สูดอากาศที่แสนสดชื่นยามเช้ากันซะส่วนใหญ่ บางส่วนก็มาออกกำลังกายยามเช้า ภาพบรรยากาศที่แสบอบอุ่นที่เขาไม่ได้เห็นซะนานนี้ มันช่างชวนให้เขาหวนคิดถึงช่วงเวลาในอดีตเสียจริง

 

ขาเรียวพาร่างของตัวเองเดินเรื่อยเปื่อยไปอย่างช้า ๆ มือสองข้างล้วงอยู่ในกระเป๋า ค่อย ๆ พาตัวเองเดินไปอย่างไร้จุดหมาย แค่เขามีเวลาออกมาเดินเล่นแบบนี้ก็เรียกว่ามหัศจรรย์ได้แล้วละ ขาเรียวหยุดกึก ใบหน้าหวานเงยขึ้น ดวงตากลมโตจดจ้องท้องฟ้าเบื้องบนที่เป็นสีฟ้าคราม สีอ่อน ๆ ที่ดูสบายตา ทำให้เขาอดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้

 

...ไม่ได้ยิ้มแบบนี้....นานขนาดไหนแล้วนะ...


แต่แล้วบรรยากาศที่แสนจะชื่นมื่นสดใสสำหรับเขาก็ต้องดับลง เมื่อจู่ ๆ หัวของอีทึกก็ถูกมือของใครสักคนผลักซะเต็มแรง จนหัวของเขาแทบคว่ำ มือบางถูกเลื่อนมากุมหัวบริเวณที่โดนผลักซะเต็มที่ ก่อนจะหันขวับไปจ้องหน้าคนที่มาทำแบบนี้กับเขา

 

ไอ้......!!!!!!!!!!” เสียงหวานพูดออกมาเสียงดัง แต่ก็ต้องเงียบและอึ้งทันที เมื่อเห็นคนตรงหน้า


อีทึก!!!!! นี่นายจริง ๆ ใช่มั้ยเนี่ย!?” คนตรงหน้าพูดอย่างตกใจ


ฮีชอล! นายจริง ๆ ด้วย!” อีทึกพูดอย่างดีใจ ก่อนจะถลาเข้าไปกอดเพื่อนรักของเขาซะแน่น ฮีชอลก็เช่นกัน กอดตอบเพื่อนรักซะแน่นด้วยความคิดถึง ทั้งสองกอดกันไปมา ยิ้มกันอย่างร่าเริงสุด ๆ โดยไม่ได้สนใจคนที่มาด้วยกันกับฮีชอลเลยสักนิด...


อีทึก! ฉันล่ะตกใจจริง ๆ ที่เห็นนาย สงสัยวันนี้ฝนคงจะตกแหง ๆ


......


อ้าว ปากเหรอนั่น อะไรว่ะ ก็แค่ออกมาเดินเล่นบ้างแค่เนี่ย


......


ก็ตั้งแต่นายเป็นนักเขียน ฉันแทบจะไม่เห็นหัวนายเลยนี่ ดูดิ โทรศัพท์ก็มี ไม่หัดโทรมาหาฉันบ้างเล้ย~”

 

......

 

โอ๋ ๆ ขอโทษ~ ก็ฉันต้องรีบเขียนต้นฉบับส่งนี่นา~”

 

......

 

เออ แล้วเนี่ย นายรู้รึยังว่า.....

 

 

เอ่อ........ขอโทษนะครับ

 

 

เสียงทุ้มต่ำดังขึ้น ทำให้บทสนทนาของเพื่อนรักทั้งสองต้องชะงัก อีทึกหันไปจ้องมองใบหน้าเจ้าของเสียงนั่น เรียกได้ว่าหน้าตาดีเลยทีเดียว ใบหน้าคม ดวงตากลมโตที่ดูมีเสน่ห์ กลุ่มผมสีดำขลับที่ดูตัดกับสีผิว จมูกโด่งเป็นสันได้รูป ชายหนุ่มคนนั้นส่งยิ้มมาให้อีทึก เผยให้เห็นลักยิ้มหวานที่แก้มทั้งสองข้าง อีทึกจึงยิ้มตอบกลับไป

 

อ๊ะ ลืมแนะนำไป อีทึก นี่ซีวอน แต่ไม่ต้องไปญาติดีกับมันนักหรอกนะ ฮีชอลแนะนำคนข้าง ๆ อย่างขอไปที ทำเอาซีวอนทำหน้างอนใส่ อีทึกหัวเราะร่วนกับคู่ตรงหน้า

 

ยินดีที่ได้รู้จักนะซีวอน นายคงจะเหนื่อยแย่เลยที่มาเป็นแฟนกับฮีชอลเนี่ย พูดเสร็จก็ยิ่งหัวเราะหนักเข้าไปใหญ่ แถมยังมีซีวอนขำเป็นลูกคู่ด้วยอีกต่างหาก เพราะคำพูดของอีทึกนี่ละ ทำให้ฮีชอลที่ปกติจะหน้าหนาผิดปกติจากคนทั่วไป เป็นอันต้องหน้าแดงบ้างก็คราวนี้แหละ

 

นางฟ้าปีกหัก!!!! หนอยยย....ไม่ได้เจอกันนาน พัฒนาฝีปากขึ้นเยอะเชียวนะนาย และแล้วฉายาที่ฮีชอลตั้งให้อีทึกก็หลุดออกมาอีกครั้งจนได้ ทั้ง ๆ ที่ควรจะโกรธ แต่อีทึกกลับหัวเราะหนักเข้าไปอีก ทำให้ฮีชอลยิ่งฉุนมากกว่าเดิมอีกละสิคราวนี้

 

แต่ก่อนที่จะเกิดศึกเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด(?)กันในยามเช้าแบบนี้ ซีวอนเลยจัดการล็อกแขนของฮีชอลไว้ เพื่อป้องกันการอาละวาดของซินเดอเรลล่าสุดโหดคนนี้ซะก่อน เสียงโวยวายดังลั่น เรียกให้ผู้คนหันมาจ้องกันจนเรียกได้ว่าเกือบจะเป็นเกาหลีมุงซะแล้ว

 

ฮะ ๆ ฉันขอโทษ ๆ ฉันก็แค่หยอกนายเล่นเท่านั้นเองอะ อย่าโกรธฉันเลยน้า~” อีทึกส่งสายตาวิบวับออดอ้อนให้เพื่อนรักหายงอนอย่างน่ารัก ทำเอาฮีชอลที่กำลังจะอาละวาดนั้นชะงักกึก ซีวอนปล่อยให้คนสวยของเขาเป็นอิสระ ฮีชอลไอกระแอมสองสามครั้ง ก่อนจะเลื่อนมือไปไขว้หลัง และทำหน้าเคร่งเครียด

 

ฮึ เห็นว่าไม่ได้เจอกันนานหรอกนะ ฉันจะไม่โกรธก็ได้ พ่อนักเขียนชื่อดัง!” ฮีชอลจงใจเน้นเสียงท้ายประโยคเป็นการประชด แต่อีทึกก็รู้อยู่แล้วละ ว่าคนอย่างฮีชอลนะ ถึงจะทำเป็นโหด แต่จริง ๆ แล้วก็ไม่ได้ร้ายอย่างที่เห็นหรอก แขนเล็กเลื่อนไปโอบไหล่เพื่อนรักอย่างคุ้นเคย อีทึกและฮีชอลหันมาสบตากันสักพัก ก่อนจะหลุดขำออกมาพร้อมกันทั้งคู่ ทำเอาซีวอนอดที่จะอมยิ้มกับภาพตรงหน้าไม่ได้

 

...ได้เห็นภาพยูริยามเช้าเนี่ย....มันมีความสุขแบบนี้นี่เอ๊ง~~...

 

 

เฮ้อ~ ที่จริงฉันก็อยากจะคุยกับนายต่อน่ะนะ แต่วันนี้ฉันต้องไปทำงานแล้วละ ไว้จะโทรไปหาละกัน ฮีชอลพูดพร้อมกับดูเวลาที่นาฬิกาข้อมือของตัวเอง ก่อนจะถอนหายใจพรืดอย่างเซ็ง ๆ อีทึกส่งยิ้มบาง ๆ ไปให้ ก่อนจะส่ายหน้าบอกว่าไม่เป็นไร

 

ไม่เป็นไรหรอก นายรีบไปทำงานเหอะ ซีวอน ฉันฝากดูแลฮีชอลด้วยนะ ^ ^” พูดพร้อมกับจับมือของซีวอนและฮีชอลให้มาประสานกันไว้ คนหน้าหล่อส่งยิ้มมาให้จนแก้มแทบปริ คนหน้าสวยส่งสายตาอาฆาตมาอย่างรุนแรงจนอีทึกแทบจะวิ่งหนีไปซะเดี๋ยวนั้น เลยได้แต่ยิ้มแห้ง ๆ ไปให้ฮีชอลเป็นการแก้เก้อ

 

ได้เลยครับ ผมจะดูแลให้เอง ซีวอนพูดอย่างมั่นใจเต็มร้อย ก่อนจะเดินจูงมือคนข้างกายให้เดินไปพร้อม ๆ กัน ฮีชอลโบกมือลาอีทึกก่อนจะเดินไปพร้อม ๆ กับร่างสูง อีทึกโบกมือตอบกลับไปเช่นกัน ก่อนจะลดมือมาอยู่ข้างลำตัว และยกยิ้มขึ้นมาอีกครั้ง

 

...ไม่ได้คุยกับเพื่อนแบบนี้....มานานเท่าไหร่แล้วนะเรา....

 

...มีความสุขชะมัดเลยแหะ...

 

 

อีทึกเดินเรื่อยเปื่อยต่อไป สายตาก็จับจ้องบรรยากาศรอบ ๆ ที่เขาไม่ได้เห็นมานานไปด้วย เดินไปได้ไม่ไกลนัก ร่างเล็กก็หยุดอยู่ที่ร้านหนังสือร้านหนึ่ง ก่อนจะเปิดประตูและเดินเข้าไปด้านในร้าน ร้านถูกจัดด้วยสีโทนน้ำตาลอ่อน ดูแล้วสบายตา อีทึกเดินไปดูมุมหนังสือนิยายก่อนเป็นอันดับแรก เพราะจะดูว่ามีนิยายเรื่องไหนน่าสนใจ และนิยายของตัวเองนั้นขายดีขนาดไหน

 

นิ้วเรียวไล่ตามสันหนังสือทีละเล่ม ๆ อย่างสนใจ เขาเจอนิยายที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว แต่ก็ต้องคัดเลือกมาแค่บางเล่มเท่านั้น เพราะเขาไม่ได้พกเงินมามากเท่าไหร่ ก็เลยเลือกมาไว้สองสามเล่ม เมื่อเห็นว่าแค่นี้ก็น่าจะพอแล้ว อีทึกจัดการถือหนังสือนิยายที่เลือกมาไว้แนบอกด้วยแขนทั้งสองข้าง แต่แล้วก็ต้องสะดุดกึก เพราะเมื่อเขาเงยหน้าขึ้นไป ก็เหลือบไปเห็นหนังสือนิยายของเขาอยู่ด้านบน แถมเหลืออยู่เพียงไม่กี่เล่มซะด้วยสิ

 

...ว้าว ขายดีขนาดนี้เชียวเหรอเนี่ย...

 

อีทึกที่เพิ่งจะเคยได้รับรู้ว่านิยายของตัวเองนั้นขายดีขนาดไหน พอได้เห็นเองแล้วอดจะภูมิใจไม่ได้ ริมฝีปากบางยกยิ้มจนเห็นลักยิ้มสวย แต่แล้วร่างเล็กก็เกิดความคิดแปลก ๆ ขึ้นซะแล้ว พอเห็นว่านิยายของตัวเองเหลืออยู่แค่ไม่กี่เล่ม อีทึกก็เกิดอาการเสียดายแปลก ๆ

 

...น่าจะซื้องานของตัวเองเก็บไว้สักเล่มนึงเนอะ...

 

คิดได้ดังนั้น หนังสือที่อีทึกถืออยู่ก็ถูกวางไว้ก่อน แขนเรียวเอื้อมไปจนสุดความยาว แต่ก็ยังเอื้อมไม่ถึงอยู่ดี คราวนี้เริ่มเขย่งเท้าอีกนิดนึง เอื้อมก็แล้ว เขย่งเท้าก็แล้ว แต่ก็ยังหยิบหนังสือไม่ถึงซะที ทำเอาอีทึกอารมณ์เสียจนได้ ร่างเล็กเอื้อมไปหยิบหนังสือเป็นครั้งสุดท้าย เมื่อเห็นว่ายังไง ๆ ก็เอื้อมไม่ถึงอยู่ดี จึงตัดใจไม่ซื้อผลงานของตัวเองก็ได้

 

...ทำไมต้องวางหนังสือไว้สูง ๆ ด้วยฟ่ะ...

 

แต่ก็ต้องสะดุ้งสุดตัว เมื่อจู่ ๆ ก็มีร่างของใครมาซ้อนอยู่ด้านหลัง ดวงตาสวยเห็นมือของคน ๆ นั้นกำลังเอื้อมไปหยิบนิยายของเขามาเล่มหนึ่ง และนิยายเล่มนั้นก็เลื่อนมาอยู่ตรงหน้าเขาแล้วซะด้วย

 

จะเอาเล่มนี้ใช่มั้ยครับ? เสียงทุ้มต่ำดังมาจากด้านหลัง ไม่รู้ว่าเพราะอะไรเหมือนกัน แต่น้ำเสียงนั้นทำให้ใบหน้าของอีทึกเริ่มจะซับสีจาง ๆ ขึ้นมาซะแล้ว

 

ชะ...ใช่ครับ....ขอบคุณครับ... มือเรียวยื่นไปหยิบหนังสือตรงหน้า และยื่นไปหยิบหนังสือที่เลือกไว้ทั้งหมดมาไว้แนบอก ก่อนจะหันไปมองคนที่ช่วยหยิบหนังสือนิยายของตัวเองให้เมื่อตะกี้นี้

 

ชายหนุ่มร่างสูง ที่ใส่เสื้อยืดกางเกงยีนส์ธรรมดา ๆ และพาดกระเป๋าใบใหญ่อยู่ข้างตัว ใบหน้าที่ดูคมเข้ม กับทรงผมซอยสั้นสีดำนั้นทำให้ดูมีเสน่ห์อย่างประหลาด ร่างสูงเอื้อมไปหยิบหนังสือเล่มเดิมมาอีกเล่มหนึ่ง ทำให้อีทึกยิ้มกว้างออกมาอย่างลืมตัว

 

...ขายหมดแล้วเหรอเนี่ย...ว้าว~...

 

คุณชอบนิยายของนักเขียนคนนี้ด้วยหรอครับ? ชายคนนั้นถามด้วยรอยยิ้ม อีทึกที่มัวแต่ดีใจที่นิยายของตัวเองขายดีสะดุ้งด้วยความตกใจ พอสติกลับเข้าที่เรียบร้อยแล้ว อีทึกก็ส่งยิ้มตอบไปให้ แต่กลับไม่ได้ตอบคำถามของคนตรงหน้าซะนี่

 

...จะตอบยังไงดีละเนี่ย...

 

...ก็คนเขียนอะ....คือฉันเองนี่นา...

 

อะ...เอ่อ...ใช่ครับ ผมชอบมากเลยล่ะ ใช่ว่าชื่อของเขาจะไม่มีคนรู้จักซะเมื่อไหร่ แต่ด้วยความที่เขาไม่ค่อยจะได้ออกไปแสดงตัวต่อสื่อต่าง ๆ ทำให้ผู้คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยจะรู้ว่าหน้าตาของเขาเป็นเช่นไร และการที่ไม่ชอบแสดงตัวเป็นคนดัง ทำให้อีทึกเลือกที่จะตอบไปแบบนั้น

 

จริงหรอครับ! ผมก็เหมือนกัน ผมซื้อนิยายของเขาตั้งแต่เรื่องแรกเลยละ ร่างสูงพูดด้วยน้ำเสียงที่ดูร่าเริงสดใสมากกว่าเดิม คำพูดที่ร่างสูงพูดออกมา ทำให้อีทึกยิ้มแป้นเลยทีเดียว เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้รับคำชมต่อหน้าแบบนี้

 

...นี่รึเปล่านะ...

 

...ที่เขาเรียกกันว่า...ความสุข....

 

อืม....นี้ก็จะเที่ยงแล้ว ถ้าไม่รังเกียจ...ไปทานข้าวด้วยกันมั้ยครับ? ชายหนุ่มพูดพลางดูเวลาที่นาฬิกาข้อมือของตัวเอง ก่อนจะเลื่อนมือมาเกาที่ท้ายทอยด้วยท่าทางเขินอาย อีทึกมองหน้าชายหนุ่มอย่างแปลกใจเล็กน้อย และริมฝีปากบางก็ยกยิ้มขึ้นอีกครั้ง

 

ได้ครับ ไปทานข้าวกันดีกว่า

 

 

+:+:+:+:+:+:+ Love is All Around +:+:+:+:+:+:+

 

 

ภายในร้านอาหารที่ถูกตกแต่งด้วยโทนสีครีม ที่ดูแล้วเรียบง่ายแต่ก็สวยงามยิ่งนัก ชายหนุ่มทั้งสองเลือกที่จะนั่งตรงบริเวณมุมด้านในของร้าน เพื่อความสงบและความเป็นส่วนตัว ทั้งสองสั่งอาหารที่ตัวเองอยากทานกันจนเรียบร้อย ก่อนจะเริ่มเปิดบทสนทนาขึ้นอีกครั้ง

 

คุยกันมาตั้งนานแล้ว ผมยังไม่รู้จักชื่อคุณเลย อีทึกเป็นคนเริ่มถามก่อน ชายหนุ่มตรงทำท่าเหมือนเพิ่งจะนึกออกว่าตัวเองลืมพูดอะไรไป ทำให้อีทึกแอบอมยิ้มเล็ก ๆ อยู่คนเดียว

 

...ทั้ง ๆ ที่เพิ่งเจอกันครั้งแรก...

 

...แต่....วิธีพูดแบบนี้....ทำไมฉันถึงรู้สึกคุ้นเคยจังแหะ?...

 

อ๊ะ ก็ว่าลืมอะไร ผมชื่อ คิม ยองอุน เรียกว่าคังอินก็ได้ ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ คังอินแนะนำตัวเสร็จ ก็ส่งยิ้มไปให้อีกครั้ง อีทึกพยักหน้ารับรู้สองสามครั้ง แต่พอนึกอะไรบางอย่างออก ก็ทำให้อีทึกถึงกับตกใจตาเบิกโพลงเลยทีเดียว

 

...ยองอุน...คังอิน....

 

...หรือว่า....จะเป็น.....!!??....

 

...คนที่เคยโทรศัพท์มาหาแล้วบอกว่าชอบงานของเรานี่หว่า!?...

 

คราวนี้อีทึกเก็บอาการตกใจและเครียดไว้ไม่อยู่ซะแล้ว ไม่รู้จะเรียกว่าโชคดีหรือโชคร้ายดี ที่มีโอกาสได้พบกับแฟนผลงานของตัวเอง แต่ถ้าเขาบอกชื่อของตัวเองไป การแสดงออกที่คังอินแสดงกับเขามันจะเปลี่ยนไปรึเปล่านี่สิ ที่ทำให้เขาเครียดยิ่งกว่า

 

...เฮ้อ....แล้วฉันจะแนะนำตัวยังไงดีเนี่ย?....

 

...ถ้าบอกไปตรง ๆ....เค้าจะเหมือนคนอื่นรึเปล่านะ?...

 

...ที่ทำยังกับว่า....ฉันเป็นคนที่สูงเกินไป....

 

...ฉันละ....เกลียดการแสดงออกแบบนั้นชะมัดเลยแหะ...

 

เอ่อ....เป็นอะไรมากรึเปล่าครับ? ไม่สบายหรอ? คังอินพูดด้วยน้ำเสียงที่ดูจะเป็นห่วงมาก อีทึกส่ายหัวไปมาเป็นการปฎิเสธ ก่อนจะถอนหายใจเฮือกอย่างอดไม่ได้

 

คุณคังอิน ถ้าผมบอกชื่อของผมแล้ว คุณจะทำตัวกับผมเหมือนเดิมได้มั้ย? อีทึกพูดโดยที่ไม่มองหน้าคนตรงหน้า ใบหน้ามนก้มลงเล็กน้อย บรรยากาศตอนนี้เงียบสนิท ไม่มีใครพูดอะไรทั้งสิ้น แต่แล้วอีทึกก็มีความรู้สึกเจ็บแปล๊บที่หน้าผากขึ้นมา จนต้องเอามือมาทาบไว้ที่หน้าผากเพื่อบรรเทาความเจ็บ

 

โอ๊ย!? นี่คุณมาดีดหน้าผากผมทำไมเนี่ย!!?”

 

อะไรกัน เรียกผมว่า คุณอยู่นั่นละ ตอนนี้เรารู้จักชื่อกันแล้วนะ ก็คุยกันแบบสบาย ๆ สิ

 

......

 

คุณจะเป็นใครก็ไม่เห็นจะเกี่ยวอะไรเลยนี่ ยังไงเราก็ยังคุยกันแบบนี้เหมือนเดิมล่ะ

 

......

 

แล้ว...คุณชื่ออะไรล่ะ? ผมจะได้เรียกถูก

 

คังอินปั้นหน้าดุใส่อีทึก ไม่รู้ว่าเพราะอะไรเหมือนกัน แต่การกระทำแบบนั้น ทำให้อีทึกหายโกรธคังอินเป็นปลิดทิ้ง แถมยังหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ อีกต่างหาก

 

...เกิดมา....นอกจากฮีชอลแล้ว....

 

...ฉันยังไม่เคยเจอคนแบบนี้เลยแหะ...

 

...คิก ๆ....แต่ว่าก็ว่าเหอะ....มาบอกให้ฉันห้ามเรียกว่า คุณ...

 

...แต่ทำไมนายยังเรียกฉันแบบสุภาพอยู่เลยเนี่ย...

 

ฉันชื่อ พัค จองซู เรียกฉันว่าอีทึกก็ได้ ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันนะ คังอิน ^ ^” อีทึกพูดเสร็จ ก็จบด้วยการแถมรอยยิ้มโชว์ลักยิ้มสวยไปอีกครั้ง คังอินที่ได้ยินชื่อทำหน้าตกใจเหรอหรา จนร่างเล็กหลุดขำออกมาเสียชุดใหญ่ คังอินกระพริบตาปริบ ๆ เหมือนกับว่ากำลังงุนงงกับสิ่งที่ตัวเองได้ยินเมื่อตะกี้

 

นะ...นาย....นายคือนักเขียนคนนั้นนะหรอ?คำพูดสุภาพที่พูดไว้ตอนแรกเลือนหายไปซะแล้ว ทำให้อีทึกยิ้มออกมาอย่างดีใจ ที่คังอินนั้นทำตามที่สัญญาไว้จริง ๆ แต่ไม่รู้ว่าจะตรงตามสัญญาทุกอย่างรึเปล่านี่สิ ดูจากอาการตกใจนี้แล้ว....สงสัยคงจะปลื้มเขามากจริง ๆ แหะ

 

อื้ม ฉันพูดจริง ฉันว่าฉันแก่กว่านายด้วยซ้ำนะเนี่ย แต่เอาเถอะ เรียกกันเหมือนเพื่อนนี่ละดีแล้ว อีทึกพูดพร้อมพยักหน้ายืนยันสิ่งที่ตัวเองพูดออกไปเมื่อกี้ คังอินที่เริ่มจะรวบรวมสติได้บ้างแล้ว ก็ยิ้มแห้ง ๆ ส่งไปให้ร่างเล็ก

 

แหะ ๆ...หวา ตกใจชะมัดเลยแหะ ไม่นึกว่าจะได้คุยกับคนดังนะเนี่ย ฮ่า ๆ พูดเสร็จ คังอินก็หัวเราะออกมาเสียงดัง ทำเอาอีทึกงงแทนละคราวนี้

 

...อะไรกัน....ยังมีคนที่เพี้ยนยิ่งกว่าฮีชอลอีกหรอเนี่ย?....

 

...ปกติ....ถ้าฉันแนะนำตัวเสร็จ....

 

...ไม่ว่าจะเป็นใคร....ต่างก็ทำตัวสุภาพกับฉัน....

 

...แต่คังอิน....กลับหัวเราะเหมือนกับเป็นเพื่อนกันธรรมดา ๆ....

 

...หึ....ดีใจชะมัดเลยแหะ...

 

งั้นแสดงว่าตอนอยู่ร้านหนังสือ ที่จู่ ๆ นายก็ยิ้มออกมา เพราะฉันซื้อนิยายเล่มสุดท้ายของนายอะดิ? คังอินที่กำลังเรียบเรียงเรื่องต่าง ๆ ที่ผ่านมาถามขึ้น อีทึกส่งยิ้มกว้างไปให้ พร้อมกับพยักหน้าหงึกหงักเป็นการตอบ เท่านั้นละ ทั้งสองต่างหลุดหัวเราะออกมาพร้อมกันทั้งคู่

 

ฮะ ๆ นายคิดผิดแล้วละที่มาซื้อนิยายน้ำเน่าของฉันเนี่ย อีทึกพูดทั้ง ๆ ที่ยังหัวเราะค้างอยู่ คังอินส่ายหน้าแทบจะทันทีที่อีทึกพูดจบ ก่อนจะพูดตอบกลับไปบ้าง

 

ฉันว่ามันมีข้อคิดดี ๆ เยอะออก คนเก่งจริงเค้ามักจะไม่พูดอวดหรอกว่าตัวเองเก่งนะ ^ ^” คังอินพูดพร้อมกับพยักหน้ากับความคิดที่ดูจะมีหลักการของตัวเอง ทำเอาอีทึกอมยิ้มออกมาเลยทีเดียว

 

คิก ๆ งั้นก็ขอบคุณสำหรับคำชมด้วยละกัน พูดพร้อมกับส่งยิ้มหวานไปให้ นี่คงจะเป็นครั้งหนึ่งที่ยอมเปิดใจให้กับคนอื่น หลังจากที่ไม่ได้ทำมานานเลยทีเดียว

 

 

อีทึก ฉันขอไปห้องน้ำแป๊ปนึงนะ คังอินพูดพลางลุกขึ้นยืนเต็มความสูง อีทึกพยักหน้าตอบรับ ใบหน้าก็หันไปตามทางที่คังอินเดิน สายตาจดจ้องแผ่นหลังกว้างของร่างสูงจนกว่าจะลับสายตาไป ถึงแม้ว่าร่างของคังอินจะลับสายตาไปแล้ว แต่อีทึกยังคงจดจ้องอยู่ตรงจุด ๆ เดิมโดยที่ไม่ละสายตาไปไหน

 

...ฉันจะคิดไปเองรึเปล่านะ....

 

...ว่าตอนที่ฉันส่งยิ้มไปให้คังอิน....

 

...เหมือนกับว่า......เค้าหน้าแดง??....

 

...เค้าเขินฉันอย่างนั้นเหรอ???...

 

อีทึกสะบัดหัวไปมาแรง ๆ ไล่ความคิดบ้า ๆ ของตัวเองให้หลุดออกไปจากหัว ก่อนจะเลื่อนมือมาตบที่แก้มตัวเองเบา ๆ สองสามครั้ง และถอนหายใจอย่างไม่รู้สาเหตุ

 

...เฮ้อ....เป็นอะไรไปเนี่ยเรา.....

 

...ก็แค่คิดว่า....คังอินเขินเรา.....

 

...ทำไม.....ฉันจะต้องดีใจด้วยเนี่ย?.....

 

 

+:+:+:+:+:+:+ Love is All Around +:+:+:+:+:+:+

 

 

คังอินเดินพาร่างของตัวเองมาจนถึงห้องน้ำในเวลาไม่นาน มือหนาถูกเลื่อนไปวางค้ำไว้ที่บริเวณอ่างล้างหน้า ใบหน้าคมก้มลงเล็กน้อย ก่อนจะเงยขึ้นมามองใบหน้าของตัวเองที่ถูกสะท้อนกับกระจกใสบานใหญ่ แต่พอเห็นใบหน้าของตัวเองปุ๊บ มือของเขาก็รีบเลื่อนมาปิดที่ใบหน้าของตัวเองแทบจะทันที

 

หวา....หน้าแดงเถือกเลยเรา.... ใบหน้าคมก้มลงอีกครั้งอย่างเขินอาย ก่อนจะเปิดก๊อกน้ำ และใช้มือกวักน้ำล้างหน้าตัวเองเสียยกใหญ่ พยายามใช้ความเย็นจากของเหลว ช่วยลดอุณหภูมิของใบหน้าที่ร้อนจัดในตอนนี้ลง แต่....พยายามเท่าไหร่ ก็ดูเหมือนว่ามันจะลดลงเพียงแค่นิดเดียวเท่านั้น

 

...ไม่อยากจะเชื่อเลย....

 

...ว่านักเขียนที่ฉันชื่นชม....

 

.....เป็นคนเดียวกัน......กับคนที่ฉันชอบ..... เสียงทุ้มพูดออกมาอย่างแผ่วเบา ก่อนจะเม้มริมฝีปากแน่นจนเป็นเส้นตรง มือหนาเลื่อนมาปิดที่ปากของตัวเอง ก่อนจะเลื่อนมือออก เผยให้เห็นรอยยิ้มที่อยู่ภายใต้ฝ่ามือเมื่อกี้นี้

 

...มันเป็นโชคชะตารึเปล่านะ?...

 

คังอินใช้มือลูบใบหน้าเพื่อเช็ดหยดน้ำที่ยังเกาะอยู่ออกไปอย่างลวก ๆ ก่อนจะพาร่างของตัวเองออกไปจากห้องน้ำเดินกลับไปยังโต๊ะอาหาร ที่อีทึกกำลังนั่งรออยู่ ระยะทางที่ไม่ไกลมาก ใช้เวลาไม่นานคังอินก็เดินมาถึงโต๊ะ และหย่อนตัวลงนั่งที่เก้าอี้ตำแหน่งเดิม

 

อาหารมาแล้ว กินเลยสิคังอิน อีทึกพูด ก่อนจะก้มหน้าก้มตากินอาหารที่ตัวเองสั่งไว้บ้าง ท่าทางการกินที่ดูตั้งอกตั้งใจเป็นพิเศษ จนเหมือนกับเด็ก ๆ ทำให้คังอินแอบยิ้มอยู่คนเดียว และเริ่มกินอาหารของตัวเองบ้าง

 

คังอิน รู้มั้ย เมื่อวานน่ะนะ..... และแล้วบทสนทนาก็เริ่มขึ้นอีกครั้ง อีทึกชวนคุยบ้าง กินบ้าง ทำให้มื้ออาหารมื้อนี้ค่อนข้างจะครื้นเครง ถึงแม้ว่าจะอยู่กันแค่สองคน แต่บรรยากาศที่อบอุ่นนั้นกลับแผ่กว้างออกไปจนคนอื่นรู้สึกได้

 

พูดคุย หัวเราะ หยอกเอิน และกลับมาก้มหน้าก้มตากินอีกครั้ง วนเวียนไปอยู่อย่างนี้ ทั้ง ๆ ที่เวลาเพิ่งจะผ่านไปได้เพียงไม่นาน แต่คังอินและอีทึกต่างรู้สึกว่าเวลาแห่งความสุขนี้ เหมือนกับว่าจะหยุดนิ่งอยู่กับที่ เหมือนกับเป็นเวลาที่ผ่านมายาวนานแล้วก็ว่าได้...

 

...การที่เราเปิดใจต่อกัน....

 

...มันคงจะเป็นความสุขที่ล้นเหลือ....จนเราไม่อาจจะเก็บไว้ได้เพียงคนเดียว...

 

...มันมีมาก....จนเราต้องแบ่งปันให้กันและกัน....

 

...จึงทำให้คนสองคน....มีความสุขได้มากขนาดนี้....

 

 

ฮ้า~ อิ่มชะมัดเลย ทั้งสองพูดออกมาพร้อมกัน และใช้มือลูบที่หน้าท้อง เป็นการบอกว่าอิ่มแล้วจริง ๆ แต่พอต่างฝ่ายต่างได้ยินและเห็นการกระทำที่เหมือนกับตัวเองเปี๊ยบ ทำให้ทั้งสองจ้องตากันตาไม่กระพริบ

 

นายเลียนแบบฉันทำไม?? คราวนี้ก็หลุดพูดออกมาพร้อมกันอีก สายตาของทั้งคู่จ้องกันอย่างอาฆาต ต่างฝ่ายต่างทำหน้าตาหาเรื่องกันสุด ๆ และ.....

 

...............อุ๊บ...........ฮ่า ๆ ๆ ๆ ๆ!!!!!!”

 

สุดท้าย...ทั้งสองก็หลุดขำออกมาทั้งคู่จนได้ ไม่ใช่ว่าไม่รู้ ว่าสิ่งที่ทำลงไปนี้เป็นการกระทำที่เหมือนกับเด็กหัวแข็งไม่ยอมใคร แต่ก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไร ทั้ง ๆ ที่เพิ่งคุยกับคนตรงหน้าเป็นครั้งแรก แต่กลับรู้สึกสบายใจมากอย่างที่ไม่เคยเป็น

 

หลังจากนั่งคุยกันอีกสักพัก คังอินก็อาสาเป็นคนจ่ายค่าอาหารมื้อนี้เอง ทำเอาอีทึกยิ้มแก้มปริ แถมกอดคังอินไปซะเต็มรัก แต่อีทึกจะรู้บ้างหรือเปล่านะ...ว่าการกระทำแบบนี้ ทำให้คังอินหัวใจเต้นระรัวจนเกือบจะเก็บอาการดีใจไว้ไม่ไหว

 

...วะ...หวา....นี้ฉันฝันไปรึเปล่าเนี่ย?...

 

...ฉันโดนอีทึกกอด.....แถมกอดซะแน่นแบบนี้....

 

...ทำไงดีละ...มันหุบยิ้มไม่ลงซะแล้ว....

 

...สงสัย....วันนี้ฉันคงจะกลายเป็นคนบ้าแน่ ๆ....

 

 

ร่างของชายหนุ่มสองคนเดินออกมาจากร้านอาหาร ขาสองคู่ก้าวเดินไปอย่างไม่รีบร้อน เดินไปเรื่อย ๆ โดยที่ไม่ได้กำหนดจุดหมายปลายทางไว้แน่นอน บางทีเห็นร้านที่มีของน่าสนใจก็เดินเข้าไปแวะบ้าง หาของกินเล็ก ๆ น้อย ๆ ตามร้านริมทางบ้าง

 

คังอิน ดูนี่สิ สวยมั้ย ๆ มือเรียวหยิบสร้อยคอรูปร่างแปลกตาแต่ดูสวยงามขึ้นมาหนึ่งเส้น พลางยื่นไปวางไว้ในมือของคังอิน มือหนายกสร้อยคอขึ้นสูง และใช้สายตาจ้องมองพิจารณาอย่างตั้งใจ

 

อื้ม ก็สวยดีนี่ นายชอบหรอ? คังอินตอบและถามต่อในคราวเดียวกัน อีทึกพยักหน้าหงึกหงักเป็นการตอบกลับ ก่อนจะหยิบสร้อยเส้นนั้นจากมือของคังอินกลับคืน และก้มหน้าก้มตาดูของประดับชิ้นอื่นต่อ

 

คังอินเห็นว่าคงจะอีกนานกว่าอีทึกจะเลือกเครื่องประดับเสร็จ เลยตัดสินใจบอกอีทึกว่าจะไปรอแถวแม่น้ำฮันท่าจะดีกว่า มือหนาจัดการเปิดกระเป๋าใบใหญ่ของตัวเอง ก่อนจะหยิบกล้องประจำตัวของตัวเองขึ้นมา ระหว่างที่รอคนที่อยู่ในร้าน คังอินก็ถ่ายรูปมุมนู้นมุมนี้ไปได้เยอะพอสมควรเชียวละ

 

 

ว้าว~ นายเป็นช่างภาพหรอเนี่ย~” จู่เสียงหวานก็ดังขึ้นมาด้านหลัง ทำเอาคังอินสะดุ้งเลยทีเดียว

 

อะ...ใช่ นายสนใจจะถ่ายรูปคู่กันมั้ยละ? คังอินหันหลังกลับไปมองใบหน้าของอีทึก ที่ตอนนี้ยิ้มอย่างดีใจและทำท่าตื่นเต้นสุด ๆ

 

เอาสิ ๆ ถ่ายเลย ๆ ฉันไม่ได้ถ่ายรูปตั้งนานแล้ว ไม่พูดปล่าว อีทึกจัดการใช้มือเซ็ททรงผมให้เนี๊ยบยิ่งกว่าเดิม ทำเอาคังอินหลุดหัวเราะออกมาเสียชุดใหญ๋

 

ฮ่า ๆ ๆ!! ไม่ต้องเนี๊ยบขนาดนั้นก็ได้ พูดไปหัวเราะไป อีทึกที่กำลังจัดทรงให้เรียบร้อยถึงกับชะงัก ร่างเล็กส่งค้อนไปให้คนข้าง ๆ เสียวงใหญ่ ก่อนจะเข้าไปยืนใกล้ ๆ กันเพื่อถ่ายรูป

 

แขนแกร่งเลื่อนไปโอบไหล่บอบบางให้เข้ามาใกล้กันมากขึ้น ใบหน้ามนขึ้นสีระเรื่อเล็กน้อย ไหล่ข้างหนึ่งของอีทึกซบไปกับอกกว้างของคังอิน รับรู้ได้ถึงจังหวะการเต้นของหัวใจของร่างสูง คังอินยืดแขนข้างทื่ถือกล้องไว้สูงขึ้นเล็กน้อย

 

เอ้า อยากโพสท่าอะไรก็เอาเลย คังอินพูดด้วยรอยยิ้ม อีทึกไม่คิดอะไรมากเลย ชูสองนิ้วขึ้นมาโพสท่าคลาสสิค พร้อมกับเผยรอยยิ้มโชว์ลักยิ้มสวยอีกด้วย

 

ฉันจะถ่ายแล้วนะ 3…2…1….”

 

ประโยคที่สิ้นสุดลง กล้องกำลังจะบันทึกภาพของทั้งคู่เก็บไว้เป็นความทรงจำ แต่ก่อนที่จะได้เก็บภาพนั้นไว้ แขนเรียวของอีทึกที่โพสท่าไว้ก็ลดลง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นท่าอื่น และ....

 

แชะ!’

 

 

 


...เหมือนโลกหยุดหมุน....

 

ภาพที่ตอนแรกคาดว่าน่าจะออกมาเป็นแนวพี่น้องที่น่ารัก คนเป็นพี่โอบไหล่น้องชายคล้ายกับว่าจะปกป้องคน ๆ นี้ไว้เสมอ อีกคนก็โชว์ความสดใสร่าเริงที่มีอยู่มากให้ได้เห็น ซึ่งจริง ๆ แล้วกลับเป็นน้องชายต่างหากที่ปกป้องพี่ชาย แต่ภาพที่ได้กลับกลายเป็นว่า...

 

...คนสองคนกำลังกอดกันอย่างอบอุ่น....

 

คังอินยืนแข็งทื่อจนแทบจะกลายเป็นท่อนไม้ ปกติเขาเป็นคนที่คิดอะไรได้รวดเร็ว แต่รู้สึกว่าตอนนี้สมองมันตื้อไปหมด แขนแกร่งยังคงโอบไหล่บางไว้เช่นเดิม และวงแขนเล็กกลับกอดเอวของร่างสูงไว้แน่น

 

...ทั้ง ๆ ที่เวลานั้นผ่านไปเพียงไม่นาน....

 

...แต่ทั้งสองคน....รู้สึกราวกับว่าเวลาของโลกมันหยุดลง....

 

อีทึกคลายวงแขนออก พร้อม ๆ กับที่คังอินลดแขนลงและเก็บกล้องลงกระเป๋าใบใหญ่ ใบหน้าคมหันหน้าไปอีกทาง และมองไปที่ท้องฟ้าแก้เก้อ ส่วนอีทึกก็ก้มหน้างุด หันหน้าไปอีกทางเช่นกัน นิ้วชี้เรียวเขี่ยที่แก้มเนียนใสไปมาแก้เขิน

 

...ทำไมจู่ ๆ ฉันถึงอยากจะกอดเค้านะ....

 

...แค่เผลอคิดไปนิดเดียว....

 

...ร่างกาย....ก็ทำไปก่อนล่วงหน้าซะแล้ว....

 

...อ๋า.....ไม่จริงใช่มั้ย.....รึว่า....ฉันจะ.....

 

 

คังอิน....ฉันอยากกลับบ้านแล้วอะ อีทึกพูดขึ้นทำลายความเงียบงันระหว่างเขาและคังอิน ร่างสูงหันไปมองตามทางของเจ้าของเสียง ซึ่งตอนนี้เดินนำหน้าเขาไปเล็กน้อยแล้ว คังอินจึงเดินไปเคียงข้างร่างเล็กเป็นเพื่อนเดินกลับ

 

เดี๋ยวฉันเดินไปส่ง คังอินพูดห้วน ๆ พร้อมกับเดินนำหน้าไปเล็กน้อย เหมือนกับว่ารู้เส้นทางบ้านของอีทึกเป็นอย่างดี แต่ร่างเล็กกลับไม่รู้ทันกับท่าทางแปลก ๆ ของคังอินเลยสักนิด

 

ร่างสูงใหญ่ของคังอินและร่างเล็กของอีทึกเดินไปตามเส้นทางที่คุ้นเคย ทิวทัศน์โดยรอบถึงแม้ว่าจะมีคนอยู่จำนวนมาก ที่ต่างพากันเดินขวักไขว่เสียเยอะแยะไปหมด แต่อีทึกรู้สึกราวกับว่าโดยรอบนั้นมันดูเหมือนกับว่าไม่มีอะไรเลย มีแต่เพียงสีขาวที่ปกคลุมไปโดยรอบ

 

อีทึกที่ก้มหน้าก้มตาเดินตามหลังคังอินอยู่เล็กน้อยเงยหน้าขึ้น ดวงตาสวยจดจ้องไปยังร่างของคนที่อยู่ตรงหน้าอย่างพิจารณา ไหล่กว้างที่ดูแข็งแกร่ง ท่อนแขนที่ดูมีกล้ามนิด ๆ เหมาะกับหุ่นของผู้ชาย ช่วงขาเรียวยาวที่ก้าวไปข้างหน้าเหมือนกับว่ากำลังเดินอยู่เพียงคนเดียว แต่....เขากลับรู้สึกว่าคังอินเดินไปอย่างช้า ๆ เพื่อให้เขาเดินตามได้ทัน ทำให้เขาแอบยืนอมยิ้มกับความใจดีของคังอินที่มอบมาให้เขา

 

ทั้งสองไม่ได้พูดคุยอะไรกันระหว่างทางเดิน ต่างฝ่ายต่างเดินกันไปเรื่อย ๆ ตามเส้นทาง หันไปมองดูสภาพรอบ ๆ เมืองที่คุ้นเคยอยู่แล้วอย่างไม่วางตา เช่นเดียวกับช่วงขาที่ก้าวต่อไปไม่หยุดเช่นกัน

 

หืม?

 

ร่างเล็กที่กำลังสนใจกับการมองดูบรรยากาศรอบ ๆ ของเมือง ส่งเสียงสงสัยอยู่ในลำคอ ที่จู่ ๆ มือของเขาก็มีมือของใครสักคนมาจับไว้แน่น ใบหน้ามนก้มลงมองที่มือของตัวเอง ที่บัดนี้มีมือใหญ่กำลังจับกุมไว้แน่นแต่อ่อนโยนยิ่งนัก ก่อนที่อีทึกจะใช้สายตามองไปตามแขนของคน ๆ นั้นและเงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่มอย่างไม่เข้าใจสักเท่าไหร่

 

คังอินยังคงเดินนำหน้าอีทึกอยู่เล็กน้อยเช่นเดิม แต่เปลี่ยนไปเล็กน้อย ตรงที่เขาเลื่อนมือไปจับมือกับอีทึกที่เดินอยู่ด้านหลัง ใบหน้าคมยังคงจ้องตรงไปตามทางตรงหน้า อีทึกทำหน้าตาสงสัย เหมือนจะทำให้คนตรงหน้าได้รู้ถึงอาการของเขา ทั้ง ๆ ที่คังอินไม่ได้หันมามองด้านหลัง แต่พอดวงตากลมโตเหลือบไปมองบริเวณใบหูของคังอิน ก็ต้องยิ่งสงสัยหนักเข้าไปอีก

 

...เอ๋???....นั่นมัน......

 

...นี่ฉันไม่ได้ตาฝาดไปใช่มั้ย??....

 

 

...หูของคังอิน......แดง......

 

...เค้าเขินงั้นหรอ?........

 

อีทึกที่เห็นสิ่งที่ไม่คาดฝันกระพริบตาปริบ ๆ ระหว่างที่เดินไป บางทีคังอินก็ก้มหัวลงเล็กน้อยเหมือนกับว่าจะมองแต่ทางเดินอย่างเดียว บางทีก็ใช้มืออีกข้างที่ว่างอยู่เลื่อนมาปิดบริเวณใบหน้าบ้าง พอสมองของอีทึกได้คิดประมวลผลอย่างดีแล้ว ริมฝีปากบางก็ยกยิ้มขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่

 

...คิก ๆ.....ทำตัวน่ารักจังนะ.....

 

...มือของนาย.....ที่กำลังจับมือฉัน....

 

...มันอบอุ่นมาก ๆ เลยล่ะ....คังอิน....

 

 

+:+:+:+:+:+:+ Love is All Around +:+:+:+:+:+:+

 

 

ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปช้าเร็วขนาดไหน แต่ตอนนี้ร่างของทั้งสองกำลังยืนหยุดอยู่ที่หน้าบ้านของอีทึก ทั้งสองยืนอยู่ที่ประตูรั้วเตี้ยที่หน้าบ้าน มือยังคงจับกันไว้แน่นเช่นเดิม ใบหน้าของทั้งคู่ก้ม ๆ เงย ๆ สำรวจนู่นนี่รอบ ๆ บ้าน ทั้ง ๆ ที่อีทึกเป็นเจ้าของบ้านอยู่แล้วยังหันหน้าสำรวจบ้านตัวเองเสียยังกับเป็นแขกซะอย่างนั้น

 

“ถึงบ้านนายแล้วนะ” คังอินเริ่มพูดก่อน อีทึกก้มหน้าลงเล็กน้อย ก่อนจะส่งเสียงในลำคอเป็นการตอบกลับ

 

“อื้อ...” มือเรียวผละออกมาจากมือหนาที่แสนอบอุ่นนั้น ประตูรั้วถูกเปิดและปิดด้วยฝีมือของอีทึก ร่างเพรียวหันหลังกลับมาส่งยิ้มให้กับร่างสูงอีกครั้งหนึ่ง

 

“กลับบ้านดี ๆ ละ คังอิน” เสียงหวานบวกกับรอยยิ้มสวยที่คังอินได้รับนั้น ทำให้ร่างกายของเขาถูกตรึงไว้นิ่งอย่างไม่รู้ตัว เสียงเปิดและปิดประตูที่ดังขึ้นนั้นไม่ได้เรียกสติของร่างสูงให้กลับมาเลยสักนิด

 

เวลาผ่านไปสักครู่หนึ่ง คังอินก็สะดุ้งเล็กน้อยเมื่อสมองประมวลเหตุการณ์จนเสร็จเรียบร้อยแล้ว หัวกลม ๆ สะบัดไปมาอย่างแรงสองสามที ก่อนที่มือหนาจะเลื่อนมาสอดที่กระเป๋ากางเกงของตัวเอง

 

“หืม?”

 

มือที่สัมผัสได้ถึงวัตถุบางอย่างที่อยู่ในกระเป๋า คังอินหยิบของชิ้นนั้นออกมาดู ก็พบว่าเป็นสร้อยคอเงินรูปกางเขนที่มีขายอยู่ทั่ว ๆ ไป แต่ก็ดูสวยงามยิ่งนัก ที่มีเศษกระดาษแผ่นเล็กแนบติดมาด้วย คังอินจัดการเก็บสร้อยนั้นลงในกระเป๋าเช่นเดิม ก่อนจะเปิดเศษกระดาษที่ถูกพับนั้นออก

 

 

ถึง...คังอิน

 

เป็นไงบ้าง~ สร้อยที่ฉันเลือกให้ สวยมั้ยละ?

ฉันก็มีสร้อยที่เหมือนกันอยู่อีกเส้นนึงนะ เราจะได้เอาไว้ใส่คู่กัน ^ ^

 

แล้วก็ อีกอย่างนะ เย็นนี้ นาย.........

 

 

นัยน์ตาคมค่อย ๆ อ่านข้อความที่อีทึกแอบส่งให้ตัวเองอย่างช้า ๆ จนเมื่อถึงประโยคสุดท้าย ทำให้คังอินอดที่จะยืนยิ้มกว้างไม่ได้ อีทึกขอให้เขาทำอะไรบางอย่างให้ ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาแทบจะยอมทำให้โดยที่ไม่ต้องขอด้วยซ้ำ

 

เศษกระดาษใบเล็กถูกพับเก็บและใส่ลงกระเป๋าไว้เช่นเดิม คังอินหันไปมองบ้านของอีทึกอีกครั้งเป็นเชิงบอกลา ก่อนจะเดินกลับบ้านของตัวเองไปด้วยรอยยิ้มที่เปี่ยมสุข...

 

 

+:+:+:+:+:+:+ Love is All Around +:+:+:+:+:+:+

 

 

แอ๊ด~...

 

เสียงเปิดประตูบ้านที่แผ่วเบา ก่อนจะตามมาด้วยเสียงปิดประตูที่แผ่วเบาเช่นกัน อีทึกจัดการถอดรองเท้าไว้หน้าบ้านอย่างระเกะระกะตามนิสัยของผู้ชาย ขาเรียวสมส่วนก้าวเข้ามาภายในบริเวณบ้านอย่างช้า ๆ และสบายอารมณ์เป็นที่สุด

 

หมับ~ ฟอด~!!’

 

“เฮ้ย!!!!???” ร่างเล็กสะดุ้งสุดตัว มือเรียวเลื่อนมาแนบบริเวณแก้มด้านที่ถูกใครสักคนมาหอมแก้ม แต่จะหันหน้ากลับไปมองตอนนี้ก็ไม่ไหว เพราะคน ๆ นั้นเรียกได้ว่ากระโดดมากอดเขาเสียแน่นแบบกะจะเอาให้ตายกันไปข้าง จนเขายืนตัวตรงยังไม่ไหวเลย กว่าอีทึกจะกลับมายืนตัวตรงได้ ก็ต้องรอให้เจ้าของอ้อมกอดนั้นผละออกไปเสียเอง

 

“อ๊า~~~ พี่จองซู~~~ ในที่สุดพี่ก็ออกมาจากห้องขังซะที ผมละคิดถึ๊ง~ คิดถึงพี่ชะมัด” เสียงที่อีทึกคิดว่าเป็นเสียงที่ฟังดูกวนส้นที่สุดในชีวิต จะเป็นใครไม่ได้นอกจากคยูฮยอนน้องชายตัวแสบของเขานี่เอง

 

พอรู้ว่าคนที่มาหอมแก้มและกอดเขาเสียแน่นเป็นใคร อีทึกจึงส่งยิ้มปานนางฟ้ามาจุติไปให้น้องชายสุดที่รัก ทำเอาคยูฮยอนแทบจะโผเข้าไปกอดอีกครั้ง....ถ้าไม่โดนอีทึกเขกหัวซะก่อนน่ะนะ

 

โป๊กกก~!?’

 

“โอ๊ยยยยยยยย เจ็บน่ะพี่!? นี้มือคนหรือค้อนกันแน่เนี่ย!!” คยูฮยอนเลื่อนมือข้างหนึ่งไปถูเบา ๆ บริเวณที่โดนเขกเพื่อบรรเทาอาการเจ็บ โดนเข้าไปเมื่อกี้ทำเอาน้ำตาเล็ด ท่าทางที่น่าสงสารของคยูฮยอนทำเอาอีทึกหัวเราะแห้ง ๆ ออกมาอย่างเอือม ๆ

 

“แล้วใครใช้ให้มากอดพี่เสียแน่นขนาดนั้นห๊ะ! กะจะให้พี่ตายเลยรึไง!” อีทึกพูดเสียงดุ พร้อมกับทำท่าที่คิดว่าตัวเองน่าจะทำได้น่ากลัวมาก ๆ แต่...เจ้าตัวไม่เคยรู้เลย ว่าสำหรับคยูฮยอนแล้ว ไม่ว่าอีทึกจะทำท่ายังไง เขาก็มองว่าพี่ชายตัวเองน่ารักอยู่ดีแหละ

 

“ฮู้ย~ น่ากลัวตะ....”

 

“พอ ๆ ไม่ต้องพูดแล้ว พี่จะขึ้นไปห้องก่อน เดี๋ยวลงมา คยูก็นั่งกินขนมรอไปก่อนละกัน” ไม่ปล่อยให้คยูฮยอนได้ต่อปากต่อคำ อีทึกจัดการตัดบทชิงขึ้นไปบนห้องของตัวเองเสียก่อน ปล่อยให้คยูฮยอนยืนลูบหัวตรงที่ถูกเขกอยู่ตรงนั้นคนเดียว

 

คยูฮยอนไม่รู้เลย อีทึกที่กำลังเดินขึ้นไปห้องของตัวเองที่อยู่ชั้นบนนั้น กำลังแอบหัวเราะกับอาการเอ๋อของตัวเองเลยสักนิดเดียว

 

...ได้แกล้งคยูแล้ว...อิอิ...

 

...ก็รู้ละน้า~...ว่าคิดถึงพี่มากขนาดไหน...

 

...แต่พอเห็นหน้าตาน้องชายสุดที่รักทีไร....

 

...มันก็อยากแกล้งขึ้นมาทุกทีสิน้า~....

 

 

“.........อะไรว่ะ ยังไม่ทันได้ต่อปากต่อคำเลย ชิส์” คยูฮยอนทำท่าฟึดฟัดอย่างไม่สบอารมณ์ ก่อนจะเปลี่ยนท่าเป็นยืดกอดอกอย่างเซ็ง ๆ

 

...ฮึ่ย....คิดว่าไม่มีใครเห็นรึไง...

 

...เมื่อกี้อ่ะ....มากับใครก็ไม่รู้....

 

...แต่ที่แน่ ๆ.....สงสัยคน ๆ นั้นต้องชอบพี่อีทึกแหงเลย....

 

“ฮึ่ย ๆ ๆ ก็พี่จองซูน่ารักขนาดนี้ คนเป็นน้องอย่างเราก็ต้องหวงอยู่แล้ว!!” คยูฮยอนตะโกนอย่างโมโหออกมาเสียงดัง ก่อนจะเดินกระแทกเท้าปึงปังไปที่โซฟา และเปิดทีวีเพื่อระงับอารมณ์ของตัวเอง...

 

 

 

ทางด้านอีทึกที่เดินกำลังจะถึงหน้าห้องตัวเอง พอได้ยินเสียงตะโกนของคยูฮยอน ทำให้ขาเรียวต้องชะงักกึก ก่อนจะทำท่างงกับอาการของน้องชายตัวเอง

 

...อ้าว...เป็นอะไรไปแล้วละนั่น?...

 

...แค่ไม่ได้ต่อปากต่อคำ....ถึงกับลงแดงเชียวเรอะ?...

 

อีทึกผู้ไม่รู้ถึงความหวงพี่ชายของคยูฮยอนเลยแม้แต่นิด ได้แต่ยืนส่ายหัวเอือมระอากับอาการของน้องชาย เมื่อปลงกับสภาพของคยูฮยอนได้แล้ว ขาเรียวก็ก้าวไปยังหน้าห้องของตัวเองต่อ

 

“อ๊ะ นี่มัน...”

 

ร่างเล็กที่หยุดยืนอยู่หน้าประตูห้องของตัวเอง เห็นกระดาษใบเล็ก ๆ แผ่นหนึ่งแปะอยู่ที่บานประตู ดวงตากลมโตกวาดสายตาอ่านตัวหนังสือที่ไม่สวยและไม่หยาบจนเกินไป

 

 

ไง...นางฟ้าปีกหัก

 

วันนี้ฉันไม่ว่างที่จะมานั่งคุยกับนายหรอกนะ

เอาเป็นว่า พรุ่งนี้ กรุณาจัดเวลาให้ว่างทั้งวันด้วยนะ คุณนักเขียนชื่อดัง

เพราะฉันจะคุย ๆ ๆ กับนายให้หายคิดถึงกันไปข้างนึงเลย

 

หัดใช้ชีวิตเหมือนคนปกติบ้างได้ม่ะ? วัน ๆ อยู่แต่ในห้องไม่เบื่อบ้างรึไง~

แล้วทีหลังก็ช่วยกินข้าวให้ตรงเวลากับชาวบ้านชาวช่องเค้าบ้าง

ไม่ใช่กินข้าวเย็นตอนเที่ยงคืน คอยดูเหอะ ฉันจะสาปแช่งให้นายอ้วนเป็นตุ่มเลย~!

 

จาก...ฮีชอล

 

 

อีทึกปล่อยเสียงหัวเราะออกมาเบา ๆ กับประโยคที่ฮีชอลเขียนทิ้งไว้ให้เขา มือเรียวจัดการดึงกระดาษที่แปะไว้ออกมา ก้มลงมองข้อความในกระดาษนั้นอีกครั้งด้วยรอยยิ้มที่เปี่ยมสุข ข้อความที่ดูเหมือนว่าฮีชอลจะด่าเขา แต่จริง ๆ แล้วกลับแฝงไว้ด้วยความเป็นห่วงและเอาใจใส่เขาอยู่มากเลยทีเดียว

 

...ฉัน....ลืมช่วงเวลาแบบนี้ไปตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ?...

 

...แค่ข้อความที่เพื่อนเขียนทิ้งไว้...

 

...มันทำให้เรา....ยิ้มได้มากขนาดนี้เชียวเหรอ?....

 

...ความรัก....ความห่วงใยที่ส่งผ่านมาทางตัวอักษร....

 

...มันมีค่าต่อคนที่ได้รับมากจริง ๆ....

 

แอ๊ด~’

 

ประตูบานเล็กถูกเปิดและปิดลง ขาเรียวยาวก้าวไม่กี่ก้าวก็หย่อนตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตัวโปรด ตรงนี้เป็นที่เขามักจะนั่งเขียนนิยายเรื่องใหม่ ๆ อยู่เสมอ อีทึกจัดการวางกระดาษที่ฮีชอลเขียนข้อความทิ้งไว้ลงบนโต๊ะ ก่อนจะหยิบปากกาและสมุดเขียนพล็อตเรื่องนิยายของเขาขึ้นมา

 

มือขวาจับปากกามาทาบไว้ที่แก้ม มือซ้ายเคาะบนกระดาษอย่างใช้ความคิด คิ้วเรียวที่ขมวดเข้าหากันเล็กน้อย และเปลือกตาบางที่ปิดดวงตากลมโตสินิลไว้จนมิด อีทึกทำท่าแบบนี้อยู่สักพัก เพื่อนึกพล็อตเรื่องสำหรับนิยายเรื่องใหม่ของเขา เขาพยายามคิดทบทวนสำหรับสิ่งที่เขาได้พบเจอตลอดช่วงเวลาในวันนี้...ช่วงเวลาดี ๆ ที่เขาไม่ได้พบมาแสนนาน...

 

...วันนี้....ฉันก็ได้ค้นพบบางสิ่งบางอย่างแล้วสินะ....

 

...ความรักน่ะ....ไม่เห็นจำเป็นว่า....จะต้องเป็นแบบ คู่รักซะหน่อย...

 

...ความรักมีทั้งแบบเพื่อน....แบบพี่น้อง....แบบพ่อแม่ลูก....แบบแฟน....

 

...ทั้ง ๆ ที่ความรักมันมีอยู่มากมายขนาดนี้....

 

...ทั้ง ๆ ที่ความรักมันอยู่รอบ ๆ เราเสมอมา....

 

...ทำไมฉันถึงได้มองข้ามสิ่งดี ๆ แบบนี้ไปได้นะ?....

 

ริมฝีปากบางยกยิ้มขึ้น ปากกาที่วางทาบไว้กับแก้ม ถูกเลื่อนให้ปลายปากกาจรดลงบนแผ่นกระดาษสีขาวบริสุทธิ์ และขีดเขียนออกมาเป็นตัวอักษรที่ไม่สวยและไม่หยาบจนเกินไป

 

...บางที....การที่เรามัวแต่คิดมากเกินไป....

 

...มันอาจจะทำให้เรา....ลืมมองสิ่งดี ๆ ที่อยู่ข้างกายเราก็ได้เนอะ....

 

...ทำไม....เราไม่ลองมองไปรอบ ๆ กายเราดูบ้างนะ....

 

...บางที....เราอาจจะได้รับความรักมากมายอย่างล้นเหลือ....โดยที่ไม่รู้ตัวก็ได้....

 

ปลายปากกาหยุดลง มือเรียววางปากกาทับไว้บนกระดาษแผ่นเดิม ดวงตากลมโตมองชื่อเรื่องสำหรับนิยายเรื่องใหม่ของตัวเอง ที่เกิดขึ้นได้เพราะเรื่องดี ๆ ในวันนี้ที่เขาได้เจอ... ก่อนจะยกยิ้มขึ้นอย่างพอใจอีกครั้งอย่างมีความสุข...

 

 

‘...Love is All Around…’

 

 

 

 

 

 

((rrRrrrRrrrrR))

 

 

 

ติ๊ด...

 

 

 

“ฮัลโหล.......ว่าไง คังอิน”

 

 

 

 

 

...สำหรับตอนนี้....

 

...ผมว่า....ผมเจอความรักหลายรูปแบบแล้วละ....

 

 

...ตอนนี้.....คุณเจอ ความรักรึยังครับ?....

 

 

 

 

 

 

 

THE END ^ ^

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

แล้วทึกกี้ให้หมีทำไรอ่ะ

โทรหาเหรอ???

ทึกกี้เป็นนักเขียนเหรอ อ่า

น่ารักดีนะ

ความรักอยู่รอบๆตัวคุณ

ความหมายดีจังเลย

#1 By ilealous (58.8.87.124) on 2009-01-07 23:16

อ๋า...พี่เบลล์~หวานได้อีก คิกๆ>.< คังอินเขินใหญ่แล้วววว~ อ๊ากกก~~~ คลั่งคังทึกอีกรอบ

#2 By Zaiki Mizu on 2009-01-11 17:43

#3 By (64.255.180.75) on 2009-07-10 01:45